RETREAT

29.1.07

จิตตปัญญาศึกษา..การเรียนรู้แบบเอาชีวิตเข้าแลก!

โดย ณัฐฬส วังวิญญู
เครือข่ายจิตตปัญญาศึกษา
ContemplativeEducation@yahoo.com
คอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้
โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๐



เมื่อวันที่ ๒๑-๒๔ ต.ค. ๒๕๔๙ ที่ผ่านมา ผมและนพ.วิธาน ฐานะวุฒฑ์ ได้มีโอกาสไปช่วยดำเนินกระบวนการเรียนรู้เกี่ยวกับ “การสื่อสารอย่างกรุณา” ให้กับบุคลากรของทีมงาน ชีวันตาภิบาล (Palliative care) โดยมีผู้จัดคือ นพ.สกล สิงหะ ประธานหน่วยชีวันตาภิบาล โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย รวมถึงจัดการเรียนการสอนสำหรับแพทย์ระดับก่อนและหลังปริญญา และพัฒนางานวิจัยเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตผู้ป่วย palliative care ของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งทำให้ผมได้เรียนรู้และใคร่ครวญถึงกระบวนการเรียนรู้อย่างมีจิตวิญญาณอีกครั้งหนึ่ง

โดยได้ใคร่ครวญกับคำถามง่ายๆ ว่า “ความกรุณา” นั้นจะเป็นผลจากการศึกษาได้อย่างไร การศึกษาหรือกระบวนการเรียนรู้แบบไหนที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดจิตเมตตากรุณาได้ ครูบาอาจารย์จะช่วยสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ในระดับลึกนี้ได้อย่างไร เพราะ “ความกรุณา” ไม่ใช่เป็นเพียง “ความคิด” ไม่ใช่สิ่งที่จะสอน บรรยายหรือเทศนาแล้วหวังว่าผู้เรียนจะมี “หัวใจแห่งความกรุณา” ได้อย่างถ้วนหน้าและถาวร การเรียนรู้อะไรที่จะประทับใจตราตรึงจิตให้อ่อนโยนและเคารพเพื่อนร่วมชีวิตทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ

ทุกวันนี้ คำว่า “ผู้มีการศึกษา” มักจะมีความหมายว่าเป็น “ผู้มีความรู้ ความคิดหรือประสบการณ์ในความรู้แขนงต่างๆ” และดูเหมือนว่าศาสตร์แขนงต่างๆ จะพัฒนาไปข้างหน้าพร้อมกับเทคโนโลยีและวิทยาการใหม่ๆ เหลือเพียงศาสตร์เดียวที่ยังไม่ได้บรรจุไว้ในระบบการศึกษา นั่นคือ “ศาสตร์และศิลป์แห่งการมองตน” ทั้งๆ ที่คำว่า “ศึกษา” มีรากศัพท์มาจากคำว่า สิกขา (สะ+ติกกะ) หมายถึง “การมองตน”

เวลาเราเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ เรามองออกไปนอกตัวเองจนชำนาญ ปราดเปรื่องและคุ้นชิน และไม่ว่าโลกหรือจักรวาลใบนี้จะยิ่งใหญ่สักเพียงไหน ก็ไม่พ้นสายตาของเรา แม้สิ่งที่เล็กๆ ลงไปเป็นจุล เราก็ยังสามารถใช้กล้องไมโครสโคปกำลังสูงส่องเห็นจนทะลุปรุโปร่งไปถึงระดับโมเลกุล ระดับอะตอมกันเลย แล้วอะไรเล่าที่จะช่วยให้เรามองเห็นตัวเองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ให้เห็นภูมิทัศน์ด้านใน (Inner landscape) ว่าตัวเรานั้นมีลักษณะเป็นอย่างไร งดงามหรือไม่ปานใด

“จิตตปัญญาศึกษา” ที่ท่านอาจารย์สุมน อมรวิวัฒน์ได้กรุณาคิดขึ้นมาให้คงมีความหมายไปตามนี้กระมัง คือการศึกษาที่เริ่มต้นที่หัวใจ ไม่ใช่แค่คิด เพราะหัวใจนั้นมีอารมณ์ ความรู้สึก และที่สำคัญมีตัวรู้ที่เรียกว่าสติ ที่ใหญ่กว่าตัวความคิดที่เป็นเพียงวัตถุของการรับรู้หรือเรียนรู้ นั่นหมายความว่า จิตจำต้องได้รับการฝึกฝนให้มีประสิทธิภาพและกำลังพอที่จะ “มองเห็น” สิ่งต่างๆ อย่างที่เป็น และเห็นความเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างตัวเราเองและสังคม ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ กายและจิต

หากเรามองว่าเป้าหมายที่แท้จริงทางการศึกษาคือการพัฒนาศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์สู่ความเป็นไทและอย่างเป็นมนุษย์ที่แท้แล้ว เราก็คงจะไม่มองว่าการศึกษาเป็นเพียงทางผ่าน แต่เป็นหนทางแห่งการดำรงอยู่ วัฒนาการ แปรเปลี่ยนและเติบโต แทนที่จะเรียนเพราะรู้สึกว่าต้องเรียน เราอาจทำให้เชื่อว่าชีวิตนั้นต้องเป็นไปตามที่สังคมเลือกให้ ทั้งๆ ที่จริงแล้วมนุษย์เกิดมา พร้อมกับโอกาสที่จะเลือก คือเลือกที่จะนำพาและสร้างสรรค์ชีวิตตัวเองไปอย่างที่คิดฝันหรือปรารถนา

จิตตปัญญาศีกษาน่าจะเป็นหนทางฝึกฝนเพื่อการตื่นรู้และการดำรงอยู่อย่างเต็มเปี่ยม รับรู้ทั้งโลกภายนอกและโลกภายในตัวเราในแต่ละปัจจุบันขณะ โดยเอาทั้งหมดของตัวเราเข้าเรียนรู้ เอาชีวิตของเราเข้าแลกกับการรับรู้ปัจจุบันขณะ อันถือเป็นประตูหรือทางเข้าสู่การมองเห็นความงามอันวิจิตร และความดีอันประเสริฐ และความจริงอย่างที่เป็นในชีวิตและโลก

ด้วยการรับรู้หรือเรียนรู้เช่นนี้ เราอาจจะมองเห็นโลกที่ซ้อนๆ กันหลายๆ ใบ เป็นข่ายใยชีวิตที่ซับซ้อนในความเรียบง่าย ตรงไปตรงมา เห็นน้ำค้างเกาะตามยอดหญ้า และกิ่งไม้ยามเช้า เห็นแสงสาดส่องผ่านม่านหมอกและไอดิน เห็นสิ่งต่างๆ เชื่อมโยงกันอย่างเป็นอิทัปปัจจยตา

เราสามารถ ชื่นชมความแตกต่างหลากหลาย โดยเห็นความคิดของคนอื่นสอดร้อยเชื่อมโยงกับความคิดเรา และทำให้เกิดปัญญาร่วม เป็นระบบนิเวศแห่งความรู้ที่มั่งคั่งและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่กันและกัน เมื่อนั้นเราก็จะดำรงอยู่ใน ความไม่แยกส่วนและไม่แบ่งแยก

โดยปกติเรามีสิ่งที่เราชอบ และไม่ชอบ มีสิ่งที่เรากลัว และรักใคร่ เรามักจะเลือกเรียนรู้หรือรับรู้เฉพาะสิ่งที่เราชอบหรือพึงพอใจ และปฏิเสธสิ่งที่เราไม่ชอบ หรือไม่เห็นด้วย เป็นทวิภาพ เป็นหัวใจที่แบ่งขั้ว จึงเกิดการเรียนรู้อย่างเป็นเสี่ยงๆ เราไม่อาจเข้าใจทั้งหมดของตัวเองหรือโลกได้หากเรายังเลือกที่จะเบือนหน้าหนีอะไรก็ตามที่เป็นความจริงของชีวิต ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเงามืดทะมึน เป็นสิ่งที่เรากลัวหรือไม่รู้ โดยที่เรามักปฏิเสธการดำรงอยู่ของสิ่งเหล่านี้ หรืออาจไปโยนความผิดให้กรรม หรือเจ้ากรรมนายเวรไป

เมื่อเราสามารถน้อมรับสิ่งที่เราไม่พึงพอใจได้ เราก็จะสามารถสร้างสันติภาพภายในตัวเราเอง ดำรงอยู่และเรียนรู้จากความแตกต่างได้ และช่วยหล่อเลี้ยงให้เกิดความเข้มแข็งของความเป็นชุมชน และสังคมแนวราบที่ยิ่งนับวันจะขาดหายไปจากสังคมไทยที่สังคมแนวดิ่งกดทับอยู่ จนอิสรภาพของการเป็นมนุษย์ธรรมดาและปกติถูกลดทอนลงทุกที และเมื่อความเป็นชุมชนหรือเผ่าพันธุ์ของกัลยาณมิตรงอกงามในสถานศึกษาได้อย่างแท้จริง โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยก็จะเป็นดั่งผืนพรมอันอุดม ที่เมล็ดพันธุ์แห่งการเรียนรู้ของทุกๆ คนจะงอกงาม

และทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการค้นพบความรักและมิติแห่งจิตวิญญาณภายในตน เป็นการเรียนรู้ที่ต้องเอาชีวิตเข้าแลก เรียนรู้จักโลกและชีวิตผ่านตัวตนของเราเอง ที่อาจมีหลากหลายหน้าตา หลายตัวตน และที่สำคัญ ความรู้หรือความเข้าใจที่ลุ่มลึกจะบังเกิดขึ้นได้เมื่อเรายอมให้ความคิดหรือความรู้ชุดเดิมล่มสลายลง เช่น เราอาจเคยคิดว่าเราเป็นคนดี แต่เมื่อเราสืบค้นเข้าไปในตัวเองแล้วค้นพบ “ความเกเร” หรือ “ความร้ายกาจ” บางอย่างของตัวเอง และเมื่อรับรู้และยอมรับได้ “ความไม่ดี” นั้นก็ได้เริ่มคลายกำลังลง และอาจหมดความหมายไปเลยก็ได้ แต่การที่เราจะสามารถยอมรับว่าเราก็ไม่ได้ดีเด่อย่างที่เราคิด บางครั้งก็เจ็บปวดได้เช่นกัน ภาพลักษณ์ของเราถูกบีบคั้นให้ล่มสลายลงราวกับปราสาททรายที่ถูกคลื่นทะเลโถมซัดให้พังลงมา

ความกล้าเผชิญความจริงแห่งตัวตนจะช่วยทำให้เราเห็นและอาจค้นพบอิสระจากกรอบกรงขังเดิมๆ ได้ทีละเปลาะ เหมือนการปอกหัวหอม เป็นการเดินทางเข้าสู่ด้านในเพื่อขัดเกลาตัวเอง ให้สิ่งที่ห่อหุ้มอยู่ภายนอกนั้นหลุดออกไปจนเหลือเพียงความเปลือยเปล่าที่จริงแท้ เรียบง่ายและอิสระ

แนวทางการศึกษาเช่นนี้หรือเปล่า ที่สังคมใฝ่สันติภาพและแสวงหาความสุขสมานฉันท์อย่างสังคมไทยพึงปรารถนา ดังที่ได้มีการริเริ่มคิดและจัดกระบวนการเรียนรู้แนวนี้ขึ้นมาบ้างแล้วในหลายๆ ส่วนของสังคม โดยมีการพัฒนาและสร้างสรรค์แนวทางปฏิบัติหรือเครื่องไม้เครื่องมือที่หลากหลาย ผู้ที่สนใจเรียนรู้หรือร่วมคิดร่วมทำก็คงจะได้เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันมากขึ้น ซึ่งอาจช่วยต่อเติมมิติของการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ในเครือข่ายจิตตปัญญาศึกษาของสังคมไทยเติบใหญ่ให้ขยายตัวอย่างมีพลังยิ่งๆ ขึ้นไป

12.1.07

พิธีกรรม เติมความศักดิ์สิทธิ์และความหมายให้กับชีวิตยุคใหม่



คอลัมน์ จิตวิวัฒน์

โดย ณัฐฬส วังวิญญู สถาบันขวัญเมือง, เชียงราย Nutt2000@loxinfo.co.th แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)


วิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวไทยมีพิธีกรรมเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการดำเนินชีวิต เพราะช่วยเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร บอกกล่าว หรือให้ความหมายแก่สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต รวมทั้งแสดงความเชื่อ และตำนาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม การรับรู้หรือมองโลก และการเรียนรู้

ตัวอย่างเช่น หลายๆ พิธีกรรมแสดงถึงความเคารพนอบน้อมต่อผืนแผ่นดิน ระบบนิเวศและเทพเทวาที่ปกป้องคุ้มครองสังคมให้อยู่เย็นเป็นสุข

นอกจากนี้ พิธีกรรมยังช่วยเชื่อมร้อยให้เกิดความผูกพันระหว่างคนในชุมชน รวมทั้งเป็นส่วนสำคัญของการแสดงความเชื่อ ความศรัทธา และแนวปฏิบัติร่วมกันในทางศาสนาอีกด้วย

ในขณะที่ความเชื่อดั้งเดิมนั้นผูกโยงอยู่กับความจริงที่มองไม่เห็น ชีวิตของคนสมัยใหม่ที่สมาทานความเชื่อแบบวิทยาศาสตร์เชิงประจักษวาส จะเชื่อเฉพาะแต่สิ่งที่ตาเนื้อมองเห็นและเป็นไปตามแนวคิดเหตุผลนิยม มีผลให้กระบวนการเรียนรู้เพื่อเข้าถึงมิติของความศักดิ์สิทธิ์ในชีวิตถูกลดทอนไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งนี้ โดยที่พิธีกรรมส่วนมากก็หาได้มีการปรับเนื้อหา วิธีการ หรือชุดภาษา ให้สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเพื่อให้คนสมัยใหม่เข้าถึงได้อย่างสร้างสรรค์แต่อย่างใดไม่

อย่างไรก็ตาม บนหนทางแห่งการพัฒนามิติทางจิตวิญญาณไปควบคู่กับความเป็นชุมชนแห่งการพึ่งพาอาศัยและการเรียนรู้ร่วมกันของสังคมสมัยใหม่นั้น พิธีกรรมจะยังคงเป็นส่วนสำคัญและพึงได้รับการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมอย่างสร้างสรรค์ และในท่ามกลางความหลากหลายของความเชื่อความศรัทธานั้น การน้อมรับ ชื่นชม และเรียนรู้จากความแตกต่างหลากหลายของผู้คนถือเป็นเรื่องที่สำคัญ อันจะเป็นต้นทุนหรือรากฐานแห่งการดำรงสันติภาพอันแท้จริงของสังคม

ทั้งนี้ บทบาทในการเข้าถึงมิติอันศักดิ์สิทธิ์และการพัฒนาจิตนั้น ไม่จำต้องจำกัดอยู่ในชุมชนนักบวชเท่านั้น ฆราวาสหรือประชาชนคนธรรมดาที่แม้ไม่สมาทานศาสนาหรือลัทธิใดๆ ก็น่าจะเข้าถึงได้ ดังที่ท่านพุทธทาสภิกขุได้ชี้ให้เห็นว่า พื้นฐานร่วมกันของทุกศาสนาคือความรักนั่นเอง

พิธีกรรมต่างจากกิจกรรมอย่างไร

พิธีกรรมมีหลายประเภท เช่น การยืนเคารพธงชาติ สวดมนต์หน้าเสาธงทุกเช้าตามโรงเรียนต่างๆ นั้น เป็นกิจกรรมที่ตอกย้ำความเชื่อในเรื่องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แม้ว่าเด็กนักเรียนจำนวนมากจะทำพิธีกรรมเหล่านี้ไปอย่างเสียมิได้ ทำเพราะรู้สึกว่าต้องทำ จึงอาจขาดแรงบันดาลใจและความตั้งใจไปบ้าง แม้กระนั้น ความเชื่อในเรื่องความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ก็จะถูกฝังอยู่ในความรู้สึกนึกคิด

ดังนั้น ในแง่นี้พิธีกรรมคือ กิจกรรมที่ทำซ้ำๆ เป็นหมู่คณะ แต่จะมีความหมายอย่างไรกับผู้ปฏิบัตินั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการตีความหรือการให้ความหมายของแต่ละคน ไม่สามารถยัดเยียดหรือบังคับให้ยอมรับเหมือนกันได้

กิจวัตรประจำวันในฐานะพิธีกรรม พฤติกรรมบางอย่างที่ทำซ้ำๆ แล้วทำให้ชีวิตรู้สึกดี มีแบบแผนหรือทำให้รู้สึกปลอดภัย เช่น การดื่มกาแฟหรือชา อ่านหนังสือพิมพ์ก่อนออกไปทำงาน (มนุษย์ทุกวันนี้มีเวลาอย่างที่ว่าน้อยมาก) การหอมแก้มลูกก่อนนอน การสวัสดีคุณยายก่อนก้าวเท้าเดินออกไปโรงเรียน การเดินออกกำลังกายตอนเช้า การรับประทานอาหารเย็นร่วมกันในครอบครัว การออกไปดูหนังทุกวันเสาร์ การดูข่าวตอนเช้าก่อนอาบน้ำ เป็นต้น กิจวัตรเหล่านี้ แม้จะดูง่ายๆ ไม่ได้มีความหมายในเชิงศาสนาหรือความศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็ช่วยให้ชีวิตมีแบบแผนบางอย่างรองรับ ทำให้รู้สึกว่ามีความเป็นปกติอยู่ ซึ่งสำหรับแต่ละคนก็จะแตกต่างกันออกไป

ดังนั้น จะเห็นว่ามนุษย์สามารถสร้างกิจกรรมที่มีลักษณะเป็นพิธีกรรมขึ้นมาเองได้ตลอดเวลา

นอกเหนือจากนั้น เราอาจค้นพบว่าพิธีกรรมมีหลากหลายมิติ ในเป้าหมายและบริบทที่แตกต่างกันออกไป ผมขอตั้งข้อสังเกตบางประการเพื่อเป็นประโยชน์ในการสร้างสรรค์พิธีกรรมเอง ได้แก่

พิธีกรรมมีฐานะที่เป็นกิจกรรมเพื่อการตื่นรู้ อยู่กับปัจจุบันขณะ ช้าลงแต่มีสติเพื่อมองสิ่งต่างๆ ให้เห็นมิติที่ลึกลงไป พิธีกรรมเป็นเรื่องทางกาย การลงไม้ลงมือ และลงใจ ไปพ้นเรื่องภาษาหรือความคิด ทำงานกับจิตไร้สำนึก พิธีกรรมมีจุดเริ่มต้น สิ้นสุดที่ชัดเจน พิธีกรรมคือกิจกรรมที่มีความตั้งใจ หรือการอธิษฐาน บวกกับการเปิดรับพลังแห่งความศักดิ์สิทธิ์ของจักรวาลที่มีชีวิต

ทั้งนี้ หลายๆ พิธีกรรมอาจเป็นโอสถที่จะช่วยให้เกิดกระบวนการเยียวยารักษาอาการทางจิตและกายได้ด้วย ดังที่ เดนนี่ ซาร์เจ้นท์ (DENNY SARGENT) ผู้เป็นทั้งนักเขียน ศิลปิน และนักสร้างสรรค์พิธีกรรมที่นำมาจากจารีตประเพณีต่างๆ ของโลก หลังจากที่ได้ศึกษาความรู้เชิงประวัติศาสตร์และโบราณคดี เขาได้เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง พิธีกรรมของโลก (Global Ritualism: Myth & Magic Around the World) ว่า

"ถ้าเราสามารถลอกเอาเปลือกนอกที่เก่าคร่ำของพิธีกรรมที่ทำซ้ำซากจนเหมือนหุ่นยนต์ ซึ่งอยู่ล้อมรอบตัวเราออกได้ เราจะได้พบขุมทรัพย์อันกว้างใหญ่ไพศาล ที่บรรจุทั้งความรู้ ตำนาน รูปแบบ การรับรู้ และความคิด ซึ่งเราสามารถเลือกหยิบเอามาสร้างตำนานหรือพิธีกรรมให้สูงส่งสักเท่าใดก็ได้ นอกจากมนุษย์ทุกคนจะมีสัญชาตญาณในการสร้างพิธีกรรมอยู่แล้วตามปกติ มนุษย์ยังมีทางเลือกอยู่อีกด้วย ดีกว่าที่จะเพียงปฏิบัติตาม (หรือถูกบังคับ) พิธีกรรมเก่า ซึ่งถูกถ่ายทอดกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า เราจงมาช่วยกันเลือกพิธีกรรมของเราเอง พิธีกรรมซึ่งจะช่วยให้เราสมหวังในจุดมุ่งหมายสำคัญของชีวิตมนุษย์ 3 ประการ อันได้แก่ ความสงบที่แท้จริง ความสุข และอิสรภาพ"

อยากเชิญชวนมาสืบค้นร่วมกันว่า เราจะร่วมกันสร้างหรือรื้อฟื้นพิธีกรรมบางอย่างกลับมาใช้อย่างไรให้

1.เกิดการมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์และประกอบพิธีกรรม ทั้งในส่วนของกิจกรรมเองและการให้ความหมาย

2.เพื่อช่วยให้มนุษย์เข้าถึงมิติอันศักดิ์สิทธิ์ของชีวิตในยุคสมัยใหม่ได้ในขณะที่โลกหมุนไปอย่างรวดเร็ว โดยหลายคนปฏิเสธที่จะสมาทานความเชื่อหรือแนวปฏิบัติของศาสนาหรือลัทธิใดๆ เพราะอาจรู้สึกว่าไม่สามารถเข้าถึง หรือพิธีกรรมที่ทำกันอยู่ไม่สามารถสื่อความหมายให้สอดคล้องกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ ดังนั้น หากมีพิธีกรรมที่สามารถทำหน้าที่เชื่อมร้อยจิตวิญญาณมนุษย์เข้าด้วยกันอย่างไปพ้นข้อจำกัดของความเชื่อทางศาสนา ก็น่าจะเป็นประโยชน์ไม่น้อย

3.หากพิธีกรรมช่วยให้เกิดความอ่อนโยนและมองเห็นสิ่งต่างๆ อย่างเชื่อมโยงได้ ย่อมเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่แปรเปลี่ยนจิตใจให้เบ่งบานและวิวัฒน์ได้

4.หากเราสามารถพัฒนาพิธีกรรมที่เรียบง่าย เข้าถึงและเข้าใจได้ง่าย แต่ไม่ฉาบฉวย ไม่รุ่มร่ามและซับซ้อนจนเกินไปนัก ก็น่าจะช่วยน้อมนำผู้คนให้เข้ามามีส่วนร่วมได้มากขึ้น

ขอยกตัวอย่างพิธีกรรมง่ายๆ ที่สามารถทำกันเองในครอบครัว หรือแวดวงมิตรสหายในวาระพิเศษ เช่น งานวันเกิด โดยสามารถให้คนใกล้ชิดได้บอกกล่าวแก่เจ้าของวันเกิดถึงความเปลี่ยนแปลงหรือการเติบโตที่สังเกตเห็นในตัวเจ้าของงานวันเกิด หรืออาจกล่าวถึงว่าเจ้าของวันเกิดมีคุณค่าหรือความหมายอย่างไรกับเรา เพียงเท่านี้ก็อาจเพิ่ม "ความหมาย" ให้กับงานวันเกิดที่มีเสียงเพลงและการสังสรรค์กันให้พิเศษมากขึ้นก็ได้

ทั้งนี้ ผู้สร้างและประยุกต์ใช้พิธีกรรม พึงคำนึงถึงเงื่อนไขหรือปัจจัยจำเพาะในสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมของตนเอง เพื่อทำให้เกิดความเหมาะสม สอดคล้อง และมีประสิทธิภาพ บนพื้นฐานของการเคารพนอบน้อมต่อมรดกทางปัญญาและวัฒนธรรมอันเก่าแก่ที่สั่งสมกันมา ไปพร้อมๆ กับการเปิดรับและเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลายอย่างถ่อมตน

ซึ่งจะช่วยให้เกิดนวัตกรรมการเรียนรู้แนวลึกที่ผสมผสานโบราณธรรมที่หลากหลายมาเกื้อกูลการดำรงอยู่ การพัฒนาจิตมนุษย์ และความเป็นชุมชนได้อย่างสมสมัย

กลายเป็นปัจจุบันธรรมที่มีพลังและนำพาสังคมอนาคตที่บรรสานสมดุล เป็นสุข และพอเพียงตามที่เราต่างปรารถนาให้บังเกิดขึ้นร่วมกัน