โดย อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์
เมื่อผมอยู่ในครรภ์ของแม่ ผมต้องการให้แม่ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์ และได้รับความเอาใจใส่ และบริการอันดีในเรื่องสวัสดิภาพของแม่และเด็ก ผมไม่ต้องการมีพี่น้องมากอย่างที่พ่อแม่ผมมีอยู่ และแม่จะต้องไม่มีลูกถี่นัก
พ่อกับแม่จะแต่งงานกันถูกฎหมาย หรือธรรมเนียมประเพณีหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่สำคัญที่ พ่อกับแม่ต้องอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข ทำความอบอุ่นให้ผมและพี่น้อง
ในระหว่าง 2-3 ขวบแรกของผม ซึ่งร่างกายและสมองผมกำลังเติบโตในระยะที่สำคัญ ผมต้องการให้แม่ผมกับตัวผม ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์
ผมต้องการไปโรงเรียน พี่สาวหรือน้องสาวผมก็ต้องการไปโรงเรียน จะได้มีความรู้หากินได้ และจะได้รู้คุณธรรมแห่งชีวิต ถ้าผมสติปัญญาเรียนชั้นสูงๆ ขึ้นไป ก็ให้มีโอกาสเรียนได้ ไม่ว่าพ่อแม่ผมจะรวยหรือจน จะอยู่ในเมืองหรือชนบทแร้นแค้น
เมื่อออกจากโรงเรียนแล้ว ผมต้องการงานอาชีพที่มีความหมาย ทำให้ได้รับความพอใจว่า ตนได้ทำงานเป็นประโยชน์แก่สังคม
บ้านเมืองที่ผมอาศัยอยู่จะต้องมีขื่อ มีแป ไม่มีการข่มขู่ กดขี่ หรือประทุษร้ายกัน ประเทศของผมควรจะมีความสัมพันธ์อันชอบธรรม และเป็นประโยชน์กับโลกภายนอก ผมจะได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงความคิด และวิชาของมนุษย์ทั้งโลก และประเทศของผมจะได้มีโอกาส รับเงินทุนจากต่างประเทศ มาใช้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม
ผมต้องการให้ชาติของผมได้ขายผลิตผลแก่ต่างประเทศด้วยราคาอันเป็นธรรม ในฐานะที่ผมเป็นชาวไร่ชาวนา ผมก็อยากมีที่ดินของผมพอสมควรสำหรับทำมาหากิน มีช่องทางได้กู้ยืมเงินมาขยายงาน มีโอกาสรู้วิธีการทำกินแบบใหม่ๆ มีตลาดดี และขายสินค้าได้ราคายุติธรรม
ในฐานะที่ผมเป็นกรรมกร ผมก็ควรจะมีหุ้นมีส่วนในโรงงาน บริษัท ห้างร้านที่ผมทำอยู่
ในฐานะที่ผมเป็นมนุษย์ ผมก็ต้องการอ่านหนังสือพิมพ์ และหนังสืออื่นๆ ที่ไม่แพงนัก จะฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ ก็ได้โดยไม่ต้องทนรบกวนจากการโฆษณามากนัก
ผมต้องการสุขภาพอนามัยอันดี และรัฐบาลจะต้องให้บริการป้องกันโรคแก่ผมฟรี กับบริการการแพทย์ รักษาพยาบาลอย่างถูกอย่างดี เจ็บป่วยเมื่อใดหาหมอพยาบาลได้สะดวก
ผมจำเป็นต้องมีเวลาว่างสำหรับเพลิดเพลินกับครอบครัว มีสวนสาธารณะที่เขียวชะอุ่ม สามารถมีบทบาท และชมศิลปะ วรรณคดี นาฏศิลป์ ดนตรี วัฒนธรรมต่างๆ เที่ยวงานวัน งานลอยกระทง งานนักขัตฤกษ์ งานกุศลอะไรก็ได้พอสมควร
ผมต้องการอากาศบริสุทธิ์สำหรับหายใจ น้ำดื่มบริสุทธิ์สำหรับดื่ม เรื่องอะไรที่ผมเองไม่ได้ หรือได้แต่ของไม่ดี ผมก็จะขอความร่วมมือกับเพื่อนฝูงในรูปสหกรณ์ หรือ สโมสร หรือสหภาพ จะได้ช่วยซึ่งกันและกัน เรื่องที่ผมจะเรียกร้องข้างต้นนี้ ผมไม่เรียกร้องเปล่า ผมยินดีเสียภาษีอากรให้ส่วนรวมตามอัตภาพ
ผมต้องการโอกาสที่มีส่วนในสังคมรอบตัวผม ต้องการมีส่วนในการวินิจฉัยโชคชะตาทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของชาติ
เมียผมก็ต้องการโอกาสต่างๆ เช่นเดียวกับผม และเราสองคนควรจะได้รับความรู้และวิธีการวางแผนครอบครัว
เมื่อแก่ ผมและเมียก็ควรได้ประโยชน์ตอบแทนจากการประกันสังคม ซึ่งผมได้จ่ายบำรุงตลอดมา
เมื่อจะตาย ก็ขออย่าให้ตายอย่างโง่ๆ อย่างบ้าๆ คือตายในสงครามที่คนอื่นก่อให้เกิดขึ้น ตายในสงครามกลางเมือง ตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์ ตายเพราะน้ำหรืออากาศเป็นพิษ หรือตายเพราะการเมืองเป็นพิษ
เมื่อตายแล้ว ยังมีทรัพย์สมบัติเหลืออยู่ เก็บไว้ให้เมียผมพอใจในชีวิตของเธอ ถ้าลูกยังเล็กอยู่ก็เก็บไว้ เลี้ยงให้โต แต่ลูกที่โตแล้วไม่ให้ นอกนั้นรัฐบาลควรเก็บไปหมด จะได้ใช้เป็นประโยชน์ในการบำรุงชีวิตของคนอื่นๆ บ้าง
ตายแล้ว เผาผมเถิด อย่างฝัง คนอื่นจะได้มีที่ดินอาศัยและทำกิน และอย่าทำพิธีรีตอง ในงานศพให้วุ่นวายไป
นี่แหละคือความหมายของชีวิต นี่แหละคือการพัฒนาที่จะควรให้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของทุกคน
สุดท้ายนี้ ขอขอบพระคุณท่านทั้งหลายที่อุตส่าห์อ่านมาจนจบ ขอความสุขสวัสดีและสันติสุข จงเป็นของท่านทั้งหลาย และพระท่านกล่าวไว้ดังนี้เกี่ยวกับความสวัสดี
"เราตถาคตไม่เห็นความสวัสดีอื่นใดของสัตว์ทั้งหลาย นอกจากปัญญา เรื่องตรัสรู้ ความเพียร ความสำเร็จอินทรีย์ และความเสียสละ"
31.10.05
29.10.05
คิดเล่นๆ
โดย อิสระ วังวิญญู (น้องยิ่ง)
ลองมาจินตนาการกันดูดีไหมว่า อะไรคือความไม่แน่นอน ที่จะทำให้อาณาจักร Shin
หรือระบบเศรษฐกิจ กระแสหลักพัง
ผมเคยอ่านหนังสือชื่อว่า Chaos Theory หรือทฤษฎีของความไม่แน่นอน ท่านว่า...
วงจรของสิ่งต่างๆมันมักจะมีวัฎจักรของ เกิด - ยุ่งเหยิง - ดับ - ก่อกำเนิดใหม่
ซึ่งผมคิดว่า เรื่องของเศรษฐกิจ ก็มีเหมือนกัน
โลกสมัยนี้ผมอนุมานได้ว่า ปัจจัยที่มีผลกระทบมากๆต่อเศรษฐกิจอย่างนึงคือ
เรื่องของความเชื่อมั่น หรือความวิตกกังวลต่อข่าวสารที่ไม่ดี
สังเกตุว่าพอทั่วโลกที่ใดที่นึง มีข่าวร้ายๆเกิด เช่น น้องซ่า(Sars) ระบาด,
เจ๊แคท(รีนา)บ้าคลั่ง, ราคาน้ำมันพุ่ง, ซึนามิถล่ม ฯลฯ
อย่างนี้อย่างเนี้ยเข้าทีนึง... ตลาดหุ้นตลาดทุนมักจะทรุดลงไปตามข่าว
แต่ขณะเดียวกันถ้าเมื่อไหร่มีข่าวดี ตลาดหุ้นก็จะขึ้นตามเป็นต้น
ตลาดหุ้นและตลาดเงินนี่เป็นนวัตกรรมอะไรที่
ทำให้ทุกอย่างมันคล่องและมันง่ายไปหมด สำหรับพวกที่มีเงิน
และต้องการเพิ่มพูนความมั่งคั่ง
ซึ่งก็เป็นธรรมดาที่โลกจะต้องวิวัฒน์ขึ้นเรื่อยๆ
ทีนี้ประเด็นคือ ทุกวันนี้โลกเราเริ่มไม่แน่นอนขึ้นเรื่อยๆ ทั้ง
โลกร้อนจากก๊าซเรือนกระจก, น้ำทะเลหนุนจากน้ำแข็งขั้วโลกละลาย,
ปรากฎการณ์ที่พายุทอนาโดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ, ปรากฎการณ์ที่หน้าฝน ฝนก็ตกหนักขึ้น
หน้าร้อนอากาศก็ร้อนหนักขึ้น หน้าหนาวก็หนาวมากๆ เป็นต้น
รวมทั้งเรื่องของแผ่นดินไหวรุนแรง ที่เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ ก็ไม่ควรมองข้าม
จะเห็นว่า ไม่ใช่ใครเลยที่ทำให้โลกวิปริตขึ้น แต่เป็นมนุษย์เอง
แล้วก็จำเพาะเป็นมนุษย์เพียงไม่กี่ %
ที่ถือครองอำนาจการเมืองและทุนเพียงไม่กี่คน
วกกลับมาเรื่องการล่มสลายของระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่ ระบบธนาคาร ตลาดหุ้น ตลาดทุน
ระบบเงินตรา เป็นต้น ใครจะไปรู้ว่าเงินที่คุณๆสะสมกันมามากมาย
มีอยู่ในธนาคารไม่รู้กี่ร้อยล้าน พันล้านวันนึง อาจจะนำออกมาใช้ไม่ได้
เหลือแต่ตัวเลข หรือเศษกระดาษ หึหึหึ
คุณๆอาจจะหัวเราะว่าผมคิดอะไร?? ไร้สาระสัปดนเป็นที่ซู๊ดดด...
มันเป็นไปได้อย่างนั้นหรือ... อ่ะๆอย่าคิดว่าเป็นไปไม่ได้นะครับ
เหมือนโบราณว่า ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา (เกี่ยวไหมเนี่ย ฮะ)
อะไรที่ไม่คิดว่ามันจะเกิดได้ มันก็เกิดมาแล้วมากมาย... สาธยายไม่หมด
แต่มาดูกันนิดนึง
- อยู่ดีๆสลัดอากาศจี้เครื่องบินพุ่งชนตึกคู่ World Trade ผมยังงงๆนึกว่านั่งดู
Die hard
- Tsunami เกิดที่ประเทศไทย ที่ตลอดช่วงอายุพ่อแม่ ปู่ย่าตายายเราไม่เคยเกิดเลย
คนตายตั้งหลายแสน
- พายุเฮอริเคนแคทรีนา ใครจะคิดล่ะ ว่าจะพัฒนาเป็นโคตรพ่อโคตรแม่พายุ
ทำคนเจ็บตายเป็นหมื่น เสียหายเป็นแสนล้าน
- น้ำมันดิบ ที่ทำท่าว่าจะแตะบาเรลละ 70 เหรียญ ก็เมื่อก่อนเราใช้กันๆ แค่
25-30 เหรียญเองไม่ใช่เหรอ??
- นายทักษิณ เมื่อ 10 ปีก่อนยังเป็นคนธรรมดาๆ เป็นบริษัททำคอมพิวเตอร์แล้วเจ๊ง
แต่ไงล่ะ วันนี้เค้ามีมากกว่า 5-6 หมื่นล้านเหรียญ หรือ 2 ล้านๆบาท
แล้วทำไมสิ่งต่อไปนี้จะเกิดบ้างไม่ได้ (จินตนาการ.....)
- (ถ้า)ไข้หวัดนกกลายพันธุ์ระบาดในคน เป็นโรคติดต่อระหว่างมนุษย์สู่มนุษย์
ทางลมหายใจ มีคนตายหลายล้านคน โดยเริ่มจากยุโรป เข้าสู่อเมริกา และเอเชีย..
บุชที่ว่าแน่ยังร้องเจี๊ยก รีบหดไปอยู่แต่ในรู
(อ่านข่าวตอนนี้เค้าเริ่มวางแผนรับมือกันแล้วนะจ๊ะ จะบอกให้..)
- มนุษย์ทุกผู้ทุกคนหวาดกลัวโรคระบาด แห่กันไปถอนเงินสด
เพื่อมาแลกเป็นทองคำหรือสินค้า อะไรก็ได้ที่มันจับต้องได้
- ระบบการเงินการธนาคารเป็นง่อย รัฐต้องประกาศหยุดการให้ถอนเงิน
เพราะเงินสดในระบบมีไม่พอ ความเชื่อมั่นต่อระบบธนาคารหมดสิ้น เชี่ย(สบถในใจ)
ฝากแล้วถอนไม่ได้...
- ระบบตลาดวิปริต ข้าวของแพงขึ้นหลายเท่า ทุกคนเร่งกักตุนสินค้า
เพราะไม่ไว้ใจโรคระบาด ร้านค้าบางแห่งเริ่มไม่รับเงินสด
เพราะค่าต่ำเตี้ยติดดินและเริ่มไม่แน่ใจในค่าของเงิน
- อเมริกาใกล้ล้มละลาย เพราะโรคระบาดหนัก หลายประเทศหยุดการแลกเงินดอลล่าร์
เพราะมีการขนย้ายทุนออกมามากมาย เพื่อหนีไปยังประเทศที่ไม่เกิดโรค
- ธุรกิจทุกประเภทฝืดเคือง เพราะกำลังซื้อไม่มี ธุรกิจต้องเลิกจ้างพนักงาน
และส่วนหนึ่งปิดร้าน หนีโรคระบาด
..... ฯลฯ
แค่สมมตินะครับ สมมติ ถ้ามันเกิดขึ้นจริงๆ มันจะเกิดอะไรขึ้นล่ะคับ
ผมเชื่อว่าระบบเศรษฐกิจพังแน่ ระบบเงินตราเป็นอันแรกที่ต้องได้รับผลกระทบ
ตามมาด้วยเศรษฐกิจ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทีเดียว
ของที่มีค่าในตอนนั้นอาจจะเป็นอะไรที่ Basic ที่สุด อย่างข้าว ปลา อาหาร
หรือไม่ก็เป็น ทองคำ หรือเงิน ไม้ เป็นต้น...
แล้วจะทำยัง??
ไม่ทราบเหมือนกันคับ เพราะขี้เกียจจินจนาการต่อ น่ากลัวเนอะ บรึ๊อออ...
สุดท้าย
อยากฝากถึงท่านนาย ก. (อ่านว่า นาย-ก) หน้าเหลี่ยมๆว่า...
อย่าโลภนักเลยครับ ไม่นานท่านก็ตาย ผมก็ตาย ทุกคนก็ต้องตายเหมือนกันหมดนั่นแหละ
จะแก่ตาย ป่วยตาย หรือมีคนทนไม่ได้มาทำให้ตายก็แล้วแต่..
ตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ สู้มาทำอะไรเพื่อบ้านเพื่อเมือง
เพื่อสาธารณประโยชน์ดีกว่า...
ลองมาจินตนาการกันดูดีไหมว่า อะไรคือความไม่แน่นอน ที่จะทำให้อาณาจักร Shin
หรือระบบเศรษฐกิจ กระแสหลักพัง
ผมเคยอ่านหนังสือชื่อว่า Chaos Theory หรือทฤษฎีของความไม่แน่นอน ท่านว่า...
วงจรของสิ่งต่างๆมันมักจะมีวัฎจักรของ เกิด - ยุ่งเหยิง - ดับ - ก่อกำเนิดใหม่
ซึ่งผมคิดว่า เรื่องของเศรษฐกิจ ก็มีเหมือนกัน
โลกสมัยนี้ผมอนุมานได้ว่า ปัจจัยที่มีผลกระทบมากๆต่อเศรษฐกิจอย่างนึงคือ
เรื่องของความเชื่อมั่น หรือความวิตกกังวลต่อข่าวสารที่ไม่ดี
สังเกตุว่าพอทั่วโลกที่ใดที่นึง มีข่าวร้ายๆเกิด เช่น น้องซ่า(Sars) ระบาด,
เจ๊แคท(รีนา)บ้าคลั่ง, ราคาน้ำมันพุ่ง, ซึนามิถล่ม ฯลฯ
อย่างนี้อย่างเนี้ยเข้าทีนึง... ตลาดหุ้นตลาดทุนมักจะทรุดลงไปตามข่าว
แต่ขณะเดียวกันถ้าเมื่อไหร่มีข่าวดี ตลาดหุ้นก็จะขึ้นตามเป็นต้น
ตลาดหุ้นและตลาดเงินนี่เป็นนวัตกรรมอะไรที่
ทำให้ทุกอย่างมันคล่องและมันง่ายไปหมด สำหรับพวกที่มีเงิน
และต้องการเพิ่มพูนความมั่งคั่ง
ซึ่งก็เป็นธรรมดาที่โลกจะต้องวิวัฒน์ขึ้นเรื่อยๆ
ทีนี้ประเด็นคือ ทุกวันนี้โลกเราเริ่มไม่แน่นอนขึ้นเรื่อยๆ ทั้ง
โลกร้อนจากก๊าซเรือนกระจก, น้ำทะเลหนุนจากน้ำแข็งขั้วโลกละลาย,
ปรากฎการณ์ที่พายุทอนาโดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ, ปรากฎการณ์ที่หน้าฝน ฝนก็ตกหนักขึ้น
หน้าร้อนอากาศก็ร้อนหนักขึ้น หน้าหนาวก็หนาวมากๆ เป็นต้น
รวมทั้งเรื่องของแผ่นดินไหวรุนแรง ที่เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ ก็ไม่ควรมองข้าม
จะเห็นว่า ไม่ใช่ใครเลยที่ทำให้โลกวิปริตขึ้น แต่เป็นมนุษย์เอง
แล้วก็จำเพาะเป็นมนุษย์เพียงไม่กี่ %
ที่ถือครองอำนาจการเมืองและทุนเพียงไม่กี่คน
วกกลับมาเรื่องการล่มสลายของระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่ ระบบธนาคาร ตลาดหุ้น ตลาดทุน
ระบบเงินตรา เป็นต้น ใครจะไปรู้ว่าเงินที่คุณๆสะสมกันมามากมาย
มีอยู่ในธนาคารไม่รู้กี่ร้อยล้าน พันล้านวันนึง อาจจะนำออกมาใช้ไม่ได้
เหลือแต่ตัวเลข หรือเศษกระดาษ หึหึหึ
คุณๆอาจจะหัวเราะว่าผมคิดอะไร?? ไร้สาระสัปดนเป็นที่ซู๊ดดด...
มันเป็นไปได้อย่างนั้นหรือ... อ่ะๆอย่าคิดว่าเป็นไปไม่ได้นะครับ
เหมือนโบราณว่า ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา (เกี่ยวไหมเนี่ย ฮะ)
อะไรที่ไม่คิดว่ามันจะเกิดได้ มันก็เกิดมาแล้วมากมาย... สาธยายไม่หมด
แต่มาดูกันนิดนึง
- อยู่ดีๆสลัดอากาศจี้เครื่องบินพุ่งชนตึกคู่ World Trade ผมยังงงๆนึกว่านั่งดู
Die hard
- Tsunami เกิดที่ประเทศไทย ที่ตลอดช่วงอายุพ่อแม่ ปู่ย่าตายายเราไม่เคยเกิดเลย
คนตายตั้งหลายแสน
- พายุเฮอริเคนแคทรีนา ใครจะคิดล่ะ ว่าจะพัฒนาเป็นโคตรพ่อโคตรแม่พายุ
ทำคนเจ็บตายเป็นหมื่น เสียหายเป็นแสนล้าน
- น้ำมันดิบ ที่ทำท่าว่าจะแตะบาเรลละ 70 เหรียญ ก็เมื่อก่อนเราใช้กันๆ แค่
25-30 เหรียญเองไม่ใช่เหรอ??
- นายทักษิณ เมื่อ 10 ปีก่อนยังเป็นคนธรรมดาๆ เป็นบริษัททำคอมพิวเตอร์แล้วเจ๊ง
แต่ไงล่ะ วันนี้เค้ามีมากกว่า 5-6 หมื่นล้านเหรียญ หรือ 2 ล้านๆบาท
แล้วทำไมสิ่งต่อไปนี้จะเกิดบ้างไม่ได้ (จินตนาการ.....)
- (ถ้า)ไข้หวัดนกกลายพันธุ์ระบาดในคน เป็นโรคติดต่อระหว่างมนุษย์สู่มนุษย์
ทางลมหายใจ มีคนตายหลายล้านคน โดยเริ่มจากยุโรป เข้าสู่อเมริกา และเอเชีย..
บุชที่ว่าแน่ยังร้องเจี๊ยก รีบหดไปอยู่แต่ในรู
(อ่านข่าวตอนนี้เค้าเริ่มวางแผนรับมือกันแล้วนะจ๊ะ จะบอกให้..)
- มนุษย์ทุกผู้ทุกคนหวาดกลัวโรคระบาด แห่กันไปถอนเงินสด
เพื่อมาแลกเป็นทองคำหรือสินค้า อะไรก็ได้ที่มันจับต้องได้
- ระบบการเงินการธนาคารเป็นง่อย รัฐต้องประกาศหยุดการให้ถอนเงิน
เพราะเงินสดในระบบมีไม่พอ ความเชื่อมั่นต่อระบบธนาคารหมดสิ้น เชี่ย(สบถในใจ)
ฝากแล้วถอนไม่ได้...
- ระบบตลาดวิปริต ข้าวของแพงขึ้นหลายเท่า ทุกคนเร่งกักตุนสินค้า
เพราะไม่ไว้ใจโรคระบาด ร้านค้าบางแห่งเริ่มไม่รับเงินสด
เพราะค่าต่ำเตี้ยติดดินและเริ่มไม่แน่ใจในค่าของเงิน
- อเมริกาใกล้ล้มละลาย เพราะโรคระบาดหนัก หลายประเทศหยุดการแลกเงินดอลล่าร์
เพราะมีการขนย้ายทุนออกมามากมาย เพื่อหนีไปยังประเทศที่ไม่เกิดโรค
- ธุรกิจทุกประเภทฝืดเคือง เพราะกำลังซื้อไม่มี ธุรกิจต้องเลิกจ้างพนักงาน
และส่วนหนึ่งปิดร้าน หนีโรคระบาด
..... ฯลฯ
แค่สมมตินะครับ สมมติ ถ้ามันเกิดขึ้นจริงๆ มันจะเกิดอะไรขึ้นล่ะคับ
ผมเชื่อว่าระบบเศรษฐกิจพังแน่ ระบบเงินตราเป็นอันแรกที่ต้องได้รับผลกระทบ
ตามมาด้วยเศรษฐกิจ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทีเดียว
ของที่มีค่าในตอนนั้นอาจจะเป็นอะไรที่ Basic ที่สุด อย่างข้าว ปลา อาหาร
หรือไม่ก็เป็น ทองคำ หรือเงิน ไม้ เป็นต้น...
แล้วจะทำยัง??
ไม่ทราบเหมือนกันคับ เพราะขี้เกียจจินจนาการต่อ น่ากลัวเนอะ บรึ๊อออ...
สุดท้าย
อยากฝากถึงท่านนาย ก. (อ่านว่า นาย-ก) หน้าเหลี่ยมๆว่า...
อย่าโลภนักเลยครับ ไม่นานท่านก็ตาย ผมก็ตาย ทุกคนก็ต้องตายเหมือนกันหมดนั่นแหละ
จะแก่ตาย ป่วยตาย หรือมีคนทนไม่ได้มาทำให้ตายก็แล้วแต่..
ตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ สู้มาทำอะไรเพื่อบ้านเพื่อเมือง
เพื่อสาธารณประโยชน์ดีกว่า...
27.10.05
ความเป็นไทยทางการเมือง 2 แบบ 6 ตุลาคม 2519 vs 66/23
โดย เกษียร เตชะพีระ
matichon.co.th/matichon 2005/10/28
การสร้างสันติภาพขึ้นในชายแดนภาคใต้ไม่ใช่เป็นเรื่องของรัฐบาลหรือผู้ก่อความไม่สงบเท่านั้น หากเป็นเรื่องของคนไทยเราทุกคนด้วยในฐานะพลเมืองแห่งระบบประชาธิปไตยที่ยึดมติเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์กำหนดตัดสินทิศทางกิจการบ้านเมือง
ต่อให้รัฐบาลปรับแนวทางนโยบายหรือผู้ก่อความไม่สงบเปลี่ยนวิธีการต่อสู้ไป แต่หากคนไทยส่วนใหญ่ยังยึดมั่นถือมั่นอคติแห่งความเกลียดชัง มึนชาเพิกเฉย ไม่พยายามปรับเปลี่ยนทัศนคติเพื่อเข้าใจเข้าถึง และร่วมพัฒนากับพี่น้องไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูภาคใต้แล้ว สันติภาพใดๆ ที่เกิดขึ้นก็คงจะไม่ยั่งยืน, มิช้านาน ความรุนแรงและสงครามไทยฆ่าไทยก็คงจะวกกลับมาอีก ไม่ในรูปการณ์ใดก็รูปการณ์หนึ่ง
เพียงลองท่องอินเตอร์เน็ตอ่านเว็บบอร์ดแสดงความเห็น หรือเปิดทีวีดู ข้อความที่ผู้ชมส่งเอสเอ็มเอสเข้ามาเป็นตัววิ่งด้านล่างจอเกี่ยวกับปัญหาความรุนแรงภาคใต้ ก็จะพบได้โดยพลันว่าในหมู่สาธารณชนชาวไทยมีอคติ ความไม่เข้าใจและเข้าใจผิดเรื่องนี้มากมหาศาลแค่ไหน,
มีความพร้อมและความโน้มเอียงที่จะตกลงไปติดกับดักยั่วยุของผู้ก่อการร้ายให้ใช้ความรุนแรงอย่างมืดบอกขาดสติต่อ(ผู้ที่หน่วยข่าวกรองราชการเองเอาเข้าจริงจนแล้วจนรอดก็ยังไม่รู้แน่ว่าเป็นใคร?) เพื่อแก้แค้นแบบตาต่อตาฟันต่อฟันบ้ามาก็บ้าไปหนักหนาเพียงใด,
โอกาสที่ความโกรธแค้นหุนหันพลันแล่นซึ่งชี้นำด้วยความโง่เขลา-ประเภทยั่วเมื่อไรปุ๊บเป็นโกรธเมื่อนั้นปั๊บแทบว่าจะโดยอัตโนมัติและปากพล่อยขับไสมิตรสร้างศัตรูทั้งในและต่างประเทศโดยไม่รู้จักระวัง อย่างที่จะหาผู้นำคนใดเป็น "ตัวช่วย" ฝ่ายผู้ก่อการร้ายยิ่งกว่านี้มิมีอีกแล้ว - จะนำไปสู่การเสียท่าและเสียอะไรต่อมิอะไรอื่นอีกย่อมยิ่งเพิ่มเป็นทวีตรีคูณ
ทว่าจะว่ากันไปมันก็มิใช่เป็นเพราะลำพังผู้นำคนเดียวดอก อาการกร่างไร้เดียงสาดังกล่าวยังได้รับการป้อนเลี้ยงอุ้มชูจากอคติของ "เสียงข้างมากแห่งระบอบประชาธิปไตย" ด้วยความใหญ่โตมโหฬารของภารกิจในการผลักดันขยับเคลื่อน "เสียงข้างมากแห่งระบอบประชาธิปไตย" ในเรื่องนี้จึงเป็นที่น่าไหวหวั่นสะทกสะท้อนใจ
ดูเหมือนว่าการอยู่ร่วมกันโดยสันติกับพี่น้องของเราทางชายแดนภาคใต้เรียกร้องต้องการไม่น้อยไปกว่า การปรับรื้อเอกลักษณ์แห่งชาติหรือความเป็นไทยของเราใหม่เลยทีเดียว
ในบทความเรื่อง "คำสั่ง 66/43?: รัฐ, ปัญหาวัฒนธรรมของรัฐกับการจัดการความขัดแย้งในศตวรรษใหม่" (พ.ศ.2542) ของ รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ แห่งคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ, อาจารย์ชัยวัฒน์ได้ช่วยรวบยอดจับประเด็นชี้ชวนให้เห็น "ความเป็นไทย" ทางการเมือง 2 แบบ ณ ห้วงคับขันของสงครามประชาชนระหว่างรัฐกับขบวนการคอมมิวนิสต์เมื่อพุทธทศวรรษที่ 2520 ว่าได้แก่ :-
1) ความเป็นไทยแบบ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519
อาจารย์ชัยวัฒน์วิเคราะห์ว่าความเป็นไทยแบบ 6 ตุลาฯ มองฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นเพียง
""พวกนอกกฎหมายที่ไม่ใช่คนไทย" และดังนั้นต้องปราบกำจัดด้วยความรุนแรง" และ "แบ่งแยกผู้คนที่เห็นต่างจากรัฐให้เป็น "อื่น" คือเป็นอะไรบางอย่างที่มิใช่คนไทย เพื่อให้ง่ายต่อการปราบปรามด้วยความโหดร้ายรุนแรงผิดมนุษย์"
มันนำไปสู่การล้อมปราบฆ่าหมู่นักศึกษาประชาชนที่ชุมนุมอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และรัฐประหารฟื้นฟูระบอบเผด็จการเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 รวมทั้งการหนีเข้าป่าไปจับปืนของนักศึกษาประชาชนราวสามพันคนและสงครามไทยฆ่าไทยที่แผ่ขยายลุกลามออกไปกลืนกินชีวิตพี่น้องร่วมชาติหลายร้อยหลายพันคนอีกหลายปีต่อมา
ทว่านั่นไม่ใช่ความเป็นไทยทางการเมืองแบบเดียวที่เป็นไปได้ ไม่กี่ปีให้หลังก็บังเกิดความเป็นไทยอีกแบบหนึ่ง ได้แก่:-
2) ความเป็นไทยแบบ 66/23
อาจารย์ชัยวัฒน์วิเคราะห์ว่าคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/23 สมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อันเป็นการปรับนโยบายการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ครั้งใหญ่แสดงออกซึ่งแนวคิดสำคัญทางการเมือง 5 ประการ ได้แก่ :-
1) การวิเคราะห์สถานการณ์อย่างกว้างขวางครอบคลุม
2) การยอมรับตัวตนการดำรงอยู่และความสำคัญของอีกฝ่ายหนึ่งว่าเป็นกลุ่มคนในประเทศ
3) การระบุความอยุติธรรมในสังคมอันเป็นเงื่อนไขของภัยคอมมิวนิสต์
4) การเปิดฉากรุกทางการเมืองโดยใช้มาตรการสันติวิธีทางการเมืองนำหน้าเหนือการใช้ความรุนแรงทางการทหารเพื่อเปลี่ยนแนวทางการสู้ด้วยอาวุธของคอมมิวนิสต์มาเป็นการต่อสู้ในแนวทางสันติ
5) การปฏิบัติต่ออดีตศัตรูในฐานะเพื่อนประชาชนร่วมชาติ ให้อภัยผู้หลงผิดและเปิดช่องช่วยเหลือให้ได้กลับมาใช้ชีวิตใหม่ร่วมกันต่อไปในสังคมในฐานะ "ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย"
มันนำไปสู่การยุติสงครามประชาชนของคอมมิวนิสต์ที่ยาวนานร่วม 20 ปี ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บทั้ง 2 ฝ่ายหลายหมื่นคน หลังจากนั้น บรรดาอดีตผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ก็กลับเข้าสู่สังคมมาร่วมพัฒนาชาติไทย กลายเป็นเอ็นจีโอ อาจารย์ สื่อมวลชน นักธุรกิจ นักการเมือง ส.ส. รมว. รองนายกรัฐมนตรี
ร่วมทะเลาะเบาะแว้งและต่อสู้ขัดแย้งทางการเมืองโดยสันติสืบมาจนทุกวันนี้
เบื้องหน้าสงครามการเมืองและการก่อการร้ายขณะนี้ สังคมไทยพร้อมและสามารถจะปรับรื้อเอกลักษณ์แห่งชาติหรือความเป็นไทยทางการเมืองใหม่อีกครั้งเพื่อสร้างสันติภาพขึ้นในชายแดนภาคใต้เหมือนที่เคยสร้างสันติภาพมาแล้วทั่วประเทศเมื่อ 20 ปีก่อนหรือไม่?
อย่างไร?
ขอทิ้งเป็นคำถามไว้สำหรับพี่น้องไทยทุกคน
matichon.co.th/matichon 2005/10/28
การสร้างสันติภาพขึ้นในชายแดนภาคใต้ไม่ใช่เป็นเรื่องของรัฐบาลหรือผู้ก่อความไม่สงบเท่านั้น หากเป็นเรื่องของคนไทยเราทุกคนด้วยในฐานะพลเมืองแห่งระบบประชาธิปไตยที่ยึดมติเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์กำหนดตัดสินทิศทางกิจการบ้านเมือง
ต่อให้รัฐบาลปรับแนวทางนโยบายหรือผู้ก่อความไม่สงบเปลี่ยนวิธีการต่อสู้ไป แต่หากคนไทยส่วนใหญ่ยังยึดมั่นถือมั่นอคติแห่งความเกลียดชัง มึนชาเพิกเฉย ไม่พยายามปรับเปลี่ยนทัศนคติเพื่อเข้าใจเข้าถึง และร่วมพัฒนากับพี่น้องไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูภาคใต้แล้ว สันติภาพใดๆ ที่เกิดขึ้นก็คงจะไม่ยั่งยืน, มิช้านาน ความรุนแรงและสงครามไทยฆ่าไทยก็คงจะวกกลับมาอีก ไม่ในรูปการณ์ใดก็รูปการณ์หนึ่ง
เพียงลองท่องอินเตอร์เน็ตอ่านเว็บบอร์ดแสดงความเห็น หรือเปิดทีวีดู ข้อความที่ผู้ชมส่งเอสเอ็มเอสเข้ามาเป็นตัววิ่งด้านล่างจอเกี่ยวกับปัญหาความรุนแรงภาคใต้ ก็จะพบได้โดยพลันว่าในหมู่สาธารณชนชาวไทยมีอคติ ความไม่เข้าใจและเข้าใจผิดเรื่องนี้มากมหาศาลแค่ไหน,
มีความพร้อมและความโน้มเอียงที่จะตกลงไปติดกับดักยั่วยุของผู้ก่อการร้ายให้ใช้ความรุนแรงอย่างมืดบอกขาดสติต่อ(ผู้ที่หน่วยข่าวกรองราชการเองเอาเข้าจริงจนแล้วจนรอดก็ยังไม่รู้แน่ว่าเป็นใคร?) เพื่อแก้แค้นแบบตาต่อตาฟันต่อฟันบ้ามาก็บ้าไปหนักหนาเพียงใด,
โอกาสที่ความโกรธแค้นหุนหันพลันแล่นซึ่งชี้นำด้วยความโง่เขลา-ประเภทยั่วเมื่อไรปุ๊บเป็นโกรธเมื่อนั้นปั๊บแทบว่าจะโดยอัตโนมัติและปากพล่อยขับไสมิตรสร้างศัตรูทั้งในและต่างประเทศโดยไม่รู้จักระวัง อย่างที่จะหาผู้นำคนใดเป็น "ตัวช่วย" ฝ่ายผู้ก่อการร้ายยิ่งกว่านี้มิมีอีกแล้ว - จะนำไปสู่การเสียท่าและเสียอะไรต่อมิอะไรอื่นอีกย่อมยิ่งเพิ่มเป็นทวีตรีคูณ
ทว่าจะว่ากันไปมันก็มิใช่เป็นเพราะลำพังผู้นำคนเดียวดอก อาการกร่างไร้เดียงสาดังกล่าวยังได้รับการป้อนเลี้ยงอุ้มชูจากอคติของ "เสียงข้างมากแห่งระบอบประชาธิปไตย" ด้วยความใหญ่โตมโหฬารของภารกิจในการผลักดันขยับเคลื่อน "เสียงข้างมากแห่งระบอบประชาธิปไตย" ในเรื่องนี้จึงเป็นที่น่าไหวหวั่นสะทกสะท้อนใจ
ดูเหมือนว่าการอยู่ร่วมกันโดยสันติกับพี่น้องของเราทางชายแดนภาคใต้เรียกร้องต้องการไม่น้อยไปกว่า การปรับรื้อเอกลักษณ์แห่งชาติหรือความเป็นไทยของเราใหม่เลยทีเดียว
ในบทความเรื่อง "คำสั่ง 66/43?: รัฐ, ปัญหาวัฒนธรรมของรัฐกับการจัดการความขัดแย้งในศตวรรษใหม่" (พ.ศ.2542) ของ รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ แห่งคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ, อาจารย์ชัยวัฒน์ได้ช่วยรวบยอดจับประเด็นชี้ชวนให้เห็น "ความเป็นไทย" ทางการเมือง 2 แบบ ณ ห้วงคับขันของสงครามประชาชนระหว่างรัฐกับขบวนการคอมมิวนิสต์เมื่อพุทธทศวรรษที่ 2520 ว่าได้แก่ :-
1) ความเป็นไทยแบบ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519
อาจารย์ชัยวัฒน์วิเคราะห์ว่าความเป็นไทยแบบ 6 ตุลาฯ มองฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นเพียง
""พวกนอกกฎหมายที่ไม่ใช่คนไทย" และดังนั้นต้องปราบกำจัดด้วยความรุนแรง" และ "แบ่งแยกผู้คนที่เห็นต่างจากรัฐให้เป็น "อื่น" คือเป็นอะไรบางอย่างที่มิใช่คนไทย เพื่อให้ง่ายต่อการปราบปรามด้วยความโหดร้ายรุนแรงผิดมนุษย์"
มันนำไปสู่การล้อมปราบฆ่าหมู่นักศึกษาประชาชนที่ชุมนุมอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และรัฐประหารฟื้นฟูระบอบเผด็จการเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 รวมทั้งการหนีเข้าป่าไปจับปืนของนักศึกษาประชาชนราวสามพันคนและสงครามไทยฆ่าไทยที่แผ่ขยายลุกลามออกไปกลืนกินชีวิตพี่น้องร่วมชาติหลายร้อยหลายพันคนอีกหลายปีต่อมา
ทว่านั่นไม่ใช่ความเป็นไทยทางการเมืองแบบเดียวที่เป็นไปได้ ไม่กี่ปีให้หลังก็บังเกิดความเป็นไทยอีกแบบหนึ่ง ได้แก่:-
2) ความเป็นไทยแบบ 66/23
อาจารย์ชัยวัฒน์วิเคราะห์ว่าคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/23 สมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อันเป็นการปรับนโยบายการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ครั้งใหญ่แสดงออกซึ่งแนวคิดสำคัญทางการเมือง 5 ประการ ได้แก่ :-
1) การวิเคราะห์สถานการณ์อย่างกว้างขวางครอบคลุม
2) การยอมรับตัวตนการดำรงอยู่และความสำคัญของอีกฝ่ายหนึ่งว่าเป็นกลุ่มคนในประเทศ
3) การระบุความอยุติธรรมในสังคมอันเป็นเงื่อนไขของภัยคอมมิวนิสต์
4) การเปิดฉากรุกทางการเมืองโดยใช้มาตรการสันติวิธีทางการเมืองนำหน้าเหนือการใช้ความรุนแรงทางการทหารเพื่อเปลี่ยนแนวทางการสู้ด้วยอาวุธของคอมมิวนิสต์มาเป็นการต่อสู้ในแนวทางสันติ
5) การปฏิบัติต่ออดีตศัตรูในฐานะเพื่อนประชาชนร่วมชาติ ให้อภัยผู้หลงผิดและเปิดช่องช่วยเหลือให้ได้กลับมาใช้ชีวิตใหม่ร่วมกันต่อไปในสังคมในฐานะ "ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย"
มันนำไปสู่การยุติสงครามประชาชนของคอมมิวนิสต์ที่ยาวนานร่วม 20 ปี ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บทั้ง 2 ฝ่ายหลายหมื่นคน หลังจากนั้น บรรดาอดีตผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ก็กลับเข้าสู่สังคมมาร่วมพัฒนาชาติไทย กลายเป็นเอ็นจีโอ อาจารย์ สื่อมวลชน นักธุรกิจ นักการเมือง ส.ส. รมว. รองนายกรัฐมนตรี
ร่วมทะเลาะเบาะแว้งและต่อสู้ขัดแย้งทางการเมืองโดยสันติสืบมาจนทุกวันนี้
เบื้องหน้าสงครามการเมืองและการก่อการร้ายขณะนี้ สังคมไทยพร้อมและสามารถจะปรับรื้อเอกลักษณ์แห่งชาติหรือความเป็นไทยทางการเมืองใหม่อีกครั้งเพื่อสร้างสันติภาพขึ้นในชายแดนภาคใต้เหมือนที่เคยสร้างสันติภาพมาแล้วทั่วประเทศเมื่อ 20 ปีก่อนหรือไม่?
อย่างไร?
ขอทิ้งเป็นคำถามไว้สำหรับพี่น้องไทยทุกคน
กุญแจอยู่ที่การเคารพความรู้ในตัวคน
โดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี
อาจจะฟังดูแปลก แต่การเคารพความรู้ที่มีอยู่ในตัวคนทุกคนจะนำไปสู่การการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน
“ความรู้ในตัวคน” กับ “ความรู้ในตำรา” มีความแตกต่างกันโดยพื้นฐาน
“ความรู้ในตำรา” หมายถึง ความรู้ที่มีผู้บันทึกความรู้ที่ได้จากการวิจัยสร้างความรู้ใหม่ขึ้นมา ความรู้ใหม่บางอย่างก็น่ามหัศจรรย์มาก “ความรู้ในตำรา” ก็มีประโยชน์และมีฐานะอย่างหนึ่ง ถ้านำมาใช้ให้ถูกที่ก็จะมีประโยชน์มาก แต่ควรจะรู้ข้อจำกัดและผลร้ายจากการใช้ไม่ถูกที่ด้วย
“ความรู้ในตัวคน” หมายถึงความรู้ความชำนาญที่มีอยู่ในตัวคนแต่ละคนที่ได้มาจากประสบการณ์ชีวิตและการทำงาน คนทุกคนมีความรู้อยู่ในตัว บางอย่างก็แจ้งชัด บางอย่างก็ซ่อนเร้นจนแม้เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ว่าตัวมีความรู้นี้ อาจจะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ เช่น ทำไร่ ทำนา ทำสวน ศิลปะ ธรรมะ ทำกับข้าว ทำขนม ทำก๋วยเตี๋ยว ช่างผสมปูน ช่างปลูกบ้าน ไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง แก้ปัญหาทางจิตใจ หมอทำขวัญ ฯลฯ ความรู้ในตัวคนได้มาจากวิถีชีวิต จึงสอดคล้องและมีประโยชน์ต่อชีวิตและวิถีชีวิตร่วมกัน เป็น “ความรู้เชิงวัฒนธรรม” ถ้าเคารพความรู้ในตัวคน
คนทุกคนกลายเป็นคนมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีศักยภาพ และมีความสุข
ตรงนี้คือจุดเปลี่ยน
คือถ้าทุกคนมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีศักยภาพ ก็จะมีความสุขและความสร้างสรรค์อย่างยิ่ง ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ที่เรียกกันว่าชาวบ้านเป็นคนไม่มีเกียรติ ไม่มีศักดิ์ศรี ไม่มีศักยภาพ เพราะการเคารพความรู้ในตำราแต่ไม่เคารพความรู้ในตัวคน ความรู้ในตำราเป็นความรู้ที่ได้มาจากกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่รู้และเชี่ยวชาญความรู้ในตำรา เหมือนพราหมณ์จำนวนน้อยเท่านั้นที่ท่องคัมภีร์พระเวทย์ได้ ความรู้ในตำรามีประโยชน์ในการไปต่อยอดความรู้เชิงวัฒนธรรม แต่ไม่ใช่ตัวตั้ง ถ้าไม่ระวังความรู้ในตำราจะถูกใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อผู้มีอำนาจในสังคมที่อยู่เหนือชาวบ้าน ผู้มีความรู้ในตำราคิดว่าชาวบ้านไม่มีความรู้ จึงดูถูกชาวบ้านและจัดการศึกษาชนิดที่ทิ้งชาวบ้าน เป็นการศึกษาที่ไม่ได้เอาชีวิตและวิถีชีวิตเป็นตัวตั้ง แต่เป็นการศึกษาแบบแยกส่วนไปเอา “วิชา” เป็นตัวตั้งแปลกแยกจากชีวิตความเป็นจริงและธรรมชาติแวดล้อม ไม่เข้าใจชีวิตและวิถีชีวิตร่วมกันขาดปัญญาในการอยู่ร่วมกัน นำไปสู่วิกฤตการณ์ทางสังคม
จากตัวอย่างในท้ายของตอนที่แล้ว แสดงว่าในตัวคนขายก๋วยเตี๋ยว คนขายของชำ ช่างผสมปูน มีความรู้ เป็นความรู้ในตัวคน ไม่ใช่ความรู้ในตำรา และเอามาสอนถ่ายทอดกันได้ เมื่อถ่ายทอดแล้วก็ทำได้จริง ไปทำงานได้ ในขณะที่ความรู้ในตำราถ่ายทอดกันแล้วก็ไม่แน่ว่าจะเข้าใจหรือไปทำอะไรได้หรือไม่
ความรู้ในตัวคนได้มาจากประสบการณ์และการทำงาน
คนทุกคนที่มีประสบการณ์และมีการทำงาน คนทุกคนจึงมีความรู้อยู่ในตัว โดยไม่คำนึงถึงระดับการศึกษา (ที่เป็นทางการ)
ตรงนี้จะช่วยบอกเราได้ว่าทำไม แม่จึงเป็นครูที่ดีที่สุดของลูก โดยไม่คำนึงถึงว่าแม่จะเคยเข้าโรงเรียน หรือได้รับปริญญาระดับใดๆหรือไม่ เราไปดูประวัติของบุคคลต่างๆ ที่มีความสำเร็จ เช่น แม่ของอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ ไม่เคยเข้าโรงเรียนเลย แม่ของอาจารย์เสม พริ้งพวงแก้ว ก็เช่นเดียวกัน ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง พิมพ์หนังสืองานศพมารดา ชื่อ “สิ่งที่แม่สอนไว้” ว่าแม่ของท่านเป็นชาวบ้านที่อ่างทอง ไม่เคยเข้าโรงเรียนเลย แต่สอนสิ่งดีๆ เป็นอันมาก
แม่ไม่เคยเข้าโรงเรียน แต่แม่มีความรู้ในตัวที่ได้มาจากประสบการณ์ชีวิตและการทำงาน แม่จึงสอนลูกได้ และเป็นครูที่ดีที่สุดของลูก
ตรงนี้อยากให้หยุด แล้วลองคิดถึงแม่ของตัวท่านเองนิ่งๆ สักพัก
จะปรากฏว่าจิตขึ้นมาก
เพราะแม่เป็นจิตวิญญาณของลูก เป็นความดีสูงสุดของลูก เป็นกัลยาณมิตรที่สอนให้กินเป็นเดินเป็น และทำอะไรดีๆ อย่างที่มนุษย์ควรทำ แม่มีความรู้ในตัวท่านที่ได้มาจากประสบการณ์ชีวิตและการทำงาน แม้ท่านจะไม่มีปริญญาอะไรก็ตาม
ถ้าเราดูตัวอย่างจากแม่ ทำความเข้าใจและเห็นคุณค่าความรู้ในตัวคน เราอาจจะพบกุญแจประตูกล ไขออกไปจากสิ่งที่คุมขังเราอยู่
ถ้าว่าแม่คือครูที่ดีที่สุด และทุกคนก็มีแม่
ไฉนปัญหาที่ก่อความทุกข์ยากแก่คนทั้งแผ่นดิน คือการหาโรงเรียนดีๆ ให้ลูกเข้าไม่ได้ การสอบเข้ามหาวิทยาลัยเปรียบประดุจประตูที่กั้นระหว่างนรกกับสวรรค์ นักเรียนและพ่อแม่ทั้งประเทศเครียดและวิตกกังวลกันไปหมดว่าลูกจะสอบเอ็นท์ได้หรือไม่ ส่วนน้อยเข้าได้ก็ประดุจขึ้นสวรรค์ ส่วนใหญ่เข้าไม่ได้ก็เหมือนลงนรก บางคนไปฆ่าตัวตาย
ที่ใกล้บ้านผมมีเด็กผู้ชายคนหนึ่งเป็นคนดี มากขยันช่วยพ่อแม่ทำงาน แต่วันหนึ่งแกฆ่าตัวตายเสียแล้วเพราะสอบเอ็นท์ไม่ได้ การที่แกเป็นคนดีขยันและช่วยพ่อแม่ทำงาน เป็นความดีอย่างยิ่งและการช่วยพ่อแม่ทำงานเป็นการเรียนรู้อย่างดี แต่สังคมไปให้คุณค่าแก่การสอบเอ็นท์มากกว่าการเป็นคนดีและเรียนรู้จากการทำงานกับพ่อแม่ แปลว่าทางแห่งเกียรติยศของเราคับแคบ ก่อความทุกข์ยากให้คนส่วนใหญ่ นอกจากคับแคบแล้ว ประเดี๋ยวจะได้ดูกันว่าทางแห่งเกียรติที่ว่านี้จริงหรือปลอมมากน้อยเพียงใด
การเรียนอย่างเป็นทางการของเราเน้นการเรียนจากตำราหรือการท่อง “วิชา”
เนื้อหาความรู้ในโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประมาณว่าเพิ่มขึ้นเท่าตัวในชั่วเวลาเพียง ๓ - ๔ ปีเท่านั้น แต่เวลามีเท่าเดิมวันละ ๒๔ ชั่วโมง สัปดาห์ละ ๗ วัน การพยายามยัดเนื้อหาความรู้อันมหึมาเข้าไปในเวลาเท่าเดิม จึงเปรียบเหมือนยัดช้างเข้ารูเข็ม จะลำบากและบอบช้ำอย่างยิ่ง ครูก็ลำบากเพราะไม่สามารถจดจำเนื้อหาวิชาต่างๆ ได้ ครูจึงขาดความมั่นใจ แต่ครูก็มีทางออกโดยแบ่งกันสอนเป็นวิชาๆ แต่นักเรียนไม่มีทางออกต้องเรียนทุกวิชาแบบแยกส่วน
การเรียนโดยเอาวิชาเป็นตัวตั้ง โดยไม่เอาชีวิตและวิถีชีวิตเป็นตัวตั้ง ทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามมา เช่น
(๑) เรียนยาก เพราะท่องจำไม่ไหว นักเรียนเกือบทั้งหมดกลายเป็นคนไม่เก่ง อันที่จริงแต่ละคนมีความชอบความถนัดต่างกัน ถ้าได้เรียนในสิ่งที่ตนชอบก็จะเรียนง่ายและเรียนเก่ง แต่การถูกบังคับให้ท่องจำมากมายเหมือนๆ กัน ทำให้ขาดความสุขความสร้างสรรค์ และเป็นการทำลายศักยภาพของคนอย่างรุนแรง ทำให้คนส่วนใหญ่ขาดความมั่นใจและความภูมิใจในตนเอง
(๒) มีปริญญาแต่ทำอะไรไม่เป็น พลเอกพิจิตร กุลละวณิชย์ เป็นผู้หนึ่งที่เป็นห่วงการศึกษาไทยมาก เคยเล่าให้ผมฟังว่าท่านเคยพูดกับคุณเจริญ สิริวัฒนภักดี ว่า “คุณเจริญ คุณก็มีโรงแรมมาก ทำไมคุณไม่จ้างคนไทยทำงาน” คุณเจริญตอบว่า “ผมจ้างแล้ว แต่เขามีแต่ปริญญาแต่ทำงานไม่เป็น”
คุณยิ้ม ช่างรับเหมาก่อสร้างบ่นว่าคนสมัยนี้ทำงานไม่เป็น ไม่สู้งานหนักและไม่รับผิดชอบ ปัญหาคนไทยทำงานไม่เป็น เป็นเรื่องใหญ่มาก เป็นผลจากการเรียนแบบเน้นท่อง “วิชา”
(๓) เกิดความแปลกแยกจากเพื่อนมนุษย์และความเป็นจริง เด็กนักเรียนที่เรียนแบบท่อง “วิชา” มากมายจะเครียดมาก ไม่อยากคุยแม้แต่พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย เพราะคุยแล้วไม่ได้คะแนน คะแนนไปอยู่ที่วิชา การเรียนแบบนี้จึงไม่ให้ความสำคัญกับสัมพันธภาพในครอบครัว พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย มีความรู้ในตัวเยอะทีเดียว และก็มีความรักลูกหรือหลาน แต่การศึกษาของเราไม่ให้คุณค่ากับความรู้ในตัวคนและสัมพันธภาพในครอบครัว เหมือนเด็กถูกตัดขาดหรือไปถูกกักขังอยู่กับ “วิชา” ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของชีวิตและวิถีชีวิต
(๔) ขาดศีลธรรม ศีลธรรมเกิดจากวิถีชีวิตร่วมกัน การเรียนวิชาศีลธรรมสร้างไม่ได้ เรามองการเรียนเป็นเรียน “วิชา” ไปหมด ไม่มองว่าการเรียนรู้เกิดในวิถีชีวิตและการทำงาน เมื่อระบบการศึกษามาแยกผู้คนออกไปจากวิถีชีวิตจริง ความเสื่อมเสียทางศีลธรรมก็เป็นเรื่องหนีไม่พ้น
(๕) ตัดรากทางวัฒนธรรม วัฒนธรรมคือวิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มชนที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ บุคคลเรียนรู้ในวัฒนธรรมได้ง่ายเพราะผู้คนเขาปฏิบัติกันอยู่รอบตัว ต้นไม้ต้องมีรากฉันใด สังคมก็เช่นเดียวกัน รากของสังคมคือวัฒนธรรม ถ้าตัดรากต้นไม้ แล้วเกิดอะไรขึ้นฉันใด การพัฒนาโดยตัดรากวัฒนธรรมก็เกิดผลในทำนองเดียวกันฉันนั้น การศึกษาแบบการเน้นการท่องวิชา เป็นการศึกษาแบบตัดรากทางวัฒนธรรม ด้วยการเรียนรู้แบบนี้ ภูมิปัญญาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวัฒนธรรมของตนจะสูญพันธุ์ เหมือนพืชหรือสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว จะไม่กลับคืนมา
ที่กล่าวนี้เพียงย่นย่อ พอให้เห็นว่าทางแห่งเกียรติยศอันคับแคบของระบบการศึกษาปัจจุบันนั้น ก่อให้เกิดความบีบคั้นอย่างหนักในสังคม
เราควรจะทบทวนระบบการศึกษาของเราอย่างถึงรากถึงโคน
จุดเปลี่ยนอยู่ที่การเคารพความรู้ในตัวคน
แต่เราไม่ได้ปฏิเสธความรู้ในทางทฤษฎีหรือความรู้ในตำรา เพียงแต่ว่าเราต้องจัดความสัมพันธ์ของความรู้ในตัวคนกับความรู้ทางทฤษฎีอย่างถูกต้อง อะไรเป็นฐาน อะไรเป็นการต่อยอด อะไรเป็นส่วนตกแต่ง
ถ้าเคารพความรู้ในตัวคน การศึกษาก็จะเปลี่ยน สังคมจะเปลี่ยน
อาจจะฟังดูแปลก แต่การเคารพความรู้ที่มีอยู่ในตัวคนทุกคนจะนำไปสู่การการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน
“ความรู้ในตัวคน” กับ “ความรู้ในตำรา” มีความแตกต่างกันโดยพื้นฐาน
“ความรู้ในตำรา” หมายถึง ความรู้ที่มีผู้บันทึกความรู้ที่ได้จากการวิจัยสร้างความรู้ใหม่ขึ้นมา ความรู้ใหม่บางอย่างก็น่ามหัศจรรย์มาก “ความรู้ในตำรา” ก็มีประโยชน์และมีฐานะอย่างหนึ่ง ถ้านำมาใช้ให้ถูกที่ก็จะมีประโยชน์มาก แต่ควรจะรู้ข้อจำกัดและผลร้ายจากการใช้ไม่ถูกที่ด้วย
“ความรู้ในตัวคน” หมายถึงความรู้ความชำนาญที่มีอยู่ในตัวคนแต่ละคนที่ได้มาจากประสบการณ์ชีวิตและการทำงาน คนทุกคนมีความรู้อยู่ในตัว บางอย่างก็แจ้งชัด บางอย่างก็ซ่อนเร้นจนแม้เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ว่าตัวมีความรู้นี้ อาจจะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ เช่น ทำไร่ ทำนา ทำสวน ศิลปะ ธรรมะ ทำกับข้าว ทำขนม ทำก๋วยเตี๋ยว ช่างผสมปูน ช่างปลูกบ้าน ไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง แก้ปัญหาทางจิตใจ หมอทำขวัญ ฯลฯ ความรู้ในตัวคนได้มาจากวิถีชีวิต จึงสอดคล้องและมีประโยชน์ต่อชีวิตและวิถีชีวิตร่วมกัน เป็น “ความรู้เชิงวัฒนธรรม” ถ้าเคารพความรู้ในตัวคน
คนทุกคนกลายเป็นคนมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีศักยภาพ และมีความสุข
ตรงนี้คือจุดเปลี่ยน
คือถ้าทุกคนมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีศักยภาพ ก็จะมีความสุขและความสร้างสรรค์อย่างยิ่ง ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ที่เรียกกันว่าชาวบ้านเป็นคนไม่มีเกียรติ ไม่มีศักดิ์ศรี ไม่มีศักยภาพ เพราะการเคารพความรู้ในตำราแต่ไม่เคารพความรู้ในตัวคน ความรู้ในตำราเป็นความรู้ที่ได้มาจากกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่รู้และเชี่ยวชาญความรู้ในตำรา เหมือนพราหมณ์จำนวนน้อยเท่านั้นที่ท่องคัมภีร์พระเวทย์ได้ ความรู้ในตำรามีประโยชน์ในการไปต่อยอดความรู้เชิงวัฒนธรรม แต่ไม่ใช่ตัวตั้ง ถ้าไม่ระวังความรู้ในตำราจะถูกใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อผู้มีอำนาจในสังคมที่อยู่เหนือชาวบ้าน ผู้มีความรู้ในตำราคิดว่าชาวบ้านไม่มีความรู้ จึงดูถูกชาวบ้านและจัดการศึกษาชนิดที่ทิ้งชาวบ้าน เป็นการศึกษาที่ไม่ได้เอาชีวิตและวิถีชีวิตเป็นตัวตั้ง แต่เป็นการศึกษาแบบแยกส่วนไปเอา “วิชา” เป็นตัวตั้งแปลกแยกจากชีวิตความเป็นจริงและธรรมชาติแวดล้อม ไม่เข้าใจชีวิตและวิถีชีวิตร่วมกันขาดปัญญาในการอยู่ร่วมกัน นำไปสู่วิกฤตการณ์ทางสังคม
จากตัวอย่างในท้ายของตอนที่แล้ว แสดงว่าในตัวคนขายก๋วยเตี๋ยว คนขายของชำ ช่างผสมปูน มีความรู้ เป็นความรู้ในตัวคน ไม่ใช่ความรู้ในตำรา และเอามาสอนถ่ายทอดกันได้ เมื่อถ่ายทอดแล้วก็ทำได้จริง ไปทำงานได้ ในขณะที่ความรู้ในตำราถ่ายทอดกันแล้วก็ไม่แน่ว่าจะเข้าใจหรือไปทำอะไรได้หรือไม่
ความรู้ในตัวคนได้มาจากประสบการณ์และการทำงาน
คนทุกคนที่มีประสบการณ์และมีการทำงาน คนทุกคนจึงมีความรู้อยู่ในตัว โดยไม่คำนึงถึงระดับการศึกษา (ที่เป็นทางการ)
ตรงนี้จะช่วยบอกเราได้ว่าทำไม แม่จึงเป็นครูที่ดีที่สุดของลูก โดยไม่คำนึงถึงว่าแม่จะเคยเข้าโรงเรียน หรือได้รับปริญญาระดับใดๆหรือไม่ เราไปดูประวัติของบุคคลต่างๆ ที่มีความสำเร็จ เช่น แม่ของอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ ไม่เคยเข้าโรงเรียนเลย แม่ของอาจารย์เสม พริ้งพวงแก้ว ก็เช่นเดียวกัน ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง พิมพ์หนังสืองานศพมารดา ชื่อ “สิ่งที่แม่สอนไว้” ว่าแม่ของท่านเป็นชาวบ้านที่อ่างทอง ไม่เคยเข้าโรงเรียนเลย แต่สอนสิ่งดีๆ เป็นอันมาก
แม่ไม่เคยเข้าโรงเรียน แต่แม่มีความรู้ในตัวที่ได้มาจากประสบการณ์ชีวิตและการทำงาน แม่จึงสอนลูกได้ และเป็นครูที่ดีที่สุดของลูก
ตรงนี้อยากให้หยุด แล้วลองคิดถึงแม่ของตัวท่านเองนิ่งๆ สักพัก
จะปรากฏว่าจิตขึ้นมาก
เพราะแม่เป็นจิตวิญญาณของลูก เป็นความดีสูงสุดของลูก เป็นกัลยาณมิตรที่สอนให้กินเป็นเดินเป็น และทำอะไรดีๆ อย่างที่มนุษย์ควรทำ แม่มีความรู้ในตัวท่านที่ได้มาจากประสบการณ์ชีวิตและการทำงาน แม้ท่านจะไม่มีปริญญาอะไรก็ตาม
ถ้าเราดูตัวอย่างจากแม่ ทำความเข้าใจและเห็นคุณค่าความรู้ในตัวคน เราอาจจะพบกุญแจประตูกล ไขออกไปจากสิ่งที่คุมขังเราอยู่
ถ้าว่าแม่คือครูที่ดีที่สุด และทุกคนก็มีแม่
ไฉนปัญหาที่ก่อความทุกข์ยากแก่คนทั้งแผ่นดิน คือการหาโรงเรียนดีๆ ให้ลูกเข้าไม่ได้ การสอบเข้ามหาวิทยาลัยเปรียบประดุจประตูที่กั้นระหว่างนรกกับสวรรค์ นักเรียนและพ่อแม่ทั้งประเทศเครียดและวิตกกังวลกันไปหมดว่าลูกจะสอบเอ็นท์ได้หรือไม่ ส่วนน้อยเข้าได้ก็ประดุจขึ้นสวรรค์ ส่วนใหญ่เข้าไม่ได้ก็เหมือนลงนรก บางคนไปฆ่าตัวตาย
ที่ใกล้บ้านผมมีเด็กผู้ชายคนหนึ่งเป็นคนดี มากขยันช่วยพ่อแม่ทำงาน แต่วันหนึ่งแกฆ่าตัวตายเสียแล้วเพราะสอบเอ็นท์ไม่ได้ การที่แกเป็นคนดีขยันและช่วยพ่อแม่ทำงาน เป็นความดีอย่างยิ่งและการช่วยพ่อแม่ทำงานเป็นการเรียนรู้อย่างดี แต่สังคมไปให้คุณค่าแก่การสอบเอ็นท์มากกว่าการเป็นคนดีและเรียนรู้จากการทำงานกับพ่อแม่ แปลว่าทางแห่งเกียรติยศของเราคับแคบ ก่อความทุกข์ยากให้คนส่วนใหญ่ นอกจากคับแคบแล้ว ประเดี๋ยวจะได้ดูกันว่าทางแห่งเกียรติที่ว่านี้จริงหรือปลอมมากน้อยเพียงใด
การเรียนอย่างเป็นทางการของเราเน้นการเรียนจากตำราหรือการท่อง “วิชา”
เนื้อหาความรู้ในโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประมาณว่าเพิ่มขึ้นเท่าตัวในชั่วเวลาเพียง ๓ - ๔ ปีเท่านั้น แต่เวลามีเท่าเดิมวันละ ๒๔ ชั่วโมง สัปดาห์ละ ๗ วัน การพยายามยัดเนื้อหาความรู้อันมหึมาเข้าไปในเวลาเท่าเดิม จึงเปรียบเหมือนยัดช้างเข้ารูเข็ม จะลำบากและบอบช้ำอย่างยิ่ง ครูก็ลำบากเพราะไม่สามารถจดจำเนื้อหาวิชาต่างๆ ได้ ครูจึงขาดความมั่นใจ แต่ครูก็มีทางออกโดยแบ่งกันสอนเป็นวิชาๆ แต่นักเรียนไม่มีทางออกต้องเรียนทุกวิชาแบบแยกส่วน
การเรียนโดยเอาวิชาเป็นตัวตั้ง โดยไม่เอาชีวิตและวิถีชีวิตเป็นตัวตั้ง ทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามมา เช่น
(๑) เรียนยาก เพราะท่องจำไม่ไหว นักเรียนเกือบทั้งหมดกลายเป็นคนไม่เก่ง อันที่จริงแต่ละคนมีความชอบความถนัดต่างกัน ถ้าได้เรียนในสิ่งที่ตนชอบก็จะเรียนง่ายและเรียนเก่ง แต่การถูกบังคับให้ท่องจำมากมายเหมือนๆ กัน ทำให้ขาดความสุขความสร้างสรรค์ และเป็นการทำลายศักยภาพของคนอย่างรุนแรง ทำให้คนส่วนใหญ่ขาดความมั่นใจและความภูมิใจในตนเอง
(๒) มีปริญญาแต่ทำอะไรไม่เป็น พลเอกพิจิตร กุลละวณิชย์ เป็นผู้หนึ่งที่เป็นห่วงการศึกษาไทยมาก เคยเล่าให้ผมฟังว่าท่านเคยพูดกับคุณเจริญ สิริวัฒนภักดี ว่า “คุณเจริญ คุณก็มีโรงแรมมาก ทำไมคุณไม่จ้างคนไทยทำงาน” คุณเจริญตอบว่า “ผมจ้างแล้ว แต่เขามีแต่ปริญญาแต่ทำงานไม่เป็น”
คุณยิ้ม ช่างรับเหมาก่อสร้างบ่นว่าคนสมัยนี้ทำงานไม่เป็น ไม่สู้งานหนักและไม่รับผิดชอบ ปัญหาคนไทยทำงานไม่เป็น เป็นเรื่องใหญ่มาก เป็นผลจากการเรียนแบบเน้นท่อง “วิชา”
(๓) เกิดความแปลกแยกจากเพื่อนมนุษย์และความเป็นจริง เด็กนักเรียนที่เรียนแบบท่อง “วิชา” มากมายจะเครียดมาก ไม่อยากคุยแม้แต่พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย เพราะคุยแล้วไม่ได้คะแนน คะแนนไปอยู่ที่วิชา การเรียนแบบนี้จึงไม่ให้ความสำคัญกับสัมพันธภาพในครอบครัว พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย มีความรู้ในตัวเยอะทีเดียว และก็มีความรักลูกหรือหลาน แต่การศึกษาของเราไม่ให้คุณค่ากับความรู้ในตัวคนและสัมพันธภาพในครอบครัว เหมือนเด็กถูกตัดขาดหรือไปถูกกักขังอยู่กับ “วิชา” ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของชีวิตและวิถีชีวิต
(๔) ขาดศีลธรรม ศีลธรรมเกิดจากวิถีชีวิตร่วมกัน การเรียนวิชาศีลธรรมสร้างไม่ได้ เรามองการเรียนเป็นเรียน “วิชา” ไปหมด ไม่มองว่าการเรียนรู้เกิดในวิถีชีวิตและการทำงาน เมื่อระบบการศึกษามาแยกผู้คนออกไปจากวิถีชีวิตจริง ความเสื่อมเสียทางศีลธรรมก็เป็นเรื่องหนีไม่พ้น
(๕) ตัดรากทางวัฒนธรรม วัฒนธรรมคือวิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มชนที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ บุคคลเรียนรู้ในวัฒนธรรมได้ง่ายเพราะผู้คนเขาปฏิบัติกันอยู่รอบตัว ต้นไม้ต้องมีรากฉันใด สังคมก็เช่นเดียวกัน รากของสังคมคือวัฒนธรรม ถ้าตัดรากต้นไม้ แล้วเกิดอะไรขึ้นฉันใด การพัฒนาโดยตัดรากวัฒนธรรมก็เกิดผลในทำนองเดียวกันฉันนั้น การศึกษาแบบการเน้นการท่องวิชา เป็นการศึกษาแบบตัดรากทางวัฒนธรรม ด้วยการเรียนรู้แบบนี้ ภูมิปัญญาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวัฒนธรรมของตนจะสูญพันธุ์ เหมือนพืชหรือสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว จะไม่กลับคืนมา
ที่กล่าวนี้เพียงย่นย่อ พอให้เห็นว่าทางแห่งเกียรติยศอันคับแคบของระบบการศึกษาปัจจุบันนั้น ก่อให้เกิดความบีบคั้นอย่างหนักในสังคม
เราควรจะทบทวนระบบการศึกษาของเราอย่างถึงรากถึงโคน
จุดเปลี่ยนอยู่ที่การเคารพความรู้ในตัวคน
แต่เราไม่ได้ปฏิเสธความรู้ในทางทฤษฎีหรือความรู้ในตำรา เพียงแต่ว่าเราต้องจัดความสัมพันธ์ของความรู้ในตัวคนกับความรู้ทางทฤษฎีอย่างถูกต้อง อะไรเป็นฐาน อะไรเป็นการต่อยอด อะไรเป็นส่วนตกแต่ง
ถ้าเคารพความรู้ในตัวคน การศึกษาก็จะเปลี่ยน สังคมจะเปลี่ยน
26.10.05
ซุนวู
คอลัมน์ คุยกับประภาส
2005/10/23
โดย ประภาส ชลศรานนท์
พี่ประภาส
สถานการณ์ภาคใต้น่ากลัวมาก ลอบฆ่าลอบวางระเบิดกันทุกวัน ผมคิดว่าน่าจะมีคนหนุนหลัง ไม่งั้นคงไม่กล้าทำขนาดนี้ ถึงเวลาต้องงัดตำราพิชัยสงครามออกมาแล้วมั้ง นี่เราจะต้องรบกันจริงๆ แล้วใช่มั้ย
ไทยนี้รักสงบ
"รู้เขารู้เรา ร้อยรบมิรู้พ่าย"
ประโยคข้างต้นเพียงประโยคเดียวนี้เอง ได้ทำให้ชื่อของนักการทหารคนหนึ่งที่มีชีวิตราวสองพันกว่าปีก่อนเป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก
ชื่อของเขาคือ ซุนวู
ซุนวูเขียนตำราเพื่อการสัประยุทธ์ขึ้นมา 13 ข้อ และถึงทุกวันนี้ทั้ง 13 ข้อแห่งปรัชญาในการรบเล่มนี้ ก็ได้กลายเป็นคัมภีร์สำคัญของนักการทหารแทบทุกชนชาติ แม้แต่นักธุรกิจที่มองเห็นการตลาดเป็นสมรภูมิ ก็มักใช้ข้อคิดของซุนวูมาเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจ
จดหมายของคุณ "ไทยนี้รักสงบ" ที่เขียนมามาวันนี้ ต้องขออนุญาตไม่ขอตอบตรงๆ ครับ
คงต้องยอมรับกันก่อนว่า สำหรับคนเมืองหลวงและคนภาคอื่นๆ ข่าวสารที่เราได้รับหลายๆ ทางมีประเด็นและข้อมูลค่อยข้างเลื่อนลอยและหลากมุม จะคิดอ่านวิพากษ์ไปทางใดก็ต้องระวังเรื่องความร้าวฉานที่จะเพิ่มขึ้น บางทีคนที่เราคิดว่าเป็นข้าศึก ก็อาจจะเป็นแค่ผู้หลงผิดเท่านั้น หรือไม่ก็อาจจะมีคนที่คับแค้นใจจริงๆ อยู่บ้าง ส่วนเรื่องมือที่สามที่หวังในผลประโยชน์อื่นผสมโรงหนุนหลังอยู่ก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน เรื่องนี้ละเอียดอ่อนมากครับ
วันนี้ผมจึงขออนุญาตเล่าเรื่องตำราพิชัยสงครามของซุนวูให้ฟัง เผื่อไว้เป็นแง่คิดเทียบเคียงกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น หรือใครจะเอาไปใช้ที่ไหนอย่างไรก็ตามสะดวกครับ(แนะนำหนังสือ ตำราพิชัยสงครามของซุนวู โดยแกรี่ แกเกลียดิ ของบริษัท เออาร์ บิซิเนสเพรส(จำกัด)
คำว่า พิชัยสงคราม นี่แปลได้สละสลวยมากครับ ไม่รู้ใครเป็นผู้แปลท่านแรก ของฝรั่งเขาใช้ชื่อ THE ART OF WAR ไพเราะเหมือนกันแม้จะคนละความหมาย แต่ของต้นฉบับนี่ไม่ตรงกับทั้งของไทยและฝรั่ง ภาษาจีนออกเสียงว่า ปิงฟ่า ปิงแปลว่าทหาร ฟ่าแปลว่ากฎ แปลแบบทื่อๆ ก็ต้องบอกว่า ซุนวูแต่งหนังสือชื่อ "กฎทหาร"
หรือจะลองตั้งใหม่ก็คงได้ชื่อประมาณ ทักษะทหารหาญ, ระเบียบนักรบ, สมรภูมิวิทยา ฯลฯ ฟังดูทหารๆ นะครับ
แต่เอาเข้าจริงๆ ตำราเล่มนี้หากอ่านกันอย่างลึกซึ้งก็จะพบว่า มันไม่ใช่ตำราของนักรบเพียงอย่างเดียว
หนังสือเล่มนี้กล่าวเกี่ยวกับ "ยุทธศาสตร์" มากกว่า "สงคราม"
ยุทธศาสตร์กับสงคราม นี่คนละเรื่องกันนะครับ การใช้ยุทธศาสตร์ที่ดีอาจไม่จำเป็นต้องทำสงครามเสียเลือดเนื้อก็ได้รับชัยชนะได้ อาจเป็นด้วยเหตุนี้เองตำรายุทธศาสตร์ของซุนวู จึงถูกยอมรับจากผู้คนที่ไม่ได้มีอาชีพเป็นทหาร และนำไปปรับปรุงใช้อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันทางธุรกิจ การทำงานในองค์กร หรือแม้แต่ชีวิตประจำวัน
วิชาพิชัยสงครามของซุนวูนั้น ส่วนใหญ่เขียนออกมาในรูปของสมการง่ายๆ
ที่ผมเรียกว่าสมการก็เพราะทุกปรัชญาถูกกล่าวออกมาว่า ถ้าเหตุเป็นอย่างนี้ผลมันจะเป็นอย่างนี้ สมการง่ายๆ สองข้างเท่ากันอย่างที่เราเรียนในมัธยมต้นแค่นั้น ไม่มีการอธิบายเยิ่นเย้อ หรือพรรณนาโวหารจนมีแต่น้ำท่วมทุ่ง หนังสือเล่มนี้เป็นตำราสงครามที่ผิดไปจากที่ใครๆ จินตนาการว่าต้องยืดยาวหรือเข้าใจยาก ลองฟังสมการตัวอย่างของซุนวูดูก็ได้ครับ
"อาหารข้าศึกหนึ่งถ้วยมีค่าเท่ากับของเรายี่สิบถ้วย
ข้าวข้าศึกหนึ่งถังมีค่าเท่ากับของเรายี่สิบถัง"
อันนี้ก็ไม่เลวครับ อ่านแล้วจิตว่างดี
"บุกต้องมิหวังคำยกย่อง
ถอยต้องมิกลัวอับอาย"
แม้แต่การวางกำลังรบ ซุนวูก็ยังกล่าวเป็นสมการง่ายๆ แต่ลึกล้ำเหลือเกิน
"หากมีกำลังมากกว่าสิบเท่า จงปิดล้อมข้าศึก
หากมีกำลังมากกว่าห้าเท่า จงโจมตีข้าศึก
หากมีกำลังมากกว่าสองเท่า จงแบ่งแยกข้าศึก
หากมีกำลังเท่ากัน จงมองหาสมรภูมิอันได้เปรียบ
หากมีกำลังน้อยกว่า จงตั้งรับ"
แม้ตำราพิชัยสงครามจะถูกแปลออกมามากมาย และทั้ง 13 บทก็ชัดเจนคมคายในแง่คิด แต่อัตประวัติของซุนวูเองสิครับกลับไม่ชัดเจนเหมือนตำราที่เขาเขียน
ข้อมูลที่มีหลงเหลืออยู่เกี่ยวกับซุนวู คือ พงศาวดารของซือ หม่า เฉียน นักบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ที่เขียนขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่สี่ ซือ หม่า เฉียน ได้บรรยายถึงซุนวูว่า เป็นแม่ทัพที่อาศัยอยู่ในรัฐกว๋อในช่วงประมาณพุทธศตวรรษแรก ซึ่งอยู่ในยุคเดียวกับขงจื้อนักปรัชญาจีนผู้ยิ่งใหญ่
หลายคนยกให้ซุนวูเป็นนักการทหารที่ยิ่งใหญ่ แต่หลังจากที่อ่านตำราเล่มนี้จบ ผมกลับคิดว่าเขาเป็นนักปรัชญามากกว่านักการทหาร ซึ่งถ้าจะเรียกเขาว่าเป็นนักการทหารก็คงเป็นนักการทหารประเภทเดียวกับขงเบ้งในวรรณกรรมสามก๊ก นั่นคือมีความเป็นปราชญ์สูงมาก ประโยคแรกในตำราสงครามเล่มสำคัญของโลกกล่าวไว้ดังนี้
"สงคราม เป็นเรื่องสำคัญที่สุดของชาติ
เป็นเรื่องถึงเป็นถึงตาย
เป็นเรื่องของการอยู่รอดหรือล่มสลาย"
ผมอ่านประโยคนี้ด้วยความรู้สึกว่า แม้ซุนวูกำลังเขียนตำราสงครามอยู่ก็จริง แต่ประโยคแรกของหลักการรบพุ่ง ซุนวูกลับแสดงมุมมองให้เห็นว่าเขามิได้เป็นคนกระหายสงครามแต่อย่างใดเลย
ผมว่าผมมองเห็นความอ่อนโยนซ่อนอยู่ในประโยค "อยู่รอดหรือล่มสลาย" นะครับ
ที่ผมบอกว่าเขามีความเป็นปราชญ์สูงนั้น ก็เพราะงานเขียนของเขาบอกให้เราได้รู้ว่าเขาเป็นคนเข้าอกเข้าใจผู้คนอย่างมาก
"หากข้าศึกกู่ร้องกัน แสดงว่าข้าศึกเกิดความกลัว"
"หากคนที่ตักน้ำแล้วดื่มเอง แสดงว่าเขากระหายน้ำจัด"
"หากกองทัพต้องใช้สินบนจูงใจไพร่พลมากเกินงาม แสดงว่ากองทัพกำลังคับขัน"
แม้แต่เวลาพูดถึงแม่ทัพ เขาก็พูดได้อย่างโดนใจ
"จุดอ่อนห้าประการของแม่ทัพคือ
สู้ตายอาจถูกฆ่า
กลัวตายอาจถูกจับ
ฉุนเฉียวอาจถูกยั่ว
เย่อหยิ่งอาจถูกหยาม
ขี้สงสารอาจถูกก่อกวน"
ผมได้ยินมานานแล้วว่า คนที่ศึกษาตำราพิชัยสงครามของซุนวูนั้นมีอยู่มากมาย ทั้งนักการทหารและคนสาขาอาชีพอื่น แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญในตลาดหุ้นก็มักเอาปรัชญา "การถอยมิใช่การพ่าย" ของซุนวูมาอ้างถึงกันบ่อยๆ แต่ถ้านับการนำเอาตำราพิชัยสงครามของซุนวูมาประยุกต์ใช้แล้วประสบความสำเร็จอย่างลือลั่นที่สุด น่าจะเป็นผลงานของเหมา เจ๋อ ตุง ประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่สามารถนำทัพเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศที่ใหญ่ขนาดนั้นได้สำเร็จ
มีบทหนึ่งในตำรากล่าวไว้ว่า "เมื่อรบพึงชนะรวดเร็ว ยืดเยื้อกำลังย่อมเปลี้ย ขวัญทหารย่อมเสีย"
แล้วเหมา เจ๋อ ตุง ใช้ปรัชญาข้อนี้รบกับรัฐบาลของเจียง ไค เช็ค อย่างไร เขารีบรบแบบพิชิตศึกเบ็ดเสร็จตามตำราอย่างนั้นหรือ เปล่าเลย
มันน่าสนใจตรงนี้ครับ แนวความคิดข้อนี้ของซุนวูเมื่อตกถึงมือของเหมา เจ๋อ ตุง เขากลับนำไปใช้อย่างชนิดกลับหัวกลับหาง นั่นคือเขาเอาความยืดเยื้อในการรบที่ซุนวูพูดถึง โยนกลับมาให้กองทัพของเจียงไค เช็ค เสียเอง
แปลว่าอะไร
แปลว่าประโยคที่ซุนวูกล่าวเตือนนั้น ตัวเองก็ไม่ต้องระวัง แต่กลับทำให้กองทัพรัฐบาลเป็นผู้ประสบ นั่นคือต้องรบยืดเยื้อ เปลี้ย และขวัญก็จะเสียไปเองจริงๆ
นอกจากพูดถึงการวางทัพ การบริหารบุคคล การเลือกสมรภูมิ และการอ่านใจข้าศึก ซึ่งล้วนเป็นการศึกษาเรื่องการสัประยุทธ์อย่างแท้จริงแล้ว สิ่งหนึ่งที่ซุนวูได้เปิดทางเลือกไว้สำหรับการรบก็คือ "การไม่รบ"
หลายบทในตำราเล่มนี้จึงพูดถึง การข่าว และการทูต
"รบร้อยชนะร้อย ยังหาใช่ความยอดเยี่ยมไม่
มิต้องรบแต่ชนะได้ จึงเป็นความยอดเยี่ยม"
ย่อหน้าข้างบนนี้คมที่สุดแล้วในตำราสงครามเล่มนี้
2005/10/23
โดย ประภาส ชลศรานนท์
พี่ประภาส
สถานการณ์ภาคใต้น่ากลัวมาก ลอบฆ่าลอบวางระเบิดกันทุกวัน ผมคิดว่าน่าจะมีคนหนุนหลัง ไม่งั้นคงไม่กล้าทำขนาดนี้ ถึงเวลาต้องงัดตำราพิชัยสงครามออกมาแล้วมั้ง นี่เราจะต้องรบกันจริงๆ แล้วใช่มั้ย
ไทยนี้รักสงบ
"รู้เขารู้เรา ร้อยรบมิรู้พ่าย"
ประโยคข้างต้นเพียงประโยคเดียวนี้เอง ได้ทำให้ชื่อของนักการทหารคนหนึ่งที่มีชีวิตราวสองพันกว่าปีก่อนเป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก
ชื่อของเขาคือ ซุนวู
ซุนวูเขียนตำราเพื่อการสัประยุทธ์ขึ้นมา 13 ข้อ และถึงทุกวันนี้ทั้ง 13 ข้อแห่งปรัชญาในการรบเล่มนี้ ก็ได้กลายเป็นคัมภีร์สำคัญของนักการทหารแทบทุกชนชาติ แม้แต่นักธุรกิจที่มองเห็นการตลาดเป็นสมรภูมิ ก็มักใช้ข้อคิดของซุนวูมาเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจ
จดหมายของคุณ "ไทยนี้รักสงบ" ที่เขียนมามาวันนี้ ต้องขออนุญาตไม่ขอตอบตรงๆ ครับ
คงต้องยอมรับกันก่อนว่า สำหรับคนเมืองหลวงและคนภาคอื่นๆ ข่าวสารที่เราได้รับหลายๆ ทางมีประเด็นและข้อมูลค่อยข้างเลื่อนลอยและหลากมุม จะคิดอ่านวิพากษ์ไปทางใดก็ต้องระวังเรื่องความร้าวฉานที่จะเพิ่มขึ้น บางทีคนที่เราคิดว่าเป็นข้าศึก ก็อาจจะเป็นแค่ผู้หลงผิดเท่านั้น หรือไม่ก็อาจจะมีคนที่คับแค้นใจจริงๆ อยู่บ้าง ส่วนเรื่องมือที่สามที่หวังในผลประโยชน์อื่นผสมโรงหนุนหลังอยู่ก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน เรื่องนี้ละเอียดอ่อนมากครับ
วันนี้ผมจึงขออนุญาตเล่าเรื่องตำราพิชัยสงครามของซุนวูให้ฟัง เผื่อไว้เป็นแง่คิดเทียบเคียงกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น หรือใครจะเอาไปใช้ที่ไหนอย่างไรก็ตามสะดวกครับ(แนะนำหนังสือ ตำราพิชัยสงครามของซุนวู โดยแกรี่ แกเกลียดิ ของบริษัท เออาร์ บิซิเนสเพรส(จำกัด)
คำว่า พิชัยสงคราม นี่แปลได้สละสลวยมากครับ ไม่รู้ใครเป็นผู้แปลท่านแรก ของฝรั่งเขาใช้ชื่อ THE ART OF WAR ไพเราะเหมือนกันแม้จะคนละความหมาย แต่ของต้นฉบับนี่ไม่ตรงกับทั้งของไทยและฝรั่ง ภาษาจีนออกเสียงว่า ปิงฟ่า ปิงแปลว่าทหาร ฟ่าแปลว่ากฎ แปลแบบทื่อๆ ก็ต้องบอกว่า ซุนวูแต่งหนังสือชื่อ "กฎทหาร"
หรือจะลองตั้งใหม่ก็คงได้ชื่อประมาณ ทักษะทหารหาญ, ระเบียบนักรบ, สมรภูมิวิทยา ฯลฯ ฟังดูทหารๆ นะครับ
แต่เอาเข้าจริงๆ ตำราเล่มนี้หากอ่านกันอย่างลึกซึ้งก็จะพบว่า มันไม่ใช่ตำราของนักรบเพียงอย่างเดียว
หนังสือเล่มนี้กล่าวเกี่ยวกับ "ยุทธศาสตร์" มากกว่า "สงคราม"
ยุทธศาสตร์กับสงคราม นี่คนละเรื่องกันนะครับ การใช้ยุทธศาสตร์ที่ดีอาจไม่จำเป็นต้องทำสงครามเสียเลือดเนื้อก็ได้รับชัยชนะได้ อาจเป็นด้วยเหตุนี้เองตำรายุทธศาสตร์ของซุนวู จึงถูกยอมรับจากผู้คนที่ไม่ได้มีอาชีพเป็นทหาร และนำไปปรับปรุงใช้อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันทางธุรกิจ การทำงานในองค์กร หรือแม้แต่ชีวิตประจำวัน
วิชาพิชัยสงครามของซุนวูนั้น ส่วนใหญ่เขียนออกมาในรูปของสมการง่ายๆ
ที่ผมเรียกว่าสมการก็เพราะทุกปรัชญาถูกกล่าวออกมาว่า ถ้าเหตุเป็นอย่างนี้ผลมันจะเป็นอย่างนี้ สมการง่ายๆ สองข้างเท่ากันอย่างที่เราเรียนในมัธยมต้นแค่นั้น ไม่มีการอธิบายเยิ่นเย้อ หรือพรรณนาโวหารจนมีแต่น้ำท่วมทุ่ง หนังสือเล่มนี้เป็นตำราสงครามที่ผิดไปจากที่ใครๆ จินตนาการว่าต้องยืดยาวหรือเข้าใจยาก ลองฟังสมการตัวอย่างของซุนวูดูก็ได้ครับ
"อาหารข้าศึกหนึ่งถ้วยมีค่าเท่ากับของเรายี่สิบถ้วย
ข้าวข้าศึกหนึ่งถังมีค่าเท่ากับของเรายี่สิบถัง"
อันนี้ก็ไม่เลวครับ อ่านแล้วจิตว่างดี
"บุกต้องมิหวังคำยกย่อง
ถอยต้องมิกลัวอับอาย"
แม้แต่การวางกำลังรบ ซุนวูก็ยังกล่าวเป็นสมการง่ายๆ แต่ลึกล้ำเหลือเกิน
"หากมีกำลังมากกว่าสิบเท่า จงปิดล้อมข้าศึก
หากมีกำลังมากกว่าห้าเท่า จงโจมตีข้าศึก
หากมีกำลังมากกว่าสองเท่า จงแบ่งแยกข้าศึก
หากมีกำลังเท่ากัน จงมองหาสมรภูมิอันได้เปรียบ
หากมีกำลังน้อยกว่า จงตั้งรับ"
แม้ตำราพิชัยสงครามจะถูกแปลออกมามากมาย และทั้ง 13 บทก็ชัดเจนคมคายในแง่คิด แต่อัตประวัติของซุนวูเองสิครับกลับไม่ชัดเจนเหมือนตำราที่เขาเขียน
ข้อมูลที่มีหลงเหลืออยู่เกี่ยวกับซุนวู คือ พงศาวดารของซือ หม่า เฉียน นักบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ที่เขียนขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่สี่ ซือ หม่า เฉียน ได้บรรยายถึงซุนวูว่า เป็นแม่ทัพที่อาศัยอยู่ในรัฐกว๋อในช่วงประมาณพุทธศตวรรษแรก ซึ่งอยู่ในยุคเดียวกับขงจื้อนักปรัชญาจีนผู้ยิ่งใหญ่
หลายคนยกให้ซุนวูเป็นนักการทหารที่ยิ่งใหญ่ แต่หลังจากที่อ่านตำราเล่มนี้จบ ผมกลับคิดว่าเขาเป็นนักปรัชญามากกว่านักการทหาร ซึ่งถ้าจะเรียกเขาว่าเป็นนักการทหารก็คงเป็นนักการทหารประเภทเดียวกับขงเบ้งในวรรณกรรมสามก๊ก นั่นคือมีความเป็นปราชญ์สูงมาก ประโยคแรกในตำราสงครามเล่มสำคัญของโลกกล่าวไว้ดังนี้
"สงคราม เป็นเรื่องสำคัญที่สุดของชาติ
เป็นเรื่องถึงเป็นถึงตาย
เป็นเรื่องของการอยู่รอดหรือล่มสลาย"
ผมอ่านประโยคนี้ด้วยความรู้สึกว่า แม้ซุนวูกำลังเขียนตำราสงครามอยู่ก็จริง แต่ประโยคแรกของหลักการรบพุ่ง ซุนวูกลับแสดงมุมมองให้เห็นว่าเขามิได้เป็นคนกระหายสงครามแต่อย่างใดเลย
ผมว่าผมมองเห็นความอ่อนโยนซ่อนอยู่ในประโยค "อยู่รอดหรือล่มสลาย" นะครับ
ที่ผมบอกว่าเขามีความเป็นปราชญ์สูงนั้น ก็เพราะงานเขียนของเขาบอกให้เราได้รู้ว่าเขาเป็นคนเข้าอกเข้าใจผู้คนอย่างมาก
"หากข้าศึกกู่ร้องกัน แสดงว่าข้าศึกเกิดความกลัว"
"หากคนที่ตักน้ำแล้วดื่มเอง แสดงว่าเขากระหายน้ำจัด"
"หากกองทัพต้องใช้สินบนจูงใจไพร่พลมากเกินงาม แสดงว่ากองทัพกำลังคับขัน"
แม้แต่เวลาพูดถึงแม่ทัพ เขาก็พูดได้อย่างโดนใจ
"จุดอ่อนห้าประการของแม่ทัพคือ
สู้ตายอาจถูกฆ่า
กลัวตายอาจถูกจับ
ฉุนเฉียวอาจถูกยั่ว
เย่อหยิ่งอาจถูกหยาม
ขี้สงสารอาจถูกก่อกวน"
ผมได้ยินมานานแล้วว่า คนที่ศึกษาตำราพิชัยสงครามของซุนวูนั้นมีอยู่มากมาย ทั้งนักการทหารและคนสาขาอาชีพอื่น แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญในตลาดหุ้นก็มักเอาปรัชญา "การถอยมิใช่การพ่าย" ของซุนวูมาอ้างถึงกันบ่อยๆ แต่ถ้านับการนำเอาตำราพิชัยสงครามของซุนวูมาประยุกต์ใช้แล้วประสบความสำเร็จอย่างลือลั่นที่สุด น่าจะเป็นผลงานของเหมา เจ๋อ ตุง ประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่สามารถนำทัพเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศที่ใหญ่ขนาดนั้นได้สำเร็จ
มีบทหนึ่งในตำรากล่าวไว้ว่า "เมื่อรบพึงชนะรวดเร็ว ยืดเยื้อกำลังย่อมเปลี้ย ขวัญทหารย่อมเสีย"
แล้วเหมา เจ๋อ ตุง ใช้ปรัชญาข้อนี้รบกับรัฐบาลของเจียง ไค เช็ค อย่างไร เขารีบรบแบบพิชิตศึกเบ็ดเสร็จตามตำราอย่างนั้นหรือ เปล่าเลย
มันน่าสนใจตรงนี้ครับ แนวความคิดข้อนี้ของซุนวูเมื่อตกถึงมือของเหมา เจ๋อ ตุง เขากลับนำไปใช้อย่างชนิดกลับหัวกลับหาง นั่นคือเขาเอาความยืดเยื้อในการรบที่ซุนวูพูดถึง โยนกลับมาให้กองทัพของเจียงไค เช็ค เสียเอง
แปลว่าอะไร
แปลว่าประโยคที่ซุนวูกล่าวเตือนนั้น ตัวเองก็ไม่ต้องระวัง แต่กลับทำให้กองทัพรัฐบาลเป็นผู้ประสบ นั่นคือต้องรบยืดเยื้อ เปลี้ย และขวัญก็จะเสียไปเองจริงๆ
นอกจากพูดถึงการวางทัพ การบริหารบุคคล การเลือกสมรภูมิ และการอ่านใจข้าศึก ซึ่งล้วนเป็นการศึกษาเรื่องการสัประยุทธ์อย่างแท้จริงแล้ว สิ่งหนึ่งที่ซุนวูได้เปิดทางเลือกไว้สำหรับการรบก็คือ "การไม่รบ"
หลายบทในตำราเล่มนี้จึงพูดถึง การข่าว และการทูต
"รบร้อยชนะร้อย ยังหาใช่ความยอดเยี่ยมไม่
มิต้องรบแต่ชนะได้ จึงเป็นความยอดเยี่ยม"
ย่อหน้าข้างบนนี้คมที่สุดแล้วในตำราสงครามเล่มนี้
23.10.05
ณ ที่ใดดวงใจมิไหวหวั่น
Where the mind is without fear and the head is held high,
Where knowledge is free;
Where the world has not been broken up into fragments by narrow domestc walls;
Where words come out from the depth of truth;
Where tireless striving stretches its arms towards perfection;
Where the clear stream of reason has not lost its way into the dreary desert sand of dead habit;
Where the mind is led forward by thee into even-widening thought and action- into that heaven of freedom,
My Father, let my country awake.
Rabindranath Tagore
๏ ณ ที่ใดดวงใจไม่ไหวหวั่น
ไม่พรึงพรั่นหวั่นระแวงแหนงฉงาย
ณ ที่ใดอยู่ได้ด้วยเกียรติพราย
มิต้องค้อมเศียรถวายผู้ใดเลย
๏ ณ ที่ใดไร้ซึ่งอวิชชา
ล้วนวาจาส่อสัตย์จัดเฉลย
ณ ที่ใดโลกหล้าพาเสบย
ไม่เฉยเมยเกี่ยงวิรุธประทุษกัน
๏ ณ ที่ใดมีความพยายามยิ่ง
อุตสาหะเพื่อสิ่งสมบูรณ์มั่น
ณ ที่ใดธารใสแห่งเหตุนั้น
ไม่เหือดแห้งไปพลันด้วยชาชิน
๏ณ ที่ใดดวงใจจรดล
สู่สถลแห่งกรรมกระทำสิ้น
อีกพลังจิตตาเป็นอาจิณ
ขอสวรรค์โปรดยินดลบันดาล
๏มาตุภูมิข้าไซร้ได้สัญจร
สู่นครอันบำราศเรื่องร้าวฉาน
ณ ที่นั้นขอพระโปรดประทาน
ให้สมฤทธิ์กิจการสมใจ เทอญฯ
เรืองอุไร กุศลาสัย ถอดความ จาก Where the mind is without fear
Where knowledge is free;
Where the world has not been broken up into fragments by narrow domestc walls;
Where words come out from the depth of truth;
Where tireless striving stretches its arms towards perfection;
Where the clear stream of reason has not lost its way into the dreary desert sand of dead habit;
Where the mind is led forward by thee into even-widening thought and action- into that heaven of freedom,
My Father, let my country awake.
Rabindranath Tagore
๏ ณ ที่ใดดวงใจไม่ไหวหวั่น
ไม่พรึงพรั่นหวั่นระแวงแหนงฉงาย
ณ ที่ใดอยู่ได้ด้วยเกียรติพราย
มิต้องค้อมเศียรถวายผู้ใดเลย
๏ ณ ที่ใดไร้ซึ่งอวิชชา
ล้วนวาจาส่อสัตย์จัดเฉลย
ณ ที่ใดโลกหล้าพาเสบย
ไม่เฉยเมยเกี่ยงวิรุธประทุษกัน
๏ ณ ที่ใดมีความพยายามยิ่ง
อุตสาหะเพื่อสิ่งสมบูรณ์มั่น
ณ ที่ใดธารใสแห่งเหตุนั้น
ไม่เหือดแห้งไปพลันด้วยชาชิน
๏ณ ที่ใดดวงใจจรดล
สู่สถลแห่งกรรมกระทำสิ้น
อีกพลังจิตตาเป็นอาจิณ
ขอสวรรค์โปรดยินดลบันดาล
๏มาตุภูมิข้าไซร้ได้สัญจร
สู่นครอันบำราศเรื่องร้าวฉาน
ณ ที่นั้นขอพระโปรดประทาน
ให้สมฤทธิ์กิจการสมใจ เทอญฯ
เรืองอุไร กุศลาสัย ถอดความ จาก Where the mind is without fear
21.10.05
จิตวิญญาณนั้นมีค่า อย่าคิดขาย
คอลัมน์ จิตวิวัฒน์
โดย สุมน อมรวิวัฒน์ แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) NewConsciousness@thainhf.org
หลังบ้านของยายมีหนองน้ำกว้าง ยายลงหลักปักผักบุ้งไว้แปลงใหญ่ ทั้งเอาใจใส่ดูแลจนมันงามทอดยอดอวบสะพรั่ง
ทุกเช้ายายพายเรือเล็กออกไปเก็บผักบุ้ง ยายเด็ดทุกยอดอย่างมีความสุข มันคือน้ำพักน้ำแรงของยาย ยายเรียงยอดผักค่อยๆ มัดเป็นกำไม่ให้ช้ำ เมื่อนำผักบุ้งไปขายทั้งหมด มันก็ต่อชีวิตของยาย
โรงเรียนปิดเทอม หลานวัยรุ่น 3-4 คน มาอยู่กับยาย ทุกเช้าเขาพากันพายเรือไปเก็บผักบุ้ง ดึงทึ้งทั้งก้านแก่และยอดอ่อนอย่างสนุก พอได้เต็มลำเรือก็ขยุ้มมัดลวกๆ เอาไปกองขายไม่ได้ราคา กอผักบุ้งในหนองน้ำก็เหี่ยวเฉา เงินที่ได้ก็ไม่ถึงมือยาย
ความสุขของยายได้หายไปแล้ว หลานเห็นผักบุ้งเป็นของเล่น แต่สำหรับยาย ผักบุ้งเป็นยิ่งกว่าผัก มันเป็นจิตวิญญาณของยาย
สล่าคำแกะสลักไม้เนื้ออ่อนเป็นรูปสัตว์นานาชนิด สัตว์แต่ละตัวมีสีหน้าท่าทางน่ารักน่าชังเหมือนมีชีวิต สล่าคำเหลาเกลากลึงเต็มฝีมือ ทำเพราะรัก เพลิดเพลินในงาน และใส่จิตวิญญาณลงไป เขาทำงานไปตามกำลังที่มี ผลงานผลิตออกมาเท่าไหร่ก็ขายหมด มีเงินพอใช้ สล่าคำก็มีความสุขพอสมควร
พ่อค้ามาซื้องานของสล่าคำไปทำต้นแบบ แล้วก็ทำพิมพ์หล่อออกมาด้วยวัสดุอื่น ผลิตจากโรงงานเป็นร้อยเป็นพัน เขาแบ่งกำไรส่วนน้อยให้สล่าคำ เงินส่วนใหญ่เป็นของพ่อค้านายทุน ตุ๊กตาสัตว์เหล่านั้นเป็นตุ๊กตาโหล ไร้จิตวิญญาณ ขาดลักษณะเฉพาะตัว สล่าคำมีเงินมากขึ้น แต่ความสุข ความอิ่มเอิบใจได้หายไปเสียแล้ว
สาวใหญ่เป็นช่างเสริมสวย เธอเบื่อและเซ็งในงานที่ทำจำเจ ทุกวันทำงานซ้ำๆ ยืนสระผม เป่า เซ็ตผม กวาดพื้น ซักผ้าขนหนู งานอะไรไม่สร้างสรรค์เลย เธอแต่งผมคนแล้วคนเล่า เหมือนลูกค้าเป็นหุ่น ตัวเธอเองก็ทำงานเหมือนหุ่นเช่นกัน บรรยากาศในร้านดูทึมๆ และซึมๆ ร้านเสริมสวยร้านนี้ไม่น่าเข้า ดูไม่มีชีวิตชีวา
จิตวิญญาณของงานบริการคือความยิ้มแย้มแจ่มใส เต็มใจ และมีความสุขที่ได้พบผู้มาใช้บริการ สร้างสัมพันธภาพที่ดี สิ่งแวดล้อมสะอาด และบรรยากาศรื่นรมย์สบายใจ
ครูสังคมสอนนักเรียนให้วาดรูปอย่างมีความสุข นักเรียนได้ฟังเพลง ฝึกคิดจินตนาการ สังเกตสิ่งแวดล้อมและหัดใช้อุปกรณ์อย่างถูกต้อง นักเรียนวาดรูปอย่างรื่นรมย์ ผลงานมีสีสัน ชั้นเรียนมีชีวิตชีวา ครูสังคมมีจิตวิญญาณของความเป็นครู
หมู่บ้านเศรษฐีราคาบ้านหลังละสามสิบล้าน ทุกบ้านก่อกำแพงสูง ต่างคนต่างอยู่ บ้านติดกันแต่ไม่รู้จักกัน บ้านหนึ่งเลี้ยงสุนัขเป็นฝูง เพื่อนบ้านเขียนจดหมายไปใส่ตู้รับหนังสือพิมพ์ว่ารำคาญเสียงสุนัขเห่ามาก ถ้าไม่ห้ามสุนัขเห่า เขาจะฟ้องเจ้าหน้าที่เขตให้มาจับสุนัขไป
หมู่บ้านนี้เหมือนหมู่บ้านร้าง เงียบเหงา เห็นแต่ยามหน้าตาถมึงทึง ขี่จักรยานตรวจตราอยู่นานๆ ครั้ง หมู่บ้านเศรษฐีนี้มีราคา แต่ไม่มีจิตวิญญาณของชุมชน
มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมีบริเวณกว้างใหญ่ อาคารสูง สนามกีฬาในร่ม สระน้ำ หอสมุด ฯลฯ พร้อมบริบูรณ์ คณาจารย์มีหน้าที่สอน นักศึกษามีหน้าที่เรียนแล้วสอบให้ได้ ทุกเวลาว่างจะจับกลุ่มอยู่ตามโต๊ะ นักศึกษาแต่งเครื่องแบบที่ไม่ใช่เครื่องแบบ ไม่ใฝ่รู้ ไม่ใฝ่แสวงหาความรู้ คณาจารย์ไม่มีงานวิชาการ ไม่วิจัย ไม่สนใจที่จะช่วยสร้างสรรค์สถาบันสู่ความเป็นเลิศ ถ้าคณบดีมอบหมายภารกิจ เขาจะถามว่าได้ค่าตอบแทนเท่าไหร่ แทนที่จะถามว่าเราจะช่วยกันทำงานให้ดีได้อย่างไร
มหาวิทยาลัยนั้นเป็นองค์กรที่ขาดจิตวิญญาณ เป็นองค์กรที่มีอาการป่วย ต้องการสร้างเสริมสุขภาวะของหน่วยงาน
จิตวิญญาณของมหาวิทยาลัยประกอบด้วยบรรยากาศทางวิชาการ กิจกรรมการเรียนการสอนที่ทั้งครูและศิษย์ค้นคว้า เรียนรู้อย่างมีชีวิตชีวา จัดการความรู้และสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ ฝึกการใช้ปัญญาคิดวิเคราะห์ ใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา และมีกระบวนการปลูกฝังคุณธรรมรวมถึงคุณค่าของบัณฑิตที่มีคุณภาพ
จิตวิญญาณของมหาวิทยาลัย คือ การที่สถาบันมีความสัมพันธ์กับชุมชนและสังคม นิสิตนักศึกษาได้เรียนรู้สภาวะแวดล้อม ปัญหาของสังคม และได้ฝึกจิตอาสาสมัคร ในการร่วมพัฒนาชีวิตชาวบ้าน
มหาวิทยาลัย คณาจารย์ นิสิตนักศึกษา ประชาคม ชุมชน ต่างก็ทำกิจกรรมร่วมกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน มีจิตวิญญาณรวมกัน
กลับมาเรื่องหุ่นอีกครั้ง เมื่อเราได้ดูโขนและหุ่นกระบอก แม้ว่าคนจะสวมหัวโขน หุ่นจะถูกเชิดถูกชัก แต่สีหน้าท่าทางของหุ่นทุกอิริยาบถเคลื่อนไหวตามบทพากย์และเสียงดนตรี คนเชิดหุ่นเขาฝึกซ้อมจนเชี่ยวชาญ ฝึกฝน พัฒนา ทุ่มเทชีวิตจิตใจลงไปกับการเชิดจนบรรสานสอดคล้องกันระหว่างคนกับหุ่นเป็นหนึ่งเดียว หุ่นจึงไม่เป็นเพียงหุ่น มันมีบทบาท มีจิตวิญญาณ
ต่างจากคนแท้ๆ คนเป็นๆ ผู้ที่ไม่รู้จักตนเอง ไม่คิด ไม่ตระหนักในบทบาทภารกิจของตน เพียงมีเหยื่อหรืออามิสสินจ้างมาหลอกล่อ เขาก็ยอมเป็นร่างทรงให้มีคนเชิดอยู่ข้างหลัง คนประเภทนี้มีชีวิตแต่เหมือนหุ่น เขาขาดจิตวิญญาณที่สร้างคุณค่าให้แก่ตนเอง
ในวงการศึกษาและการเมืองมีข้อเสนอที่ซ้ำซากว่า ประเทศของเราต้องมีกระบวนการปลูกฝังจิตวิญญาณประชาธิปไตยให้แก่คนรุ่นใหม่ แต่จะมีความหมายอะไรถ้าการบริหารบ้านเมืองและเนื้อหาในหลักสูตรการศึกษาเป็นเพียงบอกนิยามความหมายของประชาธิปไตยเท่านั้น วิถีการเรียนรู้ กระบวนการเรียนการสอน บรรยากาศการบริหารการศึกษา มิได้เอื้อต่อสิทธิและโอกาสของคนต่างสถานะที่จะสามารถพัฒนาตนไปจนเต็มตามศักยภาพของเขา บรรยากาศทางการเมืองยังขาดสามัคคีธรรม นักการเมืองส่วนใหญ่ไม่สามารถเป็นผู้นำทางอุดมการณ์ประชาธิปไตยได้ ยังคงมีบรรยากาศของความหวาดระแวงและกลวิธีที่ไม่โปร่งใส มีการยอมสยบต่ออิทธิพลและอำนาจ การปฏิรูปการศึกษาและทางการปฏิรูปการเมืองจึงเห็นผลน้อย เพราะยึดติดอยู่กับเนื้อหา แต่ไม่ลงลึกถึงกระบวนการและเสนอแบบอย่างที่ชัดเจน
รายการโทรทัศน์รายการหนึ่งได้ส่งคนไปถามกลุ่มวัยรุ่นในกรุงเทพมหานครว่า รู้ความสำคัญของวันที่ 14 ตุลาคมหรือไม่ ผลคือผู้ตอบเกือบทั้งหมดมีสีหน้างงงวย มีคำตอบที่น่าขัน เช่น 14 ตุลาคม หมายถึงวันที่ 10+4 เป็นต้น
จิตวิญญาณของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยกำลังจะจางหายไป ใครบ้างในบ้านเมืองนี้รู้สึกเดือดร้อน
กรณีตัวอย่างที่ยกมาดังกล่าว ช่วยให้พอจะอนุมานได้อย่างกว้างๆ ว่า จิตวิญญาณนั้นประกอบด้วยจิตใจ ความรัก ความผูกพัน ความตระหนัก และสำนึกในคุณค่า หน้าที่ ความสุขสงบ พอเพียง มีชีวิตชีวา ไม่เห็นแก่ตัว คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน สภาวะของจิตใจเช่นนี้เกิดขึ้นได้จากการฝึกฝน อบรมตนอย่างต่อเนื่องยาวนาน
จิตวิญญาณไม่ใช่วิญญาณและไม่ใช่ภูตผีปิศาจ หากแต่เป็นสภาวะของจิตที่ได้ฝึกดีแล้ว มีความประณีต เปี่ยมด้วยความใส่ใจ เข้าใจและร่วมใจกัน เป็นนามธรรมภายในที่สามารถแสดงออกมาทางอารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรม และการปฏิบัติภารกิจ ขยายความให้กว้างขึ้นอีก จิตวิญญาณก็เป็นต้นธารของความเมตตากรุณา สุนทรียภาพและความสงบสุขทั้งในส่วนตนและสังคม
แม้ว่าจะพยายามอธิบายเรื่องจิตวิญญาณตามนัยของภาษาและถ้อยคำ แต่จิตมนุษย์นี้ยากที่จะนิยามได้ครอบคลุมครบถ้วน สภาวะมันมีปัจจัยและเงื่อนไขต่างๆ ที่มาแปรผันให้จิตวิญญาณของคนและสภาวะของกลุ่มต้องตกต่ำหรือสลายลง
ด้วยเหตุนี้ การเสริมสร้างสุขภาพของคนและสังคมจึงต้องคำนึงถึงสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ภารกิจหนึ่งคือการฝึกฝนและพัฒนาจิตให้ลดความเห็นแก่ตัว รักเพื่อนมนุษย์ และลดความขัดแย้งด้วยปัญญา
สติสัมปชัญญะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ควบคุมมิให้จิตใจคับแคบและตกต่ำ เป็นปัจจัยที่ยกระดับจิตใจของมนุษย์ให้สูงขึ้นจนเป็นอิสระ ก้าวพ้นจากความอยากที่ไร้ขอบเขตและความหวาดกลัว
งานของกลุ่มจิตวิวัฒน์จึงแสดงความพยายามที่จะเน้นภารกิจในการเสริมสร้างสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ใฝ่ฝันที่จะสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งของคนทุกรุ่น ทุกองค์กร เพื่อถักทอความรักและความดีงามให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา
มนุษย์ทุกคน กลุ่มชนทุกกลุ่ม มีคุณค่าและมีศักดิ์ศรี ซึ่งรวมกันเป็นจิตวิญญาณที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตน จึงน่าอัปยศอย่างยิ่งถ้ายอมขายจิตวิญญาณที่สร้างสะสมมายาวนาน
ตัวอย่างในสังคมก็เกิดขึ้นอยู่เนืองๆ มิใช่หรือ
โดย สุมน อมรวิวัฒน์ แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) NewConsciousness@thainhf.org
หลังบ้านของยายมีหนองน้ำกว้าง ยายลงหลักปักผักบุ้งไว้แปลงใหญ่ ทั้งเอาใจใส่ดูแลจนมันงามทอดยอดอวบสะพรั่ง
ทุกเช้ายายพายเรือเล็กออกไปเก็บผักบุ้ง ยายเด็ดทุกยอดอย่างมีความสุข มันคือน้ำพักน้ำแรงของยาย ยายเรียงยอดผักค่อยๆ มัดเป็นกำไม่ให้ช้ำ เมื่อนำผักบุ้งไปขายทั้งหมด มันก็ต่อชีวิตของยาย
โรงเรียนปิดเทอม หลานวัยรุ่น 3-4 คน มาอยู่กับยาย ทุกเช้าเขาพากันพายเรือไปเก็บผักบุ้ง ดึงทึ้งทั้งก้านแก่และยอดอ่อนอย่างสนุก พอได้เต็มลำเรือก็ขยุ้มมัดลวกๆ เอาไปกองขายไม่ได้ราคา กอผักบุ้งในหนองน้ำก็เหี่ยวเฉา เงินที่ได้ก็ไม่ถึงมือยาย
ความสุขของยายได้หายไปแล้ว หลานเห็นผักบุ้งเป็นของเล่น แต่สำหรับยาย ผักบุ้งเป็นยิ่งกว่าผัก มันเป็นจิตวิญญาณของยาย
สล่าคำแกะสลักไม้เนื้ออ่อนเป็นรูปสัตว์นานาชนิด สัตว์แต่ละตัวมีสีหน้าท่าทางน่ารักน่าชังเหมือนมีชีวิต สล่าคำเหลาเกลากลึงเต็มฝีมือ ทำเพราะรัก เพลิดเพลินในงาน และใส่จิตวิญญาณลงไป เขาทำงานไปตามกำลังที่มี ผลงานผลิตออกมาเท่าไหร่ก็ขายหมด มีเงินพอใช้ สล่าคำก็มีความสุขพอสมควร
พ่อค้ามาซื้องานของสล่าคำไปทำต้นแบบ แล้วก็ทำพิมพ์หล่อออกมาด้วยวัสดุอื่น ผลิตจากโรงงานเป็นร้อยเป็นพัน เขาแบ่งกำไรส่วนน้อยให้สล่าคำ เงินส่วนใหญ่เป็นของพ่อค้านายทุน ตุ๊กตาสัตว์เหล่านั้นเป็นตุ๊กตาโหล ไร้จิตวิญญาณ ขาดลักษณะเฉพาะตัว สล่าคำมีเงินมากขึ้น แต่ความสุข ความอิ่มเอิบใจได้หายไปเสียแล้ว
สาวใหญ่เป็นช่างเสริมสวย เธอเบื่อและเซ็งในงานที่ทำจำเจ ทุกวันทำงานซ้ำๆ ยืนสระผม เป่า เซ็ตผม กวาดพื้น ซักผ้าขนหนู งานอะไรไม่สร้างสรรค์เลย เธอแต่งผมคนแล้วคนเล่า เหมือนลูกค้าเป็นหุ่น ตัวเธอเองก็ทำงานเหมือนหุ่นเช่นกัน บรรยากาศในร้านดูทึมๆ และซึมๆ ร้านเสริมสวยร้านนี้ไม่น่าเข้า ดูไม่มีชีวิตชีวา
จิตวิญญาณของงานบริการคือความยิ้มแย้มแจ่มใส เต็มใจ และมีความสุขที่ได้พบผู้มาใช้บริการ สร้างสัมพันธภาพที่ดี สิ่งแวดล้อมสะอาด และบรรยากาศรื่นรมย์สบายใจ
ครูสังคมสอนนักเรียนให้วาดรูปอย่างมีความสุข นักเรียนได้ฟังเพลง ฝึกคิดจินตนาการ สังเกตสิ่งแวดล้อมและหัดใช้อุปกรณ์อย่างถูกต้อง นักเรียนวาดรูปอย่างรื่นรมย์ ผลงานมีสีสัน ชั้นเรียนมีชีวิตชีวา ครูสังคมมีจิตวิญญาณของความเป็นครู
หมู่บ้านเศรษฐีราคาบ้านหลังละสามสิบล้าน ทุกบ้านก่อกำแพงสูง ต่างคนต่างอยู่ บ้านติดกันแต่ไม่รู้จักกัน บ้านหนึ่งเลี้ยงสุนัขเป็นฝูง เพื่อนบ้านเขียนจดหมายไปใส่ตู้รับหนังสือพิมพ์ว่ารำคาญเสียงสุนัขเห่ามาก ถ้าไม่ห้ามสุนัขเห่า เขาจะฟ้องเจ้าหน้าที่เขตให้มาจับสุนัขไป
หมู่บ้านนี้เหมือนหมู่บ้านร้าง เงียบเหงา เห็นแต่ยามหน้าตาถมึงทึง ขี่จักรยานตรวจตราอยู่นานๆ ครั้ง หมู่บ้านเศรษฐีนี้มีราคา แต่ไม่มีจิตวิญญาณของชุมชน
มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมีบริเวณกว้างใหญ่ อาคารสูง สนามกีฬาในร่ม สระน้ำ หอสมุด ฯลฯ พร้อมบริบูรณ์ คณาจารย์มีหน้าที่สอน นักศึกษามีหน้าที่เรียนแล้วสอบให้ได้ ทุกเวลาว่างจะจับกลุ่มอยู่ตามโต๊ะ นักศึกษาแต่งเครื่องแบบที่ไม่ใช่เครื่องแบบ ไม่ใฝ่รู้ ไม่ใฝ่แสวงหาความรู้ คณาจารย์ไม่มีงานวิชาการ ไม่วิจัย ไม่สนใจที่จะช่วยสร้างสรรค์สถาบันสู่ความเป็นเลิศ ถ้าคณบดีมอบหมายภารกิจ เขาจะถามว่าได้ค่าตอบแทนเท่าไหร่ แทนที่จะถามว่าเราจะช่วยกันทำงานให้ดีได้อย่างไร
มหาวิทยาลัยนั้นเป็นองค์กรที่ขาดจิตวิญญาณ เป็นองค์กรที่มีอาการป่วย ต้องการสร้างเสริมสุขภาวะของหน่วยงาน
จิตวิญญาณของมหาวิทยาลัยประกอบด้วยบรรยากาศทางวิชาการ กิจกรรมการเรียนการสอนที่ทั้งครูและศิษย์ค้นคว้า เรียนรู้อย่างมีชีวิตชีวา จัดการความรู้และสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ ฝึกการใช้ปัญญาคิดวิเคราะห์ ใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา และมีกระบวนการปลูกฝังคุณธรรมรวมถึงคุณค่าของบัณฑิตที่มีคุณภาพ
จิตวิญญาณของมหาวิทยาลัย คือ การที่สถาบันมีความสัมพันธ์กับชุมชนและสังคม นิสิตนักศึกษาได้เรียนรู้สภาวะแวดล้อม ปัญหาของสังคม และได้ฝึกจิตอาสาสมัคร ในการร่วมพัฒนาชีวิตชาวบ้าน
มหาวิทยาลัย คณาจารย์ นิสิตนักศึกษา ประชาคม ชุมชน ต่างก็ทำกิจกรรมร่วมกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน มีจิตวิญญาณรวมกัน
กลับมาเรื่องหุ่นอีกครั้ง เมื่อเราได้ดูโขนและหุ่นกระบอก แม้ว่าคนจะสวมหัวโขน หุ่นจะถูกเชิดถูกชัก แต่สีหน้าท่าทางของหุ่นทุกอิริยาบถเคลื่อนไหวตามบทพากย์และเสียงดนตรี คนเชิดหุ่นเขาฝึกซ้อมจนเชี่ยวชาญ ฝึกฝน พัฒนา ทุ่มเทชีวิตจิตใจลงไปกับการเชิดจนบรรสานสอดคล้องกันระหว่างคนกับหุ่นเป็นหนึ่งเดียว หุ่นจึงไม่เป็นเพียงหุ่น มันมีบทบาท มีจิตวิญญาณ
ต่างจากคนแท้ๆ คนเป็นๆ ผู้ที่ไม่รู้จักตนเอง ไม่คิด ไม่ตระหนักในบทบาทภารกิจของตน เพียงมีเหยื่อหรืออามิสสินจ้างมาหลอกล่อ เขาก็ยอมเป็นร่างทรงให้มีคนเชิดอยู่ข้างหลัง คนประเภทนี้มีชีวิตแต่เหมือนหุ่น เขาขาดจิตวิญญาณที่สร้างคุณค่าให้แก่ตนเอง
ในวงการศึกษาและการเมืองมีข้อเสนอที่ซ้ำซากว่า ประเทศของเราต้องมีกระบวนการปลูกฝังจิตวิญญาณประชาธิปไตยให้แก่คนรุ่นใหม่ แต่จะมีความหมายอะไรถ้าการบริหารบ้านเมืองและเนื้อหาในหลักสูตรการศึกษาเป็นเพียงบอกนิยามความหมายของประชาธิปไตยเท่านั้น วิถีการเรียนรู้ กระบวนการเรียนการสอน บรรยากาศการบริหารการศึกษา มิได้เอื้อต่อสิทธิและโอกาสของคนต่างสถานะที่จะสามารถพัฒนาตนไปจนเต็มตามศักยภาพของเขา บรรยากาศทางการเมืองยังขาดสามัคคีธรรม นักการเมืองส่วนใหญ่ไม่สามารถเป็นผู้นำทางอุดมการณ์ประชาธิปไตยได้ ยังคงมีบรรยากาศของความหวาดระแวงและกลวิธีที่ไม่โปร่งใส มีการยอมสยบต่ออิทธิพลและอำนาจ การปฏิรูปการศึกษาและทางการปฏิรูปการเมืองจึงเห็นผลน้อย เพราะยึดติดอยู่กับเนื้อหา แต่ไม่ลงลึกถึงกระบวนการและเสนอแบบอย่างที่ชัดเจน
รายการโทรทัศน์รายการหนึ่งได้ส่งคนไปถามกลุ่มวัยรุ่นในกรุงเทพมหานครว่า รู้ความสำคัญของวันที่ 14 ตุลาคมหรือไม่ ผลคือผู้ตอบเกือบทั้งหมดมีสีหน้างงงวย มีคำตอบที่น่าขัน เช่น 14 ตุลาคม หมายถึงวันที่ 10+4 เป็นต้น
จิตวิญญาณของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยกำลังจะจางหายไป ใครบ้างในบ้านเมืองนี้รู้สึกเดือดร้อน
กรณีตัวอย่างที่ยกมาดังกล่าว ช่วยให้พอจะอนุมานได้อย่างกว้างๆ ว่า จิตวิญญาณนั้นประกอบด้วยจิตใจ ความรัก ความผูกพัน ความตระหนัก และสำนึกในคุณค่า หน้าที่ ความสุขสงบ พอเพียง มีชีวิตชีวา ไม่เห็นแก่ตัว คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน สภาวะของจิตใจเช่นนี้เกิดขึ้นได้จากการฝึกฝน อบรมตนอย่างต่อเนื่องยาวนาน
จิตวิญญาณไม่ใช่วิญญาณและไม่ใช่ภูตผีปิศาจ หากแต่เป็นสภาวะของจิตที่ได้ฝึกดีแล้ว มีความประณีต เปี่ยมด้วยความใส่ใจ เข้าใจและร่วมใจกัน เป็นนามธรรมภายในที่สามารถแสดงออกมาทางอารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรม และการปฏิบัติภารกิจ ขยายความให้กว้างขึ้นอีก จิตวิญญาณก็เป็นต้นธารของความเมตตากรุณา สุนทรียภาพและความสงบสุขทั้งในส่วนตนและสังคม
แม้ว่าจะพยายามอธิบายเรื่องจิตวิญญาณตามนัยของภาษาและถ้อยคำ แต่จิตมนุษย์นี้ยากที่จะนิยามได้ครอบคลุมครบถ้วน สภาวะมันมีปัจจัยและเงื่อนไขต่างๆ ที่มาแปรผันให้จิตวิญญาณของคนและสภาวะของกลุ่มต้องตกต่ำหรือสลายลง
ด้วยเหตุนี้ การเสริมสร้างสุขภาพของคนและสังคมจึงต้องคำนึงถึงสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ภารกิจหนึ่งคือการฝึกฝนและพัฒนาจิตให้ลดความเห็นแก่ตัว รักเพื่อนมนุษย์ และลดความขัดแย้งด้วยปัญญา
สติสัมปชัญญะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ควบคุมมิให้จิตใจคับแคบและตกต่ำ เป็นปัจจัยที่ยกระดับจิตใจของมนุษย์ให้สูงขึ้นจนเป็นอิสระ ก้าวพ้นจากความอยากที่ไร้ขอบเขตและความหวาดกลัว
งานของกลุ่มจิตวิวัฒน์จึงแสดงความพยายามที่จะเน้นภารกิจในการเสริมสร้างสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ใฝ่ฝันที่จะสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งของคนทุกรุ่น ทุกองค์กร เพื่อถักทอความรักและความดีงามให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา
มนุษย์ทุกคน กลุ่มชนทุกกลุ่ม มีคุณค่าและมีศักดิ์ศรี ซึ่งรวมกันเป็นจิตวิญญาณที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตน จึงน่าอัปยศอย่างยิ่งถ้ายอมขายจิตวิญญาณที่สร้างสะสมมายาวนาน
ตัวอย่างในสังคมก็เกิดขึ้นอยู่เนืองๆ มิใช่หรือ
17.10.05
หาก..
วิจักขณ์
กุมภาพันธ์ ๔๕
สวนโมกข์นานาชาติ

๏ หากสายลมพัดพาชะตาชีวิต
ฟ้าลิขิตเส้นทางทุกย่างก้าว
เคราะห์ดีร้ายดูได้ด้วยเดือนดาว
กรรมดำขาวล้วนติดกายมาหลายกัลป์ ฯ
๏ หากชีวิตดีได้เพราะไหว้ขอ
ด้วยการรอเทพยดามาเสกสรรค์
ชีวิตนี้คงไม่มีความสำคัญ
ที่จะสรรค์สร้างความงามได้ตามใจ
กุมภาพันธ์ ๔๕
สวนโมกข์นานาชาติ

๏ หากสายลมพัดพาชะตาชีวิต
ฟ้าลิขิตเส้นทางทุกย่างก้าว
เคราะห์ดีร้ายดูได้ด้วยเดือนดาว
กรรมดำขาวล้วนติดกายมาหลายกัลป์ ฯ
๏ หากชีวิตดีได้เพราะไหว้ขอ
ด้วยการรอเทพยดามาเสกสรรค์
ชีวิตนี้คงไม่มีความสำคัญ
ที่จะสรรค์สร้างความงามได้ตามใจ
ย่ำเหยาะเหยาะ...ฝนเปาะแปะ
วิจักขณ์
สวนโมกข์
มีนาคม ๔๕

เปาะแปะ เปาะแปะ แปะเปาะแปะ
ฝนหยดแหมะ แฉะแฉะ แหมะแหมะเหมาะ
ย่ำย่ำเลน เอนลื่น ฝืนลัดเลาะ
ย่ำเหยาะเหยาะ แหมะเหมาะ ฝนเปาะแปะ
อบอบ อืดอืด อืดอบอบ
คางคกกบ ร้องอบอบ อบอบแอะ
ออกหาคู่ อู้หากิน กันเยอะแยะ
อบอบแอะ แหมะแหมะ ฝนแปะเปาะ
ย่ำย่ำย่ำ เหยาะเหยาะ ลัดเลาะแอ่ง
ฝนเริ่มแรง แอ่งเริ่มนอง คลองเหมาะเหมาะ
ปลาแหวกว่าย คางคกหลบ กบเอ๊าะเอ๊าะ
ย่ำเหยาะเหยาะ แผละเผลาะเผลอะ ทางเฉอะแฉะ
อุปสรรค ขวากหนาม ยามฝนตก
ทางก็รก โคลนก็ลื่น ขืนเหยาะแหยะ
เสียงหัวเราะ เยาะนินทา ว่าเยอะแยะ
อบอบแอะ แหะแหะ แหมะแหมะเหมาะ
ก้าวต่อไป ใจมุ่งมั่น วันฟ้าใส
เดินก้าวไป ผ่านสายฝน หล่นแปะเปาะ
ฝ่ากบเขียด เสียดนินทา ว่าแยะเยาะ
ย่ำเหยาะเหยาะ ใจไม่เสาะ ไม่เหลาะแหละ...
สวนโมกข์
มีนาคม ๔๕

เปาะแปะ เปาะแปะ แปะเปาะแปะ
ฝนหยดแหมะ แฉะแฉะ แหมะแหมะเหมาะ
ย่ำย่ำเลน เอนลื่น ฝืนลัดเลาะ
ย่ำเหยาะเหยาะ แหมะเหมาะ ฝนเปาะแปะ
อบอบ อืดอืด อืดอบอบ
คางคกกบ ร้องอบอบ อบอบแอะ
ออกหาคู่ อู้หากิน กันเยอะแยะ
อบอบแอะ แหมะแหมะ ฝนแปะเปาะ
ย่ำย่ำย่ำ เหยาะเหยาะ ลัดเลาะแอ่ง
ฝนเริ่มแรง แอ่งเริ่มนอง คลองเหมาะเหมาะ
ปลาแหวกว่าย คางคกหลบ กบเอ๊าะเอ๊าะ
ย่ำเหยาะเหยาะ แผละเผลาะเผลอะ ทางเฉอะแฉะ
อุปสรรค ขวากหนาม ยามฝนตก
ทางก็รก โคลนก็ลื่น ขืนเหยาะแหยะ
เสียงหัวเราะ เยาะนินทา ว่าเยอะแยะ
อบอบแอะ แหะแหะ แหมะแหมะเหมาะ
ก้าวต่อไป ใจมุ่งมั่น วันฟ้าใส
เดินก้าวไป ผ่านสายฝน หล่นแปะเปาะ
ฝ่ากบเขียด เสียดนินทา ว่าแยะเยาะ
ย่ำเหยาะเหยาะ ใจไม่เสาะ ไม่เหลาะแหละ...
16.10.05
Spiritual Bypassing - มายาภาพจิตวิวัฒน์
วิจักขณ์ พานิช เขียน
มีคำกล่าวในพุทธศาสนาฝ่ายวัชรยานกล่าวเตือนผู้ปฏิบัติธรรมไว้ว่า “ยิ่งเส้นทางที่เราเดินนำไปสู่ประสบการณ์ที่มีพลัง และลึกซึ้งมากเท่าไร กับดักก็ดูจะยิ่งกว้างและลึกตามไปมากเท่านั้น”
คำกล่าวนี้ดูจะสะท้อนความจริงในวิกฤตพุทธศาสนาที่เรากำลังเผชิญอยู่ เมื่อเราได้ยินเรื่องของพระอรหันต์ อริยสงฆ์ การตรัสรู้ โลกพระศรีอารย์ การปกป้องพระศาสนา หรือแม้แต่ “จิตวิวัฒน์” เองก็ตามที คนมากมายกลับเข้าใจสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ภายนอกตัว ซึ่งดูจะต่างจากสิ่งที่บรรพบุรุษมนุษยชาติพยายามสืบค้น แสวงหาคำตอบ นั่นคือ เส้นทางของประสบการณ์การเข้าถึงความจริงสูงสุดภายใน การรู้จักตนเอง เข้าใจหน้าที่และศักยภาพสูงสุดของความเป็นมนุษย์ หลอมรวม เรียนรู้และก้าวข้าม เมฆหมอกของความไม่รู้ ที่ดูจะอยู่คู่กับสังคมโลกียะมาโดยตลอด
เรื่องเหล่านี้จึงเป็นเสมือนดาบสองคม ที่เมื่อคนส่วนมากกลับชอบที่จะพูดถึง กลับมีน้อยคนที่จะค้นหา เรียนรู้ ปฏิบัติ และเผชิญหน้ากับชีวิต เพื่อการเรียนรู้เข้าถึงความจริงนั้นด้วยประสบการณ์ตรงของตนเอง มันกลับกลายเป็นกับดักตัวเอง จากการที่เรามัวแต่พูด ตีความถกเถียง ถึงสิ่งที่เราไม่เคยคิดที่จะเริ่มเรียนรู้ เปลี่ยนแปลงตัวเอง และสัมผัสความงามตามประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงของชีวิตด้านใน เรากำลังหมกมุ่นกับมายาภาพที่ล่องลอย พอกพูนทับถมเมฆหมอกแห่งความสับสนและความไม่รู้ให้หนาแน่นหนักยิ่งกว่าเก่า แนวทางที่เราเลือกใช้กับกลายเป็น Outside In เลือกที่จะเชื่อ เพิ่มพูนความสับสนและติดขัดจากเสียงภายนอกที่ตายแล้ว แทนที่จะเป็น Inside Out จากพลังแห่งการเรียนรู้และตื่นรู้อันเป็นพื้นฐานแห่งเสียงด้านในที่มีชีวิต
สิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับในสถานการณ์ความเป็นจริงของโลกสมัยใหม่ ก็คือ เราทุกคนกำลังว่ายเวียนอยู่ในโลกแห่งข้อมูล ความเชื่อ แนวปฏิบัติ สิ่งที่บอกๆต่อกันมาจนไม่มีใครรู้ว่าอะไรจริง อะไรเท็จ แม้แต่ในโลกแห่งธรรมะเองก็ตามที ที่ไม่มีใครสามารถบอกได้อย่างชัดเจนอีกต่อไป ว่าเราควรจะเชื่อถือใคร และเชื่อถืออะไรได้บ้าง เพราะทุกสิ่งดูจะท่วมท้นจากรอบด้าน หนังสือธรรมะเป็นหมื่นเป็นแสน วัดและศูนย์ปฏิบัติธรรมหลากหลายสำนัก ธรรมาจารย์ผู้อ้างตนเป็นอริยบุคคลผู้เข้าถึงความจริงสูงสุด กิจกรรมทางศาสนาที่ปนเปเข้ากับการแสวงหาชื่อเสียงและผลประโยชน์ทางโลก จนยากที่เราจะแยกแยะกันได้อีกต่อไป
ดูเหมือนว่าจิตวิญญาณความตื่นของพระพุทธองค์ กำลังถูกบิดเบือนสู่มายาภาพของความเป็นพระพุทธองค์ภายนอก ไม่มีใครอยากที่จะค้นหา เรียนรู้ “พระพุทธองค์ภายใน” หรือไม่ก็คิดว่ามันไม่มีอยู่จริงเอาเสียเลย
ในยุคมืดของมนุษยชาติ ที่กำลังถูกครอบงำด้วยกระแสอวิชชาอันเชี่ยวกราดทั้งไสยศาสตร์ตะวันตกและไสยศาสตร์ตะวันออก ด้วยพลังแห่งทุนนิยม วัตถุนิยมโลกาภิวัฒน์ วิทยาศาสตร์แยกส่วน อำนาจการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา สื่อ หรือแม้แต่อำนาจอวิชชาในคราบของศาสนาเองก็ตามที ที่แพร่กระจายไปยังทุกซอก ทุกหลืบมุมของผืนโลก เราควรต้องตระหนักได้แล้วว่า เราไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าต่อการพุ่งปะทะของวัฒนธรรมโลกสมัยใหม่ได้อีกต่อไปแล้ว ยิ่งเราพยายามหนีความเป็นจริงมากเท่าไหร่ ความจริงของมนุษยชาติที่เราพยายามแสวงหาก็ดูจะวิ่งหนีเราไปมากเท่านั้น
แต่แล้วเมื่อเราเลือกที่จะวิ่งหนี นิพพาน จึงกลายเป็นดินแดนแสนสงบ ที่อยู่ไกลจากความเป็นจริง แยกขาดจากความทุกข์ ความสับสนในสังคม ผู้คนต่างก็วิ่งหนีปัญหาที่นับวันก็ยิ่งจะซับซ้อนขึ้น ทิ้งความกลัวให้ตกตะกอนนอนก้นอยู่ภายใน จากนั้นจึงใช้การปฏิบัติธรรมหรือการแสวงหาความวิเวก ในลักษณะของการสร้างมายาภาพของการหลุดพ้น บนฐานของความเพิกเฉยต่อโลกแห่งความเป็นจริง เสกให้นิพพาน หรืออรหัตผลปรากฏขึ้นอย่างแยกขาดจากชีวิตที่เราต่างเผชิญนั้น
เป็นมายาภาพของความสุข สงบ เย็น หรือ “ความสำเร็จ”ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนปัญญาการมองเห็นธรรมชาติตามที่เป็นจริงของความทุกข์ที่ซับซ้อนในโลกสมัยใหม่เลยแม้แต่น้อย
จอห์น เวลวูด (John Welwood) นักจิตวิทยาชาวตะวันตก ลูกศิษย์คนหนึ่งของเชอเกียม ตรุงปะ ได้เขียนถึงปรากฏการณ์การเลี่ยงเผชิญกับจริงในลักษณะที่ว่านี้ ในหนังสือ Toward a Psychology of Awakening เขาเป็นคนแรกที่ประดิษฐ์คำว่า Spiritual Bypassing เพื่อใช้อธิบายปรากฎการณ์กับดักทางจิตวิญญาณที่เกิดขึ้นในสังคมของผู้ปฏิบัติธรรม หรือ ในกรณีของบ้านเราที่เป็นสังคมพุทธ ก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็นกับดักของคนไทยเกือบทั้งประเทศเลยก็ว่าได้
“ตั้งแต่ทศวรรษ ๑๙๗๐ เป็นต้นมา ผมเริ่มสังเกตเห็นแนวโน้มอันน่าเคลือบแคลงอย่างหนึ่งในสังคมของผู้ที่เรียกตนเองว่า “ชาวพุทธ” หรือ “ผู้มีธรรมะ” เป็นแนวโน้มของการใช้ธรรมะเพื่อการเบี่ยง หรือ เลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับปมทางอารมณ์ หรือปัญหาส่วนตัวที่เกิดขึ้นในชีวิต มันกลายเป็นความปรารถนาที่จะหาทางออกในลักษณะการ “วิ่งหนี” จากความทุกข์พื้นฐานของความเป็นมนุษย์ที่ดูจะท่วมท้นเรา ไม่ว่าจะเป็น กรรมเก่า เหตุปัจจัยต่างๆทั้งภายในและภายนอก ร่างกาย บุคลิก นิสัย อารมณ์ (รวมถึงอารมณ์ทางเพศ) จนถึง ครอบครัว สังคม และผู้คนรอบข้าง สิ่งเหล่านี้กลายเป็นแรงผลักให้ผู้คนหันมาสู่ศาสนา ทำให้เกิดแนวโน้มของการพยายามถีบตัวเองให้อยู่เหนือสิ่งที่เราไม่อยากจะเผชิญในตนเองและผู้อื่น”
Spiritual Bypassing จึงอาจจะเปรียบได้กับ ความปรารถนาจะหาทางลัดหรือทางเบี่ยงสู่พระนิพพานในแบบที่ไม่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหา ความทุกข์ ความเป็นจริงที่เจ็บปวดของชีวิต หลีกหนีที่จะเผชิญต่อจิตใจของตัวเองที่ยังเต็มไปด้วยความคับแคบ ความกลัว ความหมกมุ่น ความเย่อหยิ่งหรือ ความยึดมั่นถือมั่นตามความเชื่อของตน
จอห์น เวลวูด ได้กล่าวถึงผลที่เกิดขึ้นว่า “คนเหล่านั้นกลับใช้ธรรมะและการปฏิบัติธรรมเป็นหนทางที่จะเสกสร้าง “ตัวตนทางจิตวิญญาณ (Spiritual Identity)” ซึ่งจริงๆแล้วมันก็คือ อัตตาที่คับแคบอันเดิม ที่พวกเขาไม่สามารถทนได้ ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากที่จะเผชิญหน้ากับมัน Spiritual Bypassing จึงเป็นเสมือนกระบวนการบรรจุหีบห่อใหม่ให้กับตัวตนเก่า ดูน่ามองขึ้น”
เราจึงเห็นคนจำนวนมากหรือแม้แต่เกจิอาจารย์หลายๆท่าน กำลังใช้ธรรมะ หรือการปฏิบัติธรรม เพื่อการปกป้องอะไรบางอย่าง ที่ไม่สามารถถูกเปิดเผย หรือตั้งคำถามได้ เป็นตัวตนทางจิตวิญญาณ “พระอรหันต์?” ที่ไม่มีใครสามารถท้าทาย หรือ วิพากษ์วิจารณ์ได้ “For example, those who need to see themselves as special will often emphasize the specialness of their spiritual insight and practice, or their special relation to their teacher, to shore up a sense of self-importance.” (Welwood, p.12)
วิกฤตพุทธศาสนาในบ้านเราดูจะสามารถเข้ากันได้ดีกับคำอธิบายในเรื่องนี้ของจอห์น เวลวูด เมื่อคนจำนวนมากกำลังสับสนวิถีพุทธ ให้กลายเป็นเป้าหมายสูงสุด แทนที่จะเป็นกระบวนการ หรือ วิถีปฏิบัติที่ง่ายงามในการเผชิญความจริงในชีวิตประจำวัน เมื่อเรากำลังทำให้ “ความจริง” ตัดขาดจาก “ชีวิตจริง” เราก็กำลังหยิบยื่นการเข้าถึงความจริง ให้กับคนหยิบมือหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นผู้ครอบครองความจริงไปโดยอัตโนมัติ และคงเป็นเรื่องน่าเศร้ายิ่งนัก หากเรากำลังแสวงหา “ผู้ปลดปล่อย” “ผู้นำ” “ฮีโร่” หรือ “พระอรหันต์” ในฐานะเป็นสิ่งภายนอก ที่จะมาช่วยเรา โดยที่เราชาวพุทธทำได้เพียงแบมือขอ หรือ เชื่อศรัทธาอย่างงมงาย โดยไม่รู้จักที่จะยืนบนลำแข้งแห่งความ “ตื่นรู้” ที่มีอยู่ในตัวเราเอง เรากำลังยอมจำนนที่จะหยิบยื่นศักยภาพของความตื่น “พุทธสภาวะ” ที่เป็นธรรมชาติ “ธรรมดา” ของพื้นฐานชีวิตด้านใน ไปเลี้ยงดูตัวตนทางจิตวิญญาณของคนเพียงหยิบมือที่กำลังโฆษณาตัวเองเป็นผู้ปกป้องพระศาสนา ด้วยความหลับใหลอย่างไม่รู้ตัว
มีคำกล่าวในพุทธศาสนาฝ่ายวัชรยานกล่าวเตือนผู้ปฏิบัติธรรมไว้ว่า “ยิ่งเส้นทางที่เราเดินนำไปสู่ประสบการณ์ที่มีพลัง และลึกซึ้งมากเท่าไร กับดักก็ดูจะยิ่งกว้างและลึกตามไปมากเท่านั้น”
คำกล่าวนี้ดูจะสะท้อนความจริงในวิกฤตพุทธศาสนาที่เรากำลังเผชิญอยู่ เมื่อเราได้ยินเรื่องของพระอรหันต์ อริยสงฆ์ การตรัสรู้ โลกพระศรีอารย์ การปกป้องพระศาสนา หรือแม้แต่ “จิตวิวัฒน์” เองก็ตามที คนมากมายกลับเข้าใจสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ภายนอกตัว ซึ่งดูจะต่างจากสิ่งที่บรรพบุรุษมนุษยชาติพยายามสืบค้น แสวงหาคำตอบ นั่นคือ เส้นทางของประสบการณ์การเข้าถึงความจริงสูงสุดภายใน การรู้จักตนเอง เข้าใจหน้าที่และศักยภาพสูงสุดของความเป็นมนุษย์ หลอมรวม เรียนรู้และก้าวข้าม เมฆหมอกของความไม่รู้ ที่ดูจะอยู่คู่กับสังคมโลกียะมาโดยตลอด
เรื่องเหล่านี้จึงเป็นเสมือนดาบสองคม ที่เมื่อคนส่วนมากกลับชอบที่จะพูดถึง กลับมีน้อยคนที่จะค้นหา เรียนรู้ ปฏิบัติ และเผชิญหน้ากับชีวิต เพื่อการเรียนรู้เข้าถึงความจริงนั้นด้วยประสบการณ์ตรงของตนเอง มันกลับกลายเป็นกับดักตัวเอง จากการที่เรามัวแต่พูด ตีความถกเถียง ถึงสิ่งที่เราไม่เคยคิดที่จะเริ่มเรียนรู้ เปลี่ยนแปลงตัวเอง และสัมผัสความงามตามประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงของชีวิตด้านใน เรากำลังหมกมุ่นกับมายาภาพที่ล่องลอย พอกพูนทับถมเมฆหมอกแห่งความสับสนและความไม่รู้ให้หนาแน่นหนักยิ่งกว่าเก่า แนวทางที่เราเลือกใช้กับกลายเป็น Outside In เลือกที่จะเชื่อ เพิ่มพูนความสับสนและติดขัดจากเสียงภายนอกที่ตายแล้ว แทนที่จะเป็น Inside Out จากพลังแห่งการเรียนรู้และตื่นรู้อันเป็นพื้นฐานแห่งเสียงด้านในที่มีชีวิต
สิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับในสถานการณ์ความเป็นจริงของโลกสมัยใหม่ ก็คือ เราทุกคนกำลังว่ายเวียนอยู่ในโลกแห่งข้อมูล ความเชื่อ แนวปฏิบัติ สิ่งที่บอกๆต่อกันมาจนไม่มีใครรู้ว่าอะไรจริง อะไรเท็จ แม้แต่ในโลกแห่งธรรมะเองก็ตามที ที่ไม่มีใครสามารถบอกได้อย่างชัดเจนอีกต่อไป ว่าเราควรจะเชื่อถือใคร และเชื่อถืออะไรได้บ้าง เพราะทุกสิ่งดูจะท่วมท้นจากรอบด้าน หนังสือธรรมะเป็นหมื่นเป็นแสน วัดและศูนย์ปฏิบัติธรรมหลากหลายสำนัก ธรรมาจารย์ผู้อ้างตนเป็นอริยบุคคลผู้เข้าถึงความจริงสูงสุด กิจกรรมทางศาสนาที่ปนเปเข้ากับการแสวงหาชื่อเสียงและผลประโยชน์ทางโลก จนยากที่เราจะแยกแยะกันได้อีกต่อไป
ดูเหมือนว่าจิตวิญญาณความตื่นของพระพุทธองค์ กำลังถูกบิดเบือนสู่มายาภาพของความเป็นพระพุทธองค์ภายนอก ไม่มีใครอยากที่จะค้นหา เรียนรู้ “พระพุทธองค์ภายใน” หรือไม่ก็คิดว่ามันไม่มีอยู่จริงเอาเสียเลย
ในยุคมืดของมนุษยชาติ ที่กำลังถูกครอบงำด้วยกระแสอวิชชาอันเชี่ยวกราดทั้งไสยศาสตร์ตะวันตกและไสยศาสตร์ตะวันออก ด้วยพลังแห่งทุนนิยม วัตถุนิยมโลกาภิวัฒน์ วิทยาศาสตร์แยกส่วน อำนาจการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา สื่อ หรือแม้แต่อำนาจอวิชชาในคราบของศาสนาเองก็ตามที ที่แพร่กระจายไปยังทุกซอก ทุกหลืบมุมของผืนโลก เราควรต้องตระหนักได้แล้วว่า เราไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าต่อการพุ่งปะทะของวัฒนธรรมโลกสมัยใหม่ได้อีกต่อไปแล้ว ยิ่งเราพยายามหนีความเป็นจริงมากเท่าไหร่ ความจริงของมนุษยชาติที่เราพยายามแสวงหาก็ดูจะวิ่งหนีเราไปมากเท่านั้น
แต่แล้วเมื่อเราเลือกที่จะวิ่งหนี นิพพาน จึงกลายเป็นดินแดนแสนสงบ ที่อยู่ไกลจากความเป็นจริง แยกขาดจากความทุกข์ ความสับสนในสังคม ผู้คนต่างก็วิ่งหนีปัญหาที่นับวันก็ยิ่งจะซับซ้อนขึ้น ทิ้งความกลัวให้ตกตะกอนนอนก้นอยู่ภายใน จากนั้นจึงใช้การปฏิบัติธรรมหรือการแสวงหาความวิเวก ในลักษณะของการสร้างมายาภาพของการหลุดพ้น บนฐานของความเพิกเฉยต่อโลกแห่งความเป็นจริง เสกให้นิพพาน หรืออรหัตผลปรากฏขึ้นอย่างแยกขาดจากชีวิตที่เราต่างเผชิญนั้น
เป็นมายาภาพของความสุข สงบ เย็น หรือ “ความสำเร็จ”ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนปัญญาการมองเห็นธรรมชาติตามที่เป็นจริงของความทุกข์ที่ซับซ้อนในโลกสมัยใหม่เลยแม้แต่น้อย
จอห์น เวลวูด (John Welwood) นักจิตวิทยาชาวตะวันตก ลูกศิษย์คนหนึ่งของเชอเกียม ตรุงปะ ได้เขียนถึงปรากฏการณ์การเลี่ยงเผชิญกับจริงในลักษณะที่ว่านี้ ในหนังสือ Toward a Psychology of Awakening เขาเป็นคนแรกที่ประดิษฐ์คำว่า Spiritual Bypassing เพื่อใช้อธิบายปรากฎการณ์กับดักทางจิตวิญญาณที่เกิดขึ้นในสังคมของผู้ปฏิบัติธรรม หรือ ในกรณีของบ้านเราที่เป็นสังคมพุทธ ก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็นกับดักของคนไทยเกือบทั้งประเทศเลยก็ว่าได้
“ตั้งแต่ทศวรรษ ๑๙๗๐ เป็นต้นมา ผมเริ่มสังเกตเห็นแนวโน้มอันน่าเคลือบแคลงอย่างหนึ่งในสังคมของผู้ที่เรียกตนเองว่า “ชาวพุทธ” หรือ “ผู้มีธรรมะ” เป็นแนวโน้มของการใช้ธรรมะเพื่อการเบี่ยง หรือ เลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับปมทางอารมณ์ หรือปัญหาส่วนตัวที่เกิดขึ้นในชีวิต มันกลายเป็นความปรารถนาที่จะหาทางออกในลักษณะการ “วิ่งหนี” จากความทุกข์พื้นฐานของความเป็นมนุษย์ที่ดูจะท่วมท้นเรา ไม่ว่าจะเป็น กรรมเก่า เหตุปัจจัยต่างๆทั้งภายในและภายนอก ร่างกาย บุคลิก นิสัย อารมณ์ (รวมถึงอารมณ์ทางเพศ) จนถึง ครอบครัว สังคม และผู้คนรอบข้าง สิ่งเหล่านี้กลายเป็นแรงผลักให้ผู้คนหันมาสู่ศาสนา ทำให้เกิดแนวโน้มของการพยายามถีบตัวเองให้อยู่เหนือสิ่งที่เราไม่อยากจะเผชิญในตนเองและผู้อื่น”
Spiritual Bypassing จึงอาจจะเปรียบได้กับ ความปรารถนาจะหาทางลัดหรือทางเบี่ยงสู่พระนิพพานในแบบที่ไม่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหา ความทุกข์ ความเป็นจริงที่เจ็บปวดของชีวิต หลีกหนีที่จะเผชิญต่อจิตใจของตัวเองที่ยังเต็มไปด้วยความคับแคบ ความกลัว ความหมกมุ่น ความเย่อหยิ่งหรือ ความยึดมั่นถือมั่นตามความเชื่อของตน
จอห์น เวลวูด ได้กล่าวถึงผลที่เกิดขึ้นว่า “คนเหล่านั้นกลับใช้ธรรมะและการปฏิบัติธรรมเป็นหนทางที่จะเสกสร้าง “ตัวตนทางจิตวิญญาณ (Spiritual Identity)” ซึ่งจริงๆแล้วมันก็คือ อัตตาที่คับแคบอันเดิม ที่พวกเขาไม่สามารถทนได้ ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากที่จะเผชิญหน้ากับมัน Spiritual Bypassing จึงเป็นเสมือนกระบวนการบรรจุหีบห่อใหม่ให้กับตัวตนเก่า ดูน่ามองขึ้น”
เราจึงเห็นคนจำนวนมากหรือแม้แต่เกจิอาจารย์หลายๆท่าน กำลังใช้ธรรมะ หรือการปฏิบัติธรรม เพื่อการปกป้องอะไรบางอย่าง ที่ไม่สามารถถูกเปิดเผย หรือตั้งคำถามได้ เป็นตัวตนทางจิตวิญญาณ “พระอรหันต์?” ที่ไม่มีใครสามารถท้าทาย หรือ วิพากษ์วิจารณ์ได้ “For example, those who need to see themselves as special will often emphasize the specialness of their spiritual insight and practice, or their special relation to their teacher, to shore up a sense of self-importance.” (Welwood, p.12)
วิกฤตพุทธศาสนาในบ้านเราดูจะสามารถเข้ากันได้ดีกับคำอธิบายในเรื่องนี้ของจอห์น เวลวูด เมื่อคนจำนวนมากกำลังสับสนวิถีพุทธ ให้กลายเป็นเป้าหมายสูงสุด แทนที่จะเป็นกระบวนการ หรือ วิถีปฏิบัติที่ง่ายงามในการเผชิญความจริงในชีวิตประจำวัน เมื่อเรากำลังทำให้ “ความจริง” ตัดขาดจาก “ชีวิตจริง” เราก็กำลังหยิบยื่นการเข้าถึงความจริง ให้กับคนหยิบมือหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นผู้ครอบครองความจริงไปโดยอัตโนมัติ และคงเป็นเรื่องน่าเศร้ายิ่งนัก หากเรากำลังแสวงหา “ผู้ปลดปล่อย” “ผู้นำ” “ฮีโร่” หรือ “พระอรหันต์” ในฐานะเป็นสิ่งภายนอก ที่จะมาช่วยเรา โดยที่เราชาวพุทธทำได้เพียงแบมือขอ หรือ เชื่อศรัทธาอย่างงมงาย โดยไม่รู้จักที่จะยืนบนลำแข้งแห่งความ “ตื่นรู้” ที่มีอยู่ในตัวเราเอง เรากำลังยอมจำนนที่จะหยิบยื่นศักยภาพของความตื่น “พุทธสภาวะ” ที่เป็นธรรมชาติ “ธรรมดา” ของพื้นฐานชีวิตด้านใน ไปเลี้ยงดูตัวตนทางจิตวิญญาณของคนเพียงหยิบมือที่กำลังโฆษณาตัวเองเป็นผู้ปกป้องพระศาสนา ด้วยความหลับใหลอย่างไม่รู้ตัว
Subscribe to:
Posts (Atom)