RETREAT

6.11.08

ก่อนพุทธศาสนาอายุครบ ๒๖ ศตวรรษ

โดย พระไพศาล วิสาโล
คอลัมน์ มองอย่างพุทธ
เครือข่ายพุทธิกา http://budnet.info
มติชนรายวัน ฉบับวันที่ ๑๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

พุทธศาสนากำลังได้รับความนิยมอย่างมากในซีกโลกตะวันตก ในสหรัฐอเมริกา พุทธศาสนาจัดว่าเป็นศาสนาหนึ่งที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดในหมู่คนพื้นเมืองผิวขาว โดยเฉพาะผู้มีการศึกษาชั้นสูง (ผิดกับแต่ก่อนที่การขยายตัวของพุทธศาสนาเกิดจากการอพยพของคนเอเชีย) สมาธิภาวนาแบบพุทธได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางไม่จำเพาะในหมู่ชาวพุทธ หากยังขยายไปสู่แวดวงอื่นๆ รวมทั้งแวดวงการแพทย์และจิตเวช จนคำว่า "วิปัสสนา" กลายเป็นคำที่คุ้นปากผู้คน ร้านหนังสือชั้นนำทุกแห่งทั่วประเทศต้องมีชั้นหนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนาวางขายโดยเฉพาะ และหลายเล่มเป็นหนังสือขายดี

ในเวลาเดียวกัน แนวคิดทางพุทธศาสนาหรือพุทธธรรมก็ได้รับความสนใจจากคนในวงการต่างๆ มากขึ้น ในฐานะที่อาจเป็นคำตอบให้แก่โลกทางด้านนิเวศวิทยาและสันติภาพ ขณะเดียวกันก็ได้สร้างความรุ่มรวยลุ่มลึกให้แก่องค์ความรู้ในหลายสาขาทั้งวิทยาศาสตร์ การแพทย์ จิตวิทยา และเศรษฐศาสตร์ ดังเห็นได้จากการเสวนาวิสาสะระหว่างชาวพุทธชั้นนำกับนักคิดในวงการและสาขาวิชาต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นอย่างคึกคักตลอดทศวรรษที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวแม้มีแนวโน้มขยายตัวแต่ในที่สุดก็อาจจำกัดอยู่เฉพาะแวดวงส่วนน้อยของชาวพุทธ อาทิ ในหมู่ชนชั้นนำหรือผู้มีการศึกษา จนกลายเป็นรูปแบบการใช้ชีวิต หรือ "ไลฟ์สไตล์" ของคนเฉพาะกลุ่ม (ดังโยคะซึ่งเป็นที่นิยมจนแทบจะกลายเป็น "แฟชั่น" ในหมู่ชนชั้นกลางหรือผู้มีอันจะกินที่มีการศึกษา) อย่างดีก็ทำให้พุทธศาสนาเป็นเรื่องของคนที่ต้องการหลุดพ้นเฉพาะตน ในขณะเดียวกันก็เป็นไปได้เช่นกันว่าพุทธศาสนากระแสใหม่ซึ่งแพร่หลายในกลุ่มคนเหล่านี้จะหดแคบเรียวลงจนเป็นแค่เทคนิคจิตบำบัดหรือวิธีการผ่อนคลายจิตใจอีกชนิดหนึ่งเท่านั้น ในกรณีเช่นนั้นปรากฏการณ์ดังกล่าวก็เป็นเพียงภาพสะท้อนการแปรเปลี่ยนพุทธศาสนาให้เป็นสินค้าเพื่อการบริโภคอีกชนิดหนึ่งเท่านั้น มิพักต้องกล่าวว่าแนวคิดใหม่ๆ ที่พุทธศาสนาจะให้แก่โลกนั้น ในที่สุดก็อาจเป็นเพียงแค่ประเด็นสำหรับการถกเถียงทางวิชาการหรือกลายเป็นศาสตร์อีกแขนงหนึ่งที่จำเพาะผู้คนในแวดวงมหาวิทยาลัยเท่านั้นที่สนใจ

จะข้ามพ้นจากกับดักดังกล่าวไปได้ การมีปฏิสัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์กับโลกสมัยใหม่และวัฒนธรรมร่วมสมัยอย่างรู้เท่าทัน เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชาวพุทธ ขณะเดียวกันก็ไม่ควรพอใจกับการอ้าแขนต้อนรับของวงการต่างๆ โดยยอมให้มีการนำเอาบางแง่บางด้านไปใช้ประโยชน์ แต่ละทิ้งสิ่งที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา (ได้แก่ การลดความเห็นแก่ตัวจนหลุดพ้นจากความยึดติดถือมั่นในตัวตน) เพราะนั่นอาจกลายเป็นการยอมตนให้ถูกกลืนอีกแบบหนึ่ง แต่ชาวพุทธควรก้าวไปมากกว่านั้น นั่นคือ พยายามผลักดันให้แนวโน้มด้านบวกต่างๆ ที่กล่าวมาขยายตัวในทุกปริมณฑลและผสานเข้ากับวิถีชีวิตของผู้คนจนกลายเป็น "วัฒนธรรม" เราอาจเรียกวัฒนธรรมดังกล่าวว่า "วัฒนธรรมแห่งความตื่นรู้" กล่าวคือ เป็นไปเพื่อการตื่นจากความหลงในวัตถุนิยม และจากความยึดติดถือมั่นในเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา สีผิว อันนำไปสู่การเบียดเบียนทำร้ายกัน

ในยามที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตจนใกล้ลุกเป็นไฟ (ทั้งด้วยเพลิงสงครามและปรากฏการณ์โลกร้อน) อันเป็นผลจากวัฒนธรรมหลัก ๒ กระแส คือ วัฒนธรรมแห่งความละโมบ และวัฒนธรรมแห่งความโกรธเกลียด โดยมีกระแสโลกาภิวัตน์เป็นทั้งปัจจัยสนับสนุนและกระตุ้นเร้า วัฒนธรรมแห่งความตื่นรู้เป็นสิ่งสำคัญที่จะ "ช่วยโลก" ให้ปลอดพ้นจากวิกฤตการณ์ได้อย่างแท้จริง ทั้งโดยการทัดทานถ่วงดุลวัฒนธรรม ๒ กระแสดังกล่าว และด้วยการเสนอทางเลือกของชีวิตและสังคมที่ดีกว่า

ไม่ใช่แต่อนาคตของโลกเท่านั้น แต่รวมถึงอนาคตของพุทธศาสนาด้วย ล้วนขึ้นอยู่กับว่าพุทธศาสนาจะสามารถขับเคลื่อนให้เกิดวัฒนธรรมแห่งความตื่นรู้ได้หรือไม่ เป็นที่ยอมรับกันว่า พุทธศาสนาเป็นระบบการปฏิบัติที่ช่วยให้บุคคลเกิดความตื่นรู้จนเป็นอิสระจากความทุกข์ แต่นั่นก็เป็นเพียงด้านหนึ่งของพุทธศาสนา หากการนำพาบุคคลให้รู้จักมองตนจนประจักษ์แจ้งในสัจธรรม เป็นมิติด้านลึกของพุทธศาสนา พุทธศาสนาก็ยังมีมิติหนึ่งคือมิติด้านกว้าง ซึ่งหมายถึงการช่วยเหลือมหาชนให้พ้นทุกข์และเกื้อกูลสังคมให้เกิดสันติสุข คำสอนทางพุทธศาสนาไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพียงเพื่อชักนำผู้คนให้เข้าถึงปรมัตถธรรมเท่านั้น หากยังมุ่งส่งเสริมให้ผู้คนมีสำนึกความรับผิดชอบต่อส่วนรวม และช่วยให้สังคมเกิดความสงบสุข วัฒนธรรมแห่งความตื่นรู้ไม่อาจเกิดขึ้นได้หากชาวพุทธมุ่งแต่ความหลุดพ้นเฉพาะตน หากจำต้องออกไปสร้างสรรค์สังคมเพื่อให้เกื้อกูลต่อความตื่นรู้ของผู้คนในวงกว้างด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง ลำพังจิตที่ตื่นรู้เฉพาะตนนั้นยังไม่เพียงพอ แต่ต้องขยายผลให้เกิดวัฒนธรรมแห่งความตื่นรู้ด้วย

ทุกวันนี้พุทธศาสนาถูกตีความให้แคบจนเหลือแต่ด้านเดียวคือมิติด้านลึก (หรือยิ่งกว่านั้นคือเหลือแต่เพียงประเพณีพิธีกรรม ซึ่งเป็นความตื้นอย่างยิ่ง) การตีความเช่นนั้นเป็นการตีกรอบพุทธศาสนาให้มีบทบาทแคบลง คือไม่สนใจชะตากรรมของสังคม การจำกัดตัวเช่นนี้นอกจากจะทำให้วัฒนธรรมแห่งความละโมบและความโกรธเกลียดเฟื่องฟูและซึมลึกแล้ว ยังเป็นผลเสียต่อพุทธศาสนาเอง เพราะสังคมที่ถูกครอบงำด้วยวัฒนธรรมแห่งความละโมบและความโกรธเกลียดนั้น ย่อมบั่นทอนพลังของพุทธศาสนาเอง และทำให้พื้นที่ในการปฏิบัติธรรมของชาวพุทธแคบลง จนแม้แต่การรักษาตนให้มีคุณธรรมก็จะเป็นไปได้ยากขึ้น ดังทุกวันนี้ผู้คนพบว่าตนยากที่จะครองตนให้มีความซื่อสัตย์สุจริตได้ในเวลาทำงาน เพียงแค่อยู่บนท้องถนนก็ยากจะมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่นได้ แต่ต้องเห็นแก่ตัวจึงจะอยู่รอดได้ กลายเป็นว่าจะเป็นคนดีได้ก็เฉพาะเวลาอยู่ในบ้านเท่านั้น และนับวันการทำความดีหรือมีน้ำใจแม้แต่ในบ้านก็เป็นเรื่องยาก เพราะต่างแสวงหาประโยชน์จากกันและกัน การเอาเปรียบและใช้ความรุนแรงในบ้านจึงมีแนวโน้มมากขึ้น สิ่งที่พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) เตือนไว้เกือบ ๓ ทศวรรษมาแล้ว จึงใกล้จะเป็นความจริงขึ้นทุกที กล่าวคือ ชาวพุทธกำลังอยู่ในสภาพเป็นฝ่ายตั้งรับและถอยร่นไปเรื่อยๆ "เหมือนหนีไปรวมกันอยู่บนเกาะที่ถูกน้ำล้อมรอบ ขาดจากชาวมนุษย์อื่น" และต่อไปอาจถึงขั้นว่า "การปฏิบัติตามหลักการของพระพุทธศาสนาไม่อาจเป็นไปได้เลย"

การเสริมสร้างวัฒนธรรมแห่งความตื่นรู้จนกลายเป็นวิถีชีวิตของมหาชน จะทำให้พุทธศาสนาพ้นจากการเป็นวิถีปฏิบัติของคนเฉพาะกลุ่มที่มุ่งความหลุดพ้นเฉพาะตน (โดยกระจุกตัวอยู่ในวัดป่าหรือสำนักปฏิบัติต่างๆ) และมีความหมายต่อผู้คนทุกหมู่เหล่า เปรียบเสมือนสระน้ำอันกว้างใหญ่ที่คนทุกประเภทได้ใช้สอย ไม่จำเพาะนักปฏิบัติธรรมหรือคนบางกลุ่มเท่านั้น อย่างไรก็ตาม วัฒนธรรมแห่งความตื่นรู้จะเกิดขึ้นได้ ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากลำพังของพุทธคาสนาเอง แต่จำเป็นต้องร่วมมือกับขบวนการอื่นๆ ที่มุ่งสร้างสรรค์สังคมให้เกิดสันติสุขในด้านต่างๆ เช่น ขบวนการสิ่งแวดล้อม ขบวนการสันติภาพ ขบวนการพัฒนา ตลอดจนองค์กรศาสนาอื่นๆ ที่มีจุดร่วมคล้ายกัน โดยเฉพาะที่เห็นโทษภัยของบริโภคนิยม และอุดมการณ์ที่ปลุกให้เกิดความโกรธเกลียดไม่ว่าด้วยสาเหตุทางด้านเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา สีผิว

พุทธศาสนาแม้จะมีจุดเด่นในด้านวิถีแห่งการปฏิบัติเพื่อความตื่นรู้เฉพาะตนซึ่งใช้ได้กับผู้คนทุกยุคทุกสมัยเพราะธรรมชาติของคนนั้นเป็นสากล แต่ในด้านการสร้างสรรค์สังคมนั้น พุทธศาสนามีข้อจำกัดตรงที่มีเพียงหลักการกว้างๆ สำหรับการจัดวางสังคมที่ดีงาม แต่ไม่มีคำตอบหรือวิถีทางที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมสำหรับการแก้ปัญหาของสังคมยุคปัจจุบัน (หรือยุคใดก็ตาม) เนื่องจากสังคมมีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ดังนั้น ในการขับเคลื่อนผลักดันให้เกิดวัฒนธรรมแห่งความตื่นรู้ไปทั่วทั้งสังคมนั้น จึงต้องร่วมมือขบวนการทางสังคมเหล่านี้ซึ่งมีจุดเด่นตรงที่มียุทธศาสตร์ทางสังคมและการเมืองที่ชัดเจนและสอดคล้องกับบริบททางสังคมมากกว่า อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่พุทธศาสนาจะช่วยได้ก็คือการเสริมสร้างมิติทางจิตวิญญาณให้แก่ขบวนการเหล่านี้ เพื่อให้เป็นขบวนการที่ไม่เพียงมุ่งเปลี่ยนแปลงสังคมเท่านั้น หากมุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในด้วย นอกจากการมุ่งช่วยให้ผู้คนเป็นอิสระจากการเอารัดเอาเปรียบและการบีบคั้นทางสังคมแล้ว ยังมุ่งให้ผู้คนเป็นอิสระจากความบีบคั้นของกิเลส ซึ่งเป็นรากเหง้าแห่งความทุกข์ทั้งปวง หาไม่แล้วการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอาจลงเอยด้วยการเปลี่ยนกลุ่มคนและรูปแบบการเอารัดเอาเปรียบกันเท่านั้น

ในยุคที่ผู้คนให้ความสำคัญกับเสรีภาพจากความบีบคั้นทางสังคม (รวมทั้งจากการเอาเปรียบผ่านกลไกทางเศรษฐกิจและการเมือง) พุทธศาสนาจะมีความหมายได้ก็ต่อเมื่อนำเอาจุดเน้นดังกล่าวมาเป็นส่วนหนึ่งของพุทธศาสนาควบคู่กับเสรีภาพจากความทุกข์ภายใน การเน้นเสรีภาพทั้งสองมิติ คือ เสรีภาพทางจิตวิญญาณ และเสรีภาพทางสังคม จะทำให้พุทธศาสนากลับมามีพลังและเป็นความหวังของโลกได้

จะทำเช่นนั้นได้ พุทธศาสนาต้องมีการปรับตัวครั้งใหญ่ เพื่อฟื้นฟูมิติทางจิตวิญญาณที่เลือนหายไปให้กลับมามีพลัง โดยไม่ติดยึดกับประเพณีหรือค่านิยมที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงปรมัตถธรรม ขณะเดียวกันก็ต้องออกมาสัมพันธ์กับโลกให้มากขึ้น เปิดมิติทางสังคมให้กว้าง เพื่อลดทอนความทุกข์ของผู้คน นอกจากการฟื้นฟูในทางหลักธรรมแล้ว การปฏิรูปสถาบันก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ในสภาพที่คณะสงฆ์นับวันจะเสื่อมถอยและปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงตัวเอง การผลักดันจากภายนอกเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามความสำคัญได้ ขณะเดียวกันก็จำต้องคิดถึงการสร้างชุมชนแห่งความตื่นรู้ชนิดอื่นๆ ที่นอกเหนือจากคณะสงฆ์หรือวัดด้วย ความตื่นตัวของชาวพุทธที่อยู่นอกวัดหรือไม่อิงกับวัด และเชื่อมโยงสัมพันธ์กันเป็นเครือข่าย อาจเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนวัฒนธรรมแห่งความตื่นรู้ให้เกิดขึ้นได้ในสังคมไทยก็ได้

ปี ๒๕๕๕ พุทธศาสนาจะมีอายุครบ ๒๖ ศตวรรษ (หากเริ่มนับตั้งแต่ปฐมเทศนา หรือ ๔๕ ปีก่อนพุทธปรินิพพาน) พุทธศาสนาจะยังมีชีวิตชีวาและพลังในการปลุกความตื่นรู้ให้แก่สังคมไทยได้หรือไม่ ขึ้นอยู่ว่าสามารถปรับตัวไปในทิศทางที่กล่าวข้างต้นได้มากน้อยเพียงใด หากการปรับตัวดังกล่าวมิอาจเกิดขึ้นได้ ก็น่าเป็นห่วงว่าพุทธศาสนาไทยในศตวรรษที่ ๒๗ จะเป็นได้อย่างมากเพียงแค่ร่างทรงของบริโภคนิยมและวัตถุนิยมเท่านั้น

14.4.08

"วิทยาเขตสีเขียว" วิชาใหม่ที่อยากเล่าให้ประชาชนฟัง

คอลัมน์ ระดมสมอง
หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ หน้า ๔๑
ฉบับวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3991

โดย ประสาท มีแต้ม prasart.m@psu.ac.th

เมื่อ 7 ปีก่อน คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้คิดวิชาใหม่ขึ้นมาหนึ่งรายวิชา หากคำนึงถึงแนวคิด เนื้อหา และกระบวนการเรียนการสอนแล้ว อาจถือ ได้ว่าวิชานี้เป็นวิชาแรกในประเทศไทย ก็น่าจะได้ ผมจึงอยากจะเล่าให้ท่านผู้อ่าน ที่เป็นผู้จ่ายภาษีมาตลอดได้รับทราบครับ

ด้วยขั้นตอนตามระเบียบของมหาวิทยาลัย เราได้เริ่มลงมือเปิดสอนจริงเมื่อ 3 ปีมาแล้ว รายวิชานี้ชื่อว่า "วิทยาเขตสีเขียว (Greening the Campus)" เป็นวิชาบังคับสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่สาม ทุกคน

เรื่องที่จะนำมาเล่าอย่างสั้นๆ นี้ ได้แก่ แนวคิด เนื้อหา กระบวนการเรียนการสอน สิ่งที่นักศึกษาค้นพบและร่วมผลักดัน ขยายผล รวมทั้งความรู้สึกของนักศึกษาบางคน

แนวคิดและกระบวนการเรียนการสอน

ก่อนอื่นต้องขอเรียนให้ทราบกันก่อนว่า หน้าที่หลัก 2 ใน 4 ข้อของมหาวิทยาลัย คือ การเรียนการสอนและการวิจัย ในยุคที่มหาวิทยาลัยกำลัง "ออกนอกระบบราชการ" บางสถาบันก็ดึงเอางานวิจัย มาให้ความสำคัญเหนือการเรียนการสอน แต่ไม่ว่าจะสลับอันดับความสำคัญกันอย่างไร ทั้งสองหน้าที่หลักนี้ก็มีปัญหาครับ

เมื่อพูดถึงงานวิจัย มันเป็นเรื่องแปลก ที่ว่า เขามักจะสนใจแต่เรื่องไกลตัว แต่ไม่ค่อยสนใจศึกษาวิจัยเพื่อแก้ปัญหาภายในมหาวิทยาลัยของตนเอง นอกจาก ผลงานวิจัยจะไม่ค่อยได้นำมาใช้ประโยชน์กับคนไทยโดยตรงแล้ว กลับปล่อยให้สถาบันของตนเองเป็นแหล่งสะสมปัญหา อีกต่างหาก

อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยตั้งข้อสังเกตว่า ผลงานดังๆ ในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายขายตรง แชร์แม่ชม้อย ชีวจิต หรือโครงการหลักประกันสุขภาพ ที่เรียกกันติดปากว่า 30 บาทรักษาทุกโรค หรือน้ำมันไบโอดีเซล ก็ล้วนแต่ไม่ใช่ผลงานและไม่ใช่ความคิดริเริ่มของชาวมหาวิทยาลัยใดในประเทศไทยเลย

เมื่อพูดถึงการเรียนการสอน คุณวิจักขณ์ พานิช วิศวกรหนุ่มที่หันมาสนใจเรื่องชีวิตและจิตใจ ได้ให้ทรรศนะ (ในเว็บไซต์ประชาไท) ว่า การศึกษาของคนเราควรจะเน้นการฝึกฝนตนเองให้ครบทั้ง 3 ด้าน คือ (1) ด้านวิชาชีพซึ่งเป็นด้านที่เราเรียนๆ สอนๆ กันอยู่ (2) ด้านการยอมรับสิทธิและภูมิปัญญาของผู้อื่น และ (3) ด้านที่เกี่ยวกับการจัดการกับความทุกข์ ความเจ็บปวดที่เราได้รับ ถ้าขยายความ ให้ถึงที่สุดก็คือการรู้จักเผชิญหน้ากับ ความตายของตัวเรานั่นเอง

การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยในประเทศไทยได้ละเลยเรื่องของสองด้านหลังนี้มาตลอด นักศึกษาบางคนเพียงแค่ สอบตกหนึ่งรายวิชาก็ฆ่าตัวตายแล้ว คนไทยจำนวนมากไม่รู้จักฟังผู้อื่น แม้พิธีกรรายการทีวีบางคนก็แย่งคนอื่นพูด ฟังคนอื่นไม่เป็นโดยไม่รู้ตัว กรณีฆ่าหมู่ 8 ศพ ที่หาดใหญ่ เป็นตัวอย่างที่ฟ้องให้เห็น ปัญหาการละเมิดสิทธิและความไม่รู้จัก การอดทนอดกลั้นต่อปัญหาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

วิชา "วิทยาเขตสีเขียว" จึงถูกออกแบบมาเพื่ออุดช่องโหว่สองประการที่ว่ามาแล้ว คือ (1) ให้นักศึกษาฝึกหัดทำวิจัยเรื่องใกล้ตัวที่อยู่ในวิทยาเขตของตนเอง โดยใช้วิทยาเขตเป็น "ห้องปฏิบัติการ" และ (2) ให้นักศึกษาฝึกการทำงานเป็นทีม รู้จักรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การเขียนรายงานและการนำเสนอและเผยแพร่ผลงานวิจัยของตน สำหรับปัญหาในวิทยาเขต ได้แก่ ปัญหาความเป็นอยู่ในหอพัก ความสะอาดของอาหาร ห้องส้วม ปัญหาความเครียดจากการเรียน ปัญหาตารางสอนที่บางคนต้องเรียน 4-5 ชั่วโมงติดกัน รวมทั้งปัญหาที่เป็นส่วนรวมมากขึ้น เช่น การประหยัดพลังงาน น้ำดื่ม การจราจร การประหยัดกระดาษ เป็นต้น

ในช่วงต้นของการเรียน นักศึกษาจะช่วยกันระดมปัญหาที่ตนกำลังประสบอยู่ แล้วหาสาเหตุและแนวทางแก้ไขตามกระบวนการวิจัยทั้งทางวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ ผลงานที่น่าสนใจก็จะถูกนำมาขยายผลเพื่อเสนอต่อสังคมและผู้บริหารมหาวิทยาลัยต่อไป

นอกจากนี้เรายังเชิญบุคคลภายนอก ที่มีผลงานเป็นที่น่าสนใจมาบรรยาย ให้นักศึกษาฟัง ทั้งที่เป็นนักวิจัย (ศ.ดร.เวคิน นพนิตย์) นักกิจกรรมสังคม (อาจารย์ขวัญสรวง อติโพธิ, คุณธารา บัวคำศรี ผู้ประสานงานกรีนพีซ) เกษตรกรปลอดสารพิษ (อาจารย์ภานุ พิทักษ์เผ่า) รวมทั้งนักพัฒนาจากองค์กรเอกชน (คุณบรรจง นะแส) เป็นต้น

สิ่งที่นักศึกษาค้นพบ

และร่วมผลักดันขยายผล

นับตั้งแต่เปิดสอนมาได้ 3 ปีการศึกษา รวม 6 ภาคการศึกษา นักศึกษาได้เรียน วิชานี้แล้วประมาณ 1,500 คน มีงานวิจัยรวมกันเกือบ 200 ชิ้น

ถ้าถามว่า ผลงานเหล่านี้มีคุณภาพ ดีพอที่จะเผยแพร่ให้สาธารณะได้ไหม ก็ต้องยอมรับกันตามตรงแหละครับว่า ผลการศึกษาจำนวนมากยังมีปัญหาเรื่องคุณภาพของการศึกษาเอง ไม่ว่าจะเป็น กระบวนการใช้เหตุผล การสรุปผลและ การเขียน ที่คณาจารย์ที่ร่วมสอนจำนวน 14 ท่าน ไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง นี่อาจจะเป็นข้อแก้ตัวที่ตื้นเกินไปของผู้สอน อย่างไรก็ตามนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ ทุกคนจะต้องลงเรียนวิชาโครงงานในชั้น ปีที่ 4 ตามความถนัดในภาควิชาของตนเองอีกครั้งหนึ่ง

ในที่นี้ผมขอนำผลการศึกษาในวิชาวิทยาเขตสีเขียวมาเล่าให้ท่านฟังอย่างย่อๆ สัก 2-3 ชิ้น วัตถุประสงค์ของวิชานี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่รายงานเป็นเล่มที่นักศึกษานำส่งเพียงอย่างเดียว แต่เราจะพยายามนำมาขยายผลเพื่อให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยได้นำไปใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงพัฒนามหาวิทยาลัยต่อไป

เรื่องแรกเป็นเรื่องการจัดตารางสอนครับ เริ่มต้นจากเสียงบ่นของนักศึกษา บางคนว่า ระยะเวลาที่พักระหว่างคาบ คาบละ 10 นาทีนั้น ไม่เพียงพอที่จะให้ นักศึกษาเดินจากอาคารหนึ่งไปอีกอาคารหนึ่งได้ทันเวลา นักศึกษาบางคนประชดว่า "ต่อให้เหาะไปก็ยังไม่ทันเลยค่ะ"

หลังจากได้วิเคราะห์ข้อมูลในภาพรวม ที่เกี่ยวข้องก็พบว่า มีความเป็นไปได้ที่จะให้ช่วงพักระหว่างคาบเพิ่มเป็น 30 นาที และจากที่เคยเรียนคาบละ 50 นาที ก็เพิ่มเป็นคาบละ 90 นาที หากสามารถกระทำดังนี้ได้ก็สามารถลดการเดินทางหรือการจราจรลงได้ถึงประมาณ 30%

ผมเองได้เขียนบทความเพื่อเสนอแนวคิดนี้ต่อชาววิทยาเขตทั้งหมดมานานเป็นปีแล้ว ในที่สุดทางผู้บริหารมหาวิทยาลัยก็ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาคิดเรื่องนี้ชุดหนึ่ง โดยมีผมเองร่วมอยู่ด้วย

ขณะนี้คณะทำงานชุดนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป ที่ชัดเจน แต่ผู้บริหารท่านหนึ่งได้กล่าวว่า "ผู้บริหารเชื่อแล้วว่ามีปัญหา (convinced) แต่ขอให้คณะทำงานศึกษาในรายละเอียดต่อไป"

นอกจากนี้จากข้อมูลที่มีอยู่ทำให้ผม ค้นพบว่า ในวิทยาเขตหาดใหญ่ เราใช้ห้องเรียนตั้งแต่ช่วง 08.00 น. ถึง 17.00 น. เพียงร้อยละ 55 ของทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นการใช้งานที่ค่อนข้างน้อย ในขณะเดียวกันเราก็ของบประมาณของประชาชนมาสร้างอาคารเรียนเพิ่มเอาๆ จนแทบจะไม่มีที่จะให้คนเดินอยู่แล้ว

นี่คือปัญหาที่เกิดจาก "มหาวิทยาลัย ไม่วิจัยเรื่องตัวเอง แต่ชอบวิจัยเรื่องไกลตัว"

เรื่องที่สอง เป็นเรื่องการประหยัดไฟฟ้า ในแต่ละปีทั้งวิทยาเขต (ซึ่งมีโรงพยาบาลรวมอยู่ด้วย) ได้ใช้ไฟฟ้าคิดเป็นเงินปีละประมาณ 150 ล้านบาท ทางมหาวิทยาลัยก็ได้พยายามรณรงค์ให้คนช่วยกันลดการใช้ไฟฟ้า โดยส่วนหนึ่งบอกว่า "ปิดไฟดวงที่ ไม่ได้ใช้" แต่จะปิดได้อย่างไร ในเมื่อ เปิด-ปิดสวิตช์หนึ่งตัว แต่ไฟฟ้าสว่าง ไป 10-20 หลอด

นักศึกษากลุ่มหนึ่ง (โดยได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ท่านหนึ่ง) ได้ศึกษาพบว่าควรจะนำสวิตช์ไฟแบบกระตุกมาใช้ ดวงไหน ที่ไม่ใช้ก็กระตุกให้มันดับเสีย

นักศึกษาไปค้นมาได้ว่า ถ้านำสวิตช์กระตุก (ราคา 30 บาท) มาใช้ก็จะสามารถประหยัดไฟฟ้าได้และคุ้มทุนภายในเวลา 2 เดือนเท่านั้น ขณะนี้ทางผู้อำนวยการ กองอาคารและสถานที่ได้คิดจะนำสวิตช์กระตุกมาติดประมาณ 1 พันตัว ผลจะเป็นอย่างไร ผมจะนำมาเล่าต่อไปครับ

เรื่องที่สามครับ เรื่องน้ำดื่มในคณะวิทยาศาสตร์ นักศึกษาค้นพบว่า (1) เครื่องกรองน้ำหลายตัวทำให้น้ำมีสนิม มากขึ้นกว่าเดิม (คือน้ำก่อนเข้าเครื่องมีสนิมน้อยกว่าน้ำที่ออกมาจากเครื่องกรอง) เนื่องจากไม่ได้เปลี่ยนไส้กรองมานาน และ (2) จากการสำรวจตัวอย่างพบว่า โดยเฉลี่ยนักศึกษาและบุคลากรต้องซื้อ น้ำขวดดื่มวันละ 1.3 ขวดต่อคน หรือ 10 บาทต่อคน ถ้าคิดทั้งคณะก็ประมาณ 6 ล้านบาทต่อปี

คำถามก็คือว่า ผู้บริหารจะคิด เรื่องนี้อย่างไรกับเงินจำนวนมากและ ขวดพลาสติกที่ก่อปัญหามลพิษและ ภาวะโลกร้อน

ผมเองในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาพยายามขอร้องให้นักศึกษาทำจดหมายเสนอแนะต่อผู้บริหารทันที แต่กว่านักศึกษาจะยอมทำก็ต้องพูดกันหลายรอบ เพราะพวกเขาเกรงว่าเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบตัวเล็กๆ จะเดือดร้อน

ความรู้สึกของนักศึกษาบางคน

ในแต่ละภาคการศึกษา ทางมหาวิทยาลัยบังคับให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็นเพื่อจะได้มีการปรับปรุงวิชานี้ให้ดีขึ้น ที่ผ่านมาหากสิ่งใดมีเหตุผลเราก็ปรับปรุงแก้ไข สำหรับในภาคการศึกษาที่ผ่านมา เรามีข้อสอบให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็น ต่อไปนี้เป็นความเห็นของนักศึกษาบางคน แม้ว่านักศึกษาไม่มีความอิสระในการแสดงความเห็น (เพราะมีคะแนนให้) แต่เนื้อหาก็คงสะท้อนอะไรได้บ้าง ดังนี้ครับ

นอกจากแนวคิดของวิชาวิทยาเขต สีเขียวจะเน้นการศึกษาเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งภายในจิตใจของผู้เรียน และเน้นการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหารอบๆ ตัวนักศึกษา ตามคำขวัญที่ว่า "ห่วงใยโลกกว้าง สรรค์สร้างท้องถิ่น" แล้ว เรายังมีความเชื่อว่า คนกลุ่มเล็กๆ ก็สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ หากมีการศึกษาอย่างดีและรู้จักการสื่อสารออกสู่สังคมวงกว้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากมีความคืบหน้าใดๆ ผมจะนำมา เล่าอีกครับ