RETREAT

3.12.07

วิจักขณ์ พานิช

ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ ค.คนทูเดย์ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๐
เสาวณีย์ เกษมวัฒนา สัมภาษณ์



หากความเห็นที่ต่างจากคนทั่วไปหรือการมีมุมมองต่อวิถีปฏิบัติของคนบนโลกใบนี้ผิดแผกไปจากคนรอบข้าง คือ นิยามของความ “เพี้ยน” หนุ่มผมยาวในมาดเซอร์ที่ชื่อ วิจักขณ์ พานิช คงเข้าข่ายนิดๆ ด้วยเพราะเขารู้สึกว่าการไม่ทำอะไรตามคนอื่น หรือสนใจในสิ่งที่คนส่วนใหญ่สนใจ เหล่านี้...แม้จะดูเพี้ยน แต่ก็ดูเป็นธรรมชาติดี เพราะ “ความเพี้ยนที่จริงก็เป็นแค่การที่คนๆหนึ่งอยากจะทำอะไรที่สร้างสรรค์โดยที่ไม่ได้มองว่าจะต้องทำตามอย่างใคร” เขาสรุปความไว้อย่างนั้น

จากวิศวะสู่จิตตปัญญาศึกษา

อดีตบัณฑิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ผันตัวเองสู่เส้นทางแห่งการเรียนรู้ด้านใน ด้วยดีกรีปริญญาโท มหาวิทยาลัยนาโรปะ เมืองโบลเดอร์ รัฐโคโรลาโด สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการศึกษาในด้านมานุษยวิทยา จิตวิทยา ปรัชญาและศาสนา โดยเขาเรียนที่มหาวิทยาลัยนาโรปะนาน 3 ปี ควบคู่กับการฝึกปฏิบัติภาวนาอีก 3 ปี

จุดเริ่มต้นของความสนใจ คงเหมือนกับคนทั่วไปที่เกิดความสับสนในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง วัตถุภายนอก บริโภคนิยม หรือแม้แต่การศึกษาที่พยายามดึงไปในทิศทางเดียวกันกันคือในเรื่องวัตถุ คำถามที่ตามมาคือ “ จริงๆ แล้วเราชอบอะไร เราต้องการอะไร หรือชีวิตคืออะไร” คำถามง่ายๆ แต่ตอบยาก จึงทำให้วิจักขณ์ค้นหาตัวเอง จนนำไปสู่ความสนใจเรื่องจิตใจและการพัฒนาตัวเอง

พื้นฐานจากการฝึกภาวนาในเมืองไทย ทั้งจากคุณแม่สิริ กรินชัย และการบวชเรียนที่สวนโมกข์ วิจักขณ์มองเห็นความต่างในรูปแบบและกระบวนการ ยกตัวอย่างง่ายๆ คือเรื่องของภาษา ซึ่งภาษาอังกฤษจะช่วยให้เข้าถึงและเข้าใจง่ายกว่าภาษาบาลี สันสกฤต

“ในบ้านเราจะบอกว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้หรือปฏิบัติธรรมเพื่อตรัสรู้ เพื่อหลุดพ้น หรือเพื่อนิพพาน ดูเป็นศัพท์ศาสนาที่ไกลตัวมากและยาก ทำให้รู้สึกว่าเราไม่สามารถทำความเข้าใจได้เลย แต่ภาษาอังกฤษจะใช้คำง่ายๆ อย่าง realize หรือ realization แปลเป็นภาษาไทยก็คือ ตระหนักรู้ เรารู้อะไรมากขึ้น เหมือนการเรียนรู้ของเราในชีวิตประจำวันแล้วเราเรียนรู้ได้มากขึ้น ซึ่งเป็นชุดคำที่ทำให้เราได้เห็นกระบวนการมากขึ้น อย่างกระบวนการในชีวิตประจำวันของเรา กระบวนการในการฝึกฝน เส้นทางในการฝึกฝนนั้นสำคัญกว่าเป้าหมาย ซึ่งถ้าเป็นชุดคำบาลีสันสกฤตบ้านเราจะเน้นที่เป้าหมายมากเกินไป ทำให้ผมรู้สึกว่าการฝึกฝนที่โน่นทำให้เราได้เติบโตขึ้นจริงๆ ขณะที่เราเป็นคนหนุ่มที่ต้องการไปเรียนเพื่อเติบโต เพื่อพัฒนาตัวเองและเข้าใจตัวเอง ก็เลยตรงตามที่ผมรู้สึก” ชายหนุ่มวัย 27 ปี กล่าวถึงสิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากต่างแดน

เส้นทางสำคัญกว่าเป้าหมาย

เส้นทางที่ว่าเปลี่ยนมุมมองและวิธีคิดของวิจักขณ์หลายด้าน เขาเล่าต่อว่า บางครั้งการฝึกปฏิบัติธรรมที่เมืองไทย จะเน้นไปที่การไหว้กราบขอธรรมะจากพระสงฆ์องค์เจ้า หรือนั่งอธิษฐานธรรมหน้าฐานพระพุทธรูป ซึ่งทำให้รู้สึกว่าตนเองด้อย ไม่มีความสามารถ ชีวิตคงไม่มีทางหลุดไปจากความทุกข์ได้ แต่การฝึกฝนตนเองโดยเน้นที่กระบวนการ การเดินทาง หรือประสบการณ์ จะทำให้รู้สึกว่า ทุกประสบการณ์ที่เข้ามาในชีวิตมีความหมาย และหากสามารถเข้าใจมันได้ ก็จะทำให้เติบโตและเกิดการเรียนรู้มากขึ้น

“พอถึงจุดนี้ก็จะทำให้เรามีความมั่นใจในชีวิตของตัวเองและลดเป้าหมายของการสร้างภาพความเป็นคนสมบูรณ์แบบ เหมือนเราไม่ต้องทำตัวเป็นคนที่ธรรมะธรรมโมสมบูรณ์แบบ เราเป็นคนธรรมดาๆ คนหนึ่งได้ คนที่รู้จักเรียนรู้ รู้จักที่จะเติบโต คือเราหันมาให้คุณค่ากับเส้นทางของการเรียนรู้มากกว่า”

นั่นหมายความว่าแม้จะแตกต่างที่กระบวนการแต่ต่างก็มีเป้าหมายเดียวกัน “ที่เมืองไทย ถ้าพูดถึงศาสนาก็จะเป็นเรื่องของศาสนาเลยทันที เราจะคิดถึงวัด คิดถึงพระ แต่ผมรู้สึกว่าทุกวันนี้มันเป็นเปลือกนอกทั้งนั้นเลย คือคนที่สนใจเรื่องของการฝึกฝนตัวเอง นำพื้นฐานความเข้าใจในหลักธรรมทั้งหมดมาเพื่อการเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ในชีวิตประจำวันได้จริงๆ มีน้อยมาก โดยเฉพาะความเป็นจริงที่ว่าฆราวาสหรือคนธรรมดาไม่รู้สึกว่าตัวเองมีศักยภาพมากพอที่จะนำพุทธธรรมมาใช้ในชีวิตประจำวันโดยปราศจากพระมาบอกเราว่าควรจะทำอย่างไร ยิ่งถ้าเป็นผู้หญิงอีกก็เลิกพูดเลย พอเมื่อเรารู้สึกว่าตรงนั้นด้อยมากๆจะทำให้เราขาดความเชื่อมั่นในชีวิตของตัวเอง กระบวนการเรียนรู้จึงถูกตัดไปหมด เราจะกลายเป็นสนใจในเรื่องเปลือกนอกของศาสนา

ผมรู้สึกว่าในต่างประเทศ ฝรั่งเขาจะมั่นใจในชีวิตตัวเอง มีความเป็นปัจเจกสูงมาก คนที่ไปเรียนที่โน่นเขาก็จะมีความต้องการค้นหาความหมายของชีวิตสูง เพราะฉะนั้นการเรียนรู้ของเขาจึงเป็นการที่ทุกคนเอาประสบการณ์ชีวิตของตัวเองมาแลกเปลี่ยนพูดคุยกันและมาสังเคราะห์ความรู้ด้วยกัน ซึ่งถ้าเป็นบ้านเราเวลาศึกษาศาสนาพุทธจะต้องไปฟังพระเทศน์หรือฟังคนที่มีประสบการณ์มากๆ พูดให้เราฟังฝ่ายเดียว ไม่ได้เกิดการแลกเปลี่ยน”

การแลกเปลี่ยนและแบ่งปันประสบการณ์ คือกระบวนการบ่มเพาะการตระหนักรู้ ที่ วิจักขณ์ เชื่อมั่นว่า จะทำให้ผู้เรียนหรือผู้ร่วมกระบวนการทุกคนมีความมั่นใจในชีวิตของตนเอง แทนที่จะรู้สึกว่ามีคนที่เป็นผู้รู้มาชี้ว่าควรจะต้องทำอย่างไรกับชีวิตของเรา

จิตตปัญญาศึกษา กับ พุทธศาสนา

“จิตตปัญญาศึกษา” เป็นสิ่งที่วิจักขณ์เรียนรู้และให้ความสนใจ แต่อาจเป็นคำที่ยังไม่ค่อยคุ้นหูของสังคมไทยมากนัก ทว่าแท้จริงแล้วคือบริบทเดียวกันกับพุทธศาสนา โดย วิจักขณ์ อธิบายต่อว่า “จิตตปัญญาศึกษา” หรือ “Contemplative Education” คือการเน้นเรื่องการศึกษาที่มีพื้นฐานของเรื่องด้านในเข้ามาเกี่ยวข้อง รู้จักตัวเอง ผู้อื่น รู้จักสังคมและสิ่งรอบตัว แต่สำหรับคำว่า “พุทธศาสนา” ในบ้านเราอาจต้องตั้งคำถามว่าคืออะไร เพราะหากเป็นการไหว้พระ ทำพิธีกรรม หรือท่องบทสสวด ก็คงต่างกัน แต่หากมองว่าพื้นฐานของพุทธศาสนาคือเรื่องของการเรียนรู้ การเข้าใจและฝึกฝนตัวเอง รู้จักจิตใจตัวเองและรู้จักผู้อื่น ซึ่งหากเป็นมุมมองในประเด็นนี้ กระบวนการของพุทธศาสนาก็คือจิตตปัญญาศึกษา

พุทธธรรมกับโลกสมัยใหม่ เปลี่ยนไปทุกขณะ แม้คนรุ่นใหม่จะมีพื้นที่ในการเข้าถึงพุทธศาสนาได้มาก แต่อุปสรรคก็ยังคงอยู่โดยเฉพาะเรื่องของภาษาในการสื่อสาร เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรให้พุทธศาสนาสามารถสื่อสารไปยังคนรุ่นใหม่ด้วยภาษาที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น

“ในตัวบริบทของพุทธศาสนาที่จริงแล้วไม่มีอะไรเปลี่ยน มันคือธรรมะของการที่จะทำให้คนตื่นออกมาจากหลักการความคิดหรือความคาดหวังต่างๆ สู่ประสบการณ์ตรงของชีวิตมนุษย์คนหนึ่งที่มีเจ็บ มีปวด มีทุกข์ มีสุข ซึ่งพุทธศาสนาในแง่นี้คือ “ตื่น” ตื่นรู้ที่จะสัมผัสชีวิต แต่ภาษาในตอนนี้ที่ไม่สามารถสื่อถึงความตื่นตรงนั้นได้ เพราะตัวภาษาของพุทธศาสนาเองกลับไปสื่อสารถึงกรอบ กลับไปสื่อสารถึงหมวก กลับไปสื่อสารถึงความเป็นศาสนาที่ไปครอบกระบวนการตรงนั้นไว้อีกที

ผมจึงรู้สึกว่าพุทธศาสนาในโลกสมัยใหม่ทำอย่างไรถึงจะสื่อสารด้วยภาษาที่ง่าย ภาษาที่เข้าถึงชีวิตคนได้มากขึ้นและเข้าถึงคนร่วมสมัยที่ต้องการค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่หรือการที่จะทำประโยชน์และการเข้าใจตัวเองได้มากกว่า ตรงนี้ไม่ใช่หน้าที่ของผมที่จะมาคิดภาษาแต่เป็นหน้าที่ของผมที่จะทำอย่างไรถึงจะสร้างพื้นที่ให้คนที่สนใจเรื่องการฝึกฝนตัวเองและสามารถมาแลกเปลี่ยนกันได้ด้วยภาษาของคนรุ่นใหม่ที่พูดกันรู้เรื่อง”

สร้างพื้นที่แบ่งปันประสบการณ์

ซึ่ง “พื้นที่” ที่วิจักขณ์ หมายถึง เริ่มต้นจากการเข้าฝึกอบรมร่วมกัน กล่าวคือเป็นสังฆะของผู้ฝึกฝน โดยมีเขาเป็นผู้แบ่งปันประสบการณ์หรือเทคนิคต่างๆ ที่ได้เรียนรู้จากครูบาอาจารย์ของเขา โดยเฉพาะในสามปีที่เขาได้ฝึกฝนอยู่กับเร้จจี้ เรย์ ธรรมาจารย์ชาวอเมริกันผู้เป็นลูกศิษย์ของเชอเกียม ตรุงปะ รินโปเช โดยปัจจุบันชายหนุ่มจัดการอบรมให้กับเสมสิกขาลัย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สนใจเรื่องการศึกษาทางเลือก ส่วนอนาคตเขาเตรียมจัดหลักสูตรการอบรม “บนเส้นทางแห่งการฝึกตน” ในวันเสาร์-อาทิตย์ เดือนละ 2 วันและจะเริ่มต้นประมาณเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า

“ผมต้องการเรียนรู้ที่จะสร้างความสัมพันธ์กับคนไทยด้วยว่าชีวิตคนไทยเป็นอย่างไร ต้องการอะไร สิ่งที่ค้นหาคืออะไร รวมทั้งชีวิตการทำงาน ครอบครัว สังคม วัฒนธรรม ความคาดหวังต่างๆ เป็นลักษณะไหน ซึ่งจะต้องต่างออกไปแน่นอน เพราะฉะนั้นสำหรับสังคมไทยก็เหมือนเรามาหาจุดที่เราต้องการร่วมกันมากกว่า” วิจักขณ์ กล่าวและย้ำว่า ตัวเขาเองก็ถือเป็นคนหนึ่งที่จะมาเรียนรู้จากการฝึกอบรมนี้เช่นกัน

แม้ชื่อของวิจักขณ์ จะไม่ได้โดดเด่นในแวดวงของคนทั่วไป แต่สำหรับคนวงในที่สนใจเรื่องจิตวิญญาณ คงสัมผัสได้ถึงวิธีคิดและมุมมองของหลานท่านพุทธทาส (เงื่อม พานิช) คนนี้ สิ่งที่เขาทำทั้งจาก บทความ ผลงานแปลและหนังสือ “เรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ” รวมถึงการฝึกอบรมต่างๆ ไม่ได้วัดเป้าหมายของความสำเร็จด้วยชื่อเสียงหรือความโด่งดังจนเป็นที่รู้จัก ทว่าคุณค่าอันสำคัญกว่า คือ การได้จุดประกายให้คนมองชีวิตด้านในกันมากยิ่งขึ้น

“ถ้าเราไม่ย้อนมองดูตัวเองไม่มองดู ไม่ใส่ใจโลกด้านใน ผมว่ามันไปไม่รอด เพราะฉะนั้นผมรู้สึกว่าเรื่องความคาดหวังไม่ได้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับผม แต่รู้สึกว่าเราจะสามารถแบ่งปันประสบการณ์ดีๆ ที่จะมีความหมายและมีคุณค่ากับชีวิตของทุกคนถ้าได้สัมผัส แม้เป็นเพียงช่วงสั้นๆที่เขามาฝึกวันสองวันและได้เห็นพื้นที่ด้านในของตัวเองว่าความจริงแล้วพื้นที่ของชีวิตสามารถขยายใหญ่ได้ เราสามารถพบศักยภาพต่างๆในตัวเราที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เหมือนเป็นชีวิตที่ใหญ่กว่าความคิด ใหญ่กว่าความคาดหวังหรือแผนในอนาคต ซึ่งพอเราหันมามีสติกับตัวเองเราจะรู้ว่าความจริงแล้วชีวิตเรามีความหมายกว่านั้นมาก”

ไม่สร้างภาพแต่แค่ทำในสิ่งที่ต้องการ

ความสุขจากเส้นทางที่เขาเลือกเดิน อาจต้องเจออุปสรรคจากคนรอบข้าง ทั้งจากความคาดหวังของครอบครัว และจากสังคม คำถามที่วิจักขณ์ได้ยินบ่อยๆ คือ “จบปริญญาโททำไมไม่เป็นอาจารย์ ทั้งที่มีเกียรติ มีเงินเดือน” เขายอมรับว่าบางครั้งคำถามเหล่านี้ทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นไม่ถูกต้องหรือทำให้รู้สึกด้อยลงไป และไม่มีใครยอมรับ แต่ท้ายที่สุด การพยายามตอบคำถามหรือทำความเข้าใจกับคนอื่นมากเกินไปกลายเป็นความกดดัน ราวกับว่ากำลังเสียเวลาไปกับการพยายามรักษาภาพของตนเอง

“ผมไม่ได้ตั้งใจจะสร้างภาพของการเป็นคนเพี้ยนหรือคนที่แปลก แต่แค่อยากจะทำในสิ่งที่อยากทำ ไม่อยากรับงานประจำ อยากจะทำฝึกอบรม อยากเป็นคนที่แบ่งปันประสบการณ์แบบเพื่อน สร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่เป็นจริงแทนที่จะต้องไปพึ่งพาอย่างอื่นหรือสถาบันการศึกษาให้มาทำให้เรา แต่เราสร้างขึ้นมาด้วยตัวของเราเอง”

ดังนั้นหากการตัดสินใจเลือกทางนี้ก็ต้องถามตัวเองให้ดีว่าจะสามารถดูแลตัวเองได้หรือไม่ วิถีชีวิตอาจต้องเปลี่ยนไป ไม่ใช่เลือกทำงานด้านจิตวิญญาณ ไม่รับงานประจำ แล้วยังไปห้างสรรพสินค้าหรูหราทุกวัน ซึ่งวิจักขณ์ มองว่าตรงนี้คือ บทเรียนชีวิตที่ท้าทาย

“ตรงนี้เป็นการท้าทายตัวเองมากว่าเราจะใช้ชีวิตแบบนี้ได้หรือเปล่า แต่ผมไม่ได้ปฏิเสธเงิน ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่ผมทำจะไม่รับเงินเพราะผมไม่ใช่พระ เราเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่อยากจะทำงานด้านนี้และเป็นการท้าทายสังคมไทยระดับหนึ่งว่าน่าจะเข้าใจคนในลักษณะนี้มากขึ้น และสนับสนุนคนแบบนี้ให้มากขึ้น ให้เขาสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้โดยไม่ลำบาก” ชายหนุ่มกล่าวด้วย น้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่นเช่นเคย

ทุกวันนี้ แม้วิจักขณ์ตอบคำถามที่ตนเองเคยตั้งไว้ในอดีตได้ระดับหนึ่ง ทว่าก็ยังมีมีคำถามใหม่ๆ ที่ต้องการคำตอบเกิดขึ้นเสมอ ดังนั้นการได้ศึกษาและฝึกปฏิบัติภาวนา จึงช่วยทำให้เขาเข้าใจและค้นพบศักยภาพของตัวเอง รวมถึงค้นหาคำตอบจากเสียงด้านในของตนเองได้อย่างสมบูรณ์

--------

1.12.07

ก่อร่างจากฝันและแรงบันดาลใจ

เขียนโดย สรยุทธ รัตนพจนารถ
วันอาทิตย์ที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๐
จาก มติชนรายวัน

"การใช้ชีวิตอยู่ที่ขอบของความสมดุลตลอดเวลา ผู้คนชักชวนทำในสิ่งที่อยากทำกัน มากกว่าทำเพื่อให้ผ่านให้ถูกต้องตามระเบียบ "

เมื่อครั้งนาโรปะเป็นพระและอาจารย์หนุ่มชื่อดังผู้เชี่ยวชาญด้านความรู้แห่งนาลันทา มหาวิทยาลัยพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย วันหนึ่งเขานั่งอ่านหนังสือธรรมะอยู่ใต้ร่มเงาของต้นโพธิ์อย่างตั้งใจ มีหญิงชราผู้หนึ่งเดินถือไม้เท้าผ่านมา หยุดยืนอยู่ข้างๆ เขาแล้วเอ่ยถามว่า "ท่านกำลังทำอะไรอยู่หรือ?"

นาโรปะเงยหน้าขึ้นมองแล้วกล่าวตอบว่า "อ่านหนังสือธรรมะ"

เธอจึงถามเขาต่อว่า "แล้วท่านอ่านออกไหมล่ะ?"

"แน่นอน ย่อมต้องอ่านออกสิ" นาโรปะตอบ หญิงชราแสดงท่าทางลิงโลดยินดี เต้นไปเต้นมาด้วยความร่าเริง

จากนั้นเธอถามอีกว่า "แล้วท่านเข้าใจที่อ่านไหม?"

นาโรปะหยุดคิดชั่วหนึ่ง พลางนึกในใจว่าเมื่อครู่เพียงเราบอกว่าอ่านออก หญิงชราท่านนี้ยังดีใจขนาดนี้ เราน่าจะบอกว่าเข้าใจ เธอจะได้ดีใจยิ่งขึ้น ว่าแล้วก็ตอบไปว่าใช่

ทันใดนั้นหญิงชราผู้นั้นก็โมโห โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ น้ำหูน้ำตาไหล เธอฟาดไม้เท้าของเธอจนหัก นาโรปะรู้สึกงุนงงจึงถามว่า "ท่านโกรธเกรี้ยวเพราะเหตุใด?" หญิงชราตอบอย่างฉุนเฉียวว่า "เมื่อครู่เราถามท่านว่าอ่านออกไหม เราดีใจที่ท่านพูดคำสัตย์ แต่เมื่อเราถามว่าท่านเข้าใจไหม ท่านกล้ากล่าวเท็จ ตัวท่านยังไม่บรรลุธรรมกลับแอบอ้างว่าเข้าใจ!" ว่าแล้วหญิงชราก็กลายร่างเป็นสายรุ้งหายไปบนท้องฟ้า ส่วนนาโรปะก็เป็นลมล้มพับไป

(จากนั้นนาโรปะก็ออกเดินทางเพื่อหาอาจารย์เพื่อการบรรลุธรรม ในที่สุดก็ได้เป็นลูกศิษย์ของท่านทิโลปะ ผ่านการฝึกฝนอย่างหนัก และได้สำเร็จตามความตั้งใจในเวลาต่อมา)

เรื่องเล่าประวัติของท่านนาโรปะนี้ ได้ฟังมาสองสามครั้งแล้ว ฟังคราใดก็นึกถึงมหาวิทยาลัยนาโรปะ มลรัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา และมหาบัณฑิตหนุ่มสองคนจากสถาบันแห่งนี้ คือ ณัฐฬส วังวิญญู และวิจักขณ์ พานิช ผู้เป็นนักจัดกระบวนการเรียนรู้และนักเขียนฝีมือเยี่ยม

คราวนี้มาได้ยินอีกครั้งหนึ่งในที่ประชุมจิตวิวัฒน์ จาก ดร.ปีเตอร์ เฮิร์ซท (Peter Hurst) อดีตรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการของมหาวิทยาลัยนาโรปะ ที่ปัจจุบันได้พำนักอาศัยในประเทศไทย เพื่อทำงานร่วมมือกับศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และเครือข่ายจิตตปัญญาศึกษา ในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเรียนรู้ที่เป็นการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ เป็นการเรียนเพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ถึงความจริงต่างๆ โดยปราศจากอคติ และสามารถเชื่อมโยงศาสตร์ต่างๆ มาประยุกต์ใช้ในชีวิตได้อย่างสมดุล หรือจะเรียกว่าเป็น "การศึกษาในแนวจิตวิวัฒน์" ก็ได้

ดร.ปีเตอร์เป็นผู้ที่มีประสบการณ์เป็นอาจารย์และผู้บริหารที่นาโรปะมาร่วมยี่สิบปี ได้บอกเล่าถึงประสบการณ์จากหลากหลายแง่มุม ได้อย่างเห็นภาพและมีชีวิตชีวา

เขาเล่าว่า มหาวิทยาลัยนาโรปะไม่ได้เกิดจากการออกแบบให้เป็นมหาวิทยาลัยสำหรับจัดการเรียนการสอนแบบจิตตปัญญาศึกษา โดยคิดว่าต้องสอนวิชานั้นวิชานี้ หากแต่เกิดจากกลุ่มคนผู้สนใจในดนตรี ศิลปะ การปะทะสังสรรค์และสอดประสานกันระหว่างศาสนาภูมิปัญญาตะวันออกและตะวันตก ได้มาเจอกันที่เมืองโบลเดอร์ ในฤดูร้อนของปี ค.ศ.1974 ผู้คนได้แลกเปลี่ยนสิ่งที่ตนเองมีและเรียนรู้จากคนอื่น ได้ฟังธรรมะบรรยายจากท่านตรุงปะ (ลามะทิเบตองค์สำคัญและองค์แรกๆ ที่นำพุทธศาสนาเผยแผ่ยังโลกตะวันตก) เกิดความสนุกและความสุข จนไม่อยากให้สิ่งดีๆ ที่เขาค้นพบต้องจบลง จึงช่วยกันจัดเปิดการสอนการอบรมหลักสูตรระยะสั้น เท่าที่มีผู้รู้ผู้มีความสามารถและตามความสนใจของผู้คนที่นั่น

ชั่วข้ามปี สถาบันนาโรปะก็เริ่มมีนักศึกษา โดยพ่วงไปกับอีกมหาวิทยาลัยหนึ่ง อีกหนึ่งปีผ่านไป สถาบันก็เริ่มเปิดหลายหลักสูตร เช่น ศิลปศาสตร์บัณฑิต สาขาพุทธศาสตร์ สาขาวิจิตรศิลป์ และศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยา เป็นต้น

ท่านตรุงปะและคณะศิษยานุศิษย์ไม่ได้สร้างมหาวิทยาลัยนาโรปะในกระบวนทัศน์แบบกลไก ที่เน้นให้ความสำคัญกับโครงสร้าง อันเชื่อว่าต้องออกแบบไว้ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ในทุกมิติ ในแต่ละกระบวนการ หากแต่ทำไปตามสภาวการณ์และการผุดบังเกิดในขณะนั้นๆ เป็นการใช้ชีวิตอยู่ที่ขอบของความสมดุลตลอดเวลา ผู้คนชักชวนทำในสิ่งที่อยากทำกัน มากกว่าทำเพื่อให้ผ่านให้ถูกต้องตามระเบียบ

กว่านาโรปะจะเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่ได้รับการรับรองฐานะก็ใช้เวลาอีก 10 ปี เพราะหน่วยงานตรวจรับรองของรัฐที่มาพร้อมกับกรอบระเบียบโครงสร้างแบบเดิมก็งงๆ ไม่ค่อยเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่แน่ใจว่าจะอธิบายอย่างไรดี คณะกรรมการไม่แน่ใจว่าควรจะรับรองสถาบันนี้ได้อย่างไร ในเมื่อสถาบันเริ่มต้นด้วยเงินกู้ห้าพันดอลลาร์เพื่อพิมพ์แผ่นพับและใบปลิว ตั้งอยู่บนโรงแรมที่เช่ามา แทบจะไม่มีห้องสมุด จ่ายเงินเดือนประมาณหนึ่งในแปดของอัตราจ้างทั่วไป ทุกระยะสองสามเดือนก็มักไม่มีเงินพอจ่ายค่าจ้างอาจารย์และเจ้าหน้าที่ เมื่อกรรมการถามว่าเงินเดือนน้อยขนาดนี้จะพออยู่ได้อย่างไร อาจารย์ที่สถาบันก็ตอบว่า "พวกเราอาศัยนั่งสมาธิกันเยอะ" (ฮา)

อันที่จริงเรื่องเงินก็เป็นปัจจัยสำคัญและท้าทายต่อการเติบโตของนาโรปะไม่น้อย การเริ่มด้วยเงินอันน้อยนิดก็เป็นการคัดเลือก "ตัวจริง" ในเบื้องต้นแล้ว ดร.ปีเตอร์บอกว่า หากมหาวิทยาลัยมีเงินมากๆ แล้ว อาจารย์ที่สอนก็อาจจะมาสอนด้วยความอหังการมมังการก็เป็นได้ ส่วนท่านตรุงปะถึงกับเปรยว่า ขออย่าให้ใครเอาเงินมากๆ เป็นล้านมาสนับสนุนเราเลย!

ถึงแม้นาโรปะจะมีงบประมาณน้อยมาก ตอนเริ่มต้นถึงขนาดต้องเรี่ยไรจากผู้ที่เข้ามาฟังบรรยายธรรมเป็นรายครั้งเสียด้วยซ้ำ ทั้งยังมีองค์ประกอบต่างๆ ไม่ครบ แต่เมื่อกรรมการรับรองได้พิจารณานักศึกษาที่เรียน พบว่าแต่ละคนได้เรียนรู้อย่างยิ่ง บางทีมากยิ่งกว่ามหาวิทยาลัยชื่อดัง ชั้นนำต่างๆ เสียอีก ผู้คนไม่เพียงแต่ได้พัฒนาตนเอง ยังพัฒนาความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ รอบข้าง มีทั้งความรู้และความสุข ไม่เฉพาะแต่นักศึกษาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอาจารย์และเจ้าหน้าที่ด้วย

ในที่สุดสถาบันก็ได้รับการรับรอง ทั้งๆ ที่ชาวนาโรปะก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าเป็นไปได้อย่างไร อาจจะเป็นเพราะคณะกรรมการอาจจะเสียดายถ้าสถาบันที่มีแนวคิดที่แหวกแนว กล้าหาญ มีผู้คนที่ทุ่มเทมากเท่านี้จะหายไป แม้ว่าคณะกรรมการจะคิดว่ามันออกจะแปลกผิดแผกจากชาวบ้านและไม่ค่อยเข้าใจก็ตาม บ้างก็ว่าอาจเป็นเพราะมีผู้นำทางศาสนาและจิตวิญญาณจำนวนมาก ได้ไปเยี่ยม ไปสอน และไปอำนวยพรแก่สถานที่และสถาบันนาโรปะ

อันที่จริงสถาบันก็เพิ่งจะเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัย เมื่อไม่ถึงสิบปีมานี้เอง สาเหตุหลักก็เพื่อจะสื่อสารกับคนภายนอก เพราะเวลาบอกว่าเป็น "สถาบันนาโรปะ" คนก็จะทำหน้างงๆ สงสัย แล้วถามว่าคืออะไร แต่พอบอกว่าเป็น "มหาวิทยาลัยนาโรปะ" คนก็เลิกถามอีก เพราะคิดว่าเขาเข้าใจแล้ว

ดร.ปีเตอร์บอกพวกเราว่า "พวกเขาไม่เข้าใจหรอก แต่มันก็เป็นสิ่งที่พวกเขาคิดว่าคิดเข้าใจเอาได้" ผู้เขียนนั้นไม่ทราบว่าแต่ละคนคิดอย่างไรหรือคิดถึงอะไร แต่ขณะนั้นในหัวมีแต่ตอนที่ อังตวน เดอ แซงเตกซูเปรี ผู้เขียนเจ้าชายน้อย เล่าในหนังสือว่า หากเขาบอกผู้ใหญ่ว่ามีบ้านแสนสวยหลังหนึ่ง ทำด้วยอิฐสีกุหลาบ มีดอกเจอราเนียมที่หน้าต่าง และนกเขาบนหลังคา ผู้ใหญ่ก็นึกไม่ออก

แต่ถ้าบอกว่ามีบ้านหลังหนึ่งราคาเป็นล้าน พวกผู้ใหญ่จะบอกว่าแหมช่างเป็นบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น

ในช่วงท้ายของการพูดคุยกัน คุณหมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ได้ช่วยตั้งคำถามที่น่าสนใจไว้สองคำถามว่า ขุมพลังที่ขับเคลื่อนเรื่องจิตตปัญญาศึกษาคืออะไร?

เราจะต้องมีวิธีเข้าไปหา เข้าไปรู้จัก และดึงมันออกมา คล้ายกับที่นาโรปะใช้ขับเคลื่อนจิตวิญญาณของผู้คนทั้งสถาบันในอดีตได้อย่างไร?

และอีกคำถามที่สำคัญไม่แพ้กันคือ แล้วรูปแบบหน้าตาขององค์กรที่จะมาเป็นพื้นดินอันอุดม มาทำหน้าที่ดูแลให้กระแสนี้ได้เติบโตงอกงามยิ่งขึ้นนั้นเป็นอย่างไร?

ทำอย่างไรเราจึงจะมีองค์กรที่สนับสนุนกระบวนการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงสังคมที่ไม่เพียงแต่มีความหมาย แต่ยังสนุก เชื่อมโยงกับไฟและพลังชีวิตในตัวแต่ละคน ขนาดที่เรียกว่าฉุดเท่าไหร่ก็หยุดไม่อยู่

เหมือนกับที่ท่านตรุงปะและชาวนาโรปะได้เคยทำมาแล้ว