โดย โสภณ สุภาพงษ์
นโยบายที่โฆษณาโกหกแล้วโกงจะทำให้คนที่เคยชอบ (โฆษณา) กลายเป็นเกลียด
วงจรความเกลียดชังนี้จะยาวนานไม่จบ ถ้าคุณทักษิณยังคงกลับมาอยู่ในการเมืองหลังเลือกตั้งอีกครั้ง ตลาดหุ้น ธุรกิจการค้า การท่องเที่ยว การธนาคารเจ๊งยาวนานแน่นอน นักธุรกิจควรคิดล่วงหน้าได้แล้วครับ....
ผมนั่งเครื่องบินไปภาคใต้กับอาจารย์หมอประเวศ วะสี วันก่อน
อาจารย์หมอประเวศบอกชื่อหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่ต้องการอ่านกับแม่หนูแอร์โฮสเตสคนนั้น
“ขายดีค่ะ หมดเกลี้ยง ไม่มีแล้วค่ะ” แม่หนูตอบ
“แต่หนูว่าอ่านฉบับไหนก็เหมือนกันนะคะ เขียนว่านายกฯ ทักษิณ ทุกฉบับเหมือนกันหมดเลยค่ะ”
คำตอบของแม่หนูแอร์โฮสเตส ทำให้ผมและอาจารย์หมอหันมามองหน้ากันแล้วต้องหัวเราะออกมาพร้อมๆ กัน แม่หนูช่างสะท้อนความรู้สึกของสังคมไทยวันนี้ได้ง่ายๆ บริสุทธิ์ดีเหลือเกิน
วันนี้และข้างหน้า เมืองไทยไม่ได้มีรัฐบาลพรรคเดียว แต่เป็นรัฐบาลคนเดียว ตามอารมณ์อยากของคนคนเดียว
พรรคก็มีคนคนเดียวเป็นนายจ้าง เด็ดขาดเบ็ดเสร็จ มีลูกจ้างคือรัฐมนตรี รวมทั้งคนในพรรคและองค์กรอิสระตรวจสอบ และ ส.ว.บางส่วน ฯลฯ เงินที่ใช้จ้างก็แอบเอามาจากทรัพย์สินของชาวบ้านนั่นแหละ
ข้าราชการและชาวบ้านมีหน้าที่เป็นคนรับใช้ คอยขนอธิปไตยและทรัพย์สินสาธารณะของชาวบ้านไปให้เพื่อขายเป็นหุ้นเป็นเงินของคนคนเดียวและต่างชาติเทมาเส็ก
การบริหารบ้านเมืองใช้วิธีแบบเคาะชามข้าว ชาวบ้านจังหวัดไหนไม่กระดิกหางก็ตัดงบประมาณลงโทษ ทั้งๆ ที่งบประมาณเป็นเงินของชาวบ้าน
อาจารย์หมอประเวศบอกว่า เทมาเส็ก นั้นมีรากคำมาจากชื่อรัฐโบราณบนเกาะสิงคโปร์ซึ่งเคยรบชนะสยาม ผมเลยคิดต่อไปว่า คราวนี้สิงคโปร์เลยชนะอีกครั้ง เพราะมีคนคนเดียวเป็นไส้ศึกร่วมรับผลประโยชน์ไปด้วย
อาจารย์บอกว่าการโกงแผ่นดินขายชาตินี้ ถ้าเป็นสมัยโบราณ ก็ตัดหัวเจ็ดชั่วโคตร ผมเลยคิดต่อไปว่า สมัยนี้แปลกนะ กลับกำลังจะได้ครอบครองชาติเป็นอมตะภาษาโรมันเรียก (Dictator Perpetuus) แปลกครับ
คนไทยที่ออกมามืดฟ้ามัวดินต่อต้านการโกงแผ่นดินขายชาติ การผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง คราวนี้เป็นคนที่เคยชอบนายกฯ คนนี้มาก่อนทั้งสิ้น
แต่ถ้าดูเบื้องหลังนโยบายจริงๆ ของท่าน ก็คงไม่แปลกใจ เพราะยังคงเป็นนโยบายโฆษณาโกหก แล้วโกง
ดังนั้น คนที่เคยชอบเพราะโฆษณาจะพบในที่สุดว่า ถูกโกหกแล้วถูกโกง แล้วจึงเกลียดญาติธรรมสันติอโศกที่เคยชอบนายกฯ จึงบอกว่า “เพราะข้าโง่มาก่อนไง....ข้าจึงหลงส่งเสริมเขา”
เมื่อคนเก่าที่เคยชอบเปลี่ยนเป็นเกลียด ก็ต้องไปโฆษณาโกหกแล้วโกงกับคนใหม่ๆ สักพักนึงคนที่หลงชอบใหม่ๆ ก็จะรู้ว่า “ข้าโง่” ก็จะกลายเป็นเกลียดเพิ่มจำนวนขึ้นอีก
นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามมีแค่ชอบกับไม่ชอบ ไม่ถาวร แต่เกลียดของชาวบ้านถาวรกว่ามาก มีแต่ขยายทั้งคุณภาพและปริมาณไม่เลิก ผมขอยกตัวอย่างที่ฟังมา
เช่น นายกฯ ทักษิณ โฆษณานโยบายชาวบ้านว่า จะยึดถือรัฐธรรมนูญ รธน.มาตรา 39 บอกว่าชาวบ้านมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การสื่อ รธน.มาตรา 44 บอกว่า ชาวบ้านมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ รธน.มาตรา 76 บอกว่า รัฐบาลต้องสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจทางการเมืองฯ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ
แต่พอชาวบ้านมาชุมนุม แสดงความคิดเห็น นายกฯ บอกว่า เขาเป็นกุ๊ย เขาทำลายระบบ ทั้งๆ ที่นายกฯ เองเป็นผู้ล้มล้างระบบรัฐธรรมนูญเสียเอง ชาวบ้านที่ชอบโฆษณา รู้สึกว่าถูกโกหกแล้วถูกโกง ครับ...นี่เป็นตัวอย่างของนโยบายระดับรัฐธรรมนูญที่โฆษณาโกหกแล้วโกง ซึ่งพามาสู่ความเกลียดไม่เลิกของคนที่เคยชอบ
นายกฯ ทักษิณ โฆษณานโยบายกับชาวบ้านว่า จะเลิกกฎหมายขายชาติ ขายรัฐวิสาหกิจ แล้วในที่สุด สาธารณูปโภคพลังงานถูกเอาไปเซ็งลี้กับต่างชาติ ความถี่โทรคมนาคมที่เป็นทรัพยากรของชาติก็ถูกเอามาเป็นหุ้นและเงินของตัวเองกับต่างชาติสิงคโปร์ ทำให้เทมาเส็ก สิงคโปร์ ชนะสยามเป็นครั้งที่สองอย่างอาจารย์หมอประเวศว่า นโยบายที่ใช้วิธีโฆษณาแล้วโกหกทำให้ชาวบ้านที่เคยชอบ รู้สึกถูกโกงแล้วเกลียดครับ....
นายกฯ ทักษิณ โฆษณานโยบายให้มีศูนย์คุณธรรม มีการตั้งสัจจะคุณธรรมส่งให้นายกฯ แต่สุดท้ายนายกฯ ก็ส่งเสริมอบายมุข การพนัน หวยเสรี เหล้า แฟชั่น ให้การท่องเที่ยวฯ ลงนามบันทึกข้อตกลงกับกลุ่มการพนัน กาสิโนต่างชาติฮ่องกงเพื่อพัฒนาเกาะภูเก็ตเป็นเกาะการพนันกาสิโน เรียก ลัคกี้ไอร์แลนด์ ไว้ให้เรือท่องเที่ยวการพนันมาจอดวงเงิน 175,000 ล้านบาท ญาติธรรมที่เคยชอบถึงบอกว่า “เพราะข้าโง่มาก่อนไง.... ข้าจึงได้หลงส่งเสริมเขา” คนที่เคยชอบนโยบายที่โฆษณารู้สึกถูกโกหก ถูกโกง จึงเกลียด
หลังเลือกตั้ง ถ้านายกฯ ยังอยู่แล้วกลับมาอีก (จากเงินที่สะสมไว้มากจึงค่อนข้างแน่) ความเกลียดจะขยายวงต่อต้านอย่างไม่สิ้นสุด เป็นเรื่องระหว่างชาวบ้านที่ถูกโกหกกับนายกฯ การลงทุนโครงการใหญ่จากในและต่างประเทศจะชะงักงัน การท่องเที่ยวจะหยุด ตลาดหุ้นจะตกต่ำ การค้าธุรกิจจะเจ๊ง เหตุร้ายภาคใต้รุนแรงขึ้นอีก ธนาคารการเงินจะซบเซา การค้าอย่างสยามพารากอน และผู้ถือหุ้นจะเจ๊ง
นักธุรกิจการค้าการเงิน นักเล่นหุ้น นายธนาคาร เตรียมตัวแล้วหรือยัง จะรอเจ๊งหรือจะช่วยแก้ไขล่วงหน้าครับ.....
นโยบายโฆษณาโกหกแล้วโกง จะทำให้คนเคยชอบเปลี่ยนเป็นเกลียด ไม่เลิกตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนหลังเลือกตั้งเพิ่มขึ้นยาวนาน แน่นอนครับ ถ้าไม่ช่วยแก้
คุณทักษิณ พักสักพักเถอะครับ ดีกว่า อย่างน้อยครอบครัวจะได้มีความสุขขึ้นกับเศษเงินเจ็ดหมื่นสามพันล้านบาทและที่สะสมไว้อีกหลายแสนล้านครับ.......
26.2.06
24.2.06
วัฒนธรรมคนอย่างทักษิณ
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
จนถึงเดี๋ยวนี้ ผมก็ยังไม่ได้ร่วมลงชื่อขับไล่ทักษิณ ไม่เคยร่วมแถลงข่าวกดดันให้นายกฯ ลาออก
และแน่นอนว่าไม่เคยเข้าร่วมชุมนุมไม่ว่าจะที่สวนลุมฯ ลานพระบรมรูป หรือสนามหลวงเลยสักครั้งเดียว
ไม่ใช่เพราะผมเห็นว่า คุณทักษิณ ชินวัตร ไม่มีความบกพร่องอะไรในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นะครับ
ตรงกันข้ามเลย ผมเห็นว่าคุณทักษิณขาดความชอบธรรมทางการเมืองมานานเต็มทีแล้ว นับตั้งแต่ปล่อยให้มีคนถูกประหารโดยไม่ได้ผ่านกระบวนการยุติธรรมกว่า 2,000 คน ในสงครามปราบยาเสพติด
ตั้งแต่ทำโครงการนานาชนิดกับประชาชนระดับล่าง แล้วไม่ติดตามสนับสนุนให้ลุล่วงเป็นมรรคผลสักโครงการเดียวตั้งแต่ผิดคำพูดกับสมัชชาคนจน อันเป็นกรณีที่ชี้ให้เห็นว่า ถ้าต้องเลือกระหว่างชะตากรรมของคนจนกับของอุตสาหกรที่ไม่มีกึ๋นจะแข่งกับใคร นอกจากเบียดเบียนทรัพยากรของเพื่อนร่วมชาติเพื่อผลิตพลังงานราคาถูกให้ผลาญ คุณทักษิณเลือกเพื่อนของตัวในวงการธุรกิจอุตสาหกรรมก่อน
ตั้งแต่ประเมินสถานการณ์ภาคใต้ผิด แล้วปล่อยให้มีการอุ้มฆ่าผู้คน ด้วยความคิดตื้นเขินว่าอำนาจดิบสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ง่ายและเร็ว จนทำให้เกิดการสังหารหมู่ที่กรือเซะโดยไม่ขยับลงโทษผู้กระทำผิด แม้เป็นเรื่องที่ปิดลับต่อไปไม่ได้แล้ว ปล่อยให้กระทำทารุณต่อประชาชนถึงกับต้องล้มตายร่วมร้อยในกรณีตากใบ และจนถึงทุกวันนี้คุณทักษิณก็ยังเห็นเรื่องร้ายแรงขนาดนั้นว่าเป็นความผิดพลาดทางเทคนิคเท่านั้น คือมีรถไม่พอขนคน
ตั้งแต่ดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจหลายอย่างที่ส่อให้เชื่อได้ว่าเอื้อต่อธุรกิจตนเองและพวกพ้อง แม้มาตรการเหล่านั้นหลายเรื่องสร้างความเดือดร้อนแสนสาหัสแก่ประชาชนบางกลุ่ม เช่น เกษตรกรผู้ปลูกหอมกระเทียมไปจนถึงผู้เลี้ยงโคนม ฯลฯ
ตั้งแต่ทำให้องค์กรและกระบวนการตรวจสอบตามระบอบประชาธิปไตยง่อยเปลี้ยเสียขา เอาเครื่องมือของรัฐเช่น ปปง. ซึ่งควรมีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในการตรวจสอบทรัพย์สมบัติของนักการเมืองฉ้อฉลไปใช้ในทางข่มขู่คุกคามศัตรูทางการเมือง ไม่เว้นแม้แต่หน่วยราชการอื่นๆ เช่นสรรพากรไปจนถึงองค์กรนอกราชการ เช่น ก.ล.ต. ซึ่งสังคมกำลังเขียนเครื่องหมายคำถามตัวเบ้อเฮิ่มอยู่เวลานี้
โอ๊ยพรรณนาไปก็หมดหน้ากระดาษเปล่าครับ
แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็ไม่ได้เห็นว่าคนที่กำลังล่ารายชื่อถอดถอนคุณทักษิณ คนที่ออกมาแถลงข่าวความไม่ชอบธรรมในตำแหน่งนายกฯ หรือคนที่เคลื่อนไหวชุมนุมขับไล่ ฯลฯ ทำอะไรนอกกติกาอย่างที่รัฐบาลพยายามสร้างภาพอยู่เวลานี้
กติกาของระบอบประชาธิปไตยต้องมีพื้นที่สำหรับทุกคน ทุกความเห็น ที่จะแสดงออกได้เสมอมีแต่กติกาของคุณทักษิณเท่านั้นที่ไม่มีพื้นที่เหลือสำหรับใครเลยนอกจากพรรคพวกและขาเชลียร์
คงไม่ลืม ทนายสมชาย นีละไพจิตร นะครับ นั่นแหละเคลื่อนไหวตาม "กติกา" เปี๊ยบเลย แต่กลับถูกอุ้มหายไปโดยหาคนรับผิดชอบอะไรไม่ได้ แม้แต่นายกรัฐมนตรี (ซึ่งเคยแสดงความอวดรู้ว่าเขาทะเลาะกับเมีย) ก็ไม่อายต่อความล้มเหลวที่จะรักษาพื้นที่ใน "กติกา" ให้ปลอดภัยคนที่ออกมาเคลื่อนไหวกดดันและขับไล่คุณทักษิณ ยังไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมายหลักๆ สักข้อถ้าจะบอกว่าวิถีทางของรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยจะอยู่หรือไปอยู่ในสภาเท่านั้น ผมก็อยากถามว่าใครสั่งสอนคุณมาอย่างนี้
สภาเป็นหนึ่งในวิถีทางเท่านั้น พื้นที่ข้างนอกไม่ว่าจะเป็นสื่อ (ที่ไม่ถูกครอบงำ) ในไซเบอร์สเปซ, ในข่าวลือ, ในถนน ฯลฯ ก็ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของวิถีทางของการควบคุมกำกับรัฐบาลทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นการเลือกตั้งที่พรรค ทรท. ฝากความหวังไว้อย่างเหนียวแน่นจะมีความหมายอะไร นอกจากการแสดงปาหี่ให้ดู 60 วันก่อนการตัดสินใจสำคัญทางการเมืองของประชาชน
ถ้าจะหาข้อละเมิดกฎหมายของผู้เคลื่อนไหวในตอนนี้ให้ได้ก็อาจมีกฎหมายป่าเถื่อน เช่น การชุมนุมเกิน 10 คน ซึ่งอาจก่อให้เกิดการจลาจลขึ้นได้ โดยอาศัยวินิจฉัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจะเกิดหรือไม่เกิดจลาจล กฎหมายนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง แต่ก็ยังคงใช้สืบเนื่องมา ตามแต่วินิจฉัยของตำรวจว่าหัวชาวบ้านกลุ่มใดควรถูกตีให้แตกเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายกฎหมายสับปะรังเคของเผด็จการฉบับเดียวยังไม่มีปัญญาจะยกเลิก อุตริจะมาคิดแก้รัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตาม แม้เชียร์อยู่ในใจให้เขาประสบความสำเร็จ ผมก็ไม่ได้ออกมาร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มซึ่งส่วนใหญ่คือเพื่อนฝูงที่รักใคร่นับถือกันทั้งนั้นไม่ใช่เพราะไม่เห็นด้วยนะครับแต่เพราะเป้าหมายของผมไม่ได้อยู่ที่เอาคุณทักษิณออกไป เท่ากับเอาประเทศไทยคืนมาคืนมาให้ใคร?ต้องคืนมาให้แก่ประชาชนซึ่งประกอบดวยคนหลายจำพวก นักธุรกิจแบบคุณทักษิณ, บริวาร และพันธมิตรก็มี, เกษตรกรรายย่อยก็มี, กรรมกรก็มี, นักบวชก็มี, คนพิการก็มี, นักวิชาการก็มี, ช่างตัดผมก็มี ฯลฯ
ถ้าคืนมาให้เฉพาะคนชั้นกลางในเมือง ผมไม่เห็นว่าจะมีอะไรที่ต่างกันมากนักเพราะสิ่งที่น่ารังเกียจอย่างยิ่งนั้นไม่ใช่ทักษิณ แต่คือ "คนอย่างทักษิณ" ต่างหากและคนอย่างทักษิณนั้นไม่ได้มีเฉพาะเศรษฐีซึ่งยังอธิบายธนสารสมบัติของตัวไม่ได้เป็นที่กระจ่างใจแก่คนไทยจำนวนมากเท่านั้น แต่รวมไปถึงคนอื่นๆ อีกมากที่อยู่ในกลุ่มคนชั้นกลาง ทั้งที่อยู่ในสภาพัฒน์, ในตลาดหลักทรัพย์ฯ, ในวงการเมืองหรือแม้แต่คนที่ไม่ได้อยู่ในที่เหล่านั้นเลย แต่ถูกครอบงำด้วยอุดมคติและโลกทรรศน์แบบนั้น เช่น คุณชวน หลีกภัย, คุณบรรหาร ศิลปอาชา, คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ฯลฯ ก็อาจมีความเป็นคนอย่างทักษิณผสมปนเปอยู่ในตัวมากทีเดียว
ทั้งนี้ เพราะความเป็นคนอย่างทักษิณนั้นเป็นวัฒนธรรมครับคือเป็นวิถีคิดและโลกทรรศน์ของคนจำนวนมาก ไม่ได้จำกัดอยู่กับคนไม่กี่คนจะพูดว่าเป็น "กระแสสังคม" ก็ได้ แพร่หลายอยู่ในหมู่คนชั้นกลาง ซึ่งผ่านระบบการศึกษาที่เสี้ยมสอนให้เป็นอย่างนี้, ผ่านระบบเศรษฐกิจที่ประสานผลประโยชน์ของคนชั้นกลางบางส่วนเข้ากับธุรกิจใหญ่ และผ่านระบบการเมืองที่เปิดพื้นที่ให้เฉพาะคนชั้นกลางเท่านั้นได้เข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมืองอย่างเป็นผล
ฉะนั้น สิ่งที่เราต้องขับไล่ออกไปจากการเมืองของเรา ขับไล่ออกไปจากตำแหน่งผู้นำทางการเมือง ขับไล่ออกไปจากวิถีคิดและโลกทรรศน์ของสังคมไทยคือวัฒนธรรมของคนอย่างทักษิณ ซึ่งแม้ว่าคุณทักษิณอาจหลุดจากตำแหน่งนายกฯ แล้ว ก็ยังมีคนอย่างทักษิณที่พร้อมจะเข้ามาเป็นนายกฯ ต่อไปได้ไม่สิ้นสุด
ด้วยเสียงเชียร์ในตอนแรกเหมือนเดิมวัฒนธรรมหรือวิถีคิดและโลกทรรศน์ดังกล่าว ในทัศนะของผม มีสองส่วนสำคัญคือ อำนาจนิยม และเสรีนิยมใหม่อํานาจนิยมไม่ได้หมายความถึงระบอบเผด็จการเพียงอย่างเดียว แม้ในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในชีวิตปกติก็อาจมีลักษณะเป็นอำนาจนิยมได้ เพราะอำนาจนิยมหมายถึงความเชื่อว่าการจัดการที่มีประสิทธิภาพมีอยู่อย่างเดียว คือการใช้อำนาจเด็ดขาดความนิยมที่คุณทักษิณเคยได้รับอย่างท่วมท้นมาจากไหนโพลสำนักต่างๆ สำรวจแล้วได้ผลตรงกันว่า ประชาชนนิยมคุณทักษิณที่ความเด็ดขาดและกล้าตัดสินใจ แปลออกมาให้เข้าใจง่ายกว่านั้นคือ แก้ปัญหาทุกอย่างด้วยการตัดสินใจแต่ผู้เดียว แล้วใช้อำนาจเด็ดขาดดำเนินการอำนาจนั้นจำเป็นแน่ครับในการจัดการ แต่อำนาจที่เด็ดขาดของเถ้าแก่ไม่เปิดโอกาสให้มีการไตร่ตรองจากหลายฝ่าย ใครโดนเหยียบเท้าก็ร้องบอกไม่ได้ หรือถึงบอกได้ก็จะได้รับแค่คำปลอบโยนว่าทนไป แล้วจะดีเองไม่ดีแก่ลื้อ ก็ดีแก่บริษัทของอั๊วและด้วยเหตุ
ดังนั้น คนอย่างคุณทักษิณจึงไม่ยอมรับการตรวจสอบ ไม่ว่าจะตรวจสอบโดยองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือองค์กรภาคประชาชน อำนาจที่ถูกตรวจสอบทัดทานได้ ทำให้ไม่อาจจัดการอะไรด้วยอำนาจเด็ดขาดได้นั่นคือที่มาของเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญของการฆาตกรรมในสงครามยาเสพติด (ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมสืบมา เพียงแต่สื่อไม่ปล่อยให้เสียงบ่นเล็ดลอดออกมามากเกินไปเท่านั้น) แม้แต่นักวิชาการระดับเคยบริหารสำนักวิจัยใหญ่บางแห่งยังเคยสรรเสริญเอฟทีเอกับจีนและอินเดีย ซึ่งทำกันขึ้นอย่างรวบรัดแบบกล้าตัดสินใจและเด็ดขาดที่อยู่ในวัฒนธรรมคนแบบทักษิณนี่แหละครับการมองแต่อำนาจเป็นหนทางแก้ปัญหาทุกอย่างไปหมด จึงไม่ได้จำกัดอยู่กับทักษิณ แต่ฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมของคนชั้นกลางไทย ซึ่งเคยชินแต่กับการเมืองเผด็จการมาตลอด และผมคิดว่าเราต้องล้มวัฒนธรรมนี้ ซึ่งในปัจจุบัน คุณทักษิณ ชินวัตร เป็นสัญลักษณ์ที่เด่นชัดที่สุด แต่ล้มคุณทักษิณคนเดียว ไม่กระเทือนอะไรกับวัฒนธรรมนี้เลย เดี๋ยวคนอย่างคุณทักษิณก็กลับมาใหม่
อีกส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมคนอย่างทักษิณก็คือ คนชั้นกลางไทยส่วนใหญ่เชื่อว่า ควรให้โอกาสอย่างไม่อั้นแก่นักลงทุน เพราะผลกำไรของนักลงทุนจะทำให้บ้านเมืองเจริญ และคนอื่นๆ ก็จะได้ผลดีตามไปด้วย โอกาสที่ต้องเปิดให้นักลงทุนหมายถึงโอกาสที่นักลงทุนไปแย่งเอาทรัพยากรของชาวบ้านมาใช้ประโยชน์ โดยไม่จ่าย, จ่ายไม่คุ้ม, หรือเอาไปแฝงไว้ในงบประมาณแผ่นดิน ทั้งหมดนี้รัฐไม่ควรแทรกแซงเพื่อปกป้องประชาชน ถ้ารัฐจะแทรกก็คือแทรกเข้าไปตีหัวชาวบ้านที่ออกมาปกป้องทรัพยากรของชุมชน
ผมเรียกวัฒนธรรมส่วนนี้ว่าเสรีนิยมใหม่ เพราะมีลักษณะตรงกันกับปรัชญาเสรีนิยมใหม่ที่แพร่หลายในโลกทุนนิยมตะวันตก แต่ไม่ได้แปลว่าคนชั้นกลางไทยรับจากฝรั่ง เพราะเราถูกกล่อมให้คิดอย่างนี้มาตั้งแต่เริ่มนโยบายพัฒนา ก่อนหน้าที่ลัทธิเสรีนิยมใหม่จะระบาดในโลกตะวันตกเสียอีก
วัฒนธรรมอย่างนี้และครับที่ทำให้ประชาธิปไตยไม่มีความหมายแก่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เฉพาะคนชั้นกลางซึ่งสามารถมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างได้ผลเท่านั้นที่อาจได้ประโยชน์บ้าง
และวัฒนธรรมอย่างนี้ก็อยู่กับชนชั้นนำไทยมาตั้งแต่สมัยเริ่มการพัฒนาเป็นต้นมาจนบัดนี้ ทักษิณ ชินวัตร แสดงส่วนที่หยาบที่สุดของวัฒนธรรมเสรีนิยมใหม่ให้เห็นได้ชัดเท่านั้น ไม่ได้แปลว่า นายกฯ คนอื่นยึดถือวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไป
ฉะนั้น การกดดันขับไล่ทักษิณให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯ จึงเป็นเพียงการขับไล่สัญลักษณ์ ไม่ใช่ขับไล่ความอยุติธรรมและความป่าเถื่อนของอำนาจ ซึ่งพร้อมจะกลับมาครอบงำคนไทยได้อีกเสมอ
(จาก หนังสือพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1332)
จนถึงเดี๋ยวนี้ ผมก็ยังไม่ได้ร่วมลงชื่อขับไล่ทักษิณ ไม่เคยร่วมแถลงข่าวกดดันให้นายกฯ ลาออก
และแน่นอนว่าไม่เคยเข้าร่วมชุมนุมไม่ว่าจะที่สวนลุมฯ ลานพระบรมรูป หรือสนามหลวงเลยสักครั้งเดียว
ไม่ใช่เพราะผมเห็นว่า คุณทักษิณ ชินวัตร ไม่มีความบกพร่องอะไรในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นะครับ
ตรงกันข้ามเลย ผมเห็นว่าคุณทักษิณขาดความชอบธรรมทางการเมืองมานานเต็มทีแล้ว นับตั้งแต่ปล่อยให้มีคนถูกประหารโดยไม่ได้ผ่านกระบวนการยุติธรรมกว่า 2,000 คน ในสงครามปราบยาเสพติด
ตั้งแต่ทำโครงการนานาชนิดกับประชาชนระดับล่าง แล้วไม่ติดตามสนับสนุนให้ลุล่วงเป็นมรรคผลสักโครงการเดียวตั้งแต่ผิดคำพูดกับสมัชชาคนจน อันเป็นกรณีที่ชี้ให้เห็นว่า ถ้าต้องเลือกระหว่างชะตากรรมของคนจนกับของอุตสาหกรที่ไม่มีกึ๋นจะแข่งกับใคร นอกจากเบียดเบียนทรัพยากรของเพื่อนร่วมชาติเพื่อผลิตพลังงานราคาถูกให้ผลาญ คุณทักษิณเลือกเพื่อนของตัวในวงการธุรกิจอุตสาหกรรมก่อน
ตั้งแต่ประเมินสถานการณ์ภาคใต้ผิด แล้วปล่อยให้มีการอุ้มฆ่าผู้คน ด้วยความคิดตื้นเขินว่าอำนาจดิบสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ง่ายและเร็ว จนทำให้เกิดการสังหารหมู่ที่กรือเซะโดยไม่ขยับลงโทษผู้กระทำผิด แม้เป็นเรื่องที่ปิดลับต่อไปไม่ได้แล้ว ปล่อยให้กระทำทารุณต่อประชาชนถึงกับต้องล้มตายร่วมร้อยในกรณีตากใบ และจนถึงทุกวันนี้คุณทักษิณก็ยังเห็นเรื่องร้ายแรงขนาดนั้นว่าเป็นความผิดพลาดทางเทคนิคเท่านั้น คือมีรถไม่พอขนคน
ตั้งแต่ดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจหลายอย่างที่ส่อให้เชื่อได้ว่าเอื้อต่อธุรกิจตนเองและพวกพ้อง แม้มาตรการเหล่านั้นหลายเรื่องสร้างความเดือดร้อนแสนสาหัสแก่ประชาชนบางกลุ่ม เช่น เกษตรกรผู้ปลูกหอมกระเทียมไปจนถึงผู้เลี้ยงโคนม ฯลฯ
ตั้งแต่ทำให้องค์กรและกระบวนการตรวจสอบตามระบอบประชาธิปไตยง่อยเปลี้ยเสียขา เอาเครื่องมือของรัฐเช่น ปปง. ซึ่งควรมีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในการตรวจสอบทรัพย์สมบัติของนักการเมืองฉ้อฉลไปใช้ในทางข่มขู่คุกคามศัตรูทางการเมือง ไม่เว้นแม้แต่หน่วยราชการอื่นๆ เช่นสรรพากรไปจนถึงองค์กรนอกราชการ เช่น ก.ล.ต. ซึ่งสังคมกำลังเขียนเครื่องหมายคำถามตัวเบ้อเฮิ่มอยู่เวลานี้
โอ๊ยพรรณนาไปก็หมดหน้ากระดาษเปล่าครับ
แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็ไม่ได้เห็นว่าคนที่กำลังล่ารายชื่อถอดถอนคุณทักษิณ คนที่ออกมาแถลงข่าวความไม่ชอบธรรมในตำแหน่งนายกฯ หรือคนที่เคลื่อนไหวชุมนุมขับไล่ ฯลฯ ทำอะไรนอกกติกาอย่างที่รัฐบาลพยายามสร้างภาพอยู่เวลานี้
กติกาของระบอบประชาธิปไตยต้องมีพื้นที่สำหรับทุกคน ทุกความเห็น ที่จะแสดงออกได้เสมอมีแต่กติกาของคุณทักษิณเท่านั้นที่ไม่มีพื้นที่เหลือสำหรับใครเลยนอกจากพรรคพวกและขาเชลียร์
คงไม่ลืม ทนายสมชาย นีละไพจิตร นะครับ นั่นแหละเคลื่อนไหวตาม "กติกา" เปี๊ยบเลย แต่กลับถูกอุ้มหายไปโดยหาคนรับผิดชอบอะไรไม่ได้ แม้แต่นายกรัฐมนตรี (ซึ่งเคยแสดงความอวดรู้ว่าเขาทะเลาะกับเมีย) ก็ไม่อายต่อความล้มเหลวที่จะรักษาพื้นที่ใน "กติกา" ให้ปลอดภัยคนที่ออกมาเคลื่อนไหวกดดันและขับไล่คุณทักษิณ ยังไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมายหลักๆ สักข้อถ้าจะบอกว่าวิถีทางของรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยจะอยู่หรือไปอยู่ในสภาเท่านั้น ผมก็อยากถามว่าใครสั่งสอนคุณมาอย่างนี้
สภาเป็นหนึ่งในวิถีทางเท่านั้น พื้นที่ข้างนอกไม่ว่าจะเป็นสื่อ (ที่ไม่ถูกครอบงำ) ในไซเบอร์สเปซ, ในข่าวลือ, ในถนน ฯลฯ ก็ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของวิถีทางของการควบคุมกำกับรัฐบาลทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นการเลือกตั้งที่พรรค ทรท. ฝากความหวังไว้อย่างเหนียวแน่นจะมีความหมายอะไร นอกจากการแสดงปาหี่ให้ดู 60 วันก่อนการตัดสินใจสำคัญทางการเมืองของประชาชน
ถ้าจะหาข้อละเมิดกฎหมายของผู้เคลื่อนไหวในตอนนี้ให้ได้ก็อาจมีกฎหมายป่าเถื่อน เช่น การชุมนุมเกิน 10 คน ซึ่งอาจก่อให้เกิดการจลาจลขึ้นได้ โดยอาศัยวินิจฉัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจะเกิดหรือไม่เกิดจลาจล กฎหมายนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง แต่ก็ยังคงใช้สืบเนื่องมา ตามแต่วินิจฉัยของตำรวจว่าหัวชาวบ้านกลุ่มใดควรถูกตีให้แตกเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายกฎหมายสับปะรังเคของเผด็จการฉบับเดียวยังไม่มีปัญญาจะยกเลิก อุตริจะมาคิดแก้รัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตาม แม้เชียร์อยู่ในใจให้เขาประสบความสำเร็จ ผมก็ไม่ได้ออกมาร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มซึ่งส่วนใหญ่คือเพื่อนฝูงที่รักใคร่นับถือกันทั้งนั้นไม่ใช่เพราะไม่เห็นด้วยนะครับแต่เพราะเป้าหมายของผมไม่ได้อยู่ที่เอาคุณทักษิณออกไป เท่ากับเอาประเทศไทยคืนมาคืนมาให้ใคร?ต้องคืนมาให้แก่ประชาชนซึ่งประกอบดวยคนหลายจำพวก นักธุรกิจแบบคุณทักษิณ, บริวาร และพันธมิตรก็มี, เกษตรกรรายย่อยก็มี, กรรมกรก็มี, นักบวชก็มี, คนพิการก็มี, นักวิชาการก็มี, ช่างตัดผมก็มี ฯลฯ
ถ้าคืนมาให้เฉพาะคนชั้นกลางในเมือง ผมไม่เห็นว่าจะมีอะไรที่ต่างกันมากนักเพราะสิ่งที่น่ารังเกียจอย่างยิ่งนั้นไม่ใช่ทักษิณ แต่คือ "คนอย่างทักษิณ" ต่างหากและคนอย่างทักษิณนั้นไม่ได้มีเฉพาะเศรษฐีซึ่งยังอธิบายธนสารสมบัติของตัวไม่ได้เป็นที่กระจ่างใจแก่คนไทยจำนวนมากเท่านั้น แต่รวมไปถึงคนอื่นๆ อีกมากที่อยู่ในกลุ่มคนชั้นกลาง ทั้งที่อยู่ในสภาพัฒน์, ในตลาดหลักทรัพย์ฯ, ในวงการเมืองหรือแม้แต่คนที่ไม่ได้อยู่ในที่เหล่านั้นเลย แต่ถูกครอบงำด้วยอุดมคติและโลกทรรศน์แบบนั้น เช่น คุณชวน หลีกภัย, คุณบรรหาร ศิลปอาชา, คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ฯลฯ ก็อาจมีความเป็นคนอย่างทักษิณผสมปนเปอยู่ในตัวมากทีเดียว
ทั้งนี้ เพราะความเป็นคนอย่างทักษิณนั้นเป็นวัฒนธรรมครับคือเป็นวิถีคิดและโลกทรรศน์ของคนจำนวนมาก ไม่ได้จำกัดอยู่กับคนไม่กี่คนจะพูดว่าเป็น "กระแสสังคม" ก็ได้ แพร่หลายอยู่ในหมู่คนชั้นกลาง ซึ่งผ่านระบบการศึกษาที่เสี้ยมสอนให้เป็นอย่างนี้, ผ่านระบบเศรษฐกิจที่ประสานผลประโยชน์ของคนชั้นกลางบางส่วนเข้ากับธุรกิจใหญ่ และผ่านระบบการเมืองที่เปิดพื้นที่ให้เฉพาะคนชั้นกลางเท่านั้นได้เข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมืองอย่างเป็นผล
ฉะนั้น สิ่งที่เราต้องขับไล่ออกไปจากการเมืองของเรา ขับไล่ออกไปจากตำแหน่งผู้นำทางการเมือง ขับไล่ออกไปจากวิถีคิดและโลกทรรศน์ของสังคมไทยคือวัฒนธรรมของคนอย่างทักษิณ ซึ่งแม้ว่าคุณทักษิณอาจหลุดจากตำแหน่งนายกฯ แล้ว ก็ยังมีคนอย่างทักษิณที่พร้อมจะเข้ามาเป็นนายกฯ ต่อไปได้ไม่สิ้นสุด
ด้วยเสียงเชียร์ในตอนแรกเหมือนเดิมวัฒนธรรมหรือวิถีคิดและโลกทรรศน์ดังกล่าว ในทัศนะของผม มีสองส่วนสำคัญคือ อำนาจนิยม และเสรีนิยมใหม่อํานาจนิยมไม่ได้หมายความถึงระบอบเผด็จการเพียงอย่างเดียว แม้ในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในชีวิตปกติก็อาจมีลักษณะเป็นอำนาจนิยมได้ เพราะอำนาจนิยมหมายถึงความเชื่อว่าการจัดการที่มีประสิทธิภาพมีอยู่อย่างเดียว คือการใช้อำนาจเด็ดขาดความนิยมที่คุณทักษิณเคยได้รับอย่างท่วมท้นมาจากไหนโพลสำนักต่างๆ สำรวจแล้วได้ผลตรงกันว่า ประชาชนนิยมคุณทักษิณที่ความเด็ดขาดและกล้าตัดสินใจ แปลออกมาให้เข้าใจง่ายกว่านั้นคือ แก้ปัญหาทุกอย่างด้วยการตัดสินใจแต่ผู้เดียว แล้วใช้อำนาจเด็ดขาดดำเนินการอำนาจนั้นจำเป็นแน่ครับในการจัดการ แต่อำนาจที่เด็ดขาดของเถ้าแก่ไม่เปิดโอกาสให้มีการไตร่ตรองจากหลายฝ่าย ใครโดนเหยียบเท้าก็ร้องบอกไม่ได้ หรือถึงบอกได้ก็จะได้รับแค่คำปลอบโยนว่าทนไป แล้วจะดีเองไม่ดีแก่ลื้อ ก็ดีแก่บริษัทของอั๊วและด้วยเหตุ
ดังนั้น คนอย่างคุณทักษิณจึงไม่ยอมรับการตรวจสอบ ไม่ว่าจะตรวจสอบโดยองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือองค์กรภาคประชาชน อำนาจที่ถูกตรวจสอบทัดทานได้ ทำให้ไม่อาจจัดการอะไรด้วยอำนาจเด็ดขาดได้นั่นคือที่มาของเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญของการฆาตกรรมในสงครามยาเสพติด (ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมสืบมา เพียงแต่สื่อไม่ปล่อยให้เสียงบ่นเล็ดลอดออกมามากเกินไปเท่านั้น) แม้แต่นักวิชาการระดับเคยบริหารสำนักวิจัยใหญ่บางแห่งยังเคยสรรเสริญเอฟทีเอกับจีนและอินเดีย ซึ่งทำกันขึ้นอย่างรวบรัดแบบกล้าตัดสินใจและเด็ดขาดที่อยู่ในวัฒนธรรมคนแบบทักษิณนี่แหละครับการมองแต่อำนาจเป็นหนทางแก้ปัญหาทุกอย่างไปหมด จึงไม่ได้จำกัดอยู่กับทักษิณ แต่ฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมของคนชั้นกลางไทย ซึ่งเคยชินแต่กับการเมืองเผด็จการมาตลอด และผมคิดว่าเราต้องล้มวัฒนธรรมนี้ ซึ่งในปัจจุบัน คุณทักษิณ ชินวัตร เป็นสัญลักษณ์ที่เด่นชัดที่สุด แต่ล้มคุณทักษิณคนเดียว ไม่กระเทือนอะไรกับวัฒนธรรมนี้เลย เดี๋ยวคนอย่างคุณทักษิณก็กลับมาใหม่
อีกส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมคนอย่างทักษิณก็คือ คนชั้นกลางไทยส่วนใหญ่เชื่อว่า ควรให้โอกาสอย่างไม่อั้นแก่นักลงทุน เพราะผลกำไรของนักลงทุนจะทำให้บ้านเมืองเจริญ และคนอื่นๆ ก็จะได้ผลดีตามไปด้วย โอกาสที่ต้องเปิดให้นักลงทุนหมายถึงโอกาสที่นักลงทุนไปแย่งเอาทรัพยากรของชาวบ้านมาใช้ประโยชน์ โดยไม่จ่าย, จ่ายไม่คุ้ม, หรือเอาไปแฝงไว้ในงบประมาณแผ่นดิน ทั้งหมดนี้รัฐไม่ควรแทรกแซงเพื่อปกป้องประชาชน ถ้ารัฐจะแทรกก็คือแทรกเข้าไปตีหัวชาวบ้านที่ออกมาปกป้องทรัพยากรของชุมชน
ผมเรียกวัฒนธรรมส่วนนี้ว่าเสรีนิยมใหม่ เพราะมีลักษณะตรงกันกับปรัชญาเสรีนิยมใหม่ที่แพร่หลายในโลกทุนนิยมตะวันตก แต่ไม่ได้แปลว่าคนชั้นกลางไทยรับจากฝรั่ง เพราะเราถูกกล่อมให้คิดอย่างนี้มาตั้งแต่เริ่มนโยบายพัฒนา ก่อนหน้าที่ลัทธิเสรีนิยมใหม่จะระบาดในโลกตะวันตกเสียอีก
วัฒนธรรมอย่างนี้และครับที่ทำให้ประชาธิปไตยไม่มีความหมายแก่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เฉพาะคนชั้นกลางซึ่งสามารถมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างได้ผลเท่านั้นที่อาจได้ประโยชน์บ้าง
และวัฒนธรรมอย่างนี้ก็อยู่กับชนชั้นนำไทยมาตั้งแต่สมัยเริ่มการพัฒนาเป็นต้นมาจนบัดนี้ ทักษิณ ชินวัตร แสดงส่วนที่หยาบที่สุดของวัฒนธรรมเสรีนิยมใหม่ให้เห็นได้ชัดเท่านั้น ไม่ได้แปลว่า นายกฯ คนอื่นยึดถือวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไป
ฉะนั้น การกดดันขับไล่ทักษิณให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯ จึงเป็นเพียงการขับไล่สัญลักษณ์ ไม่ใช่ขับไล่ความอยุติธรรมและความป่าเถื่อนของอำนาจ ซึ่งพร้อมจะกลับมาครอบงำคนไทยได้อีกเสมอ
(จาก หนังสือพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1332)
Subscribe to:
Posts (Atom)