RETREAT

27.11.05

สามเดือน(แรก)ในสวนโมกข์

หลังจากรับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์ของสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ ได้เพียงวันเดียว ผมก็เก็บของใช้เพียงไม่กี่อย่าง พร้อมบทสวดเอสาหังที่อาเมตตาส่งมาให้ แล้วจับรถทัวร์กรุงเทพฯ–สุราษฎร์ธานี จากสายใต้ใหม่ ปลายทางสวนโมกข์ ในคืนวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ผมบวชด้วยศรัทธาและความตั้งใจจึงไม่ได้ตั้งเป้าหมายหรือประหวั่นอะไรกับการมาอยู่ที่สวนโมกข์ นอกจากอยากศึกษาและปฏิบัติอย่างจริงจังสักช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อจะนำไปใช้ในชีวิตช่วงต่อไปของผม

การเป็นคนไม่เชื่ออะไรอย่างไร้เหตุผล แต่จะพยายามค้นหาคำตอบที่มีน้ำหนักพอมาสนับสนุนท้ายสุดจึงค่อย ๆ มองความสัมพันธ์ของความเชื่อของเรากับปราชญ์คนอื่น หรือหนังสือเล่มอื่น ๆ คือ สิ่งที่เป็นพื้นฐานของผมเสมอมาตั้งแต่ครั้งยังเมามายเถียงเรื่องว่า “กินเหล้ามีข้อดียังไง” กับเพื่อน ๆ (แน่นอนว่าตอนนั้นผมกำลังถือขวดเหล้าอยู่) จนวันที่เข้าไปปฏิบัติธรรมครั้งแรกในชีวิตที่ยุวพุทธิกสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ ช่วงเดือนตุลาคม’ ๔๑

แค่เวลาเพียง ๗ วัน ทำให้ทรรศนะของผมต่อพุทธศาสนาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง แม้จะไม่เคยสนใจเรื่องนี้มาก่อนแม้แต่น้อย แต่ด้วยใจที่ตั้งใจจะไปพิสูจน์หรือจับผิดลัทธิ จึงทำให้ผมไม่ยอมเลิกล้มหรือท้อถอยง่าย ๆ กลางคัน พยายามทำในสิ่งที่วิทยากรสอนให้แจ่มแจ้งแก่ใจ เพราะมิฉะนั้นผมคงไม่สามารถจะเอาไปพูดได้อย่างเต็มปากว่า เคยมาปฏิบัติธรรมกับเค้าแล้วครั้งหนึ่ง ทำให้การปฏิบัติธรรมครั้งนั้น ได้เปลี่ยนแปลงแนวทางการดำเนินชีวิตของผมอย่างสิ้นเชิง ทำให้ผมได้มีโอกาสกราบเท้าพ่อ–แม่เป็นครั้งแรกในชีวิต และยังส่งผลเป็นแรงบันดาลใจให้ผมยึดมั่นในการทำความดีต่อผู้อื่น ทำประโยชน์ให้สังคม แม้ตัวเองจะเหนื่อยหรือลำบากมากเท่าไร แทนการยึดมั่นที่จะทำอะไรเพื่อตนเหมือนสมัยก่อน

ผมได้ทุ่มเทเวลาให้กับกิจกรรมหลาย ๆ อย่างของคณะ และมหาวิทยาลัยในอีก ๒ ปีให้หลัง โดยส่วนมากจะเป็นงานที่ต้องอาศัยความเสียสละ เป็นงานที่ไม่มีใครอยากทำ หรือเข้ามารับผิดชอบ และสุดท้ายหลังจากจบการศึกษา ผมเลือกที่จะใช้เวลาอีก ๓ เดือนหลังจากนั้น ไปทุ่มเทออกค่ายสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กยาว ๒๔ เมตร ให้แก่ชาวบ้านที่จังหวัดสุรินทร์ ที่เดือดร้อนจากน้ำท่วมที่ทำให้เส้นทางสัญจรถูกตัดขาด สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่า และเป็นความภูมิใจเสมอที่ผมได้พูดถึง แต่ตลอดช่วงเวลา ๒ ปี ที่ผมใช้เวลาส่วนมากในการเสียสละเพื่อส่วนรวม โดยไม่เห็นผลแก่ตนนั้น มิได้ทำให้การทำงานของผมมีความสุขอย่างที่ควรจะเป็น กลับกลายเป็นความเหนื่อยและท้อแท้แทบจะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไปหลายครั้งหลายหน เพราะตราบใดที่ผมได้ทุ่มเทกำลัง เพราะอยากให้สิ่งนั้นดี หวังว่าสิ่งนั้นต้องเป็นเช่นนั้น เช่นนี้ การไม่สมตามที่หวังก็ย่อมจะเกิดขึ้นเสมอ ทางเดียวคือไม่ยอมแพ้กับความรู้สึกเหล่านั้น เพียงพยายามในทุกวิถีทางต่อไป แม้จิตใจจะเหนื่อย จะทุกข์ จะท้อแท้แค่ไหน จนกระทั่งงานสำเร็จในที่สุด แต่ในท้ายที่สุดผมก็ต้องถามตัวเองว่า…นี่เป็นอุดมคติของชีวิตจริง ๆ นะหรือ…การทำดีแล้วเป็นทุกข์นั้นเป็นสิ่งที่ผมควรยึดถือเป็นแนวทางของชีวิตเช่นนั้นหรือ…?

สวนโมกข์ เป็นคำตอบของการแสวงหาของผม ก่อนหน้านี้ผมเคยมาที่นี่เพียงครั้งเดียว ตอนประมาณ ๖–๗ ขวบ ยังจำได้ว่าตัวเองขี้อายมากตอนที่ถูกเรียกไปนั่งที่ม้าหินของท่านอาจารย์ ท่านสอนผมเหมือนเด็กทุกคนที่มาสวนโมกข์.. “ไม่ดื้ออย่างเดียว ดีหมดทุกอย่าง”.. เพียงแต่ประโยคนี้ใช้ไม่ค่อยจะได้กับเด็กผู้ชายหัวรั้นและดื้อแพ่งอย่างผม ตลอดช่วง ๑๖–๑๗ ปีแรกของชีวิตที่เกือบจะจมเหวไปหลายครั้งอยู่เหมือนกัน

ช่วงแรกผมไม่ชอบการใช้ชีวิตแบบพระเอาเสียเลย บางครั้งผมรู้สึกอยากที่จะละทิ้งจากทุกสิ่ง อยู่อย่างต่ำ ดำรงชีวิตด้วยอาหารในบาตร และทุ่มเทกับการปฏิบัติธรรม ผมกลับได้รับความรู้สึกของสังคมความเป็นอยู่อีกแบบหนึ่ง ที่ระเบียบ กฎเกณฑ์ รูปแบบของการกระทำในลักษณะหนึ่ง ทำให้ผมเต็มไปด้วยความฟุ้งซ่านและวุ่นวายใจ ในการปรับตัวให้เข้ากับสมณะเพศ แต่ต่อมาเมื่อเคยชินมากขึ้น ทำให้ผมเข้าใจว่า ทุกสังคมไม่เว้นแม้แต่สังคมภิกษุย่อมต้องประกอบด้วยคนหลากหลายประเภท มีทั้งดีและไม่ดี เพราะพระสงฆ์ไม่ใช่พระอรหันต์ ทุกคนก็ยังมีกิเลส เพียงแต่มากน้อยต่างกันไปตามความตั้งใจ ตนย่อมเป็นที่พึ่งแห่งตนและคงไม่มีใครที่จะช่วยเราได้ หากเราไม่คิดที่จะช่วยตัวเองเสียก่อน

การมาอยู่สวนโมกข์ ทำให้ผมรู้สึกเหมือนการ ศึกษาในมหาวิทยาลัยทางวิญญาณอย่างแท้จริง รู้สึกว่าเรามีความกระหาย ใคร่รู้ในหลายเรื่อง เป็นความรู้สึก ที่ไม่ได้เกิดจากการบังคับดังเช่นในการศึกษาทั่ว ๆ ไปในสังคม ธรรมชาติในสวนโมกข์เป็นดั่งอาจารย์ อาคารสิ่งปลูกสร้างเป็นเหมือนตำราเล่มโตให้เราได้ศึกษาความหมายที่ซ่อนอยู่ภายใน และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือการได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับป่าไม้ สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ โดยไม่เบียดเบียน เหมือนเป็นการสอนให้เราได้รู้คุณค่าของมนุษย์ในฐานะสมาชิกหนึ่งของธรรมชาติอีกครั้ง หลังจากที่เราหลงลืมกันไปเสียนานว่า เราไม่ได้เป็นเจ้าของโลกใบนี้แต่เพียงผู้เดียว

การที่จะบอกให้คนทุกคนเข้าใจว่ามนุษย์มีฐานะเท่าเทียมกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นไส้เดือน กิ้งกือ นั้นคงทำได้ยากเต็มทน “ธรรมะ” จึงกลายเป็นของแปลกที่ไม่เข้าหูวัยรุ่นคนยุคใหม่แม้แต่น้อย ไม่มีใครอยากรู้อีกต่อไปว่าเราเกิดมาทำไม ? ชีวิตคืออะไร ? ..ไม่มีสัจจะใดที่จะต้องแสวงหากันอีกเสียนอกจาก “เงิน” เท่านั้น คนในโลกใบนี้กำลังเทิดทูนความเก่งกาจของมนุษย์ชาติในการคิดค้นประดิษฐ์วัตถุอันเอื้อประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตในทุก ๆ ด้าน แต่ลองมองให้ดีจะรู้ว่ามนุษย์นี้ต่างก็อยู่ภายใต้ “ความกลัว” ยิ่งกว่าในยุคพัน ๆ ปีที่แล้วเสียอีก

..เรากำลังอยู่ภายใต้อำนาจของ “ความกลัว” ไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างอิสระได้อีกต่อไป ความเหงา ความเบื่อหน่าย ความตื่นเต้น ความท้อแท้.. ล้วนเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการที่เราได้ฝากจิตใจอันมีคุณค่าของเรา ไว้กับการเปลี่ยนแปลงของกระแสสังคม และคนรอบข้างโดยที่เราไม่รู้ตัว

สำหรับผมสิ่งที่มีค่าที่สุดที่ผมได้จากสวนโมกข์ คือการที่เราได้รู้จักตัวเอง รู้จักจิตใจของตัวเองรู้ว่าการกราบไหว้ตัวเองได้เป็นเช่นไร ได้มารู้จักคำง่าย ๆ อย่างคำว่า “ไม่เห็นแก่ตัว” อย่างลึกซึ้ง และรู้ว่าไม่ใช่สิ่งที่ทำง่าย ๆ แค่เพียงผิวเผิน หากคนในประเทศแค่เพียง ๒๐ % รู้จักที่จะ “มอง” ตัวเองอย่างที่พุทธศาสนาสอนจริง ๆ แล้ว ผมเชื่อว่าประเทศไทยจะน่าอยู่กว่านี้มาก

สำหรับชีวิตนี้ของเราก็ยังคงต้องดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ของความเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ มันเป็นเรื่องน่าสลดใจไม่น้อยที่รู้ว่าจิตใจของเรายังคงต้องเวียนวนไปอย่างไม่จบสิ้น แม้ว่ากายจะสลายไป แต่อย่างน้อยผมยังหวังว่า การที่เราได้เข้าใจความเป็นธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต จะเป็นแรงบันดาลใจให้เราได้สร้างสรรค์ความดี สิ่งดี ๆ ทิ้งไว้บนโลกที่ยังคงอยู่นี้ไว้บ้าง โดยที่ลดความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนลงสักหน่อย แม้จะเป็นการสวนกระแสของวัตถุนิยมอยู่บ้าง แต่มันคงยังมาซึ่งความภาคภูมิใจแก่ชีวิตมนุษย์ของเราได้ ตามกำลังความสามารถของแต่ละคน

การพูดเรื่องธรรมะกับคนทั่วไป โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ เป็นเรื่องที่ยากมาก ยิ่งเราได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งมากเท่าไร ก็ยิ่งจะเป็นการแสดงออกซึ่งความประหลาดมากเท่านั้น สิ่งเดียวที่จะเป็นการทำให้คนรอบข้างเข้าใจให้ดีที่สุด นั้นคือ การที่เราต้องทำให้เห็น เย็นให้สัมผัสได้ เพราะมิฉะนั้นแล้ว การที่เราใช้เวลาศึกษาธรรมะก็คงเป็นการสูญเปล่าคงใช้ได้เฉพาะการโต้วาทีเท่านั้น

คนไทยกว่า ๘๐% ยังเป็นคนที่ไม่มีศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าวิตกมาก เพราะเขาได้ฝากจิตใจ หรือวิญญาณไว้กับเงินเดือน เพื่อน ครอบครัว ความสุขสนุกสนาน ในแต่ละวันของชีวิต และยามใดที่ทุกสิ่งต่างพร้อมใจกันเปลี่ยนแปลงไปจากชีวิต เขาก็พร้อมที่จะลาจากโลกนี้ตามไปด้วย ศาสนาเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อจิตใจมนุษย์มาก เพราะศาสนาจะทำให้เราได้เข้าใจความเป็นจริงของกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ การที่เราจะได้ดำเนินชีวิตไปได้อย่างสอดคล้อง อย่างถูกต้อง ทุกศาสนาต่างมีคุณค่าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเพราะเป็นการอธิบายคำว่า “สัจจะ” ให้คนต่างที่ต่างถิ่นได้เข้าใจในรูปแบบที่ต่างกัน คนไทยโชคดีที่มีศาสนาพุทธ ที่เป็นศาสนาที่สอนอย่างวิทยาศาสตร์เข้าใจได้ด้วยเหตุผล และมีวิธีการปฏิบัติเพื่อเข้าถึงอย่างชัดเจน หากแต่ชาวพุทธจะต้องลดอัตตา ความทะเยอทะยานหยิ่งทะนงในตนออกเสียบ้าง เพื่อที่จะเข้าไปเรียนรู้ศาสนาในแง่มุมที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตเรามากขึ้น

เมื่อผมได้บ่นมาสมควรแก่หน้ากระดาษ ท้ายสุดก็ขอวอนให้เพื่อน ๆ พระภิกษุนวกะที่จะลาสิกขาบทไปหลังออกพรรษานี้ จะได้ยืนหยัดเป็นตัวอย่างในการที่จะเป็นชาวพุทธในอุดมคติที่เข้าใจศาสนา นำไปปฏิบัติได้ในกระแสสังคมปัจจุบัน อย่างน้อยก็เป็นพื้นฐานของจิตใจในการดำรงชีวิต และสร้างครอบครัวที่ดีในอนาคตต่อไป..เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

พระวิจักขณ์ เมธงฺกุโร (พานิช)
ออกพรรษา พฤศจิกายน ๒๕๔๔

20.11.05

ทักษิณ-สนธิกับอนาคตการเมืองไทย

โดย ชัยอนันต์ สมุทวณิช
จาก manager.co.th
20 พฤศจิกายน 2548

ดวงชะตาของสมาชิกครอบครัวสมุทวณิช คงมีอะไรสักอย่างที่เป็นอริกับการเมือง พ่อผมเมื่อเป็น ร.ต.ท.ก็ถูกจับไปขังไว้ที่กระทรวงกลาโหมในข้อหาร่วมกบฏเสนาธิการ 1 ตุลาคม 2491 ต่อมาเมื่อมีกบฏแมนฮัตตัน พ่อผมก็ถูกทหารจับใส่รถถังไปอีก โดยหาว่านำกำลังเสรีไทยจากภาคอีสานมาช่วยฝ่ายกบฏ

ไม่นานมานี้ ชัยสิริ น้องชายเขียนบทความในนามแฝงลงในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ก็ถูก ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ฟ้อง และปัจจุบันลูกชายผมเองคือ พชร สมุทวณิช ซึ่งเป็นกรรมการบริษัท ไทยเดย์ ด็อทคอม ก็ถูก พ.ต.ท.ทักษิณ ฟ้องร่วมกับคุณสนธิ ลิ้มทองกุล

เพื่อนๆ ต่างสงสัยว่าผมทำงานในภาครัฐหลายด้าน เพื่อนผู้เป็นเสมือนน้องคือ สนธิ วิจารณ์นายกฯ ทักษิณทุกวันศุกร์ และเป็นหัวหอกในการต่อต้านวิธีการแปรรูป กฟผ.ด้วย ทำไมผมจึงนิ่งเฉย ทุกวันนี้มีคนต่อว่ามากมาย ส่วนใหญ่จะมองว่าผมได้กลายเป็นสมุนรับใช้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปเสียแล้ว และคงจะได้ผลประโยชน์จากการแปรรูป กฟผ.มากมาย

ที่จริงกรรมการ กฟผ.ทุกคน รวมทั้งตัวผมซึ่งเป็นประธานกรรมการด้วยนั้น ได้ค่าตอบแทนจาก กฟผ.เดือนละหมื่นกว่าบาท และไม่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้นแม้แต่หุ้นเดียว เพราะเราไม่ได้เป็นพนักงาน กฟผ. ดังนั้น ผมจึงถูกด่าฟรีมานานแล้ว แต่ผมก็ไม่ว่าอะไร บางคนก็หาว่าผมขายตัวไปแล้วบ้าง

ผมแยกงานของรัฐออกจากรัฐบาลได้ โดยเฉพาะตัวผู้นำรัฐบาล ในอดีตมีคนจำนวนมากทำงานให้รัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร แต่ผมก็ไม่เคยไปร่วมวงด้วย มาบัดนี้รัฐเราเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น การทำงานในฐานะกรรมการรัฐวิสาหกิจ มีลักษณะพิเศษเหมือนกับการเป็นกรรมการในคณะกรรมการชุดต่างๆ ของระบบราชการ จะแตกต่างกันก็ตรงที่รัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทมหาชนแล้ว จะต้องได้รับการตรวจสอบจากผู้ถือหุ้น และตลาดหลักทรัพย์ด้วย

เรื่อง กฟผ.นั้น บทบาทของผมชัดเจน คือการดูแลให้หลักเกณฑ์การกระจายหุ้นเป็นไปอย่างสมประโยชน์ของประชาชน และผมมีส่วนในการจัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการไฟฟ้า สิ่งที่ผมกังวลก็คือ การที่เขื่อนพลังน้ำทั้งหลายจะอยู่ที่ไหน ซึ่งบัดนี้บรรดาเขื่อนต่างๆ ก็ยังคงอยู่กับรัฐ ความเป็นเอกชนของ กฟผ.นั้นมีเพียงเสี้ยวเดียวคือ 25% มิใช่การแปรรูปอย่างที่เรียกว่า privatization หากเป็นการเปิดโอกาสให้มีการระดมทุนจากภาคเอกชนได้ในระดับหนึ่ง องค์การไฟฟ้า (EDF) ของฝรั่งเศสก็ทำแบบเดียวกัน เขาไม่เรียกว่า privatization แต่เรียกว่า “เปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุน” แทนที่รัฐจะต้องเป็นฝ่ายแบกรับภาระแต่เพียงฝ่ายเดียว

ผมกับสนธิคบกันด้วยความเกรงใจ นับถือซึ่งกันและกัน ผมคิดว่าผมรู้จักสนธิดี และอาจเป็นคนน้อยคนที่รู้เรื่องของสนธิมากที่สุด

ตอนที่สนธิประสบปัญหาทางธุรกิจ ธุรกิจของเขาส่วนใหญ่ได้รับเงินกู้จากธนาคารกสิกรไทย คุณบัณฑูร ล่ำซำ มาหาผมที่โรงเรียน ผมยืนยันว่า สนธิไม่มีทางเบี้ยว ในที่สุดก็มีการตกลงกัน หนังสือผู้จัดการได้รับการอะลุ้มอล่วย มีการผ่อนใช้หนี้ และมีการเจรจาตัดลดหนี้ลง แต่สนธิถูกธนาคารนครหลวงไทย ฟ้องล้มละลาย หนี้สินทั้งหลายที่มีอยู่ก็หายไปตามกระบวนการบุคคลล้มละลาย สนธิทำอะไรไม่ได้อยู่ 3 ปี พอพ้นจากการเป็นผู้ล้มละลายก็มาตั้งบริษัท ไทยเดย์ฯ หวังจะให้ลูกชายของเขาสืบทอดงานต่อ

ดังนั้น สนธิจึงไม่เคยไปเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณหรือธนาคารกรุงไทยช่วยลดหนี้เลย ข้อเท็จจริงนี้มีหลักฐานยืนยันได้

เมื่อสมัยพรรคประชาธิปัตย์ สนธิมีความสนิทสนมกับผู้นำพรรคหลายคน บางคนเป็นญาติกันด้วยซ้ำไป แต่สนธิทนการบริหารงานของรัฐบาลไม่ได้ ก็เลยออกมาวิจารณ์ มาสมัยนี้ สนธิบอกผมว่า เราควรช่วยงานรัฐบ้างในส่วนที่รัฐบาลจะนำความคิดของเราไปทำ ต่อมาก่อนหน้าที่สนธิจะออกมาวิจารณ์นายกฯ ทักษิณ สนธิโทร.มาหาผม และนัดคุย แล้วพูดว่า เห็นจะทนต่อไปอีกไม่นาน ผมรู้ว่าสนธิไม่มีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกับทักษิณ แต่ความรู้สึกไม่พอใจรัฐบาลมาจากความเป็นนักหนังสือพิมพ์โดยตรง ต่อมาสนธิบอกผมว่ารายการทีวีที่เขาทำอยู่ คงจะต้องวิจารณ์รัฐบาลมากขึ้น และพูดว่า หากโดนปิดก็จะไปพูดที่สวนลุมฯ นี่นานมาแล้ว

การที่นายกฯ ทักษิณตกเป็นเป้าการวิจารณ์ของสนธิก็เป็นเพราะทักษิณเป็นคนซึ่งมีความเป็นตัวของตัวเองสูง รัฐมนตรีเกรงมาก การตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ จึงเป็นการตัดสินใจของทักษิณ แทนที่รัฐมนตรีจะตกเป็นเป้าของการวิจารณ์ ทักษิณก็เลยต้องรับไปคนเดียว

ผมรู้ว่าสนธิไม่ได้ไปเกี่ยวข้องอะไรกับหลวงตามหาบัว นอกเหนือจากการเคารพนับถือหลวงตา แต่ลูกศิษย์หลวงตาเองที่เป็นฝ่ายเข้ามาให้ข้อมูลต่างๆ ตลอดเวลา จนสนธิเชื่อและกลายเป็นหัวหอกในเรื่องการแต่งตั้งผู้ทำการแทนสมเด็จพระสังฆราช

นิสัยของสนธินั้น เป็นคนใฝ่รู้ อ่านหนังสือแยะ และโดยอุปนิสัยแล้วชอบเป็นครู สามารถทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย เท่าที่ผมรู้จักสนธิมา ไม่มีอะไรที่จะทำให้เขาปลาบปลื้มเท่ากับการได้รับเชิญไปสอนหนังสือ

ที่จริงแล้ว รัฐบาลพลาดไปที่ไปยุติรายการทีวี ทำให้สนธิต้องหันมาใช้หอประชุมธรรมศาสตร์ และสวนลุมฯ แทน การที่ผู้คนไปฟังสนธิกันอย่างล้นหลามนั้น ทักษิณน่าจะไปฟังด้วย จะได้รู้ว่าเวลานี้ผู้คนไม่พอใจอย่างไร และผู้นำประเทศนั้น ย่อมมีทั้งคนชอบ คนไม่ชอบ คนไม่ชอบทักษิณก็ไม่ใช่พานไม่ชอบ แต่ไม่สนิทใจเรื่องการแต่งกายสวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นไปนั่งทำพิธีในวัดพระแก้ว นับว่าคนที่ไม่พอใจก็จะเพิ่มขึ้นทุกวัน การจัดการปิดปากสนธิจึงเป็นการก้าวพลาดทางการเมืองครั้งสำคัญ ในบ้านเมืองเราเวลานี้ฝ่ายค้านเสียศูนย์ไปยังเรียกศรัทธาคืนไม่ได้ เมื่อสนธิออกมา และรัฐบาลออกอาการกลัวถึงขนาดนี้ คนก็ยิ่งเข้าข้างสนธิ

สิ่งที่สนธิทำเวลานี้ ทำให้เขาเสียผลประโยชน์มาก เพราะบริษัท ไทยเดย์ฯ กำลังจะได้รับการฟื้นฟูในตลาดหุ้น ตอนพฤษภาทมิฬก็ครั้งหนึ่งแล้วที่สนธิออกมาต่อต้าน รสช.แบบไม่กลัวพัง ผมบอกสนธิว่า เขาเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่มีวิญญาณนักต่อสู้แบบบ้าเลือดจริงๆ สมัยก่อนผมเฮี้ยวๆ อยู่ เพราะไม่ได้อยู่ในฐานะผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย ผมร่วมกับสนธิได้ มาช่วงนี้สนธิรู้สภาพของผมดีจึงไม่ได้มาชักชวนอะไร เพียงแต่เล่าให้ฟังว่าคนมามากขึ้น

ทักษิณกับสนธิเป็นคนรุ่นเดียวกัน ความกล้าปนบ้าของสนธิมากกว่าทักษิณหลายร้อยเท่า ผมได้แต่เฝ้าดูว่าจะจบอย่างไร ผมลำบากใจพอสมควร แต่ก็ต้องนั่งดู ผมอยากเขียนวิเคราะห์ในการทำนายไว้ว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคไทยรักไทยคงไม่ได้เสียงเท่านี้อีกแล้ว ภาคใต้คงเป็นของพรรคประชาธิปัตย์ ภาคกลางพรรคชาติไทยคงได้ไปแยะ ภาคอีสานและภาคเหนือก็คงเสียที่นั่งไป ในกรุงเทพฯ นั้นคงไม่ได้เลย หากมีคนรวมกลุ่มกันตั้งพรรคใหม่ และได้กรุงเทพฯ ไปบวกกับในที่อื่นๆ อีก แล้วการเมืองไทยก็คงเป็นการรวมพรรคพันธมิตรข้างหนึ่ง พรรคไทยรักไทยอีกข้างหนึ่ง

สนธิจะกลายเป็นตัวแปรสำคัญ สนธิคงไม่เล่นการเมือง แต่จะเป็นสิ่งที่บั่นทอนความนิยมของทักษิณ จนพรรคไทยรักไทยมีผลกระทบในทางเสียมากขึ้น

ยิ่งมีทหารออกมาหนุนแบบนี้ ก็ยิ่งพังง่าย ผมเสียดายที่ทหารกำลังพ้นจากภาพ และความรู้สึกหลังพฤษภาทมิฬมาได้ คุณสุจินดาก็ทำตัวดีไม่สนใจที่จะมายุ่งเกี่ยวทางการเมืองอีก

รุ่น 10 ของทักษิณ แต่เดิมคนก็ไม่สนใจมากนัก คราวนี้คนชักกลัวว่า หากทักษิณมีอำนาจทางสภา ทางวุฒิสภา ทางทหารเต็มรูปแล้ว บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร

ผมอยู่กับการเมืองมานาน เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจะเห็นคลื่นมหาชนในกรุงเทพฯ อีกครั้งหนึ่ง

ถ้าผมเป็นทักษิณ ผมจะคิดหนัก และหาทางหนีทีไล่ไว้ตั้งแต่บัดนี้

19.11.05

ยังไม่ทันออกเดินทาง...ก็ถึงแล้ว

โดย ณัฐฬส วังวิญญู
ตีพิมพ์ใน ปาจารยสาร ฉบับสิกขาปริทัศน์ ฉบับที่ ๒ ปีที่ ๑ : : ตุลาคม - พฤศจิกายน ๒๕๔๘

ช่วงนี้ชีวิตผมเดินทางบ่อย จัดกระเป๋าทุกสัปดาห์ บางทีตอนจัดกระเป๋าอยู่ก็ได้ยินเสียงนกนอกหน้าต่างห้องนอน เหลียวมองไปดูก็เห็นนกกระจอกบ้านสองสามตัว เกาะกิ่งไม้อยู่ข้างบ้าน เสียงเจื้อยแจ้ว ก็เอะคิดไปว่า นกเขาก็เดินทางตลอดเวลาเหมือนกันนี่นา แต่ไม่เห็นต้องจัดกระเป๋าเหมือนเราเลย เขาสร้างรังก็เฉพาะเวลาจะดูแลลูกน้อยเท่านั้น นึกอิจฉานกอยู่เหมือนกัน เพราะช่างเป็นชีวิตที่เบาสบาย เรียบง่าย แต่เอ... ถ้านกมันพัฒนาได้มันจะพัฒนาให้มีกระเป๋าเดินทางใต้ปีกหรือเปล่านะ อารายธรรมแบบนกนกนี่น่าสนใจดีนะครับ

การเดินทางที่ผ่านมา นับว่าผมใช้เวลาไปเยอะทีเดียว เมื่อสองสามเดือนที่ผ่านมา ผมได้ออกเดินทางออกมาจากเชียงราย แล้วเดินทางไปเมืองมังฉี ที่ตอนใต้ของประเทศจีน เพื่อไปร่วมฝึกอบรมเกี่ยวกับการศึกษาทางเลือกกับกลุ่มครูท้องถิ่นที่นั่น แล้วเมื่อเดือนที่แล้วก็ไปที่คอโลราโดเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการแสวงหาปัญญาจากธรรมชาติ ซึ่งเป็นการเดินทางที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตได้ข้ามภพชาติแห่งชีวิต

ผมสังเกตว่าเวลาตัวเองเดินทาง เราได้ก้าวออกไปจากพื้นที่ที่คุ้นชิน หรือความรู้สึกปลอดภัย รู้สึกว่าอำนาจของเราในการควบคุมสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตนั้นหายไป แล้วหลุดออกมาแสดงบทบาทของผู้เฝ้ามอง หรือผู้เฝ้าสังเกตมากขึ้น คือเฝ้าสังเกตทั้งโลกภายนอกและโลกภายใน โดยมีแนวโน้มที่จะตื่นตัวในการสังเกตนี้มากขึ้น และการที่ได้เฝ้ามองหรือเฝ้าสังเกตนี้เป็นประสบการณ์อันหอมหวนมีเสน่ห์ไม่น้อยเลย เพราะชีวิตมันไม่เป็นไปอย่างอัตโนมัติอย่างคุ้นเคย แต่ใคร่ครวญและไตร่ตรองมากขึ้น

โดยเฉพาะในกรณีที่เดินทางคนเดียว ก็ทำให้รู้สึกถึงความวิเวกที่หวานมัน ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องทำอะไรให้เสร็จ รายการสิ่งที่ต้องทำนั้นว่างเปล่า เป็นรายการของความว่างเปล่า ทำให้ได้ดื่มด่ำกับความวิเวกและสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้ดียิ่งขึ้น ยิ่งต้องย้ายที่บ่อยๆ ก็ทำให้ไม่ต้องสะสมสิ่งของสัมภาระให้หนักอึ้ง ทำตัวให้เบาไว้ เพียงพกพาเครื่องเคียงชีวิตที่จำเป็นจริงๆ ก็พอแล้ว (แต่บางทีก็ยากที่จะกำหนดว่าอะไรจำเป็นจริงๆ)

แต่บางทีก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า การเดินทางของชีวิตนี้มีที่สิ้นสุดที่ไหน ก็ยังตอบไม่ค่อยได้เหมือนกัน รู้อย่างเดียวว่ากำลังเดินทาง และกำลังเรียนรู้ แม้แต่การเขียนนี้ก็เป็นการเดินทางและสืบค้นความรู้สึกนึกคิดเช่นกัน หาได้มีข้อสรุปอะไรที่ตายตัวไม่

พอผมตั้งคำถามเกี่ยวกับที่หมายปลายทางของการเดินทาง ก็ทำให้อดที่คิดถึงมิติของเวลาไม่ได้ เพราะพอมีเริ่มต้น ท่ามกลาง แล้วสิ้นสุด มีอดีตที่ผ่านไปแล้ว ปัจจุบันที่สัมผัสรู้สึกได้ แล้วอนาคตที่ยังมาไม่ถึง แต่พอคิดไปอีกที ทั้งอดีตและอนาคตเป็นสิ่งที่ผมสัมผัสรับรู้ไม่ได้ หากคิดถึงมันได้ แต่ก็อีกนั่นแหล่ะ เรารับรู้ความคิดเกี่ยวกับอดีตและอนาคตได้ก็แต่ในปัจจุบันเท่านั้น มิใช่หรือ มันไม่มี “ อนาคต ” ที่รอเราอยู่ “ ข้างหน้า ” โดยแยกขาดออกจากประสบการณ์ที่เป็นปัจจุบันของเราอย่างที่เรามักคิดกันกระมัง หรือไม่มี ” อดีต ” ที่ผ่านไปแล้วที่ดำรงอยู่แยกออกจากปัจจุบันด้วย หากอดีตหรือสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วยังคงส่งผลต่อเราในปัจจุบันไม่มากก็น้อย

นอกจากเรื่องของเวลาแล้ว คำที่มักจะแวบเข้ามาในแง่ของการเดินทางชีวิตก็คือคำว่า “ พัฒนา ” เพราะคำว่า “ พัฒนา ” มันดูเหมือนว่ามันต้องมีทิศทาง ไม่ค่อยมีใครได้ยินว่า ” พัฒนาเพื่ออยู่กับที่ ” เท่าไร โดยมากการพัฒนามักมีนัยยะว่าทำให้ดีขึ้น หรือดีกว่าเดิม ก็ทำให้คิดต่อแสดงว่าเดิมๆ นี่ยังไม่ดีพอยังงั้นหรือ
แล้วความคิดเรื่องการพัฒนานี้เองที่ถูกเอามาใช้กับแนวคิดเรื่อง การพัฒนาตัวเอง พัฒนาบุคลากร พัฒนาประเทศชาติบ้านเมือง พัฒนาจิตเป็นต้น

แต่ถ้าถามต่อไปว่า เราพัฒนาตัวเองไปเพื่ออะไร เพื่อใคร เราอยากจะเป็นอะไร มีชีวิตแบบไหน อย่างไร หรือเราต้องการพัฒนาตัวเอง โดยเฉพาะในเรื่องของชีวิตด้านในหรือที่เรียกกันมากขึ้นคือพัฒนาด้านจิตวิญญาณนั้น เราทำเพือใคร หรือเรากำลังทำเพื่อตัวเอง เสริมสร้างหน้าตา ความน่าเชื่อถือ การยอมรับในสังคมตามมาตรฐานของเราเอง นั่นก็เป็นเพียงพัฒนาอัตตาให้แก่กล้ามากกว่า

ผมคิดว่ามิติเรื่องการพัฒนาตัวเองนั้นมีความแยบยลอยู่ไม่น้อย บางทีการที่เราสามารถนั่งสมาธิได้วันละสองสามชั่วโมงทำให้เรารู้สึกว่า ความเป็นมนุษย์ของเราได้รับการยกระดับขึ้นกว่ามนุษย์ระดับปกติอย่างนั้นหรือ ในแวดวงของผู้แสวงหาหนทางของชีวิตที่ดีงาม หรือสังคมที่ดีงาม มันมักจะมีกรอบตัดสินเชิงคุณค่าลอยไปลอยมาเสมอในจิตไร้สำนึกรวมของผู้คน โดยเฉพาะเป็นกรอบมาตัดสินกันว่า อย่างไหนดีกว่า แท้กว่า ตื้นกว่า ลึกกว่า สิ่งที่ชอเกรียม ตรุงปะ รินโปเช ผู้ซึ่งก่อตั้งมหาวิทยาลัยนาโรปะ ได้เขียนหนังสือทั้งเล่มว่าไว้ด้วยเรื่องนี้แหล่ะครับ คือ Cutting Through Spiritual Materialism หรือที่แปลเป็นไทยคือ ลิงหลอกเจ้า เพื่อเตือนสติผู้แสวงหาอิสรภาพและความสุขผ่านการฝึกฝนทางจิตวิญญาณทั้งหลายว่า อย่าได้ถือเอามิติทางจิตวิญญาณมาเสพสมดังว่าเป็นอีก ” สิ่ง ” ที่ยึดครองได้ ประดับประดาชีวิตได้ เหมือนวัตถุสิ่งของทั้งหลาย อวดอ้างได้ สร้างความชอบธรรมให้กับตัวเองได้ สร้างความรู้สึกสะดวกสบาย ปลอดภัยมั่นคงให้กับตัวเองได้ ตรุงปะยังได้แนะนำอีกด้วยว่าในทางตรงกันข้าม หากเราจริงใจกับการปฏิบัติธรรม เราต้องค้นหาหนทางที่จะทำให้เราเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่จะทำให้เรารู้สึกไม่ปลอดภัย หรือหมิ่นเหม่ ดังที่เจ้าชายสิทธัทถะเองได้แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่าง

หากจะว่าไปแล้ว ถ้าเราเชื่อว่าธรรมชาติของชีวิตนั้นมีความดีเป็นพื้นฐาน แน่นอนไม่เปลี่ยนแปลง แสดงว่าไม่ต้องพัฒนา มันก็มีอยู่แล้ว วางใจได้ร้อยเปอร์เซ็น เราสามารถภูมิใจและวางใจได้เลยในการมีชีวิตอยู่ แล้วค้นพบภายในตัวเองไปเรื่อยๆ ซึ่งก็จะทำให้มันเหมือนกับว่าไม่ต้องพัฒนานั้น หรือหาต้องการใช้คำนี้อยู่ก็ใส่ความหมายใหม่ว่าเป็นการถอดถอนความคิด อารมณ์ความรู้สึกที่บดบังการมองเห็นตามจริง หรือบดบังการมองเห็นความงดงามที่สมบูรณ์พูนพร้อมในชีวิต มองเห็นความปกติที่ดำรงอยู่ในสรรพสิ่ง มองเห็นความเป็นหนึ่งเดียวกันของสรรพสิ่ง

ดังนั้น ธรรมชาติของชีวิตเป็นตัวอย่างที่ดีของความดีงามและความสง่างามอันเป็นพื้นฐานของชีวิต ที่ไม่จำต้องพิสูจน์ตัวกับใคร เหมือนกับกระบวนการของการสร้างหรือผลิตเซลใหม่ หรือการหายใจ ที่เป็นกระบวนการหล่อเลี้ยงชีวิต เป็นระบบภูมิปัญญาที่อยู่ในกาย ในธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต และเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย โดยไม่ได้ขึ้นกับว่ากระบวนการเหล่านี้ดำเนินไปแล้วจะได้รับเกียรติยศ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินเงินทองหรือไม่ คือทำตามบทบาทและหน้าที่ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรชีวิต

ผมรู้สึกว่าทุกวันนี้เราพัฒนาไปเพราะความรู้สึกว่า ขาดพร่องอะไรบางอย่างหรือเปล่า หรือไม่ก็ต้องการได้อะไรบางอย่าง จริงแล้วโดยที่ไม่ต้องทำอะไรมากมาย ก็กลับไปเหมือนวิถีชีวิตของคนชนบท หรือชนเผ่า ที่ทำงานออกแรงกายเพื่อความจำเป็นด้านปัจจัยสี่ เพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตและชุมชนที่เป็นกาย แล้วมีเวลาเหลือเฟือในการหล่อเลี้ยงจิตใจ หรือความสัมพันธ์ระหว่างคนใจชุมชน และความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ ผ่านรูปแบบของพิธีกรรมต่างๆ ชีวิตเต็มไปด้วยการหล่อเลี้ยงดูแลความสัมพันธ์เหล่านี้

เวลาที่นึกถึงความสุขและความพอใจของชีวิต ผมมักจะคิดถึงพะตีตะแยะเสมอ พะตีเป็นชาวปกาเกอญอที่ธรรมดาสามัญ เป็นชีวิตที่มีความพึงพอใจอย่างลึกๆ รู้สึกว่าเพียงแค่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นก็ดีที่สุดแล้ว วันเวลาแห่งการครองชีวิตที่เหลือก็เป็นเพียงการแบ่งปัน และเก็บเกี่ยวการเรียนรู้เท่านั้นเอง ส่วนสุขทุกข์ก็เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย

จึงทำให้คิดว่า จริงๆ แล้วเราไปจำเป็นต้องออกเดินทางไปไหน หรือต้องพยายามไปถึงไหน เพราะเราได้มาถึงแล้ว เพียงแต่ต้องค้นพบให้เจอในตัวเองเท่านั้น อย่างทางเซ็นมักจะพูดถึงจิตประภัสสรหรือจิตแรกที่ผ่องแผ้ว สดใสที่มีอยู่ในตัวเรา ไม่ต้องออกไปหาที่ไหน หรือขอจากใคร เพียงแต่มองเข้าไปด้านในก็อาจพบเห็นหรือสัมผัสได้เอง

17.11.05

ฤาไทยจะเป็นอาร์เจนตินา ๒

ฤาไทยจะเป็นอาร์เจนตินา 2 –???
• ประท้วงรายวัน
• ธุรกิจเป็นของต่างชาติเกือบหมด
• ห้างต่างชาติเต็มประเทศ
• รัฐวิสาหกิจ ถูกแปรรูปหมดทุกอย่าง
• ประชาชนเดือดร้อนถูกหย่อมหญ้า
• ที่ดินเกือบครึ่งประเทศ เป็นของต่างชาติ จอร์จ โซรอสด้วย
• รัฐบาลอ่อนแอ
• ถนน ก็เป็นของต่างชาติ จะไปไหม มาไหน ต้องจ่ายค่าทาง
• น้ำประปา เป็นบริษัทต่างชาติ
• ไฟฟ้า เป็นบริษัทต่างชาติ
• การปิโตรเลียมเป็นของต่างชาติ
• เป็นประเทศล้มละลาย หนี้สิน 6.6 ล้านล้านบาท
• เป็นประเทศที่เคยร่ำรวย แต่ประสบกับความล้มละลาย

“คนอาร์เจนตินา พึ่งมาตื่นตัว เมื่อสายเสียแล้ว” อ.อมรินทร์ คอมันตร์

หรือ คนไทย จะรอให้ ประเทศไทย เป็น อาร์เจนตินา -2 ?????????
ดู vcd ความล้มเหลวของอาร์เจนตินา เมื่อรัฐบาลแปรรูปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง
Download ได้ที่
http://files.photojerk.com/ihud/1131337246/Argentina.wmv
หรือ
http://s22.yousendit.com/d.aspx?id=11QWVRWFJYQYF3A48W83IRG8Y1

นิติภูมิไม่เห็นด้วยกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

ช่วงที่อาร์เจนตินาแตกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม พ.ศ.2545 ผมได้ไปใช้ชีวิตอยู่บนชั้นที่ 10 อาคารเลขที่ 883 ถนนแอฟวะนิว-คอร์โดบา กรุงบูเอโนสไอเรส

เลขานุการชั่วคราวบนชั้นที่ 10 มีชื่อว่า นางอเดรียนา นูเนียซอเดรียนาเคยทำงานอยู่ในรัฐวิสาหกิจผลิตแก๊สที่ชื่อ ทรานสปอรตา โดรา เด กาซ เดล นอรเต ทำมาตั้งแต่จบการศึกษาใหม่ๆ จนถึง พ.ศ.2537

ประเทศของเธอก็มีประธานาธิบดีที่อยาก จะรวยเร็ว รวยล้นฟ้า วิธีที่จะทำให้รวยเร็วล้นฟ้าก็คือ การขายสมบัติของชาติให้กับ พรรคพวกของตนในราคาถูก ในห้วงช่วงตอนแรก สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจลุกขึ้นมาคัดค้าน รัฐบาลอาร์เจนตินาสมัยนั้นก็ฉลาด ประกาศให้เศษหุ้น 5% กับพนักงาน พนักงานของรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่จึงเงียบเงินมา ขาหยุด (เดินขบวน),โฆษณามา ปากกาหยุด (เขียนความจริง)อเดรียนาก็เงียบด้วยเมื่อรัฐบาลประกาศจะให้หุ้นพนักงาน 5%การแปรรูปในอาร์เจนตินาก็จึงเริ่มทำกันครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2537

......ทรานสปอรตา โดรา เด กาซ เดล นอรเต รัฐวิสาหกิจที่ผลิตแก๊สธรรมชาติทางเหนือ ของประเทศ ถูกนำมาออกขายให้ประชาชนก่อน ภายในเวลาไม่นานนัก บริษัทโนวาคอร์ปของแคนาดาก็สามารถรวบรวมหุ้นไว้ได้ทั้งหมด สมบัติชาติชิ้นนี้จึงกลายเป็นของบริษัทต่างชาติภายในเวลาไม่ถึง 5 ปี...ทรานสปอรตา โดรา เด กาซ เดล โซร รัฐวิสาหกิจผลิตแก๊สทางตอนใต้ ก็ถูกรัฐบาลแปรรูปเช่นกัน ตอนแรกขายให้บริษัทเอกชนอาร์เจนตินา ภายในเวลาไม่นาน หุ้นทั้งหมดก็ถูกขายไปให้บริษัทเอ็นรอนของสหรัฐฯ

...รัฐวิสาหกิจดิสตรี บูดีโอรา เมโทรโปลิตานา ผู้นำอาร์เจนตินาในสมัยนั้น ก็ขายให้กับบริษัท บริติชแก๊สของอังกฤษ...รัฐวิสาหกิจดิสตรี บูดีโอรา บูเอโนสไอเรส นอรเต ผู้นำกระหายเงินได้ยักย้าย ถ่ายเทนำออกมาขายให้นักการเมืองที่เป็น พรรคพวกเพื่อนฝูงและพี่น้อง เวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง เมื่อประชาชนเริ่มลืม พวกเพื่อนฝูงพี่น้องของมัน (มันก็คือผู้นำกระหายเงิน) ก็รวบรวมเอาไปขายให้บริษัทสเปนที่มีชื่อว่า บริษัทเร็ฟซอล

...เมื่อรัฐวิสาหกิจเซนโตร กูซานา ถูกแปรรูปแล้ว หุ้นทั้งหมดก็ถูกรวบรวมไปขาย ให้บริษัทอิตัลแก๊สของอิตาลีการประปาแห่งอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีชื่อว่า โอบาสซานิตาริอาส ชั่ว (คือผู้นำนายทุนกระหายเงิน) มันจัดการแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่งมันขายให้บริษัท ลีอองเนส แด โช ของฝรั่งเศส สำหรับส่วนที่สอง มัน (มันก็หมายถึงผู้นำนายทุน ปล้นสมบัติชาติ) และพวกของมัน (หมายถึงกลุ่มรัฐมนตรีนายทุนHeam' อำมหิตปล้นสมบัติชาติ) ก็ค่อยๆทยอยซื้อสะสมจากผู้ถือหุ้นชาวอาร์เจนตินา เพื่อนำไปขายให้บริษัท แองกลิแอนของอังกฤษองค์การโทรศัพท์และสื่อสารแห่งอาร์เจนตินาที่มีชื่อว่าเทเลคอมและเทเลโฟนิกา มัน (หมายถึงกลุ่มHeamอำมหิตปล้นสมบัติชาติ) ก็แปรรูปHeanเต้ไม่เหลือ บั้นปลายท้ายที่สุด มีบริษัท 3 แห่งไปกวาดซื้อหุ้น คือ บริษัท เอสทีอีทีของอิตาลี บริษัท ฟรองซ์ เคเบิ้ล เอ ราดิโอ ของฝรั่งเศส และบริษัท เทลโฟนิกา เด เอสปายา ของสเปนสายการบินแห่งชาติที่มีชื่อว่า เอโรลิเนียส อาร์เกนตินาส มัน (ผู้นำนายทุนชั่ว) ก็จัดการแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ก่อนที่จะจัดการแปรรูป สุดท้าย พรรคพวกของมัน (ผู้นำนายทุนชั่ว) ก็จัดการรวบรวมเอาไปขายให้บริษัท อีเบเรียของสเปนเดิมในอดีต นางอเดรียนาเคยเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ ตอนที่เจอกันกับผมนั้น เธอตกงานและไม่มีอะไรจะกิน สุดท้ายได้งานเป็นเลขานุการชั่วคราวเพื่อหาเศษเงินมา ประทังชีวิต ผมไม่สงสารนางอเดรียนาแม้แต่น้อย เพราะเธอเคยละโมบโลภมาก เคยหลงใหลได้ปลื้มในเศษหุ้น 5% และเงินชดเชยที่รัฐบาลเอามาล่อเพราะละโมบ ชะตาหลังจากนั้นของเธอถึงตกต่ำ

อาร์เจนตินาแปรรูปได้ไม่ถึง 10 ปี ประเทศก็เจ๊ง คนส่วนใหญ่ยากจน โสเภณีเต็มเมือง คนกลุ่มน้อยรวยล้นฟ้า สื่อทุกชนิดถูกปิดปาก (ด้วยโฆษณา)ผู้นำกลายเป็นอดีตผู้นำผู้ร่ำรวย อพยพไปใช้เงินอยู่ที่สเปน.

นิติภูมิ นวรัตน์

13.11.05

ศิลปะการใช้ชีวิต

โดย คุณ dhamma

การปฏิบัติธรรม ถือว่าเป็นการเว้นวรรคให้แก่ชีวิต ชีวิตต้องมีการเว้นวรรคบ้างเช่นเดียวกับลมหายใจของเรา มีหายใจเข้าแล้วก็ต้องมีหายใจออก เราไม่สามารถที่จะหายใจเข้าได้ตลอด ต้องเว้นจังหวะแล้วจึงหายใจออกเราไม่สามารถหายใจออกหายใจเข้า อย่างใดอย่างหนึ่งไปได้ตลอด จะต้องมีการเปลี่ยนสลับกันไป

การทำงานก็เช่นเดียวกัน ทำงานแล้วก็ต้องรู้จักหยุดบ้างธรรมชาติให้เวลากลางวันคู่กับกลางคืน กลางวันทำงานเต็มที่ พอถึงตอนกลางคืนก็ต้องพักผ่อน ขอให้สังเกตดู อะไรก็ตามเป็นไปได้ดีก็เพราะมีการเว้นจังหวะหรือมีช่องว่างที่เหมาะสม

หนังสือที่อ่านง่าย ก็เพราะแต่ละประโยคมีการเว้นวรรคอย่างถูกจังหวะ ถ้าตัวหนังสือติดกันเป็นพรืด ไม่มีเว้นวรรคเลย จะน่าอ่านไหม ใครอ่านก็ต้องรู้สึกงงงวย ไม่อยากอ่าน ศิลปะอย่างหนึ่งของเขียนหนังสือให้น่าอ่านก็คือรู้จักเว้นช่องว่างระหว่างคำ ระหว่างประโยค และระหว่างย่อหน้า

ทำนองเดียวกันดนตรีที่ไพเราะ ไม่ใช่เพราะมีเสียงดังเท่านั้น แต่เพราะมีช่วงที่เงียบแฝงอยู่ด้วย ถ้ากลอง กีต้า ไวโอลินส่งเสียงไม่หยุด ไม่รู้จักเว้นจังหวะเสียบ้าง เพลงนั้นก็คงไม่เพราะ

พูดมาถึงตรงนี้ทำให้นึกถึงเรื่องของชายคนหนึ่งที่เลื่อยไม้อย่างเอาเป็นเอาตาย มีเพื่อนคนหนึ่งมาเห็นเข้าก็เลยถามว่าเลื่อยมานานหรือยัง เขาบอกว่าเลื่อยมาตั้งแต่เช้าจนนี่ก็ค่ำแล้ว เพื่อนถามว่าเหนื่อยไหม เขาตอบว่าเหนื่อยสิ เพื่อนถามต่อไปว่าทำไมไม่พักล่ะ เขาก็บอกว่ากำลังวุ่นอยู่กับการเลื่อยไม้ เพื่อนเป็นห่วง ก็เลยพูดว่า ไม่ลองหยุดพักซักหน่อยเหรอ หายเหนื่อยแล้วค่อยมาทำงานต่ออย่างน้อยก็จะได้เอาตะไบมาลับคมเลื่อยให้มันคมขึ้น จะช่วยให้เลื่อยได้เร็วขึ้น ชายคนนั้นก็ตอบว่า ไม่เห็นหรือไงว่า กำลังวุ่นอยู่ ตอนนี้ยังทำอย่างอื่นไม่ได้ทั้งนั้นว่าแล้วก็เลื่อยหน้าดำคร่ำเครียดต่อไป บางครั้งคนเราก็เหมือนกับชายคนนี้ คือเอาแต่เลื่อยอย่างเดียวไม่ยอมหยุด ทั้ง ๆ ที่การหยุดพักจะทำให้มีกำลังดีขึ้น และถ้ารู้จักหยุดเพื่อลับคมเลื่อยให้คมขึ้น ก็จะทำให้เลื่อยได้เร็วขึ้น ทุ่นทั้งแรงทุ่นทั้งเวลา แต่เขาก็ยังไม่ยอมเลย เหตุผลที่เขาให้ก็คือกำลังวุ่นอยู่กับการเลื่อย เลยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ไม่สนใจแม้กระทั่งการทำให้เลื่อยคมขึ้นเขาหาได้เฉลียวใจไม่ว่าเพียงแค่เสียเวลานิดหน่อยก็จะทำให้การเลื่อยนั้นเร็วขึ้นดีขึ้นและเหนื่อยน้อยลง เขาไม่ยอมหยุดเพราะคิดว่าจะทำให้เสียเวลา เพราะคิดว่าทำอะไรมาก แล้วมันจะดี แต่ที่จริงแล้วทำน้อยลง แต่อาจได้ผลดีกว่าก็ได้

ในประสบการณ์ของเรา เราพบบ่อยไปว่า อยากจะให้งานออกมาดี ประสบความสำเร็จเต็มที่ แต่ว่าไม่ได้เอาใจใส่ต้นทุนคือร่างกายและจิตใจ ร่างกายและจิตใจเป็นต้นทุนสำคัญหรือปัจจัยพื้นฐานที่จะนำไปสู่งานที่ดีได้ ถ้าร่างกายอ่อนแอ จิตใจห่อเหี่ยว ท้อแท้อารมณ์ไม่ดี ความสำเร็จก็เกิดขึ้นได้ยาก ชีวิตของเราซึ่งมีขอบเขตจำกัดในการทำงาน วันหนึ่งร่างกายของเราทำงานได้อย่างมากก็ ๑๘ ชั่วโมงถ้าไปเร่งหรือบังคับทำงานมากกว่านั้น เช่น กินกาแฟหรือยาบ้าจะได้ไม่ต้องหลับ ไม่นานก็ต้องล้มพับ โรครุมเร้า เท่ากับเป็นการทำร้ายร่างกายของเรา ซึ่งมีข้อจำกัด นานวันร่างกายก็เสื่อมโทรม หากพ้นจุดหนึ่งไปแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะทำให้ดีขึ้นได้ ทำได้อย่างมากเพียงแค่ประคับประคองเอาไว้ ไม่ให้มัน ทรุดเร็วเกินไป กล้ามเนื้อมีแต่จะเสื่อมลงไป ๆ ส่วนเซลต่างๆ ก็มีแต่จะตายลง สร้างขึ้นใหม่ก็ไม่เท่าของเก่า

การปฏิบัติธรรม เป็นการฝึกสติและสมาธิ ถ้าเราทำอยู่บ่อย ๆ หมั่นประคองสติ ให้คลอเคลีย นัวเนียอยู่ ที่ศูนย์กลางกาย และสมาธิก็จะว่องไว และเข้มแข็งมั่นคงขึ้น การมาปฏิบัติของเราจะว่าไปมันจึงไม่ได้เป็นแค่การพักใจแต่ยังเป็นการพัฒนาคุณภาพและความสามารถของจิตอีกด้วย เป็นการพัฒนาโดยไม่ทำให้เหนื่อยจิต ฉะนั้นเวลาที่เราโหมงานหรือทำงานอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง ก็ขอให้นึกถึงคนเลื่อยไม้ที่ตะบี้ตะบันเลื่อยโดยไม่ยอมหยุดพัก ไม่ยอมแม้กระทั่งหยุดพักลับคมเลื่อย เราอยากจะเป็นอย่างนั้นไหม ถ้าเราเป็นอย่างนั้นมันก็ไม่เกิดผลดีทั้งแก่ตัวเลื่อย ตัวงานและตัวเราเอง ขอให้ระลึกว่า คนที่เอาแต่เดินจ้ำเอา ๆ เพราะอยากถึงไว ๆ นั้น มักจะถึงช้ากว่า เพราะเหนื่อยเสียก่อนหรือขาแพลงเสียก่อน แต่คนที่ค่อย ๆ เดิน เดินไปเรื่อย ๆ ใจไม่เร่งรีบ ถือว่าพักทุกก้าวที่เดิน หรือถ้าเหนื่อยก็รู้จักพักเอาแรง เอาใจกลับไปไว้ในกลางกาย ในที่สุดกลับถึงที่หมายได้เร็วกว่า อย่างที่เขาว่า ไปช้ากลับถึงเร็ว ดีกว่าไปเร็วกลับถึงช้า ขอให้เรามาเรียนรู้วิธีไปช้า แต่ถึงเร็วกันดีกว่า นี้ไม่ใช่แค่ศิลปะของการเดินทางเท่านั้น แต่เป็นศิลปะของการดำเนินชีวิตเลยทีเดียว.

จาก http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y3828943/Y3828943.html

หมอเยียวยาสังคม (Social Shaman)

โดย วิจักขณ์ พานิช
มหาวิทยาลัยนาโรปะ
โบลด์เดอร์ โคโลราโด
๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๘

“การช่วยเหลือผู้อื่นทางกายภาพนั้นก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า ก็คือการที่เรารู้จักมอบคุณค่าและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์คืนให้แก่พวกเขา จนคนเหล่านั้นสามารถที่จะยืนหยัดต่อสู้ปัญหาและเผชิญหน้ากับทุกขสัจจ์ได้ด้วยตัวของเขาเองอย่างเต็มภาคภูมิ เมื่อความยึดมั่นในความเป็นตัวเรา ของเรา ถูกแปรเปลี่ยนเป็นพลังแห่งการตื่นรู้ เป็นความรักและความปรารถนาดีที่เกิดขึ้นจากความเคารพและอ่อนน้อมที่จะเรียนรู้ร่วมกัน เมื่อนั้นการดำเนินชีวิตของเราในฐานะคนธรรมดาๆคนหนึ่ง ก็จะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนรอบข้างได้สัมผัสและเข้าใจถึงการมีชีวิตที่แท้ เป็นชีวิตอันเต็มเปี่ยมด้วยคุณค่าและความหมายในตัวมันเองอย่างแท้จริง” นั่นคือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากอาจารย์สุลักษณ์ตลอดเวลาที่ได้รู้จักกับท่าน

สิ่งที่เรียกกันว่าแรงบันดาลใจนี่เอง ที่จะทำหน้าที่เป็นต้นกำเนิดอันทรงพลังของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม โดยจะจุดประกาย ส่องแสง ดลแรงใจให้กับผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่า ให้เขาได้เข้าใจถึงคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต ดั่งดวงอาทิตย์ที่ไม่เคยหยุดให้แสงแห่งความอบอุ่นแก่มวลมนุษยชาติ อาจารย์สุลักษณ์ คือ บุคคลผู้ซึ่งได้เรียนรู้ ฝึกฝนและบ่มเพาะความเต็มเปี่ยมด้านในในตนเอง อันเป็นพื้นฐานที่สำคัญต่องานทางสังคมของท่าน เมื่อเรารู้จักที่จะเคารพและจริงใจต่อตนเอง การทำงานเพื่อสังคมก็จะเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นจากความเคารพในหัวใจมนุษย์ทุกผู้อย่างแท้จริง ไม่มีการแบ่งแยกมนุษย์ด้วยสูงต่ำ ดำขาว ยากดีมีจน ชีวิตของอาจารย์ยังแสดงถึงชีวิตที่เรียบง่าย ให้คนรุ่นหลังได้เห็นศักยภาพของมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ที่รู้จักตัวเอง และเลือกทำให้สิ่งที่ถูกต้อง เป็นคนธรรมดาๆที่สามารถเข้าถึงธรรมชาติอันเป็นพื้นฐานของสรรพสิ่งอย่างที่ไม่แยกขาดจากชีวิต มีความเต็มเปี่ยมและสมบูรณ์ในคุณค่า ที่หากเราทุกคนได้รู้จักเรียนรู้ที่จะบ่มเพาะมันจนงอกงาม มันก็จะถักทอเป็นสายสัมพันธ์อันเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายสันติภาพทางสังคมที่งดงามยิ่ง

ตลอดชีวิตของท่าน อาจารย์สุลักษณ์ได้เป็นแบบอย่างของบุคคลที่ยอมสละจากลาภยศ สรรเสริญ ทรัพย์สินเงินทอง และชื่อเสียง ที่ดูเหมือนผู้คนที่มีการศึกษาสูงในบ้านเรา ต่างก็ไขว่คว้าแสวงหากัน แต่ตรงกันข้ามอาจารย์กลับทุ่มเทชีวิตให้กับการปลูกต้นกล้าแห่งคุณค่า ด้วยการสร้างสรรค์กิจกรรมและก่อตั้งองค์กรทำงานเพื่อสังคมไทยอย่างแท้จริง แต่ก็น่าแปลกใจที่ดูเหมือนว่าในคนรุ่นผมนั้น แทบจะไม่มีใครรู้จักบุคคลผู้นี้อีกต่อไป ก็เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยความโลภ ความเกลียดชัง และความหลงมัวเมา ดูเหมือนแทบจะหาที่ยืนให้กับคนตรงอย่างอาจารย์สุลักษณ์ไม่ได้ ในโลกแห่งความมัวเมาในกิเลส ตัณหา และมายาภาพทางวัตถุ เสียงเตือนของอาจารย์สุลักษณ์ กลับถูกมองว่าเป็นเสียงตะโกนด่าของคนบ้าขวางโลกคนหนึ่ง ที่ไม่มีใครอยากจะรับฟัง แต่สำหรับผมแล้ว อาจารย์คือมนุษย์ธรรมดาๆที่ยิ่งใหญ่ ท่านยืนหยัดในความเป็นตัวท่านเสมอมา ท่านพูดความจริงในสิ่งที่ท่านเห็น เป็นพลังแห่งสัจจะที่ทะลุทะลวงเมฆหมอกมายา สู่การค้นหาเหตุปัจจัยของปัญหาที่แท้ ทุกที่ที่ท่านไปใครๆต่างก็เกรงกลัว ก็เพราะพลังแห่งสัจจะในตัวท่านนั้นดูจะทำให้ผู้คนหัวเสียเอาได้ง่ายๆ เราจึงมักเห็นอาจารย์เลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ตามชายขอบของสังคมไทยเสมอ ท่านไม่เคยรับตำแหน่งใดๆจากหน่วยงานภาครัฐ ท่านไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการศึกษาในระบบโรงเรียน ไม่เคยเชื่อมั่นในความเป็นสถาบันที่ตั้งอยู่บนโครงสร้างทางอำนาจ ไม่ยอมรับในโฆษณาชวนเชื่อใดๆของบรรษัทข้ามชาติทั้งหลายที่กำลังทำร้ายทรัพยากรธรรมชาติและผู้คนทั่วโลกอย่างไม่ปรานี

ในภาษาอังกฤษมีคำๆหนึ่งที่ใช้เรียกบุคคลที่มีพลังพิเศษในการรักษาเยียวยาโรคภัยไข้เจ็บ สามารถทำนายอนาคต หรือเป็นอาจารย์ทางจิตวิญญาณให้กับผู้คนในชุมชนพื้นเมือง คำนั้นคือคำว่า “Shaman” สำหรับผมแล้ว อาจารย์สุลักษณ์คือ “Social Shaman” หรือ “หมอเยียวยาสังคม” ของสังคมไทยและสังคมโลก อาจารย์เป็นตัวอย่างของบุคคลที่เลือกที่จะดำรงชีวิตอยู่ตามชายของของสังคมเสมอมา ด้วยการลงไปเยี่ยมเยือน อาศัย และเรียนรู้จากชาวบ้าน ชาวนา ผู้ทุกข์ยาก และจากประสบการณ์ตรงกับผู้คนเหล่านั้นนี่เอง ที่ทำให้อาจารย์สามารถมองสิ่งต่างๆอย่างชัดแจ้งในมุมกว้าง ด้วยจิตที่เป็นอิสระท่านจะเรียนรู้และทำความเข้าใจถึงรากและเหตุปัจจัยของปัญหาเสมอ จากนั้นจึงทำหน้าที่เป็นผู้เยียวยาด้วยการเสนอทางเลือกใหม่ๆให้กับสังคม เป็นยาชนิดที่ไม่เคยมีใครกล้าคิดและกล้าลองมาก่อน อาจารย์คือหมอยาผู้เดินท่องไปในโลกกว้างเมื่อแจกจ่ายยาแห่งมิตรภาพถักทอเป็นเครือข่ายที่แข็งแรงของกัลยาณมิตรในหลายชาติหลายวัฒนธรรม อาจารย์เป็นบุคคลในตำนานที่มีชีวิต ที่ยังคงทำหน้าที่อันเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าและความหมายในสัจจะ ท่านคือผู้ทำนายชะตาของสังคมด้วยความเข้าใจเหตุปัจจัยภายในสังคมอย่างลึกซึ้ง ท่านเป็นผู้นำธรรมะมาสู่การปฏิบัติ ดำเนินชีวิตด้วยความงามที่เรียบง่ายจากภายใน จนธรรมะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตบุคคลผู้นี้อย่างที่ไม่สามารถแยกขาดจากกันได้ เพราะอาจารย์เรียนรู้ที่จะมองและเข้าใจทุกสิ่งตามที่เป็นจริง ความกลัวจึงไม่สามารถครอบงำจิตใจของท่านได้ ชีวิตของอาจารย์สุลักษณ์จึงกลายเป็นต้นกำเนิดแห่งแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ ผู้แสวงหาสัจจะทั้งหลายท่ามกลางความมืดมนแห่งปัญญาในปัจจุบัน

ในโลกอันเต็มไปด้วยเมฆหมอกแห่งอวิชชา ยากที่จะมองเห็นอะไรได้ตามจริง ผมได้เลือกที่จะเดินตามรอยเท้าของหมอเยียวยาสังคมเช่นอาจารย์สุลักษณ์ เลือกที่จะอาศัยอยู่ตามชายขอบของสังคมกระแสหลัก ทำงานอยู่ภายนอกอำนาจสถาบัน คอยตรวจสอบและตั้งคำถามในสิ่งที่คนส่วนใหญ่เชื่อถือตามๆกันมา คอยสืบค้นติดตามข้อมูลสำคัญที่ใครๆต่างหลงลืมหรือมองข้าม และที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของจิตวิญญาณการฝึกฝนด้านใน เพราะผมเชื่อว่า อันจิตใจที่ง่ายงามจะเป็นดั่งประภาคารส่องแสงแห่งความรัก ความเอื้ออาทร อันปรารถนาความสุขให้แก่ชีวิตผู้อื่น สิ่งนี้ดูจะมีค่ายิ่งกว่าการช่วยเหลือใดๆ อาจารย์สุลักษณ์ได้แสดงให้ผมเห็นว่า การช่วยที่ดีที่สุดคือการเรียนรู้ เป็นการเรียนรู้ที่จะรัก เรียนรู้ที่จะเข้าใจ อันเป็นสิ่งที่งอกงามออกมาจากความเต็มเปี่ยมภายในที่แท้

(แปลและเรียบเรียงจาก จดหมายถึงคณะกรรมการรางวัลโนเบลสันติภาพ)

8.11.05

สถาบันพุทธทาสภิกขุ

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
เซคชั่นกระแสทัศน์ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันที่ 7 พฤศจิกายน 2548

"ความสัมพันธ์ในโลกที่กว้างขวางของสถาบัน จะช่วยเผยแพร่ทั้งเนื้อหาและวิธีการแยบคายซึ่งสถาบันค้นพบให้เป็นประโยชน์ในสังคมต่างๆ"

ความเป็นบุคคลสำคัญของโลกนั้นไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการประกาศขององค์กรระหว่างประเทศ แม้ว่าองค์กรนั้นๆ อาจใช้กระบวนการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบสักปานใดก็ตาม ความสำคัญของบุคคลนั้นจะมีแก่โลกเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับว่า "โลก" จะใช้ประโยชน์จากความคิดและการกระทำของเขามากน้อยเพียงใดต่างหาก

แต่ "โลก" จะใช้ประโยชน์ดังกล่าวได้ "โลก" ก็ต้องมีโอกาส นั่นคือมีโอกาสรับรู้ มีโอกาสได้รับแรงบันดาลใจ และมีโอกาสนำเอาไปปฏิบัติ

แม้มีชาวไทยหลายคนที่ได้รับการประกาศเป็นบุคคลสำคัญของโลกโดยยูเนสโก แต่ประเทศไทยแทบไม่ได้ทำอะไรในทางที่จะทำให้คุณค่าของความคิดและการกระทำของท่านเหล่านั้น เป็นประโยชน์แก่การแสวงหาทางออกให้แก่ปัญหาที่โลกต้องเผชิญอยู่เวลานี้ นอกจากฉลองกันเป็นการภายในของเราเอง หากจะมีการแปลผลงานของท่านเหล่านั้นออกเป็นภาษาอังกฤษบ้าง ส่วนใหญ่ (คือไม่นับพระมหากษัตริย์ในอดีต) แล้ว ก็เป็นความพากเพียรของเอกชนและองค์กรเอกชน และเท่าที่ทราบ ยังไม่มีเล่มใดถูกพิมพ์ซ้ำเลย ซึ่งไม่ได้แสดงคุณภาพของหนังสือเท่ากับคุณภาพของกลวิธีขยายความคิดนั้นแก่ชาวโลก

ในกรณีของท่านพุทธทาสภิกขุ ซึ่งเพิ่งได้รับประกาศเป็นบุคคลสำคัญของโลกในปีนี้ ความคิดและการกระทำของท่านมีนัยยะสำคัญอย่างยิ่งต่อโลก โดยอาศัยฐานทาง "ปัญญา" ของพระพุทธศาสนา ท่านพุทธทาสเสนอทางออกให้แก่วิกฤตที่โลกต้องเผชิญอยู่เวลานี้เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงซึ่งเพิ่มขึ้นในหน่วยเล็กๆ ทางสังคม เช่นครอบครัวไปจนถึงในสังคมวงกว้าง และในสังคมโลก หรือความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมอันเป็นภัยคุกคามการอยู่รอดของอารยธรรมมนุษย์ หรือการเอารัดเอาเปรียบทางเศรษฐกิจของทุนซึ่งมีกำลังมากขึ้นต่อประชาชนทั่วโลก (ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศของตัวเอง) ความก้าวหน้าของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ซึ่งไม่นำไปสู่ความสงบสุขของมวลมนุษย์ ช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างประชาชนกลุ่มต่างๆ ซึ่งขยายห่างมากขึ้น เพราะการกระจุกตัวของรายได้ไว้กับคนกลุ่มเล็กลงทุกที ฯลฯ
การฉลอง 100 ปีชาตกาลท่านพุทธทาสกลางท้องสนามหลวง โดยเน้นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาระดับศีลธรรมในหมู่เยาวชน แม้เป็นการกระทำที่ดี แต่ดูจะไร้ความหมายเมื่อเปรียบเทียบกับมรดกทางสติปัญญาที่ท่านพุทธทาสทิ้งไว้ให้แก่ชาวโลก

การรับรองให้คนไทยเป็นบุคคลสำคัญของโลก เป็นแค่โอกาสให้คนไทยชุมนุมตบหลังตบไหล่กันเอง เพื่อบอกแก่กันว่าคนไทยนี้ดี คนไทยนี้เก่ง… ก็เท่านั้นเอง

ฉะนั้น นอกจากจัดงานกลางท้องสนามหลวงแล้ว ไม่ดีกว่าหรอกหรือ ที่จะช่วยกันคิดทำอะไรที่จะยกมรดกของท่านพุทธทาสไปเป็นสมบัติร่วมกันของชาวโลก

ผู้เขียนขอเสนอโครงการเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าวแก่สังคมไทยพิจารณา (เมื่อไรที่ใช้คำว่าสังคม เมื่อนั้นก็รวมรัฐบาลอยู่ด้วย เพราะรัฐบาลควรเป็นส่วนหนึ่งของสังคม)

น่าจะจัดตั้งสถาบันนานาชาติเพื่อทางออกจากวิกฤตโลกในนาม "สถาบันพุทธทาสภิกขุ" หรือ "สถาบันอินทปัญโญ" (Institute of The Great Wisdom) สถาบันนี้มีภารกิจที่จะศึกษาและเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิกฤตด้านต่างๆ ที่โลกเผชิญอยู่เวลานี้ โดยอาศัยพระธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบ และปรากฏอยู่ในนิกายต่างๆ ของพระพุทธศาสนาในโลก เพราะจะเป็นทางนำไปสู่ความรู้ความเข้าใจวิกฤตต่างๆ ลึกลงไปกว่าระดับปรากฏการณ์ถึงระดับรากเหง้าได้ ก็จะพบทางออกที่แท้จริงหรือการปฏิวัติทางจิตใจซึ่งจะนำสันติสุขมาสู่โลกได้

ทั้งนี้สถาบันยังเปิดให้มองและแก้ปัญหานี้โดยใช้หลักธรรมคำสอนของศาสดาในศาสนาอื่นด้วย ดังที่ท่านพุทธทาสเองก็ได้ชี้ให้เห็นถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของหลักธรรมในทุกศาสนา (แม้การตีความของท่านอาจไม่เป็นที่ยอมรับจากนักคิดในศาสนาอื่นทั้งหมดก็ตาม)

เหตุที่ควรเป็นสถาบันนานาชาติ ไม่แต่เพียงต้องการให้สะดวกแก่การเผยแพร่ในภาษาซึ่งชาวโลกเข้าถึงได้ง่ายเท่านั้น แต่เหตุผลที่สำคัญกว่าก็คือ เพื่อสามารถระดมนักปราชญ์ซึ่งสนใจประเด็นปัญหานี้ อันมีทั้งชาวพุทธและไม่ใช่ จากทั่วโลกมาร่วมมือกันได้อย่างจริงจัง

สถาบันควรมีจุดมุ่งหมายตั้งแต่เริ่มแรกที่จะประมวลความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาจากทั่วโลกมาสั่งสมไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมทั้งเชื่อมโยงกับแหล่งความรู้ประเภทเดียวกันในโลกได้อย่างสะดวก เพราะสถาบันควรเป็นศูนย์กลางการศึกษาค้นคว้าความรู้ทางพระพุทธศาสนาแห่งหนึ่งของโลก ที่สามารถอำนวยความสะดวกแก่นักศึกษาที่สนใจด้านนี้ได้อย่างดี ซึ่งจะดึงดูดนักศึกษาทั้งรุ่นใหม่และเก่าเข้ามาใช้บริการได้กว้างขวางทั่วโลก

สถาบันควรเชิญนักปราชญ์จากประเทศต่างๆ ที่มีชื่อเสียงด้านพระพุทธศาสนาให้เป็น "แขก" (visiting scholars) ของสถาบัน หมุนเวียนกันไปครั้งละหลายท่าน เพราะนอกจากสถาบันจะสามารถได้ประโยชน์จากการทำงานของท่านเหล่านั้นแล้ว สถาบันเองก็จะเป็นจุดเชื่อมโยงนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาให้สร้างงานหรือกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แก่ชาวโลกได้กว้างขวางขึ้นด้วย

สถาบันควรมีกำลังทรัพย์และความสามารถพอที่จะอุดหนุนการเผยแพร่ผลงานของนักปราชญ์เหล่านั้น ช่วยลดอุปสรรคของตลาดงานประเภทนี้ซึ่งไม่สู้จะกว้างขวางนักลงบ้าง (ไม่จำเป็นต้องลงทุนเองทั้งหมด อาจร่วมทุนบางส่วนกับสำนักพิมพ์, โรงถ่ายภาพยนตร์, ผู้อำนวยการสร้างรายการโทรทัศน์ ฯลฯ)

สถาบันควรมีทุนการศึกษา หรือทุนอุดหนุนกิจกรรมของตนเอง เพื่อแจกจ่ายแก่บุคคลต่างๆ ทั่วโลกที่เสนอโครงการศึกษาหรือโครงการกิจกรรมที่สถาบันเห็นชอบและต้องการสนับสนุน เพราะสถาบันควรเป็นศูนย์แห่งหนึ่งในโลกที่ทำหน้าที่ "ปม" ที่เชื่อมโยงการเคลื่อนไหวทั้งด้านการศึกษาและกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา เพื่อเปิดทางออกของวิกฤตแก่ชาวโลก

ในอีกด้านหนึ่ง สถาบันพุทธทาสภิกขุ ควรมีภารกิจด้านการเผยแพร่แก่ชาวบ้านธรรมดาด้วย ไม่ใช่เฉพาะนักปราชญ์ระดับโลกเท่านั้น ดังที่ท่านพุทธทาสเองไม่เคยทิ้งชาวบ้านหรือคนธรรมดาซึ่งไม่ใช่ปัญญาชนเลย อีกทั้งท่านยังคิดค้นวิธีการที่แยบคายหลายอย่างในการเผยแพร่ เช่น "โรงมหรศพทางวิญญาณ" เป็นต้น ภารกิจด้านนี้ควรถือเป็นภารกิจหลักอีกด้านหนึ่งของสถาบัน คือกระทำการเผยแพร่ด้วยวิธีการที่แยบคาย และมีประสิทธิผลแก่ประชาชนคนธรรมดาในโลกปัจจุบัน

ความสัมพันธ์ในโลกที่กว้างขวางของสถาบัน จะช่วยเผยแพร่ทั้งเนื้อหาและวิธีการแยบคายซึ่งสถาบันค้นพบให้เป็นประโยชน์ในสังคมต่างๆ

แน่นอนว่าสถาบันต้องมีเงินทุนจำนวนมาก แต่ก็ไม่เกินกำลังความสามารถของชาวโลกจะอุดหนุนได้ หากสังคมไทยรับภาระเป็นผู้ระดมกำลัง เงินก้อนแรกน่าจะมาจากรัฐไทยเอง และเริ่มระดมทุนจากสังคมไทย และจากองค์กร, มูลนิธิ และสังคมอื่นๆ ทั่วโลก พร้อมกับเริ่มดำเนินงานจากน้อยไปหามากได้เลย กิจกรรมและประโยชน์ของสถาบันจะเป็นเครื่องมือพิสูจน์ความมีคุณประโยชน์ของสถาบันแก่ชาวโลก อันจะนำมาซึ่งเงินอุดหนุนได้อย่างสืบเนื่องต่อๆ ไป

คนไทยแต่ก่อนมีประเพณี "บอกบุญ" ซึ่งปัจจุบันความหมายเสื่อมลงจนกลายเป็นการ "เรี่ยไรเงิน" เท่านั้น แต่เดิมท่านหมายถึงการบอกถึงกิตติคุณของความดีแก่ผู้อื่น ยังความปลาบปลื้มแก่เขา และโน้มนำจิตใจเขาไปสู่ทางที่ดี ความสำคัญของท่านพุทธทาสต่อชาวโลกนั้นจะมีจริงหรือไม่ หาได้ขึ้นอยู่กับประกาศขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ขึ้นอยู่กับว่าคนไทยอยาก "บอกบุญ" แก่ชาวโลกหรือไม่ต่างหาก

7.11.05

ชาตินิยมในโลกาภิวัตน์

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
เซคชั่นกระแสทัศน์ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันที่ 31 ตุลาคม 2548

"ชาติที่แท้จริงซึ่งจะมีความหมายแม้ในท่ามกลางโลกาภิวัตน์ของปัจจุบันได้ ต้องหมายถึงประชาชน"

แม้กระนั้นผมก็ยังอดสับสนไม่ได้เมื่อได้ข่าวว่า เจ้าของบริษัทโทรคมนาคมขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของไทยเทขายหุ้นให้แก่ฝรั่งนอร์เวย์ไปหมด จนกระทั่งบริษัทนั้นกลายเป็นบริษัทฝรั่งเต็มตัวเลย

ผมซื้อบริการของบริษัทนี้แหละครับ เพราะไม่ชอบเจ้าของบริษัทคู่แข่ง แต่คราวนี้ผมต้องเลือกระหว่างจะให้เงินของผมแก่ฝรั่งดี หรือแก่คนที่ผมไม่ชอบซึ่งเป็นคนไทยดี

สำนึกชาตินิยมแบบที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กบอกว่า ต้องเลือกคนไทยไว้ก่อน อย่างน้อยก็เป็น "พวก" เดียวกัน

แต่ประสบการณ์จริงในชีวิตทำให้อดถามตัวเองไม่ได้ว่า "มึงเป็นพวกเดียวกับเขาจริงหรือวะ" จึงชักจะไม่แน่ใจเหมือนกัน แม้จะแน่ใจว่าไม่อาจนับตัวเองเป็น "พวก" เดียวกับนายทุนนอร์เวย์ได้ก็ตาม

สิ่งเดียวที่ผมมีเหมือนกับนายทุนไทยคืออะไรที่จับต้องไม่ได้และนิยามไม่ได้ นั่นคือ "ความเป็นไทย" นอกจากนั้นแล้วไม่มีอะไรที่เหมือนกันสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิต, การมองโลก, ระบบคุณค่า, ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ-การเมือง-อุดมการณ์, แม้ว่าพูดภาษาไทยเหมือนกัน แต่ก็ "พูดกันคนละภาษา"

ตรงกันข้ามเสียอีก ผมออกจะเชื่อว่า นับนายทุนไทยกับนายทุนฝรั่งเป็น "พวก" เดียวกัน ยังง่ายเสียกว่า เพราะเขามีอะไรต่อมิอะไรเหมือนกันมากมาย แม้ไม่ได้ร่วม "ความเป็นไทย" กันก็ตาม

อย่างน้อยตอนที่นายทุนเทหุ้นขายกันไปขายกันมานั้น ไม่มีใครเขาถามหา "ความเป็นไทย" กันหรอก เขาถามว่า "ให้ราคาเท่าไร" ต่างหาก และนี่เป็นบรรทัดฐานแรกที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจซื้อขาย
ทั้งนี้เพราะทุนโลกาภิวัตน์ย่อมไม่มีชาติ

ถ้ามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ ในช่วงหนึ่งของพัฒนาการทุนนิยม ชาติยังเป็นประโยชน์ในการปกป้องคุ้มครองทุน ตอนนั้นทุนจึงมีชาติ แต่เมื่อได้สร้างกลไกระหว่างประเทศ (ทั้งระดับเทคโนโลยีไปจนถึงระดับองค์กรและวัฒนธรรม) ที่ให้ความปกป้องคุ้มครองทุนได้แล้ว ชาติก็เป็นเพียงเครื่องมือที่หมดความจำเป็นไปแล้วสำหรับทุน

ทุนจึงไม่จำเป็นต้องมีชาติ ทุนมีแต่ "ฐาน" การลงทุน นายทุนไทยที่ใหญ่ๆ ล้วนเคยโอนทุนไปลงในประเทศอื่นเพื่อหา "ฐาน" การลงทุนที่ให้กำไรได้มากทั้งนั้น เขาบอกแก่ประชาชนซึ่งยังอยากมีชาติไว้ปกป้องตนเองว่า การลงทุนต่างประเทศให้ผลดีแก่ชาติ เขาบอกหนักแน่นเสียจนเราไม่เคยถามว่า "ยังไง" แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดว่า "ฐาน" การลงทุนที่ดีในทรรศนะของทุนคืออะไร ก็จะเห็นได้ว่าไม่เกี่ยวอะไรกับชาติแต่อย่างใด

"ฐาน" การลงทุนที่ดี หมายถึงมีความมั่นคงทางการเมือง แต่ความมั่นคงทางการเมืองไม่ได้หมายความว่าไม่เปลี่ยนรัฐบาลบ่อยๆ แต่หมายความว่านโยบายหลักจะต้องไม่เปลี่ยน รวมทั้งการต่อสู้ทางการเมืองต้องไม่ขยายไปสู่ท้องถนน หรือการปฏิวัติทางชนชั้น อย่างไรก็ตาม การเมืองที่เป็นระเบียบถึงขนาดนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ฉะนั้นจึงสะดวกกว่าหากจะมีรัฐบาลที่อยู่ไปได้นานๆ เพราะเส้นสายที่ลงทุนซื้อเอาไว้ก็จะยังคงอยู่ตลอดไป เหตุดังนั้นทุนจึงไม่รังเกียจรัฐบาลเผด็จการที่มีความสามารถครองอำนาจไปได้นานๆ แม้ว่าความสามารถนั้นจะหมายถึงการเข่นฆ่าประชาชนของตนเองอย่างไร ก็ไม่เป็นที่รังเกียจของทุน ขอแต่อย่าให้ถูกนานาชาติแซงก์ชั่นเท่านั้น (เช่นอย่าฆ่าคนกลางถนน แต่ช่วยอุ้มไปก่อนแล้วค่อยฆ่า เป็นต้น)

ทุนชอบ "ฐาน" ที่เน้นนโยบายพัฒนา เพราะนโยบายพัฒนาคือการเปิดเสรีในหลายๆ ด้าน และคือการให้อภิสิทธิ์ทางภาษีแก่ผู้ลงทุน ไม่ใช้มาตรการอะไรเพื่อปกป้องสาธารณประโยชน์ภายใน ลืมคำนี้ไปเลยยิ่งดี เพราะทำให้เกิดการแข่งขันที่ "เป็นธรรม" แก่ทุกฝ่าย

"ฐาน" ที่ดียังหมายถึงสังคมที่มีปัจจัยเกื้อหนุนการทำกำไรจากทุนที่ดีด้วย เช่นหากลงทุนในอุตสาหกรรมชั้นต่ำ ก็ต้องการแรงงานราคาถูก หากลงทุนในอุตสาหกรรมชั้นสูงก็ต้องการแรงงานฝีมือที่มีการศึกษาดี เป็นสังคมที่มีความสงบเรียบร้อยพอที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเฝ้าระวังทุนของตนเกินไป หากไม่อย่างนั้นก็ต้องมีตำรวจไว้ขาย คือสามารถซื้อบริการของตำรวจเป็นพิเศษได้

"ฐาน" การลงทุนดังที่กล่าวนี้ ดีแก่ทุนทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นทุนจากต่างประเทศหรือภายในประเทศ หากไม่จำเป็นว่าจะต้องดีแก่ชาติไปด้วย ในหลายกรณีอาจมีผลร้ายต่อชาติอย่างมหันต์ก็ได้ ดังร้านขายของชำซึ่งเลี้ยงประชาชนของชาติเป็นหลายล้าน ต้องพังพินาศเพื่อทำให้ประเทศเป็น "ฐาน" ที่ดีของทุน เป็นต้น
ชาติของทุนจึงเหลือแต่ธงชาติ หรือมิฉะนั้นก็ขวานโบราณซึ่งด้ามผุ

แต่ชาติที่แท้จริงซึ่งจะมีความหมายแม้ในท่ามกลางโลกาภิวัตน์ของปัจจุบันได้ ต้องหมายถึงประชาชน ธงชาติก็ตาม ขอบเขตของประเทศก็ตาม เพลงชาติก็ตาม ไม่ใช่ตัวชาติที่แท้จริง อย่างมากก็เป็นเพียงสัญลักษณ์ของประชาชนเท่านั้น

ในประเทศไทย เราไม่ได้ให้ความหมายของชาติอย่างชัดเจนว่าหมายถึงประชาชน จึงยิ่งเปิดโอกาสให้ทุนซึ่งไม่ได้ถือประโยชน์ของชาติเป็นใหญ่ สามารถเอารัดเอาเปรียบประชาชนได้ง่ายขึ้นและมากขึ้น จนแทบจะสรุปกันดื้อๆ เลยว่า หากคนไทยบางคนรวยขึ้น ชาติไทยก็รวยขึ้น

ถ้าชาติหมายถึงประชาชน สถิติก็สามารถชี้ให้เห็นว่าชาติได้อะไรจากการที่คนไทยบางคนรวยขึ้น นโยบายที่เอาผลประโยชน์ของประชาชนไปสังเวยธุรกิจของคนส่วนน้อย ย่อมไม่สามารถดำรงอยู่ได้

ยิ่งกว่านี้ ชาติที่หมายถึงประชาชนยังมีพลังทางศีลธรรม ที่จะต่อสู้กับการเอารัดเอาเปรียบทั้งของทุนภายในและทุนต่างชาติด้วย เพราะผลประโยชน์ของชาติต้องหมายถึงผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่ของชาติลอยๆ ที่จับต้องไม่ได้

ปัญหาที่แท้จริงจึงไม่ใช่ระหว่างนายทุนฝรั่งหรือนายทุนไทย แต่ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ระหว่างนายทุนกับประชาชนต่างหาก ทำอย่างไรประชาชนจึงจะไม่ถูกนายทุนซึ่งไม่มีชาติเอารัดเอาเปรียบ

ฉะนั้น ผมจึงยังคงใช้บริการโทรศัพท์ของบริษัทเดิม ซึ่งกลายเป็นของฝรั่งไปแล้ว ไม่ว่าจะใช้บริการของบริษัทไทยหรือฝรั่ง ก็ต้องใช้อย่างระมัดระวัง คือใช้เฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ หมดธุระก็วางหูทันที

4.11.05

The importance of Meditation Practice

Reggie Ray

When you are studying the dharma, you are studying a tradition and a view, a way of looking at things that causes a tremendous amount of upheaval. The upheaval is the breaking down of our habitual patterns and our solid way of doing ourselves. And, in my experience, the only way to work with that, and I really mean this, is to some kind of contemplative practice, meditation practice. What happens if you don’t do that? If you study the dharma, even become a Buddhist, and you are not working in an ongoing, continuous way through the practice of meditation, you will either turn Buddhism into some kind of religious trips or you become very cynical and negative toward the whole tradition. And those two responses are both ways of not relating directly to the energy within the tradition.

If you want to really understand and assimilate what this is all about personally, which you may or may not. But if you want to do that, you have to meditate and you have to commit yourself in the ongoing process of meditation and you have to be willing to make a journey. You can’t really study Buddhism without the practice because what comes out the other end is actually the opposite of Buddhism and you just end up using the tradition to just reinforce your own way of going about things and your own solid view of yourself whether it is “I’m a Buddhist and I am great, very devotional. I love Buddhism and I am a Buddhist,” which is spiritual materialism or the other one, which you see a lot of people doing, is…if you look among people who have been around Naropa for a while, you find this other one actually amazingly present on campus. You become very cynical, very negative, and very critical of the tradition and of the teachers in the tradition because that is another way to hold it altogether and not really relate to what it is all about. What Buddhism is as you know from our work together, it’s neither sort of cynical, negative, arrogant thing or the identifying with the tradition which you know as self-identity. You know from our work that it is in the middle, in the no man’s land where you don’t have any ground. You work with your life, you work with your own groundlessness in an open and direct way, which you can’t do it without meditation practice. It just can’t. It doesn’t work. And that was kind of what the Buddha was teaching during his whole life. As Trungpa Rinpoche said in the Fabrice Midal’s biography, “Meditation is the whole reason I am alive. It’s the whole thing of what I have to teach. And it embodies everything that is important about the Buddhadharma.” It is really that simple.

And I also want to say that although Naropa itself does not have extensive opportunities to study and practice meditation, there are definitely doorways at Naropa to do so. They are definitely here in this environment and it is kind of up to you what you want to do with the whole thing. But there are definitely opportunities here and I hope that as many people as possible will take advantage of those opportunities and not just get your degree, get your knowledge, and then walk away with certain memories of Naropa. I hope that what this place really is as its heart, which is to work with the groundlessness of one’s own life, will become part of who you are and part of your whole life. In my opinion, that’s the essential dharma.

I know that it takes time to sort of figure it out what’s going on here and in terms of your own life, a lot of times the timing isn’t such that you would immediately connect with what I’m saying. You may have intellectual understanding or have a lot of other plans in your life of how you are going to be happy and how you are going to make it all work. I understand that and I have no problem with that. But at some points, things are going to fall apart because they always do. And when that happens, I hope you will remember what I am saying right now. The dharma is not a way to keep it together, but it’s a way to work with things when they fall apart.

(Transcribed from the Three Jewels Class, November, 3 2005)

เรือเปล่า

คอลัมน์ จิตวิวัฒน์
โดย พระไพศาล วิสาโล
มติชนรายวัน ๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๘

จางจื๊อเป็นปราชญ์จีนโบราณซึ่งมักนำเสนอปรัชญาที่ลึกซึ้ง โดยอาศัยเรื่องเล่าที่ง่ายๆ เรื่องหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงคือเรื่อง "เรือเปล่า"

จางจื๊อเริ่มต้นด้วยการเล่าว่า ชายคนหนึ่งกรรเชียงเรืออยู่ในแม่น้ำ ถ้าหากมีเรือเปล่าลำหนึ่งมาชนเข้า แม้เจ้าของเรือกรรเชียงจะเป็นคนเจ้าโทสะ เขาก็คงโกรธไม่ได้มาก แต่ถ้าเห็นคนอยู่ในเรือนั้น เขาคงต้องตะโกนบอกให้พายเรือหนีไปให้พ้น ถ้าอีกฝ่ายยังไม่ได้ยิน ก็ต้องตะโกนดังขึ้นเรื่อยๆ จนอาจถึงต้องร้องด่า ทั้งนี้ก็เพราะมีคนอยู่ในเรือลำนั้น แต่อากัปกิริยาดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าหากไม่มีคนอยู่ในเรือลำนั้น

ดังนั้น จางจื๊อจึงแนะให้เราทำเรือของเราให้ว่างเปล่า หรือทำตนเป็น "เรือเปล่า"เพื่อจะได้ข้าม "แม่น้ำ" อย่างสะดวกสบาย ไม่มีใครมาขัดขวางหรือกระทบกระทั่งด้วย

มองอย่างพุทธ "เรือเปล่า" ก็คือจิตที่ว่างเปล่าจากตัวตน หรือพูดให้ถูกต้องกว่านั้นก็คือจิตที่ว่างเปล่าจากความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนนั่นเอง ผู้ที่มีจิตว่างเปล่าตามนัยดังกล่าวย่อมอยู่ในโลกนี้ได้อย่างราบรื่นและผาสุก แม้จะไม่ถึงกับปลอดพ้นจากการถูกตะโกนด่าว่าดังเรือเปล่าของจางจื๊อ แต่คำตะโกนด่าว่านั้นย่อมไม่อาจทำให้ทุกข์ได้ เพราะไม่มี "ตัวตน" ออกไปรับคำด่า

ใช่หรือไม่ว่า ถ้ามีตัวตนหรือยึดมั่นถือมั่นใน "ตัวกู" เมื่อไร ก็อดไม่ได้ที่จะเอาคำด่านั้นมาเป็น "ของกู" เกิดความสำคัญมั่นหมายว่า "ตัวกู"ถูกด่า หรือมี "ตัวกู" เป็นเป้าให้คำด่าว่านั้นเข้ามากระทบกระแทก

ตัวตนหรือความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนนั้นเป็นที่มาแห่งความทุกข์ทั้งหลายของมนุษย์ ไม่ใช่แค่ทุกข์เพราะถูกต่อว่าเท่านั้น หากยังทุกข์เมื่อประสบกับความสูญเสียพลัดพราก เพราะไปสำคัญผิดว่าสิ่งที่สูญเสียไปหรือบุคคลที่พลัดพรากไปนั้นล้วนเป็น "ของกู" แม้แต่เวลาเจ็บปวดทางกาย ก็ยังทุกข์ไปถึงใจเพราะไปสำคัญมั่นหมายว่า "กูเจ็บ"

ท่านอาจารย์พุทธทาสเปรียบเทียบให้เห็นง่ายๆ ว่า เมื่อมีดบาดนิ้ว ถ้าไปสำคัญมั่นหมายว่า "มีดบาดฉัน" เมื่อไร จะเจ็บยิ่งกว่าเวลารู้สึกว่า "มีดบาดนิ้ว" เสียอีกทั้งๆ ที่สมัยนี้เต็มไปด้วยความสะดวกสบายและความพรั่งพร้อมทางวัตถุมายมาย แต่เหตุใดผู้คนจึงทุกข์กันง่ายและทุกข์กันมากเหลือเกิน คำตอบก็คือ เพราะไม่รู้เท่าทันความจริงข้อนี้ แถมยังเน้นตัวตนกันมากขึ้น จึงเกิดความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนอย่างสูง อะไรก็ตามที่ปรนเปรอ พะเน้าพะนอ หรือตอบสนองความต้องการของตัวตน เป็นต้องทำหรือหามาให้ได้ ดังนั้น จึงเกิดความต้องการไม่รู้จักหยุดหย่อน ผลคือเกิดความเร่าร้อน เครียด กระสับกระส่าย และเกิดความขัดแย้งกระทบกระทั่งกับผู้คนมากมาย ไม่เว้นแม้แต่คนใกล้ตัว ความขัดแย้งนี้บ่อยครั้งก็ลุกลามเป็นการประหัตประหารระหว่างกลุ่มชน เพราะการแบ่งเขาแบ่งเรา ใครก็ตามที่ไม่ใช่ "พวกกู" ก็ถือเป็นศัตรูไปหมด

ตัวตนนั้นไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่จริง แต่เกิดจากการปรุงแต่งขึ้นมาเองของจิต(ซึ่งตัวมันเองก็ไม่มีตัวตนอยู่เช่นกัน) เมื่อปรุงแต่งแล้วก็เข้าไปยึดมั่นถือมั่นซ้ำเข้าไปอีก(เหมือนคนที่คิดเอาเองว่าแฟนนอกใจ แล้วก็ยึดมั่นกับความคิดความเชื่อนั้นจนไม่ยอมเปิดใจรับความจริง) แต่ไม่ว่าจะยึดมั่นตัวตนอย่างไร มันก็ไม่สามารถเป็นไปตามใจเราได้ อาการอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำก็คือ ความเป็น "ฉัน" นั้นแปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา เมื่อประสบความสำเร็จก็สำคัญว่า "ฉันเป็นคนเก่ง" แต่เมื่อล้มเหลวก็เปลี่ยนมารู้สึกว่า "ฉันเป็นคนไม่เก่ง" บางคนรู้สึกว่า "ตัวตนของฉันคือชายชาติทหาร" แต่พอโดนโรคร้ายเกาะกินติดต่อกันหลายปี ความรู้สึกว่า "ฉันเป็นผู้ป่วยใกล้ตาย" ก็เข้ามาแทนที่ อันที่จริงในวันหนึ่งๆ ความสำคัญมั่นหมายว่าฉันเป็นนั่นเป็นนี่สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้นับสิบๆ อย่าง เช่นเป็นพ่อแม่เมื่ออยู่กับลูก เป็นอาจารย์เมื่อพบหน้าศิษย์ และเป็นลูกน้องเมื่อไปหาเจ้านาย กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ความเป็นฉันนั้นเป็นสิ่งที่จิตปรุงแต่งขึ้นเอง หาได้มีจริงไม่อะไรก็ตามที่ไม่มีอยู่จริง ย่อมชวนให้เราฉุกคิดสงสัยในความมีอยู่ของมัน ตัวตนก็เช่นกัน ความเกิดดับและแปรเปลี่ยนอยู่เสมอของ "ตัวกู" หรือความเป็นฉัน ทำให้ในส่วนลึกของจิตใจเราย่อมอดสงสัยไม่ได้ว่าตัวตนมีจริงหรือ ความไม่มั่นใจว่าตัวตนมีอยู่จริงนั้นคอยรบกวนจิตใจของเราเป็นครั้งคราว แต่คนเรานั้นยากที่จะยอมรับได้ว่าตัวตนไม่มีอยู่จริง

กล่าวได้ว่าเป็นสัญชาตญาณของคนเราที่ต้องการมีตัวตนให้เป็นที่ยึดมั่น ดังนั้น จึงพยายามกดความลังเลสงสัยนี้เอาไว้ลึกลงไปถึงจิตไร้สำนึก แต่ไม่มีอะไรที่เราสามารถกดเอาไว้ในจิตไร้สำนึกได้ตลอด ความลังเลสงสัยดังกล่าวก็เช่นกัน มันไม่ได้หายไปไหน แต่ผุดออกมาสู่จิตสำนึกโดยแสดงตัวในรูปลักษณ์อื่น เช่น ความรู้สึกพร่อง คับข้องใจ กระสับกระส่าย ไม่เป็นสุข หรือความรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่ขาดหายไปในชีวิต เกิดความรู้สึกว่าชีวิตนี้ว่างเปล่าพิกล

อาการเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกทุกข์อยู่ลึกๆ แต่หาไม่พบว่าคืออะไรเป็นเพราะเกิดอาการดังกล่าว คนจำนวนไม่น้อยจึงพยายามแสวงหาวัตถุมาครอบครองให้มากที่สุด ไม่ใช่เพื่อความสะดวกสบายหรือเพื่อปรนเปรอตัวตนเท่านั้น จุดหมายที่ลึกลงไปกว่านั้นก็คือ เพื่อถือเอาสิ่งเหล่านี้มาเป็น "ตัวกู ของกู" หรือเพื่อยืนยันความมีอยู่ของตัวตน อะไรที่เป็นวัตถุรูปธรรม จิตก็อยากเข้าไปยึดถือเป็นตัวตน ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ตัวตน และเพื่อความมั่นคงของจิตใจ พฤติกรรมอีกประเภทที่แสดงออกมาก็คือ การเข้าไปผูกพันยึดติดกับสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเอง อาทิ ชุมชน แก๊ง ตลอดจนชาติ(หรือแม้แต่บริษัท) การไปผูกพันกับสิ่งเหล่านี้ก็เพื่อถือเอาเป็นตัวกูของกู และเพื่อสร้างความมั่นคงของตัวตนเช่นกัน ยิ่งยึดถือมากเท่าไรก็ยิ่งมั่นใจในความมีอยู่ของตัวตน ทำให้ชีวิตไม่รู้สึกว่างเปล่าอีกต่อไปอันที่จริงแม้กระทั่งการดิ้นรนอยากมีชื่อเสียงหรือ "อยากดัง" ซึ่งเป็นพฤติกรรมยอดนิยมของคนยุคปัจจุบัน ก็อธิบายได้ด้วยสาเหตุเดียวกัน

การที่ผู้คนอยากให้ตนเองเป็นที่รู้จัก ลึกลงไปแล้วก็เพื่อยืนยันว่าตัวฉันมีอยู่จริง เพราะถ้าไม่มีคนรู้จัก ก็เท่ากับเป็น "nobody" คือนอกจากชีวิตจะไม่มีความหมายแล้ว ยังหมายถึงการไม่มีตัวตนในสังคม ลึกไปกว่านั้นยังตอกย้ำความสงสัยในความไม่มีตัวตนให้หนักขึ้นแต่ไม่ว่าจะครอบครองทรัพย์สมบัติมากมายเพียงใด มีกลุ่มก้อนสังกัดยิ่งใหญ่หรือรักชาติแค่ไหน มีชื่อเสียงขจรขจายอย่างไร ก็ไม่สามารถขจัดความรู้สึกพร่อง คับข้องใจ กระสับกระส่ายในส่วนลึกไปได้ ความรู้สึกว่าชีวิตว่างเปล่าก็ยังจะมารบกวนอยู่เรื่อยๆ ทั้งนี้ เพราะไม่ว่าจะทำอย่างไร เราก็ไม่สามารถมีตัวตนที่เที่ยงแท้ยั่งยืนอยู่ได้

ทางออกจากทุกข์ที่แท้จริงนั้นไม่ได้อยู่ที่การแสวงหาตัวตนที่เที่ยงแท้ยั่งยืนหรือมั่นคงให้ได้ แต่อยู่ที่การยอมรับความจริงเสียแต่แรกว่าตัวตนนั้นหามีอยู่จริงไม่ รวมทั้งขจัดความกลัวที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง การยอมรับดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการคิดเอง แต่เกิดจากการประจักษ์ถึงมายาภาพของตัวตน เห็นถึงอาการของจิตที่ปรุงแต่งความเป็นตัวฉันขึ้นมา รวมทั้งตระหนักถึงโทษของการยึดมั่นถือมั่นในตัวตนว่าทำให้เป็นทุกข์เพียงใดการมีปัญญาเห็นความจริงดังกล่าวอย่างถึงที่สุดอาจเป็นกระบวนการที่ใช้เวลายาวนาน แต่เราก็สามารถฝึกฝนตนเองได้ในชีวิตประจำวัน เริ่มจากการสังเกตถึงความเป็นตัวฉันที่ผันแปรตลอดเวลา และอาการ "ตัวกู" ที่ชอบแล่นออกมารับคำตำหนิหรือสิ่งไม่พึงปรารถนาที่มากระทบ มองให้เห็นถึงความทุกข์ที่เกิดขึ้นตามมา และเปลี่ยนมาใช้สติและปัญญาออกรับสิ่งกระทบดังกล่าว ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่สนใจว่า "ตัวกู" จะได้รับการปรนเปรอหรือถูกกระทบ จำคำของซุนวูได้หรือไม่ที่ว่า "บุกต้องมิหวังคำยกย่อง ถอยต้องมิกลัวอับอาย" จะรุกหรือถอยก็เพราะคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมหรือ "ความถูกต้อง" เป็นที่ตั้ง ไม่ใช่เพราะเอาตัวตนหรือ "ความถูกใจ" เป็นใหญ่ ด้วยวิธีนี้แหละ เราจึงจะค่อยๆ กลายเป็น "เรือเปล่า" ที่ข้ามฝั่งได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย

1.11.05

ขอบคุณ..มิตรภาพ

ขอขอบคุณมิตรสหายที่รักยิ่ง
ขอขอบคุณทุกสิ่งที่ช่วยเหลือ
ขอขอบคุณน้ำใจที่คอยเจือ
ขอขอบคุณความเอื้อเฟื้อที่มอบมา

ภาพที่เห็นอาจเป็นเพียงอดีต
ที่ต่างคนต่างขีดต่างเสาะหา
มิอาจหวนคืนย้อนวันเวลา
ความทรงจำนั้นล้ำค่ากว่าสิ่งใด

ภาพทุกภาพต่างก็มีองค์ประกอบ
ที่รายรอบเสริมแต่งให้สดใส
ให้ภาพมีความงดงามตามตั้งใจ
ดุจมิตรภาพนั้นไซร้ไหลรวมกัน

ไหลรวมเป็นพลังอันยิ่งใหญ่
ที่ช่วยกันแก้ไขอย่างแข็งขัน
ไม่ย่อท้อต่อปัญหาสารพัน
คอยช่วยกันคนละมือไม่ถือตน

จนได้ภาพงดงามตามที่เห็น
ภาพนี้เป็นสิ่งย้ำเตือนทุกแห่งหน
ให้เราได้ภาคภูมิใจความเป็นคน
ที่ไม่สนผลตอบแทนแก้วแหวนทอง

เกียรติยศบารมีอาจมีค่า
ที่ผู้คนแสวงหาเป็นเจ้าของ
แต่มิตรภาพมิอาจหามาครอบครอง
เพราะเป็นของที่ได้มาด้วยหัวใจ

อย่าลืมเพื่อน..อย่าลืม..ภาพภาพนี้
ภาพที่มีความหมายเกินกล่าวได้
งดงามด้วยมิตรภาพอาบภายใน
เก็บมันไว้ให้งอกงามตามเวลา...

31.10.05

จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน

โดย อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์

เมื่อผมอยู่ในครรภ์ของแม่ ผมต้องการให้แม่ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์ และได้รับความเอาใจใส่ และบริการอันดีในเรื่องสวัสดิภาพของแม่และเด็ก ผมไม่ต้องการมีพี่น้องมากอย่างที่พ่อแม่ผมมีอยู่ และแม่จะต้องไม่มีลูกถี่นัก

พ่อกับแม่จะแต่งงานกันถูกฎหมาย หรือธรรมเนียมประเพณีหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่สำคัญที่ พ่อกับแม่ต้องอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข ทำความอบอุ่นให้ผมและพี่น้อง

ในระหว่าง 2-3 ขวบแรกของผม ซึ่งร่างกายและสมองผมกำลังเติบโตในระยะที่สำคัญ ผมต้องการให้แม่ผมกับตัวผม ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์

ผมต้องการไปโรงเรียน พี่สาวหรือน้องสาวผมก็ต้องการไปโรงเรียน จะได้มีความรู้หากินได้ และจะได้รู้คุณธรรมแห่งชีวิต ถ้าผมสติปัญญาเรียนชั้นสูงๆ ขึ้นไป ก็ให้มีโอกาสเรียนได้ ไม่ว่าพ่อแม่ผมจะรวยหรือจน จะอยู่ในเมืองหรือชนบทแร้นแค้น

เมื่อออกจากโรงเรียนแล้ว ผมต้องการงานอาชีพที่มีความหมาย ทำให้ได้รับความพอใจว่า ตนได้ทำงานเป็นประโยชน์แก่สังคม

บ้านเมืองที่ผมอาศัยอยู่จะต้องมีขื่อ มีแป ไม่มีการข่มขู่ กดขี่ หรือประทุษร้ายกัน ประเทศของผมควรจะมีความสัมพันธ์อันชอบธรรม และเป็นประโยชน์กับโลกภายนอก ผมจะได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงความคิด และวิชาของมนุษย์ทั้งโลก และประเทศของผมจะได้มีโอกาส รับเงินทุนจากต่างประเทศ มาใช้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม

ผมต้องการให้ชาติของผมได้ขายผลิตผลแก่ต่างประเทศด้วยราคาอันเป็นธรรม ในฐานะที่ผมเป็นชาวไร่ชาวนา ผมก็อยากมีที่ดินของผมพอสมควรสำหรับทำมาหากิน มีช่องทางได้กู้ยืมเงินมาขยายงาน มีโอกาสรู้วิธีการทำกินแบบใหม่ๆ มีตลาดดี และขายสินค้าได้ราคายุติธรรม

ในฐานะที่ผมเป็นกรรมกร ผมก็ควรจะมีหุ้นมีส่วนในโรงงาน บริษัท ห้างร้านที่ผมทำอยู่

ในฐานะที่ผมเป็นมนุษย์ ผมก็ต้องการอ่านหนังสือพิมพ์ และหนังสืออื่นๆ ที่ไม่แพงนัก จะฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ ก็ได้โดยไม่ต้องทนรบกวนจากการโฆษณามากนัก

ผมต้องการสุขภาพอนามัยอันดี และรัฐบาลจะต้องให้บริการป้องกันโรคแก่ผมฟรี กับบริการการแพทย์ รักษาพยาบาลอย่างถูกอย่างดี เจ็บป่วยเมื่อใดหาหมอพยาบาลได้สะดวก

ผมจำเป็นต้องมีเวลาว่างสำหรับเพลิดเพลินกับครอบครัว มีสวนสาธารณะที่เขียวชะอุ่ม สามารถมีบทบาท และชมศิลปะ วรรณคดี นาฏศิลป์ ดนตรี วัฒนธรรมต่างๆ เที่ยวงานวัน งานลอยกระทง งานนักขัตฤกษ์ งานกุศลอะไรก็ได้พอสมควร

ผมต้องการอากาศบริสุทธิ์สำหรับหายใจ น้ำดื่มบริสุทธิ์สำหรับดื่ม เรื่องอะไรที่ผมเองไม่ได้ หรือได้แต่ของไม่ดี ผมก็จะขอความร่วมมือกับเพื่อนฝูงในรูปสหกรณ์ หรือ สโมสร หรือสหภาพ จะได้ช่วยซึ่งกันและกัน เรื่องที่ผมจะเรียกร้องข้างต้นนี้ ผมไม่เรียกร้องเปล่า ผมยินดีเสียภาษีอากรให้ส่วนรวมตามอัตภาพ

ผมต้องการโอกาสที่มีส่วนในสังคมรอบตัวผม ต้องการมีส่วนในการวินิจฉัยโชคชะตาทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของชาติ

เมียผมก็ต้องการโอกาสต่างๆ เช่นเดียวกับผม และเราสองคนควรจะได้รับความรู้และวิธีการวางแผนครอบครัว

เมื่อแก่ ผมและเมียก็ควรได้ประโยชน์ตอบแทนจากการประกันสังคม ซึ่งผมได้จ่ายบำรุงตลอดมา

เมื่อจะตาย ก็ขออย่าให้ตายอย่างโง่ๆ อย่างบ้าๆ คือตายในสงครามที่คนอื่นก่อให้เกิดขึ้น ตายในสงครามกลางเมือง ตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์ ตายเพราะน้ำหรืออากาศเป็นพิษ หรือตายเพราะการเมืองเป็นพิษ

เมื่อตายแล้ว ยังมีทรัพย์สมบัติเหลืออยู่ เก็บไว้ให้เมียผมพอใจในชีวิตของเธอ ถ้าลูกยังเล็กอยู่ก็เก็บไว้ เลี้ยงให้โต แต่ลูกที่โตแล้วไม่ให้ นอกนั้นรัฐบาลควรเก็บไปหมด จะได้ใช้เป็นประโยชน์ในการบำรุงชีวิตของคนอื่นๆ บ้าง

ตายแล้ว เผาผมเถิด อย่างฝัง คนอื่นจะได้มีที่ดินอาศัยและทำกิน และอย่าทำพิธีรีตอง ในงานศพให้วุ่นวายไป

นี่แหละคือความหมายของชีวิต นี่แหละคือการพัฒนาที่จะควรให้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของทุกคน

สุดท้ายนี้ ขอขอบพระคุณท่านทั้งหลายที่อุตส่าห์อ่านมาจนจบ ขอความสุขสวัสดีและสันติสุข จงเป็นของท่านทั้งหลาย และพระท่านกล่าวไว้ดังนี้เกี่ยวกับความสวัสดี

"เราตถาคตไม่เห็นความสวัสดีอื่นใดของสัตว์ทั้งหลาย นอกจากปัญญา เรื่องตรัสรู้ ความเพียร ความสำเร็จอินทรีย์ และความเสียสละ"

29.10.05

คิดเล่นๆ

โดย อิสระ วังวิญญู (น้องยิ่ง)

ลองมาจินตนาการกันดูดีไหมว่า อะไรคือความไม่แน่นอน ที่จะทำให้อาณาจักร Shin
หรือระบบเศรษฐกิจ กระแสหลักพัง

ผมเคยอ่านหนังสือชื่อว่า Chaos Theory หรือทฤษฎีของความไม่แน่นอน ท่านว่า...
วงจรของสิ่งต่างๆมันมักจะมีวัฎจักรของ เกิด - ยุ่งเหยิง - ดับ - ก่อกำเนิดใหม่
ซึ่งผมคิดว่า เรื่องของเศรษฐกิจ ก็มีเหมือนกัน

โลกสมัยนี้ผมอนุมานได้ว่า ปัจจัยที่มีผลกระทบมากๆต่อเศรษฐกิจอย่างนึงคือ
เรื่องของความเชื่อมั่น หรือความวิตกกังวลต่อข่าวสารที่ไม่ดี

สังเกตุว่าพอทั่วโลกที่ใดที่นึง มีข่าวร้ายๆเกิด เช่น น้องซ่า(Sars) ระบาด,
เจ๊แคท(รีนา)บ้าคลั่ง, ราคาน้ำมันพุ่ง, ซึนามิถล่ม ฯลฯ
อย่างนี้อย่างเนี้ยเข้าทีนึง... ตลาดหุ้นตลาดทุนมักจะทรุดลงไปตามข่าว
แต่ขณะเดียวกันถ้าเมื่อไหร่มีข่าวดี ตลาดหุ้นก็จะขึ้นตามเป็นต้น

ตลาดหุ้นและตลาดเงินนี่เป็นนวัตกรรมอะไรที่
ทำให้ทุกอย่างมันคล่องและมันง่ายไปหมด สำหรับพวกที่มีเงิน
และต้องการเพิ่มพูนความมั่งคั่ง
ซึ่งก็เป็นธรรมดาที่โลกจะต้องวิวัฒน์ขึ้นเรื่อยๆ

ทีนี้ประเด็นคือ ทุกวันนี้โลกเราเริ่มไม่แน่นอนขึ้นเรื่อยๆ ทั้ง
โลกร้อนจากก๊าซเรือนกระจก, น้ำทะเลหนุนจากน้ำแข็งขั้วโลกละลาย,
ปรากฎการณ์ที่พายุทอนาโดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ, ปรากฎการณ์ที่หน้าฝน ฝนก็ตกหนักขึ้น
หน้าร้อนอากาศก็ร้อนหนักขึ้น หน้าหนาวก็หนาวมากๆ เป็นต้น
รวมทั้งเรื่องของแผ่นดินไหวรุนแรง ที่เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ ก็ไม่ควรมองข้าม

จะเห็นว่า ไม่ใช่ใครเลยที่ทำให้โลกวิปริตขึ้น แต่เป็นมนุษย์เอง
แล้วก็จำเพาะเป็นมนุษย์เพียงไม่กี่ %
ที่ถือครองอำนาจการเมืองและทุนเพียงไม่กี่คน

วกกลับมาเรื่องการล่มสลายของระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่ ระบบธนาคาร ตลาดหุ้น ตลาดทุน
ระบบเงินตรา เป็นต้น ใครจะไปรู้ว่าเงินที่คุณๆสะสมกันมามากมาย
มีอยู่ในธนาคารไม่รู้กี่ร้อยล้าน พันล้านวันนึง อาจจะนำออกมาใช้ไม่ได้
เหลือแต่ตัวเลข หรือเศษกระดาษ หึหึหึ

คุณๆอาจจะหัวเราะว่าผมคิดอะไร?? ไร้สาระสัปดนเป็นที่ซู๊ดดด...
มันเป็นไปได้อย่างนั้นหรือ... อ่ะๆอย่าคิดว่าเป็นไปไม่ได้นะครับ
เหมือนโบราณว่า ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา (เกี่ยวไหมเนี่ย ฮะ)
อะไรที่ไม่คิดว่ามันจะเกิดได้ มันก็เกิดมาแล้วมากมาย... สาธยายไม่หมด
แต่มาดูกันนิดนึง

- อยู่ดีๆสลัดอากาศจี้เครื่องบินพุ่งชนตึกคู่ World Trade ผมยังงงๆนึกว่านั่งดู
Die hard
- Tsunami เกิดที่ประเทศไทย ที่ตลอดช่วงอายุพ่อแม่ ปู่ย่าตายายเราไม่เคยเกิดเลย
คนตายตั้งหลายแสน
- พายุเฮอริเคนแคทรีนา ใครจะคิดล่ะ ว่าจะพัฒนาเป็นโคตรพ่อโคตรแม่พายุ
ทำคนเจ็บตายเป็นหมื่น เสียหายเป็นแสนล้าน
- น้ำมันดิบ ที่ทำท่าว่าจะแตะบาเรลละ 70 เหรียญ ก็เมื่อก่อนเราใช้กันๆ แค่
25-30 เหรียญเองไม่ใช่เหรอ??
- นายทักษิณ เมื่อ 10 ปีก่อนยังเป็นคนธรรมดาๆ เป็นบริษัททำคอมพิวเตอร์แล้วเจ๊ง
แต่ไงล่ะ วันนี้เค้ามีมากกว่า 5-6 หมื่นล้านเหรียญ หรือ 2 ล้านๆบาท


แล้วทำไมสิ่งต่อไปนี้จะเกิดบ้างไม่ได้ (จินตนาการ.....)

- (ถ้า)ไข้หวัดนกกลายพันธุ์ระบาดในคน เป็นโรคติดต่อระหว่างมนุษย์สู่มนุษย์
ทางลมหายใจ มีคนตายหลายล้านคน โดยเริ่มจากยุโรป เข้าสู่อเมริกา และเอเชีย..
บุชที่ว่าแน่ยังร้องเจี๊ยก รีบหดไปอยู่แต่ในรู
(อ่านข่าวตอนนี้เค้าเริ่มวางแผนรับมือกันแล้วนะจ๊ะ จะบอกให้..)
- มนุษย์ทุกผู้ทุกคนหวาดกลัวโรคระบาด แห่กันไปถอนเงินสด
เพื่อมาแลกเป็นทองคำหรือสินค้า อะไรก็ได้ที่มันจับต้องได้
- ระบบการเงินการธนาคารเป็นง่อย รัฐต้องประกาศหยุดการให้ถอนเงิน
เพราะเงินสดในระบบมีไม่พอ ความเชื่อมั่นต่อระบบธนาคารหมดสิ้น เชี่ย(สบถในใจ)
ฝากแล้วถอนไม่ได้...
- ระบบตลาดวิปริต ข้าวของแพงขึ้นหลายเท่า ทุกคนเร่งกักตุนสินค้า
เพราะไม่ไว้ใจโรคระบาด ร้านค้าบางแห่งเริ่มไม่รับเงินสด
เพราะค่าต่ำเตี้ยติดดินและเริ่มไม่แน่ใจในค่าของเงิน
- อเมริกาใกล้ล้มละลาย เพราะโรคระบาดหนัก หลายประเทศหยุดการแลกเงินดอลล่าร์
เพราะมีการขนย้ายทุนออกมามากมาย เพื่อหนีไปยังประเทศที่ไม่เกิดโรค
- ธุรกิจทุกประเภทฝืดเคือง เพราะกำลังซื้อไม่มี ธุรกิจต้องเลิกจ้างพนักงาน
และส่วนหนึ่งปิดร้าน หนีโรคระบาด
..... ฯลฯ

แค่สมมตินะครับ สมมติ ถ้ามันเกิดขึ้นจริงๆ มันจะเกิดอะไรขึ้นล่ะคับ
ผมเชื่อว่าระบบเศรษฐกิจพังแน่ ระบบเงินตราเป็นอันแรกที่ต้องได้รับผลกระทบ
ตามมาด้วยเศรษฐกิจ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทีเดียว

ของที่มีค่าในตอนนั้นอาจจะเป็นอะไรที่ Basic ที่สุด อย่างข้าว ปลา อาหาร
หรือไม่ก็เป็น ทองคำ หรือเงิน ไม้ เป็นต้น...

แล้วจะทำยัง??
ไม่ทราบเหมือนกันคับ เพราะขี้เกียจจินจนาการต่อ น่ากลัวเนอะ บรึ๊อออ...


สุดท้าย
อยากฝากถึงท่านนาย ก. (อ่านว่า นาย-ก) หน้าเหลี่ยมๆว่า...
อย่าโลภนักเลยครับ ไม่นานท่านก็ตาย ผมก็ตาย ทุกคนก็ต้องตายเหมือนกันหมดนั่นแหละ
จะแก่ตาย ป่วยตาย หรือมีคนทนไม่ได้มาทำให้ตายก็แล้วแต่..
ตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ สู้มาทำอะไรเพื่อบ้านเพื่อเมือง
เพื่อสาธารณประโยชน์ดีกว่า...

27.10.05

ความเป็นไทยทางการเมือง 2 แบบ 6 ตุลาคม 2519 vs 66/23

โดย เกษียร เตชะพีระ
matichon.co.th/matichon 2005/10/28

การสร้างสันติภาพขึ้นในชายแดนภาคใต้ไม่ใช่เป็นเรื่องของรัฐบาลหรือผู้ก่อความไม่สงบเท่านั้น หากเป็นเรื่องของคนไทยเราทุกคนด้วยในฐานะพลเมืองแห่งระบบประชาธิปไตยที่ยึดมติเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์กำหนดตัดสินทิศทางกิจการบ้านเมือง

ต่อให้รัฐบาลปรับแนวทางนโยบายหรือผู้ก่อความไม่สงบเปลี่ยนวิธีการต่อสู้ไป แต่หากคนไทยส่วนใหญ่ยังยึดมั่นถือมั่นอคติแห่งความเกลียดชัง มึนชาเพิกเฉย ไม่พยายามปรับเปลี่ยนทัศนคติเพื่อเข้าใจเข้าถึง และร่วมพัฒนากับพี่น้องไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูภาคใต้แล้ว สันติภาพใดๆ ที่เกิดขึ้นก็คงจะไม่ยั่งยืน, มิช้านาน ความรุนแรงและสงครามไทยฆ่าไทยก็คงจะวกกลับมาอีก ไม่ในรูปการณ์ใดก็รูปการณ์หนึ่ง

เพียงลองท่องอินเตอร์เน็ตอ่านเว็บบอร์ดแสดงความเห็น หรือเปิดทีวีดู ข้อความที่ผู้ชมส่งเอสเอ็มเอสเข้ามาเป็นตัววิ่งด้านล่างจอเกี่ยวกับปัญหาความรุนแรงภาคใต้ ก็จะพบได้โดยพลันว่าในหมู่สาธารณชนชาวไทยมีอคติ ความไม่เข้าใจและเข้าใจผิดเรื่องนี้มากมหาศาลแค่ไหน,

มีความพร้อมและความโน้มเอียงที่จะตกลงไปติดกับดักยั่วยุของผู้ก่อการร้ายให้ใช้ความรุนแรงอย่างมืดบอกขาดสติต่อ(ผู้ที่หน่วยข่าวกรองราชการเองเอาเข้าจริงจนแล้วจนรอดก็ยังไม่รู้แน่ว่าเป็นใคร?) เพื่อแก้แค้นแบบตาต่อตาฟันต่อฟันบ้ามาก็บ้าไปหนักหนาเพียงใด,

โอกาสที่ความโกรธแค้นหุนหันพลันแล่นซึ่งชี้นำด้วยความโง่เขลา-ประเภทยั่วเมื่อไรปุ๊บเป็นโกรธเมื่อนั้นปั๊บแทบว่าจะโดยอัตโนมัติและปากพล่อยขับไสมิตรสร้างศัตรูทั้งในและต่างประเทศโดยไม่รู้จักระวัง อย่างที่จะหาผู้นำคนใดเป็น "ตัวช่วย" ฝ่ายผู้ก่อการร้ายยิ่งกว่านี้มิมีอีกแล้ว - จะนำไปสู่การเสียท่าและเสียอะไรต่อมิอะไรอื่นอีกย่อมยิ่งเพิ่มเป็นทวีตรีคูณ

ทว่าจะว่ากันไปมันก็มิใช่เป็นเพราะลำพังผู้นำคนเดียวดอก อาการกร่างไร้เดียงสาดังกล่าวยังได้รับการป้อนเลี้ยงอุ้มชูจากอคติของ "เสียงข้างมากแห่งระบอบประชาธิปไตย" ด้วยความใหญ่โตมโหฬารของภารกิจในการผลักดันขยับเคลื่อน "เสียงข้างมากแห่งระบอบประชาธิปไตย" ในเรื่องนี้จึงเป็นที่น่าไหวหวั่นสะทกสะท้อนใจ

ดูเหมือนว่าการอยู่ร่วมกันโดยสันติกับพี่น้องของเราทางชายแดนภาคใต้เรียกร้องต้องการไม่น้อยไปกว่า การปรับรื้อเอกลักษณ์แห่งชาติหรือความเป็นไทยของเราใหม่เลยทีเดียว

ในบทความเรื่อง "คำสั่ง 66/43?: รัฐ, ปัญหาวัฒนธรรมของรัฐกับการจัดการความขัดแย้งในศตวรรษใหม่" (พ.ศ.2542) ของ รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ แห่งคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ, อาจารย์ชัยวัฒน์ได้ช่วยรวบยอดจับประเด็นชี้ชวนให้เห็น "ความเป็นไทย" ทางการเมือง 2 แบบ ณ ห้วงคับขันของสงครามประชาชนระหว่างรัฐกับขบวนการคอมมิวนิสต์เมื่อพุทธทศวรรษที่ 2520 ว่าได้แก่ :-

1) ความเป็นไทยแบบ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519

อาจารย์ชัยวัฒน์วิเคราะห์ว่าความเป็นไทยแบบ 6 ตุลาฯ มองฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นเพียง

""พวกนอกกฎหมายที่ไม่ใช่คนไทย" และดังนั้นต้องปราบกำจัดด้วยความรุนแรง" และ "แบ่งแยกผู้คนที่เห็นต่างจากรัฐให้เป็น "อื่น" คือเป็นอะไรบางอย่างที่มิใช่คนไทย เพื่อให้ง่ายต่อการปราบปรามด้วยความโหดร้ายรุนแรงผิดมนุษย์"

มันนำไปสู่การล้อมปราบฆ่าหมู่นักศึกษาประชาชนที่ชุมนุมอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และรัฐประหารฟื้นฟูระบอบเผด็จการเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 รวมทั้งการหนีเข้าป่าไปจับปืนของนักศึกษาประชาชนราวสามพันคนและสงครามไทยฆ่าไทยที่แผ่ขยายลุกลามออกไปกลืนกินชีวิตพี่น้องร่วมชาติหลายร้อยหลายพันคนอีกหลายปีต่อมา

ทว่านั่นไม่ใช่ความเป็นไทยทางการเมืองแบบเดียวที่เป็นไปได้ ไม่กี่ปีให้หลังก็บังเกิดความเป็นไทยอีกแบบหนึ่ง ได้แก่:-

2) ความเป็นไทยแบบ 66/23

อาจารย์ชัยวัฒน์วิเคราะห์ว่าคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/23 สมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อันเป็นการปรับนโยบายการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ครั้งใหญ่แสดงออกซึ่งแนวคิดสำคัญทางการเมือง 5 ประการ ได้แก่ :-

1) การวิเคราะห์สถานการณ์อย่างกว้างขวางครอบคลุม

2) การยอมรับตัวตนการดำรงอยู่และความสำคัญของอีกฝ่ายหนึ่งว่าเป็นกลุ่มคนในประเทศ

3) การระบุความอยุติธรรมในสังคมอันเป็นเงื่อนไขของภัยคอมมิวนิสต์

4) การเปิดฉากรุกทางการเมืองโดยใช้มาตรการสันติวิธีทางการเมืองนำหน้าเหนือการใช้ความรุนแรงทางการทหารเพื่อเปลี่ยนแนวทางการสู้ด้วยอาวุธของคอมมิวนิสต์มาเป็นการต่อสู้ในแนวทางสันติ

5) การปฏิบัติต่ออดีตศัตรูในฐานะเพื่อนประชาชนร่วมชาติ ให้อภัยผู้หลงผิดและเปิดช่องช่วยเหลือให้ได้กลับมาใช้ชีวิตใหม่ร่วมกันต่อไปในสังคมในฐานะ "ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย"

มันนำไปสู่การยุติสงครามประชาชนของคอมมิวนิสต์ที่ยาวนานร่วม 20 ปี ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บทั้ง 2 ฝ่ายหลายหมื่นคน หลังจากนั้น บรรดาอดีตผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ก็กลับเข้าสู่สังคมมาร่วมพัฒนาชาติไทย กลายเป็นเอ็นจีโอ อาจารย์ สื่อมวลชน นักธุรกิจ นักการเมือง ส.ส. รมว. รองนายกรัฐมนตรี

ร่วมทะเลาะเบาะแว้งและต่อสู้ขัดแย้งทางการเมืองโดยสันติสืบมาจนทุกวันนี้

เบื้องหน้าสงครามการเมืองและการก่อการร้ายขณะนี้ สังคมไทยพร้อมและสามารถจะปรับรื้อเอกลักษณ์แห่งชาติหรือความเป็นไทยทางการเมืองใหม่อีกครั้งเพื่อสร้างสันติภาพขึ้นในชายแดนภาคใต้เหมือนที่เคยสร้างสันติภาพมาแล้วทั่วประเทศเมื่อ 20 ปีก่อนหรือไม่?

อย่างไร?

ขอทิ้งเป็นคำถามไว้สำหรับพี่น้องไทยทุกคน

กุญแจอยู่ที่การเคารพความรู้ในตัวคน

โดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี

อาจจะฟังดูแปลก แต่การเคารพความรู้ที่มีอยู่ในตัวคนทุกคนจะนำไปสู่การการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน
“ความรู้ในตัวคน” กับ “ความรู้ในตำรา” มีความแตกต่างกันโดยพื้นฐาน
“ความรู้ในตำรา” หมายถึง ความรู้ที่มีผู้บันทึกความรู้ที่ได้จากการวิจัยสร้างความรู้ใหม่ขึ้นมา ความรู้ใหม่บางอย่างก็น่ามหัศจรรย์มาก “ความรู้ในตำรา” ก็มีประโยชน์และมีฐานะอย่างหนึ่ง ถ้านำมาใช้ให้ถูกที่ก็จะมีประโยชน์มาก แต่ควรจะรู้ข้อจำกัดและผลร้ายจากการใช้ไม่ถูกที่ด้วย

“ความรู้ในตัวคน” หมายถึงความรู้ความชำนาญที่มีอยู่ในตัวคนแต่ละคนที่ได้มาจากประสบการณ์ชีวิตและการทำงาน คนทุกคนมีความรู้อยู่ในตัว บางอย่างก็แจ้งชัด บางอย่างก็ซ่อนเร้นจนแม้เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ว่าตัวมีความรู้นี้ อาจจะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ เช่น ทำไร่ ทำนา ทำสวน ศิลปะ ธรรมะ ทำกับข้าว ทำขนม ทำก๋วยเตี๋ยว ช่างผสมปูน ช่างปลูกบ้าน ไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง แก้ปัญหาทางจิตใจ หมอทำขวัญ ฯลฯ ความรู้ในตัวคนได้มาจากวิถีชีวิต จึงสอดคล้องและมีประโยชน์ต่อชีวิตและวิถีชีวิตร่วมกัน เป็น “ความรู้เชิงวัฒนธรรม” ถ้าเคารพความรู้ในตัวคน
คนทุกคนกลายเป็นคนมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีศักยภาพ และมีความสุข
ตรงนี้คือจุดเปลี่ยน

คือถ้าทุกคนมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีศักยภาพ ก็จะมีความสุขและความสร้างสรรค์อย่างยิ่ง ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ที่เรียกกันว่าชาวบ้านเป็นคนไม่มีเกียรติ ไม่มีศักดิ์ศรี ไม่มีศักยภาพ เพราะการเคารพความรู้ในตำราแต่ไม่เคารพความรู้ในตัวคน ความรู้ในตำราเป็นความรู้ที่ได้มาจากกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่รู้และเชี่ยวชาญความรู้ในตำรา เหมือนพราหมณ์จำนวนน้อยเท่านั้นที่ท่องคัมภีร์พระเวทย์ได้ ความรู้ในตำรามีประโยชน์ในการไปต่อยอดความรู้เชิงวัฒนธรรม แต่ไม่ใช่ตัวตั้ง ถ้าไม่ระวังความรู้ในตำราจะถูกใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อผู้มีอำนาจในสังคมที่อยู่เหนือชาวบ้าน ผู้มีความรู้ในตำราคิดว่าชาวบ้านไม่มีความรู้ จึงดูถูกชาวบ้านและจัดการศึกษาชนิดที่ทิ้งชาวบ้าน เป็นการศึกษาที่ไม่ได้เอาชีวิตและวิถีชีวิตเป็นตัวตั้ง แต่เป็นการศึกษาแบบแยกส่วนไปเอา “วิชา” เป็นตัวตั้งแปลกแยกจากชีวิตความเป็นจริงและธรรมชาติแวดล้อม ไม่เข้าใจชีวิตและวิถีชีวิตร่วมกันขาดปัญญาในการอยู่ร่วมกัน นำไปสู่วิกฤตการณ์ทางสังคม

จากตัวอย่างในท้ายของตอนที่แล้ว แสดงว่าในตัวคนขายก๋วยเตี๋ยว คนขายของชำ ช่างผสมปูน มีความรู้ เป็นความรู้ในตัวคน ไม่ใช่ความรู้ในตำรา และเอามาสอนถ่ายทอดกันได้ เมื่อถ่ายทอดแล้วก็ทำได้จริง ไปทำงานได้ ในขณะที่ความรู้ในตำราถ่ายทอดกันแล้วก็ไม่แน่ว่าจะเข้าใจหรือไปทำอะไรได้หรือไม่
ความรู้ในตัวคนได้มาจากประสบการณ์และการทำงาน
คนทุกคนที่มีประสบการณ์และมีการทำงาน คนทุกคนจึงมีความรู้อยู่ในตัว โดยไม่คำนึงถึงระดับการศึกษา (ที่เป็นทางการ)
ตรงนี้จะช่วยบอกเราได้ว่าทำไม แม่จึงเป็นครูที่ดีที่สุดของลูก โดยไม่คำนึงถึงว่าแม่จะเคยเข้าโรงเรียน หรือได้รับปริญญาระดับใดๆหรือไม่ เราไปดูประวัติของบุคคลต่างๆ ที่มีความสำเร็จ เช่น แม่ของอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ ไม่เคยเข้าโรงเรียนเลย แม่ของอาจารย์เสม พริ้งพวงแก้ว ก็เช่นเดียวกัน ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง พิมพ์หนังสืองานศพมารดา ชื่อ “สิ่งที่แม่สอนไว้” ว่าแม่ของท่านเป็นชาวบ้านที่อ่างทอง ไม่เคยเข้าโรงเรียนเลย แต่สอนสิ่งดีๆ เป็นอันมาก

แม่ไม่เคยเข้าโรงเรียน แต่แม่มีความรู้ในตัวที่ได้มาจากประสบการณ์ชีวิตและการทำงาน แม่จึงสอนลูกได้ และเป็นครูที่ดีที่สุดของลูก
ตรงนี้อยากให้หยุด แล้วลองคิดถึงแม่ของตัวท่านเองนิ่งๆ สักพัก
จะปรากฏว่าจิตขึ้นมาก
เพราะแม่เป็นจิตวิญญาณของลูก เป็นความดีสูงสุดของลูก เป็นกัลยาณมิตรที่สอนให้กินเป็นเดินเป็น และทำอะไรดีๆ อย่างที่มนุษย์ควรทำ แม่มีความรู้ในตัวท่านที่ได้มาจากประสบการณ์ชีวิตและการทำงาน แม้ท่านจะไม่มีปริญญาอะไรก็ตาม
ถ้าเราดูตัวอย่างจากแม่ ทำความเข้าใจและเห็นคุณค่าความรู้ในตัวคน เราอาจจะพบกุญแจประตูกล ไขออกไปจากสิ่งที่คุมขังเราอยู่
ถ้าว่าแม่คือครูที่ดีที่สุด และทุกคนก็มีแม่
ไฉนปัญหาที่ก่อความทุกข์ยากแก่คนทั้งแผ่นดิน คือการหาโรงเรียนดีๆ ให้ลูกเข้าไม่ได้ การสอบเข้ามหาวิทยาลัยเปรียบประดุจประตูที่กั้นระหว่างนรกกับสวรรค์ นักเรียนและพ่อแม่ทั้งประเทศเครียดและวิตกกังวลกันไปหมดว่าลูกจะสอบเอ็นท์ได้หรือไม่ ส่วนน้อยเข้าได้ก็ประดุจขึ้นสวรรค์ ส่วนใหญ่เข้าไม่ได้ก็เหมือนลงนรก บางคนไปฆ่าตัวตาย
ที่ใกล้บ้านผมมีเด็กผู้ชายคนหนึ่งเป็นคนดี มากขยันช่วยพ่อแม่ทำงาน แต่วันหนึ่งแกฆ่าตัวตายเสียแล้วเพราะสอบเอ็นท์ไม่ได้ การที่แกเป็นคนดีขยันและช่วยพ่อแม่ทำงาน เป็นความดีอย่างยิ่งและการช่วยพ่อแม่ทำงานเป็นการเรียนรู้อย่างดี แต่สังคมไปให้คุณค่าแก่การสอบเอ็นท์มากกว่าการเป็นคนดีและเรียนรู้จากการทำงานกับพ่อแม่ แปลว่าทางแห่งเกียรติยศของเราคับแคบ ก่อความทุกข์ยากให้คนส่วนใหญ่ นอกจากคับแคบแล้ว ประเดี๋ยวจะได้ดูกันว่าทางแห่งเกียรติที่ว่านี้จริงหรือปลอมมากน้อยเพียงใด
การเรียนอย่างเป็นทางการของเราเน้นการเรียนจากตำราหรือการท่อง “วิชา”

เนื้อหาความรู้ในโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประมาณว่าเพิ่มขึ้นเท่าตัวในชั่วเวลาเพียง ๓ - ๔ ปีเท่านั้น แต่เวลามีเท่าเดิมวันละ ๒๔ ชั่วโมง สัปดาห์ละ ๗ วัน การพยายามยัดเนื้อหาความรู้อันมหึมาเข้าไปในเวลาเท่าเดิม จึงเปรียบเหมือนยัดช้างเข้ารูเข็ม จะลำบากและบอบช้ำอย่างยิ่ง ครูก็ลำบากเพราะไม่สามารถจดจำเนื้อหาวิชาต่างๆ ได้ ครูจึงขาดความมั่นใจ แต่ครูก็มีทางออกโดยแบ่งกันสอนเป็นวิชาๆ แต่นักเรียนไม่มีทางออกต้องเรียนทุกวิชาแบบแยกส่วน
การเรียนโดยเอาวิชาเป็นตัวตั้ง โดยไม่เอาชีวิตและวิถีชีวิตเป็นตัวตั้ง ทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามมา เช่น
(๑) เรียนยาก เพราะท่องจำไม่ไหว นักเรียนเกือบทั้งหมดกลายเป็นคนไม่เก่ง อันที่จริงแต่ละคนมีความชอบความถนัดต่างกัน ถ้าได้เรียนในสิ่งที่ตนชอบก็จะเรียนง่ายและเรียนเก่ง แต่การถูกบังคับให้ท่องจำมากมายเหมือนๆ กัน ทำให้ขาดความสุขความสร้างสรรค์ และเป็นการทำลายศักยภาพของคนอย่างรุนแรง ทำให้คนส่วนใหญ่ขาดความมั่นใจและความภูมิใจในตนเอง
(๒) มีปริญญาแต่ทำอะไรไม่เป็น พลเอกพิจิตร กุลละวณิชย์ เป็นผู้หนึ่งที่เป็นห่วงการศึกษาไทยมาก เคยเล่าให้ผมฟังว่าท่านเคยพูดกับคุณเจริญ สิริวัฒนภักดี ว่า “คุณเจริญ คุณก็มีโรงแรมมาก ทำไมคุณไม่จ้างคนไทยทำงาน” คุณเจริญตอบว่า “ผมจ้างแล้ว แต่เขามีแต่ปริญญาแต่ทำงานไม่เป็น”
คุณยิ้ม ช่างรับเหมาก่อสร้างบ่นว่าคนสมัยนี้ทำงานไม่เป็น ไม่สู้งานหนักและไม่รับผิดชอบ ปัญหาคนไทยทำงานไม่เป็น เป็นเรื่องใหญ่มาก เป็นผลจากการเรียนแบบเน้นท่อง “วิชา”
(๓) เกิดความแปลกแยกจากเพื่อนมนุษย์และความเป็นจริง เด็กนักเรียนที่เรียนแบบท่อง “วิชา” มากมายจะเครียดมาก ไม่อยากคุยแม้แต่พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย เพราะคุยแล้วไม่ได้คะแนน คะแนนไปอยู่ที่วิชา การเรียนแบบนี้จึงไม่ให้ความสำคัญกับสัมพันธภาพในครอบครัว พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย มีความรู้ในตัวเยอะทีเดียว และก็มีความรักลูกหรือหลาน แต่การศึกษาของเราไม่ให้คุณค่ากับความรู้ในตัวคนและสัมพันธภาพในครอบครัว เหมือนเด็กถูกตัดขาดหรือไปถูกกักขังอยู่กับ “วิชา” ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของชีวิตและวิถีชีวิต
(๔) ขาดศีลธรรม ศีลธรรมเกิดจากวิถีชีวิตร่วมกัน การเรียนวิชาศีลธรรมสร้างไม่ได้ เรามองการเรียนเป็นเรียน “วิชา” ไปหมด ไม่มองว่าการเรียนรู้เกิดในวิถีชีวิตและการทำงาน เมื่อระบบการศึกษามาแยกผู้คนออกไปจากวิถีชีวิตจริง ความเสื่อมเสียทางศีลธรรมก็เป็นเรื่องหนีไม่พ้น
(๕) ตัดรากทางวัฒนธรรม วัฒนธรรมคือวิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มชนที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ บุคคลเรียนรู้ในวัฒนธรรมได้ง่ายเพราะผู้คนเขาปฏิบัติกันอยู่รอบตัว ต้นไม้ต้องมีรากฉันใด สังคมก็เช่นเดียวกัน รากของสังคมคือวัฒนธรรม ถ้าตัดรากต้นไม้ แล้วเกิดอะไรขึ้นฉันใด การพัฒนาโดยตัดรากวัฒนธรรมก็เกิดผลในทำนองเดียวกันฉันนั้น การศึกษาแบบการเน้นการท่องวิชา เป็นการศึกษาแบบตัดรากทางวัฒนธรรม ด้วยการเรียนรู้แบบนี้ ภูมิปัญญาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวัฒนธรรมของตนจะสูญพันธุ์ เหมือนพืชหรือสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว จะไม่กลับคืนมา
ที่กล่าวนี้เพียงย่นย่อ พอให้เห็นว่าทางแห่งเกียรติยศอันคับแคบของระบบการศึกษาปัจจุบันนั้น ก่อให้เกิดความบีบคั้นอย่างหนักในสังคม
เราควรจะทบทวนระบบการศึกษาของเราอย่างถึงรากถึงโคน
จุดเปลี่ยนอยู่ที่การเคารพความรู้ในตัวคน
แต่เราไม่ได้ปฏิเสธความรู้ในทางทฤษฎีหรือความรู้ในตำรา เพียงแต่ว่าเราต้องจัดความสัมพันธ์ของความรู้ในตัวคนกับความรู้ทางทฤษฎีอย่างถูกต้อง อะไรเป็นฐาน อะไรเป็นการต่อยอด อะไรเป็นส่วนตกแต่ง
ถ้าเคารพความรู้ในตัวคน การศึกษาก็จะเปลี่ยน สังคมจะเปลี่ยน

26.10.05

ซุนวู

คอลัมน์ คุยกับประภาส
2005/10/23
โดย ประภาส ชลศรานนท์


พี่ประภาส

สถานการณ์ภาคใต้น่ากลัวมาก ลอบฆ่าลอบวางระเบิดกันทุกวัน ผมคิดว่าน่าจะมีคนหนุนหลัง ไม่งั้นคงไม่กล้าทำขนาดนี้ ถึงเวลาต้องงัดตำราพิชัยสงครามออกมาแล้วมั้ง นี่เราจะต้องรบกันจริงๆ แล้วใช่มั้ย

ไทยนี้รักสงบ

"รู้เขารู้เรา ร้อยรบมิรู้พ่าย"

ประโยคข้างต้นเพียงประโยคเดียวนี้เอง ได้ทำให้ชื่อของนักการทหารคนหนึ่งที่มีชีวิตราวสองพันกว่าปีก่อนเป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก

ชื่อของเขาคือ ซุนวู

ซุนวูเขียนตำราเพื่อการสัประยุทธ์ขึ้นมา 13 ข้อ และถึงทุกวันนี้ทั้ง 13 ข้อแห่งปรัชญาในการรบเล่มนี้ ก็ได้กลายเป็นคัมภีร์สำคัญของนักการทหารแทบทุกชนชาติ แม้แต่นักธุรกิจที่มองเห็นการตลาดเป็นสมรภูมิ ก็มักใช้ข้อคิดของซุนวูมาเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจ

จดหมายของคุณ "ไทยนี้รักสงบ" ที่เขียนมามาวันนี้ ต้องขออนุญาตไม่ขอตอบตรงๆ ครับ

คงต้องยอมรับกันก่อนว่า สำหรับคนเมืองหลวงและคนภาคอื่นๆ ข่าวสารที่เราได้รับหลายๆ ทางมีประเด็นและข้อมูลค่อยข้างเลื่อนลอยและหลากมุม จะคิดอ่านวิพากษ์ไปทางใดก็ต้องระวังเรื่องความร้าวฉานที่จะเพิ่มขึ้น บางทีคนที่เราคิดว่าเป็นข้าศึก ก็อาจจะเป็นแค่ผู้หลงผิดเท่านั้น หรือไม่ก็อาจจะมีคนที่คับแค้นใจจริงๆ อยู่บ้าง ส่วนเรื่องมือที่สามที่หวังในผลประโยชน์อื่นผสมโรงหนุนหลังอยู่ก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน เรื่องนี้ละเอียดอ่อนมากครับ

วันนี้ผมจึงขออนุญาตเล่าเรื่องตำราพิชัยสงครามของซุนวูให้ฟัง เผื่อไว้เป็นแง่คิดเทียบเคียงกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น หรือใครจะเอาไปใช้ที่ไหนอย่างไรก็ตามสะดวกครับ(แนะนำหนังสือ ตำราพิชัยสงครามของซุนวู โดยแกรี่ แกเกลียดิ ของบริษัท เออาร์ บิซิเนสเพรส(จำกัด)

คำว่า พิชัยสงคราม นี่แปลได้สละสลวยมากครับ ไม่รู้ใครเป็นผู้แปลท่านแรก ของฝรั่งเขาใช้ชื่อ THE ART OF WAR ไพเราะเหมือนกันแม้จะคนละความหมาย แต่ของต้นฉบับนี่ไม่ตรงกับทั้งของไทยและฝรั่ง ภาษาจีนออกเสียงว่า ปิงฟ่า ปิงแปลว่าทหาร ฟ่าแปลว่ากฎ แปลแบบทื่อๆ ก็ต้องบอกว่า ซุนวูแต่งหนังสือชื่อ "กฎทหาร"

หรือจะลองตั้งใหม่ก็คงได้ชื่อประมาณ ทักษะทหารหาญ, ระเบียบนักรบ, สมรภูมิวิทยา ฯลฯ ฟังดูทหารๆ นะครับ

แต่เอาเข้าจริงๆ ตำราเล่มนี้หากอ่านกันอย่างลึกซึ้งก็จะพบว่า มันไม่ใช่ตำราของนักรบเพียงอย่างเดียว

หนังสือเล่มนี้กล่าวเกี่ยวกับ "ยุทธศาสตร์" มากกว่า "สงคราม"

ยุทธศาสตร์กับสงคราม นี่คนละเรื่องกันนะครับ การใช้ยุทธศาสตร์ที่ดีอาจไม่จำเป็นต้องทำสงครามเสียเลือดเนื้อก็ได้รับชัยชนะได้ อาจเป็นด้วยเหตุนี้เองตำรายุทธศาสตร์ของซุนวู จึงถูกยอมรับจากผู้คนที่ไม่ได้มีอาชีพเป็นทหาร และนำไปปรับปรุงใช้อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันทางธุรกิจ การทำงานในองค์กร หรือแม้แต่ชีวิตประจำวัน

วิชาพิชัยสงครามของซุนวูนั้น ส่วนใหญ่เขียนออกมาในรูปของสมการง่ายๆ

ที่ผมเรียกว่าสมการก็เพราะทุกปรัชญาถูกกล่าวออกมาว่า ถ้าเหตุเป็นอย่างนี้ผลมันจะเป็นอย่างนี้ สมการง่ายๆ สองข้างเท่ากันอย่างที่เราเรียนในมัธยมต้นแค่นั้น ไม่มีการอธิบายเยิ่นเย้อ หรือพรรณนาโวหารจนมีแต่น้ำท่วมทุ่ง หนังสือเล่มนี้เป็นตำราสงครามที่ผิดไปจากที่ใครๆ จินตนาการว่าต้องยืดยาวหรือเข้าใจยาก ลองฟังสมการตัวอย่างของซุนวูดูก็ได้ครับ

"อาหารข้าศึกหนึ่งถ้วยมีค่าเท่ากับของเรายี่สิบถ้วย

ข้าวข้าศึกหนึ่งถังมีค่าเท่ากับของเรายี่สิบถัง"

อันนี้ก็ไม่เลวครับ อ่านแล้วจิตว่างดี

"บุกต้องมิหวังคำยกย่อง

ถอยต้องมิกลัวอับอาย"

แม้แต่การวางกำลังรบ ซุนวูก็ยังกล่าวเป็นสมการง่ายๆ แต่ลึกล้ำเหลือเกิน

"หากมีกำลังมากกว่าสิบเท่า จงปิดล้อมข้าศึก

หากมีกำลังมากกว่าห้าเท่า จงโจมตีข้าศึก

หากมีกำลังมากกว่าสองเท่า จงแบ่งแยกข้าศึก

หากมีกำลังเท่ากัน จงมองหาสมรภูมิอันได้เปรียบ

หากมีกำลังน้อยกว่า จงตั้งรับ"

แม้ตำราพิชัยสงครามจะถูกแปลออกมามากมาย และทั้ง 13 บทก็ชัดเจนคมคายในแง่คิด แต่อัตประวัติของซุนวูเองสิครับกลับไม่ชัดเจนเหมือนตำราที่เขาเขียน

ข้อมูลที่มีหลงเหลืออยู่เกี่ยวกับซุนวู คือ พงศาวดารของซือ หม่า เฉียน นักบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ที่เขียนขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่สี่ ซือ หม่า เฉียน ได้บรรยายถึงซุนวูว่า เป็นแม่ทัพที่อาศัยอยู่ในรัฐกว๋อในช่วงประมาณพุทธศตวรรษแรก ซึ่งอยู่ในยุคเดียวกับขงจื้อนักปรัชญาจีนผู้ยิ่งใหญ่

หลายคนยกให้ซุนวูเป็นนักการทหารที่ยิ่งใหญ่ แต่หลังจากที่อ่านตำราเล่มนี้จบ ผมกลับคิดว่าเขาเป็นนักปรัชญามากกว่านักการทหาร ซึ่งถ้าจะเรียกเขาว่าเป็นนักการทหารก็คงเป็นนักการทหารประเภทเดียวกับขงเบ้งในวรรณกรรมสามก๊ก นั่นคือมีความเป็นปราชญ์สูงมาก ประโยคแรกในตำราสงครามเล่มสำคัญของโลกกล่าวไว้ดังนี้

"สงคราม เป็นเรื่องสำคัญที่สุดของชาติ

เป็นเรื่องถึงเป็นถึงตาย

เป็นเรื่องของการอยู่รอดหรือล่มสลาย"

ผมอ่านประโยคนี้ด้วยความรู้สึกว่า แม้ซุนวูกำลังเขียนตำราสงครามอยู่ก็จริง แต่ประโยคแรกของหลักการรบพุ่ง ซุนวูกลับแสดงมุมมองให้เห็นว่าเขามิได้เป็นคนกระหายสงครามแต่อย่างใดเลย

ผมว่าผมมองเห็นความอ่อนโยนซ่อนอยู่ในประโยค "อยู่รอดหรือล่มสลาย" นะครับ

ที่ผมบอกว่าเขามีความเป็นปราชญ์สูงนั้น ก็เพราะงานเขียนของเขาบอกให้เราได้รู้ว่าเขาเป็นคนเข้าอกเข้าใจผู้คนอย่างมาก

"หากข้าศึกกู่ร้องกัน แสดงว่าข้าศึกเกิดความกลัว"

"หากคนที่ตักน้ำแล้วดื่มเอง แสดงว่าเขากระหายน้ำจัด"

"หากกองทัพต้องใช้สินบนจูงใจไพร่พลมากเกินงาม แสดงว่ากองทัพกำลังคับขัน"

แม้แต่เวลาพูดถึงแม่ทัพ เขาก็พูดได้อย่างโดนใจ

"จุดอ่อนห้าประการของแม่ทัพคือ

สู้ตายอาจถูกฆ่า

กลัวตายอาจถูกจับ

ฉุนเฉียวอาจถูกยั่ว

เย่อหยิ่งอาจถูกหยาม

ขี้สงสารอาจถูกก่อกวน"

ผมได้ยินมานานแล้วว่า คนที่ศึกษาตำราพิชัยสงครามของซุนวูนั้นมีอยู่มากมาย ทั้งนักการทหารและคนสาขาอาชีพอื่น แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญในตลาดหุ้นก็มักเอาปรัชญา "การถอยมิใช่การพ่าย" ของซุนวูมาอ้างถึงกันบ่อยๆ แต่ถ้านับการนำเอาตำราพิชัยสงครามของซุนวูมาประยุกต์ใช้แล้วประสบความสำเร็จอย่างลือลั่นที่สุด น่าจะเป็นผลงานของเหมา เจ๋อ ตุง ประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่สามารถนำทัพเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศที่ใหญ่ขนาดนั้นได้สำเร็จ

มีบทหนึ่งในตำรากล่าวไว้ว่า "เมื่อรบพึงชนะรวดเร็ว ยืดเยื้อกำลังย่อมเปลี้ย ขวัญทหารย่อมเสีย"

แล้วเหมา เจ๋อ ตุง ใช้ปรัชญาข้อนี้รบกับรัฐบาลของเจียง ไค เช็ค อย่างไร เขารีบรบแบบพิชิตศึกเบ็ดเสร็จตามตำราอย่างนั้นหรือ เปล่าเลย

มันน่าสนใจตรงนี้ครับ แนวความคิดข้อนี้ของซุนวูเมื่อตกถึงมือของเหมา เจ๋อ ตุง เขากลับนำไปใช้อย่างชนิดกลับหัวกลับหาง นั่นคือเขาเอาความยืดเยื้อในการรบที่ซุนวูพูดถึง โยนกลับมาให้กองทัพของเจียงไค เช็ค เสียเอง

แปลว่าอะไร

แปลว่าประโยคที่ซุนวูกล่าวเตือนนั้น ตัวเองก็ไม่ต้องระวัง แต่กลับทำให้กองทัพรัฐบาลเป็นผู้ประสบ นั่นคือต้องรบยืดเยื้อ เปลี้ย และขวัญก็จะเสียไปเองจริงๆ

นอกจากพูดถึงการวางทัพ การบริหารบุคคล การเลือกสมรภูมิ และการอ่านใจข้าศึก ซึ่งล้วนเป็นการศึกษาเรื่องการสัประยุทธ์อย่างแท้จริงแล้ว สิ่งหนึ่งที่ซุนวูได้เปิดทางเลือกไว้สำหรับการรบก็คือ "การไม่รบ"

หลายบทในตำราเล่มนี้จึงพูดถึง การข่าว และการทูต

"รบร้อยชนะร้อย ยังหาใช่ความยอดเยี่ยมไม่

มิต้องรบแต่ชนะได้ จึงเป็นความยอดเยี่ยม"

ย่อหน้าข้างบนนี้คมที่สุดแล้วในตำราสงครามเล่มนี้

23.10.05

ณ ที่ใดดวงใจมิไหวหวั่น

Where the mind is without fear and the head is held high,

Where knowledge is free;

Where the world has not been broken up into fragments by narrow domestc walls;

Where words come out from the depth of truth;

Where tireless striving stretches its arms towards perfection;

Where the clear stream of reason has not lost its way into the dreary desert sand of dead habit;

Where the mind is led forward by thee into even-widening thought and action- into that heaven of freedom,

My Father, let my country awake.

Rabindranath Tagore


๏ ณ ที่ใดดวงใจไม่ไหวหวั่น
ไม่พรึงพรั่นหวั่นระแวงแหนงฉงาย
ณ ที่ใดอยู่ได้ด้วยเกียรติพราย
มิต้องค้อมเศียรถวายผู้ใดเลย

๏ ณ ที่ใดไร้ซึ่งอวิชชา
ล้วนวาจาส่อสัตย์จัดเฉลย
ณ ที่ใดโลกหล้าพาเสบย
ไม่เฉยเมยเกี่ยงวิรุธประทุษกัน

๏ ณ ที่ใดมีความพยายามยิ่ง
อุตสาหะเพื่อสิ่งสมบูรณ์มั่น
ณ ที่ใดธารใสแห่งเหตุนั้น
ไม่เหือดแห้งไปพลันด้วยชาชิน

๏ณ ที่ใดดวงใจจรดล
สู่สถลแห่งกรรมกระทำสิ้น
อีกพลังจิตตาเป็นอาจิณ
ขอสวรรค์โปรดยินดลบันดาล

๏มาตุภูมิข้าไซร้ได้สัญจร
สู่นครอันบำราศเรื่องร้าวฉาน
ณ ที่นั้นขอพระโปรดประทาน
ให้สมฤทธิ์กิจการสมใจ เทอญฯ


เรืองอุไร กุศลาสัย ถอดความ จาก Where the mind is without fear

21.10.05

จิตวิญญาณนั้นมีค่า อย่าคิดขาย

คอลัมน์ จิตวิวัฒน์

โดย สุมน อมรวิวัฒน์ แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) NewConsciousness@thainhf.org

หลังบ้านของยายมีหนองน้ำกว้าง ยายลงหลักปักผักบุ้งไว้แปลงใหญ่ ทั้งเอาใจใส่ดูแลจนมันงามทอดยอดอวบสะพรั่ง

ทุกเช้ายายพายเรือเล็กออกไปเก็บผักบุ้ง ยายเด็ดทุกยอดอย่างมีความสุข มันคือน้ำพักน้ำแรงของยาย ยายเรียงยอดผักค่อยๆ มัดเป็นกำไม่ให้ช้ำ เมื่อนำผักบุ้งไปขายทั้งหมด มันก็ต่อชีวิตของยาย

โรงเรียนปิดเทอม หลานวัยรุ่น 3-4 คน มาอยู่กับยาย ทุกเช้าเขาพากันพายเรือไปเก็บผักบุ้ง ดึงทึ้งทั้งก้านแก่และยอดอ่อนอย่างสนุก พอได้เต็มลำเรือก็ขยุ้มมัดลวกๆ เอาไปกองขายไม่ได้ราคา กอผักบุ้งในหนองน้ำก็เหี่ยวเฉา เงินที่ได้ก็ไม่ถึงมือยาย

ความสุขของยายได้หายไปแล้ว หลานเห็นผักบุ้งเป็นของเล่น แต่สำหรับยาย ผักบุ้งเป็นยิ่งกว่าผัก มันเป็นจิตวิญญาณของยาย

สล่าคำแกะสลักไม้เนื้ออ่อนเป็นรูปสัตว์นานาชนิด สัตว์แต่ละตัวมีสีหน้าท่าทางน่ารักน่าชังเหมือนมีชีวิต สล่าคำเหลาเกลากลึงเต็มฝีมือ ทำเพราะรัก เพลิดเพลินในงาน และใส่จิตวิญญาณลงไป เขาทำงานไปตามกำลังที่มี ผลงานผลิตออกมาเท่าไหร่ก็ขายหมด มีเงินพอใช้ สล่าคำก็มีความสุขพอสมควร

พ่อค้ามาซื้องานของสล่าคำไปทำต้นแบบ แล้วก็ทำพิมพ์หล่อออกมาด้วยวัสดุอื่น ผลิตจากโรงงานเป็นร้อยเป็นพัน เขาแบ่งกำไรส่วนน้อยให้สล่าคำ เงินส่วนใหญ่เป็นของพ่อค้านายทุน ตุ๊กตาสัตว์เหล่านั้นเป็นตุ๊กตาโหล ไร้จิตวิญญาณ ขาดลักษณะเฉพาะตัว สล่าคำมีเงินมากขึ้น แต่ความสุข ความอิ่มเอิบใจได้หายไปเสียแล้ว

สาวใหญ่เป็นช่างเสริมสวย เธอเบื่อและเซ็งในงานที่ทำจำเจ ทุกวันทำงานซ้ำๆ ยืนสระผม เป่า เซ็ตผม กวาดพื้น ซักผ้าขนหนู งานอะไรไม่สร้างสรรค์เลย เธอแต่งผมคนแล้วคนเล่า เหมือนลูกค้าเป็นหุ่น ตัวเธอเองก็ทำงานเหมือนหุ่นเช่นกัน บรรยากาศในร้านดูทึมๆ และซึมๆ ร้านเสริมสวยร้านนี้ไม่น่าเข้า ดูไม่มีชีวิตชีวา

จิตวิญญาณของงานบริการคือความยิ้มแย้มแจ่มใส เต็มใจ และมีความสุขที่ได้พบผู้มาใช้บริการ สร้างสัมพันธภาพที่ดี สิ่งแวดล้อมสะอาด และบรรยากาศรื่นรมย์สบายใจ

ครูสังคมสอนนักเรียนให้วาดรูปอย่างมีความสุข นักเรียนได้ฟังเพลง ฝึกคิดจินตนาการ สังเกตสิ่งแวดล้อมและหัดใช้อุปกรณ์อย่างถูกต้อง นักเรียนวาดรูปอย่างรื่นรมย์ ผลงานมีสีสัน ชั้นเรียนมีชีวิตชีวา ครูสังคมมีจิตวิญญาณของความเป็นครู

หมู่บ้านเศรษฐีราคาบ้านหลังละสามสิบล้าน ทุกบ้านก่อกำแพงสูง ต่างคนต่างอยู่ บ้านติดกันแต่ไม่รู้จักกัน บ้านหนึ่งเลี้ยงสุนัขเป็นฝูง เพื่อนบ้านเขียนจดหมายไปใส่ตู้รับหนังสือพิมพ์ว่ารำคาญเสียงสุนัขเห่ามาก ถ้าไม่ห้ามสุนัขเห่า เขาจะฟ้องเจ้าหน้าที่เขตให้มาจับสุนัขไป

หมู่บ้านนี้เหมือนหมู่บ้านร้าง เงียบเหงา เห็นแต่ยามหน้าตาถมึงทึง ขี่จักรยานตรวจตราอยู่นานๆ ครั้ง หมู่บ้านเศรษฐีนี้มีราคา แต่ไม่มีจิตวิญญาณของชุมชน

มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมีบริเวณกว้างใหญ่ อาคารสูง สนามกีฬาในร่ม สระน้ำ หอสมุด ฯลฯ พร้อมบริบูรณ์ คณาจารย์มีหน้าที่สอน นักศึกษามีหน้าที่เรียนแล้วสอบให้ได้ ทุกเวลาว่างจะจับกลุ่มอยู่ตามโต๊ะ นักศึกษาแต่งเครื่องแบบที่ไม่ใช่เครื่องแบบ ไม่ใฝ่รู้ ไม่ใฝ่แสวงหาความรู้ คณาจารย์ไม่มีงานวิชาการ ไม่วิจัย ไม่สนใจที่จะช่วยสร้างสรรค์สถาบันสู่ความเป็นเลิศ ถ้าคณบดีมอบหมายภารกิจ เขาจะถามว่าได้ค่าตอบแทนเท่าไหร่ แทนที่จะถามว่าเราจะช่วยกันทำงานให้ดีได้อย่างไร

มหาวิทยาลัยนั้นเป็นองค์กรที่ขาดจิตวิญญาณ เป็นองค์กรที่มีอาการป่วย ต้องการสร้างเสริมสุขภาวะของหน่วยงาน

จิตวิญญาณของมหาวิทยาลัยประกอบด้วยบรรยากาศทางวิชาการ กิจกรรมการเรียนการสอนที่ทั้งครูและศิษย์ค้นคว้า เรียนรู้อย่างมีชีวิตชีวา จัดการความรู้และสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ ฝึกการใช้ปัญญาคิดวิเคราะห์ ใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา และมีกระบวนการปลูกฝังคุณธรรมรวมถึงคุณค่าของบัณฑิตที่มีคุณภาพ

จิตวิญญาณของมหาวิทยาลัย คือ การที่สถาบันมีความสัมพันธ์กับชุมชนและสังคม นิสิตนักศึกษาได้เรียนรู้สภาวะแวดล้อม ปัญหาของสังคม และได้ฝึกจิตอาสาสมัคร ในการร่วมพัฒนาชีวิตชาวบ้าน

มหาวิทยาลัย คณาจารย์ นิสิตนักศึกษา ประชาคม ชุมชน ต่างก็ทำกิจกรรมร่วมกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน มีจิตวิญญาณรวมกัน

กลับมาเรื่องหุ่นอีกครั้ง เมื่อเราได้ดูโขนและหุ่นกระบอก แม้ว่าคนจะสวมหัวโขน หุ่นจะถูกเชิดถูกชัก แต่สีหน้าท่าทางของหุ่นทุกอิริยาบถเคลื่อนไหวตามบทพากย์และเสียงดนตรี คนเชิดหุ่นเขาฝึกซ้อมจนเชี่ยวชาญ ฝึกฝน พัฒนา ทุ่มเทชีวิตจิตใจลงไปกับการเชิดจนบรรสานสอดคล้องกันระหว่างคนกับหุ่นเป็นหนึ่งเดียว หุ่นจึงไม่เป็นเพียงหุ่น มันมีบทบาท มีจิตวิญญาณ

ต่างจากคนแท้ๆ คนเป็นๆ ผู้ที่ไม่รู้จักตนเอง ไม่คิด ไม่ตระหนักในบทบาทภารกิจของตน เพียงมีเหยื่อหรืออามิสสินจ้างมาหลอกล่อ เขาก็ยอมเป็นร่างทรงให้มีคนเชิดอยู่ข้างหลัง คนประเภทนี้มีชีวิตแต่เหมือนหุ่น เขาขาดจิตวิญญาณที่สร้างคุณค่าให้แก่ตนเอง

ในวงการศึกษาและการเมืองมีข้อเสนอที่ซ้ำซากว่า ประเทศของเราต้องมีกระบวนการปลูกฝังจิตวิญญาณประชาธิปไตยให้แก่คนรุ่นใหม่ แต่จะมีความหมายอะไรถ้าการบริหารบ้านเมืองและเนื้อหาในหลักสูตรการศึกษาเป็นเพียงบอกนิยามความหมายของประชาธิปไตยเท่านั้น วิถีการเรียนรู้ กระบวนการเรียนการสอน บรรยากาศการบริหารการศึกษา มิได้เอื้อต่อสิทธิและโอกาสของคนต่างสถานะที่จะสามารถพัฒนาตนไปจนเต็มตามศักยภาพของเขา บรรยากาศทางการเมืองยังขาดสามัคคีธรรม นักการเมืองส่วนใหญ่ไม่สามารถเป็นผู้นำทางอุดมการณ์ประชาธิปไตยได้ ยังคงมีบรรยากาศของความหวาดระแวงและกลวิธีที่ไม่โปร่งใส มีการยอมสยบต่ออิทธิพลและอำนาจ การปฏิรูปการศึกษาและทางการปฏิรูปการเมืองจึงเห็นผลน้อย เพราะยึดติดอยู่กับเนื้อหา แต่ไม่ลงลึกถึงกระบวนการและเสนอแบบอย่างที่ชัดเจน

รายการโทรทัศน์รายการหนึ่งได้ส่งคนไปถามกลุ่มวัยรุ่นในกรุงเทพมหานครว่า รู้ความสำคัญของวันที่ 14 ตุลาคมหรือไม่ ผลคือผู้ตอบเกือบทั้งหมดมีสีหน้างงงวย มีคำตอบที่น่าขัน เช่น 14 ตุลาคม หมายถึงวันที่ 10+4 เป็นต้น

จิตวิญญาณของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยกำลังจะจางหายไป ใครบ้างในบ้านเมืองนี้รู้สึกเดือดร้อน

กรณีตัวอย่างที่ยกมาดังกล่าว ช่วยให้พอจะอนุมานได้อย่างกว้างๆ ว่า จิตวิญญาณนั้นประกอบด้วยจิตใจ ความรัก ความผูกพัน ความตระหนัก และสำนึกในคุณค่า หน้าที่ ความสุขสงบ พอเพียง มีชีวิตชีวา ไม่เห็นแก่ตัว คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน สภาวะของจิตใจเช่นนี้เกิดขึ้นได้จากการฝึกฝน อบรมตนอย่างต่อเนื่องยาวนาน

จิตวิญญาณไม่ใช่วิญญาณและไม่ใช่ภูตผีปิศาจ หากแต่เป็นสภาวะของจิตที่ได้ฝึกดีแล้ว มีความประณีต เปี่ยมด้วยความใส่ใจ เข้าใจและร่วมใจกัน เป็นนามธรรมภายในที่สามารถแสดงออกมาทางอารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรม และการปฏิบัติภารกิจ ขยายความให้กว้างขึ้นอีก จิตวิญญาณก็เป็นต้นธารของความเมตตากรุณา สุนทรียภาพและความสงบสุขทั้งในส่วนตนและสังคม

แม้ว่าจะพยายามอธิบายเรื่องจิตวิญญาณตามนัยของภาษาและถ้อยคำ แต่จิตมนุษย์นี้ยากที่จะนิยามได้ครอบคลุมครบถ้วน สภาวะมันมีปัจจัยและเงื่อนไขต่างๆ ที่มาแปรผันให้จิตวิญญาณของคนและสภาวะของกลุ่มต้องตกต่ำหรือสลายลง

ด้วยเหตุนี้ การเสริมสร้างสุขภาพของคนและสังคมจึงต้องคำนึงถึงสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ภารกิจหนึ่งคือการฝึกฝนและพัฒนาจิตให้ลดความเห็นแก่ตัว รักเพื่อนมนุษย์ และลดความขัดแย้งด้วยปัญญา

สติสัมปชัญญะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ควบคุมมิให้จิตใจคับแคบและตกต่ำ เป็นปัจจัยที่ยกระดับจิตใจของมนุษย์ให้สูงขึ้นจนเป็นอิสระ ก้าวพ้นจากความอยากที่ไร้ขอบเขตและความหวาดกลัว

งานของกลุ่มจิตวิวัฒน์จึงแสดงความพยายามที่จะเน้นภารกิจในการเสริมสร้างสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ใฝ่ฝันที่จะสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งของคนทุกรุ่น ทุกองค์กร เพื่อถักทอความรักและความดีงามให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา

มนุษย์ทุกคน กลุ่มชนทุกกลุ่ม มีคุณค่าและมีศักดิ์ศรี ซึ่งรวมกันเป็นจิตวิญญาณที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตน จึงน่าอัปยศอย่างยิ่งถ้ายอมขายจิตวิญญาณที่สร้างสะสมมายาวนาน

ตัวอย่างในสังคมก็เกิดขึ้นอยู่เนืองๆ มิใช่หรือ

17.10.05

หาก..

วิจักขณ์
กุมภาพันธ์ ๔๕
สวนโมกข์นานาชาติ




๏ หากสายลมพัดพาชะตาชีวิต
ฟ้าลิขิตเส้นทางทุกย่างก้าว
เคราะห์ดีร้ายดูได้ด้วยเดือนดาว
กรรมดำขาวล้วนติดกายมาหลายกัลป์ ฯ

๏ หากชีวิตดีได้เพราะไหว้ขอ
ด้วยการรอเทพยดามาเสกสรรค์
ชีวิตนี้คงไม่มีความสำคัญ
ที่จะสรรค์สร้างความงามได้ตามใจ

ย่ำเหยาะเหยาะ...ฝนเปาะแปะ

วิจักขณ์
สวนโมกข์
มีนาคม ๔๕





เปาะแปะ เปาะแปะ แปะเปาะแปะ
ฝนหยดแหมะ แฉะแฉะ แหมะแหมะเหมาะ
ย่ำย่ำเลน เอนลื่น ฝืนลัดเลาะ
ย่ำเหยาะเหยาะ แหมะเหมาะ ฝนเปาะแปะ

อบอบ อืดอืด อืดอบอบ
คางคกกบ ร้องอบอบ อบอบแอะ
ออกหาคู่ อู้หากิน กันเยอะแยะ
อบอบแอะ แหมะแหมะ ฝนแปะเปาะ

ย่ำย่ำย่ำ เหยาะเหยาะ ลัดเลาะแอ่ง
ฝนเริ่มแรง แอ่งเริ่มนอง คลองเหมาะเหมาะ
ปลาแหวกว่าย คางคกหลบ กบเอ๊าะเอ๊าะ
ย่ำเหยาะเหยาะ แผละเผลาะเผลอะ ทางเฉอะแฉะ

อุปสรรค ขวากหนาม ยามฝนตก
ทางก็รก โคลนก็ลื่น ขืนเหยาะแหยะ
เสียงหัวเราะ เยาะนินทา ว่าเยอะแยะ
อบอบแอะ แหะแหะ แหมะแหมะเหมาะ

ก้าวต่อไป ใจมุ่งมั่น วันฟ้าใส
เดินก้าวไป ผ่านสายฝน หล่นแปะเปาะ
ฝ่ากบเขียด เสียดนินทา ว่าแยะเยาะ
ย่ำเหยาะเหยาะ ใจไม่เสาะ ไม่เหลาะแหละ...

16.10.05

Spiritual Bypassing - มายาภาพจิตวิวัฒน์

วิจักขณ์ พานิช เขียน

มีคำกล่าวในพุทธศาสนาฝ่ายวัชรยานกล่าวเตือนผู้ปฏิบัติธรรมไว้ว่า “ยิ่งเส้นทางที่เราเดินนำไปสู่ประสบการณ์ที่มีพลัง และลึกซึ้งมากเท่าไร กับดักก็ดูจะยิ่งกว้างและลึกตามไปมากเท่านั้น”

คำกล่าวนี้ดูจะสะท้อนความจริงในวิกฤตพุทธศาสนาที่เรากำลังเผชิญอยู่ เมื่อเราได้ยินเรื่องของพระอรหันต์ อริยสงฆ์ การตรัสรู้ โลกพระศรีอารย์ การปกป้องพระศาสนา หรือแม้แต่ “จิตวิวัฒน์” เองก็ตามที คนมากมายกลับเข้าใจสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ภายนอกตัว ซึ่งดูจะต่างจากสิ่งที่บรรพบุรุษมนุษยชาติพยายามสืบค้น แสวงหาคำตอบ นั่นคือ เส้นทางของประสบการณ์การเข้าถึงความจริงสูงสุดภายใน การรู้จักตนเอง เข้าใจหน้าที่และศักยภาพสูงสุดของความเป็นมนุษย์ หลอมรวม เรียนรู้และก้าวข้าม เมฆหมอกของความไม่รู้ ที่ดูจะอยู่คู่กับสังคมโลกียะมาโดยตลอด

เรื่องเหล่านี้จึงเป็นเสมือนดาบสองคม ที่เมื่อคนส่วนมากกลับชอบที่จะพูดถึง กลับมีน้อยคนที่จะค้นหา เรียนรู้ ปฏิบัติ และเผชิญหน้ากับชีวิต เพื่อการเรียนรู้เข้าถึงความจริงนั้นด้วยประสบการณ์ตรงของตนเอง มันกลับกลายเป็นกับดักตัวเอง จากการที่เรามัวแต่พูด ตีความถกเถียง ถึงสิ่งที่เราไม่เคยคิดที่จะเริ่มเรียนรู้ เปลี่ยนแปลงตัวเอง และสัมผัสความงามตามประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงของชีวิตด้านใน เรากำลังหมกมุ่นกับมายาภาพที่ล่องลอย พอกพูนทับถมเมฆหมอกแห่งความสับสนและความไม่รู้ให้หนาแน่นหนักยิ่งกว่าเก่า แนวทางที่เราเลือกใช้กับกลายเป็น Outside In เลือกที่จะเชื่อ เพิ่มพูนความสับสนและติดขัดจากเสียงภายนอกที่ตายแล้ว แทนที่จะเป็น Inside Out จากพลังแห่งการเรียนรู้และตื่นรู้อันเป็นพื้นฐานแห่งเสียงด้านในที่มีชีวิต

สิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับในสถานการณ์ความเป็นจริงของโลกสมัยใหม่ ก็คือ เราทุกคนกำลังว่ายเวียนอยู่ในโลกแห่งข้อมูล ความเชื่อ แนวปฏิบัติ สิ่งที่บอกๆต่อกันมาจนไม่มีใครรู้ว่าอะไรจริง อะไรเท็จ แม้แต่ในโลกแห่งธรรมะเองก็ตามที ที่ไม่มีใครสามารถบอกได้อย่างชัดเจนอีกต่อไป ว่าเราควรจะเชื่อถือใคร และเชื่อถืออะไรได้บ้าง เพราะทุกสิ่งดูจะท่วมท้นจากรอบด้าน หนังสือธรรมะเป็นหมื่นเป็นแสน วัดและศูนย์ปฏิบัติธรรมหลากหลายสำนัก ธรรมาจารย์ผู้อ้างตนเป็นอริยบุคคลผู้เข้าถึงความจริงสูงสุด กิจกรรมทางศาสนาที่ปนเปเข้ากับการแสวงหาชื่อเสียงและผลประโยชน์ทางโลก จนยากที่เราจะแยกแยะกันได้อีกต่อไป

ดูเหมือนว่าจิตวิญญาณความตื่นของพระพุทธองค์ กำลังถูกบิดเบือนสู่มายาภาพของความเป็นพระพุทธองค์ภายนอก ไม่มีใครอยากที่จะค้นหา เรียนรู้ “พระพุทธองค์ภายใน” หรือไม่ก็คิดว่ามันไม่มีอยู่จริงเอาเสียเลย

ในยุคมืดของมนุษยชาติ ที่กำลังถูกครอบงำด้วยกระแสอวิชชาอันเชี่ยวกราดทั้งไสยศาสตร์ตะวันตกและไสยศาสตร์ตะวันออก ด้วยพลังแห่งทุนนิยม วัตถุนิยมโลกาภิวัฒน์ วิทยาศาสตร์แยกส่วน อำนาจการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา สื่อ หรือแม้แต่อำนาจอวิชชาในคราบของศาสนาเองก็ตามที ที่แพร่กระจายไปยังทุกซอก ทุกหลืบมุมของผืนโลก เราควรต้องตระหนักได้แล้วว่า เราไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าต่อการพุ่งปะทะของวัฒนธรรมโลกสมัยใหม่ได้อีกต่อไปแล้ว ยิ่งเราพยายามหนีความเป็นจริงมากเท่าไหร่ ความจริงของมนุษยชาติที่เราพยายามแสวงหาก็ดูจะวิ่งหนีเราไปมากเท่านั้น

แต่แล้วเมื่อเราเลือกที่จะวิ่งหนี นิพพาน จึงกลายเป็นดินแดนแสนสงบ ที่อยู่ไกลจากความเป็นจริง แยกขาดจากความทุกข์ ความสับสนในสังคม ผู้คนต่างก็วิ่งหนีปัญหาที่นับวันก็ยิ่งจะซับซ้อนขึ้น ทิ้งความกลัวให้ตกตะกอนนอนก้นอยู่ภายใน จากนั้นจึงใช้การปฏิบัติธรรมหรือการแสวงหาความวิเวก ในลักษณะของการสร้างมายาภาพของการหลุดพ้น บนฐานของความเพิกเฉยต่อโลกแห่งความเป็นจริง เสกให้นิพพาน หรืออรหัตผลปรากฏขึ้นอย่างแยกขาดจากชีวิตที่เราต่างเผชิญนั้น

เป็นมายาภาพของความสุข สงบ เย็น หรือ “ความสำเร็จ”ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนปัญญาการมองเห็นธรรมชาติตามที่เป็นจริงของความทุกข์ที่ซับซ้อนในโลกสมัยใหม่เลยแม้แต่น้อย

จอห์น เวลวูด (John Welwood) นักจิตวิทยาชาวตะวันตก ลูกศิษย์คนหนึ่งของเชอเกียม ตรุงปะ ได้เขียนถึงปรากฏการณ์การเลี่ยงเผชิญกับจริงในลักษณะที่ว่านี้ ในหนังสือ Toward a Psychology of Awakening เขาเป็นคนแรกที่ประดิษฐ์คำว่า Spiritual Bypassing เพื่อใช้อธิบายปรากฎการณ์กับดักทางจิตวิญญาณที่เกิดขึ้นในสังคมของผู้ปฏิบัติธรรม หรือ ในกรณีของบ้านเราที่เป็นสังคมพุทธ ก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็นกับดักของคนไทยเกือบทั้งประเทศเลยก็ว่าได้

“ตั้งแต่ทศวรรษ ๑๙๗๐ เป็นต้นมา ผมเริ่มสังเกตเห็นแนวโน้มอันน่าเคลือบแคลงอย่างหนึ่งในสังคมของผู้ที่เรียกตนเองว่า “ชาวพุทธ” หรือ “ผู้มีธรรมะ” เป็นแนวโน้มของการใช้ธรรมะเพื่อการเบี่ยง หรือ เลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับปมทางอารมณ์ หรือปัญหาส่วนตัวที่เกิดขึ้นในชีวิต มันกลายเป็นความปรารถนาที่จะหาทางออกในลักษณะการ “วิ่งหนี” จากความทุกข์พื้นฐานของความเป็นมนุษย์ที่ดูจะท่วมท้นเรา ไม่ว่าจะเป็น กรรมเก่า เหตุปัจจัยต่างๆทั้งภายในและภายนอก ร่างกาย บุคลิก นิสัย อารมณ์ (รวมถึงอารมณ์ทางเพศ) จนถึง ครอบครัว สังคม และผู้คนรอบข้าง สิ่งเหล่านี้กลายเป็นแรงผลักให้ผู้คนหันมาสู่ศาสนา ทำให้เกิดแนวโน้มของการพยายามถีบตัวเองให้อยู่เหนือสิ่งที่เราไม่อยากจะเผชิญในตนเองและผู้อื่น”

Spiritual Bypassing จึงอาจจะเปรียบได้กับ ความปรารถนาจะหาทางลัดหรือทางเบี่ยงสู่พระนิพพานในแบบที่ไม่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหา ความทุกข์ ความเป็นจริงที่เจ็บปวดของชีวิต หลีกหนีที่จะเผชิญต่อจิตใจของตัวเองที่ยังเต็มไปด้วยความคับแคบ ความกลัว ความหมกมุ่น ความเย่อหยิ่งหรือ ความยึดมั่นถือมั่นตามความเชื่อของตน

จอห์น เวลวูด ได้กล่าวถึงผลที่เกิดขึ้นว่า “คนเหล่านั้นกลับใช้ธรรมะและการปฏิบัติธรรมเป็นหนทางที่จะเสกสร้าง “ตัวตนทางจิตวิญญาณ (Spiritual Identity)” ซึ่งจริงๆแล้วมันก็คือ อัตตาที่คับแคบอันเดิม ที่พวกเขาไม่สามารถทนได้ ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากที่จะเผชิญหน้ากับมัน Spiritual Bypassing จึงเป็นเสมือนกระบวนการบรรจุหีบห่อใหม่ให้กับตัวตนเก่า ดูน่ามองขึ้น”

เราจึงเห็นคนจำนวนมากหรือแม้แต่เกจิอาจารย์หลายๆท่าน กำลังใช้ธรรมะ หรือการปฏิบัติธรรม เพื่อการปกป้องอะไรบางอย่าง ที่ไม่สามารถถูกเปิดเผย หรือตั้งคำถามได้ เป็นตัวตนทางจิตวิญญาณ “พระอรหันต์?” ที่ไม่มีใครสามารถท้าทาย หรือ วิพากษ์วิจารณ์ได้ “For example, those who need to see themselves as special will often emphasize the specialness of their spiritual insight and practice, or their special relation to their teacher, to shore up a sense of self-importance.” (Welwood, p.12)

วิกฤตพุทธศาสนาในบ้านเราดูจะสามารถเข้ากันได้ดีกับคำอธิบายในเรื่องนี้ของจอห์น เวลวูด เมื่อคนจำนวนมากกำลังสับสนวิถีพุทธ ให้กลายเป็นเป้าหมายสูงสุด แทนที่จะเป็นกระบวนการ หรือ วิถีปฏิบัติที่ง่ายงามในการเผชิญความจริงในชีวิตประจำวัน เมื่อเรากำลังทำให้ “ความจริง” ตัดขาดจาก “ชีวิตจริง” เราก็กำลังหยิบยื่นการเข้าถึงความจริง ให้กับคนหยิบมือหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นผู้ครอบครองความจริงไปโดยอัตโนมัติ และคงเป็นเรื่องน่าเศร้ายิ่งนัก หากเรากำลังแสวงหา “ผู้ปลดปล่อย” “ผู้นำ” “ฮีโร่” หรือ “พระอรหันต์” ในฐานะเป็นสิ่งภายนอก ที่จะมาช่วยเรา โดยที่เราชาวพุทธทำได้เพียงแบมือขอ หรือ เชื่อศรัทธาอย่างงมงาย โดยไม่รู้จักที่จะยืนบนลำแข้งแห่งความ “ตื่นรู้” ที่มีอยู่ในตัวเราเอง เรากำลังยอมจำนนที่จะหยิบยื่นศักยภาพของความตื่น “พุทธสภาวะ” ที่เป็นธรรมชาติ “ธรรมดา” ของพื้นฐานชีวิตด้านใน ไปเลี้ยงดูตัวตนทางจิตวิญญาณของคนเพียงหยิบมือที่กำลังโฆษณาตัวเองเป็นผู้ปกป้องพระศาสนา ด้วยความหลับใหลอย่างไม่รู้ตัว