RETREAT

3.12.07

วิจักขณ์ พานิช

ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ ค.คนทูเดย์ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๐
เสาวณีย์ เกษมวัฒนา สัมภาษณ์



หากความเห็นที่ต่างจากคนทั่วไปหรือการมีมุมมองต่อวิถีปฏิบัติของคนบนโลกใบนี้ผิดแผกไปจากคนรอบข้าง คือ นิยามของความ “เพี้ยน” หนุ่มผมยาวในมาดเซอร์ที่ชื่อ วิจักขณ์ พานิช คงเข้าข่ายนิดๆ ด้วยเพราะเขารู้สึกว่าการไม่ทำอะไรตามคนอื่น หรือสนใจในสิ่งที่คนส่วนใหญ่สนใจ เหล่านี้...แม้จะดูเพี้ยน แต่ก็ดูเป็นธรรมชาติดี เพราะ “ความเพี้ยนที่จริงก็เป็นแค่การที่คนๆหนึ่งอยากจะทำอะไรที่สร้างสรรค์โดยที่ไม่ได้มองว่าจะต้องทำตามอย่างใคร” เขาสรุปความไว้อย่างนั้น

จากวิศวะสู่จิตตปัญญาศึกษา

อดีตบัณฑิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ผันตัวเองสู่เส้นทางแห่งการเรียนรู้ด้านใน ด้วยดีกรีปริญญาโท มหาวิทยาลัยนาโรปะ เมืองโบลเดอร์ รัฐโคโรลาโด สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการศึกษาในด้านมานุษยวิทยา จิตวิทยา ปรัชญาและศาสนา โดยเขาเรียนที่มหาวิทยาลัยนาโรปะนาน 3 ปี ควบคู่กับการฝึกปฏิบัติภาวนาอีก 3 ปี

จุดเริ่มต้นของความสนใจ คงเหมือนกับคนทั่วไปที่เกิดความสับสนในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง วัตถุภายนอก บริโภคนิยม หรือแม้แต่การศึกษาที่พยายามดึงไปในทิศทางเดียวกันกันคือในเรื่องวัตถุ คำถามที่ตามมาคือ “ จริงๆ แล้วเราชอบอะไร เราต้องการอะไร หรือชีวิตคืออะไร” คำถามง่ายๆ แต่ตอบยาก จึงทำให้วิจักขณ์ค้นหาตัวเอง จนนำไปสู่ความสนใจเรื่องจิตใจและการพัฒนาตัวเอง

พื้นฐานจากการฝึกภาวนาในเมืองไทย ทั้งจากคุณแม่สิริ กรินชัย และการบวชเรียนที่สวนโมกข์ วิจักขณ์มองเห็นความต่างในรูปแบบและกระบวนการ ยกตัวอย่างง่ายๆ คือเรื่องของภาษา ซึ่งภาษาอังกฤษจะช่วยให้เข้าถึงและเข้าใจง่ายกว่าภาษาบาลี สันสกฤต

“ในบ้านเราจะบอกว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้หรือปฏิบัติธรรมเพื่อตรัสรู้ เพื่อหลุดพ้น หรือเพื่อนิพพาน ดูเป็นศัพท์ศาสนาที่ไกลตัวมากและยาก ทำให้รู้สึกว่าเราไม่สามารถทำความเข้าใจได้เลย แต่ภาษาอังกฤษจะใช้คำง่ายๆ อย่าง realize หรือ realization แปลเป็นภาษาไทยก็คือ ตระหนักรู้ เรารู้อะไรมากขึ้น เหมือนการเรียนรู้ของเราในชีวิตประจำวันแล้วเราเรียนรู้ได้มากขึ้น ซึ่งเป็นชุดคำที่ทำให้เราได้เห็นกระบวนการมากขึ้น อย่างกระบวนการในชีวิตประจำวันของเรา กระบวนการในการฝึกฝน เส้นทางในการฝึกฝนนั้นสำคัญกว่าเป้าหมาย ซึ่งถ้าเป็นชุดคำบาลีสันสกฤตบ้านเราจะเน้นที่เป้าหมายมากเกินไป ทำให้ผมรู้สึกว่าการฝึกฝนที่โน่นทำให้เราได้เติบโตขึ้นจริงๆ ขณะที่เราเป็นคนหนุ่มที่ต้องการไปเรียนเพื่อเติบโต เพื่อพัฒนาตัวเองและเข้าใจตัวเอง ก็เลยตรงตามที่ผมรู้สึก” ชายหนุ่มวัย 27 ปี กล่าวถึงสิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากต่างแดน

เส้นทางสำคัญกว่าเป้าหมาย

เส้นทางที่ว่าเปลี่ยนมุมมองและวิธีคิดของวิจักขณ์หลายด้าน เขาเล่าต่อว่า บางครั้งการฝึกปฏิบัติธรรมที่เมืองไทย จะเน้นไปที่การไหว้กราบขอธรรมะจากพระสงฆ์องค์เจ้า หรือนั่งอธิษฐานธรรมหน้าฐานพระพุทธรูป ซึ่งทำให้รู้สึกว่าตนเองด้อย ไม่มีความสามารถ ชีวิตคงไม่มีทางหลุดไปจากความทุกข์ได้ แต่การฝึกฝนตนเองโดยเน้นที่กระบวนการ การเดินทาง หรือประสบการณ์ จะทำให้รู้สึกว่า ทุกประสบการณ์ที่เข้ามาในชีวิตมีความหมาย และหากสามารถเข้าใจมันได้ ก็จะทำให้เติบโตและเกิดการเรียนรู้มากขึ้น

“พอถึงจุดนี้ก็จะทำให้เรามีความมั่นใจในชีวิตของตัวเองและลดเป้าหมายของการสร้างภาพความเป็นคนสมบูรณ์แบบ เหมือนเราไม่ต้องทำตัวเป็นคนที่ธรรมะธรรมโมสมบูรณ์แบบ เราเป็นคนธรรมดาๆ คนหนึ่งได้ คนที่รู้จักเรียนรู้ รู้จักที่จะเติบโต คือเราหันมาให้คุณค่ากับเส้นทางของการเรียนรู้มากกว่า”

นั่นหมายความว่าแม้จะแตกต่างที่กระบวนการแต่ต่างก็มีเป้าหมายเดียวกัน “ที่เมืองไทย ถ้าพูดถึงศาสนาก็จะเป็นเรื่องของศาสนาเลยทันที เราจะคิดถึงวัด คิดถึงพระ แต่ผมรู้สึกว่าทุกวันนี้มันเป็นเปลือกนอกทั้งนั้นเลย คือคนที่สนใจเรื่องของการฝึกฝนตัวเอง นำพื้นฐานความเข้าใจในหลักธรรมทั้งหมดมาเพื่อการเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ในชีวิตประจำวันได้จริงๆ มีน้อยมาก โดยเฉพาะความเป็นจริงที่ว่าฆราวาสหรือคนธรรมดาไม่รู้สึกว่าตัวเองมีศักยภาพมากพอที่จะนำพุทธธรรมมาใช้ในชีวิตประจำวันโดยปราศจากพระมาบอกเราว่าควรจะทำอย่างไร ยิ่งถ้าเป็นผู้หญิงอีกก็เลิกพูดเลย พอเมื่อเรารู้สึกว่าตรงนั้นด้อยมากๆจะทำให้เราขาดความเชื่อมั่นในชีวิตของตัวเอง กระบวนการเรียนรู้จึงถูกตัดไปหมด เราจะกลายเป็นสนใจในเรื่องเปลือกนอกของศาสนา

ผมรู้สึกว่าในต่างประเทศ ฝรั่งเขาจะมั่นใจในชีวิตตัวเอง มีความเป็นปัจเจกสูงมาก คนที่ไปเรียนที่โน่นเขาก็จะมีความต้องการค้นหาความหมายของชีวิตสูง เพราะฉะนั้นการเรียนรู้ของเขาจึงเป็นการที่ทุกคนเอาประสบการณ์ชีวิตของตัวเองมาแลกเปลี่ยนพูดคุยกันและมาสังเคราะห์ความรู้ด้วยกัน ซึ่งถ้าเป็นบ้านเราเวลาศึกษาศาสนาพุทธจะต้องไปฟังพระเทศน์หรือฟังคนที่มีประสบการณ์มากๆ พูดให้เราฟังฝ่ายเดียว ไม่ได้เกิดการแลกเปลี่ยน”

การแลกเปลี่ยนและแบ่งปันประสบการณ์ คือกระบวนการบ่มเพาะการตระหนักรู้ ที่ วิจักขณ์ เชื่อมั่นว่า จะทำให้ผู้เรียนหรือผู้ร่วมกระบวนการทุกคนมีความมั่นใจในชีวิตของตนเอง แทนที่จะรู้สึกว่ามีคนที่เป็นผู้รู้มาชี้ว่าควรจะต้องทำอย่างไรกับชีวิตของเรา

จิตตปัญญาศึกษา กับ พุทธศาสนา

“จิตตปัญญาศึกษา” เป็นสิ่งที่วิจักขณ์เรียนรู้และให้ความสนใจ แต่อาจเป็นคำที่ยังไม่ค่อยคุ้นหูของสังคมไทยมากนัก ทว่าแท้จริงแล้วคือบริบทเดียวกันกับพุทธศาสนา โดย วิจักขณ์ อธิบายต่อว่า “จิตตปัญญาศึกษา” หรือ “Contemplative Education” คือการเน้นเรื่องการศึกษาที่มีพื้นฐานของเรื่องด้านในเข้ามาเกี่ยวข้อง รู้จักตัวเอง ผู้อื่น รู้จักสังคมและสิ่งรอบตัว แต่สำหรับคำว่า “พุทธศาสนา” ในบ้านเราอาจต้องตั้งคำถามว่าคืออะไร เพราะหากเป็นการไหว้พระ ทำพิธีกรรม หรือท่องบทสสวด ก็คงต่างกัน แต่หากมองว่าพื้นฐานของพุทธศาสนาคือเรื่องของการเรียนรู้ การเข้าใจและฝึกฝนตัวเอง รู้จักจิตใจตัวเองและรู้จักผู้อื่น ซึ่งหากเป็นมุมมองในประเด็นนี้ กระบวนการของพุทธศาสนาก็คือจิตตปัญญาศึกษา

พุทธธรรมกับโลกสมัยใหม่ เปลี่ยนไปทุกขณะ แม้คนรุ่นใหม่จะมีพื้นที่ในการเข้าถึงพุทธศาสนาได้มาก แต่อุปสรรคก็ยังคงอยู่โดยเฉพาะเรื่องของภาษาในการสื่อสาร เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรให้พุทธศาสนาสามารถสื่อสารไปยังคนรุ่นใหม่ด้วยภาษาที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น

“ในตัวบริบทของพุทธศาสนาที่จริงแล้วไม่มีอะไรเปลี่ยน มันคือธรรมะของการที่จะทำให้คนตื่นออกมาจากหลักการความคิดหรือความคาดหวังต่างๆ สู่ประสบการณ์ตรงของชีวิตมนุษย์คนหนึ่งที่มีเจ็บ มีปวด มีทุกข์ มีสุข ซึ่งพุทธศาสนาในแง่นี้คือ “ตื่น” ตื่นรู้ที่จะสัมผัสชีวิต แต่ภาษาในตอนนี้ที่ไม่สามารถสื่อถึงความตื่นตรงนั้นได้ เพราะตัวภาษาของพุทธศาสนาเองกลับไปสื่อสารถึงกรอบ กลับไปสื่อสารถึงหมวก กลับไปสื่อสารถึงความเป็นศาสนาที่ไปครอบกระบวนการตรงนั้นไว้อีกที

ผมจึงรู้สึกว่าพุทธศาสนาในโลกสมัยใหม่ทำอย่างไรถึงจะสื่อสารด้วยภาษาที่ง่าย ภาษาที่เข้าถึงชีวิตคนได้มากขึ้นและเข้าถึงคนร่วมสมัยที่ต้องการค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่หรือการที่จะทำประโยชน์และการเข้าใจตัวเองได้มากกว่า ตรงนี้ไม่ใช่หน้าที่ของผมที่จะมาคิดภาษาแต่เป็นหน้าที่ของผมที่จะทำอย่างไรถึงจะสร้างพื้นที่ให้คนที่สนใจเรื่องการฝึกฝนตัวเองและสามารถมาแลกเปลี่ยนกันได้ด้วยภาษาของคนรุ่นใหม่ที่พูดกันรู้เรื่อง”

สร้างพื้นที่แบ่งปันประสบการณ์

ซึ่ง “พื้นที่” ที่วิจักขณ์ หมายถึง เริ่มต้นจากการเข้าฝึกอบรมร่วมกัน กล่าวคือเป็นสังฆะของผู้ฝึกฝน โดยมีเขาเป็นผู้แบ่งปันประสบการณ์หรือเทคนิคต่างๆ ที่ได้เรียนรู้จากครูบาอาจารย์ของเขา โดยเฉพาะในสามปีที่เขาได้ฝึกฝนอยู่กับเร้จจี้ เรย์ ธรรมาจารย์ชาวอเมริกันผู้เป็นลูกศิษย์ของเชอเกียม ตรุงปะ รินโปเช โดยปัจจุบันชายหนุ่มจัดการอบรมให้กับเสมสิกขาลัย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สนใจเรื่องการศึกษาทางเลือก ส่วนอนาคตเขาเตรียมจัดหลักสูตรการอบรม “บนเส้นทางแห่งการฝึกตน” ในวันเสาร์-อาทิตย์ เดือนละ 2 วันและจะเริ่มต้นประมาณเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า

“ผมต้องการเรียนรู้ที่จะสร้างความสัมพันธ์กับคนไทยด้วยว่าชีวิตคนไทยเป็นอย่างไร ต้องการอะไร สิ่งที่ค้นหาคืออะไร รวมทั้งชีวิตการทำงาน ครอบครัว สังคม วัฒนธรรม ความคาดหวังต่างๆ เป็นลักษณะไหน ซึ่งจะต้องต่างออกไปแน่นอน เพราะฉะนั้นสำหรับสังคมไทยก็เหมือนเรามาหาจุดที่เราต้องการร่วมกันมากกว่า” วิจักขณ์ กล่าวและย้ำว่า ตัวเขาเองก็ถือเป็นคนหนึ่งที่จะมาเรียนรู้จากการฝึกอบรมนี้เช่นกัน

แม้ชื่อของวิจักขณ์ จะไม่ได้โดดเด่นในแวดวงของคนทั่วไป แต่สำหรับคนวงในที่สนใจเรื่องจิตวิญญาณ คงสัมผัสได้ถึงวิธีคิดและมุมมองของหลานท่านพุทธทาส (เงื่อม พานิช) คนนี้ สิ่งที่เขาทำทั้งจาก บทความ ผลงานแปลและหนังสือ “เรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ” รวมถึงการฝึกอบรมต่างๆ ไม่ได้วัดเป้าหมายของความสำเร็จด้วยชื่อเสียงหรือความโด่งดังจนเป็นที่รู้จัก ทว่าคุณค่าอันสำคัญกว่า คือ การได้จุดประกายให้คนมองชีวิตด้านในกันมากยิ่งขึ้น

“ถ้าเราไม่ย้อนมองดูตัวเองไม่มองดู ไม่ใส่ใจโลกด้านใน ผมว่ามันไปไม่รอด เพราะฉะนั้นผมรู้สึกว่าเรื่องความคาดหวังไม่ได้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับผม แต่รู้สึกว่าเราจะสามารถแบ่งปันประสบการณ์ดีๆ ที่จะมีความหมายและมีคุณค่ากับชีวิตของทุกคนถ้าได้สัมผัส แม้เป็นเพียงช่วงสั้นๆที่เขามาฝึกวันสองวันและได้เห็นพื้นที่ด้านในของตัวเองว่าความจริงแล้วพื้นที่ของชีวิตสามารถขยายใหญ่ได้ เราสามารถพบศักยภาพต่างๆในตัวเราที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เหมือนเป็นชีวิตที่ใหญ่กว่าความคิด ใหญ่กว่าความคาดหวังหรือแผนในอนาคต ซึ่งพอเราหันมามีสติกับตัวเองเราจะรู้ว่าความจริงแล้วชีวิตเรามีความหมายกว่านั้นมาก”

ไม่สร้างภาพแต่แค่ทำในสิ่งที่ต้องการ

ความสุขจากเส้นทางที่เขาเลือกเดิน อาจต้องเจออุปสรรคจากคนรอบข้าง ทั้งจากความคาดหวังของครอบครัว และจากสังคม คำถามที่วิจักขณ์ได้ยินบ่อยๆ คือ “จบปริญญาโททำไมไม่เป็นอาจารย์ ทั้งที่มีเกียรติ มีเงินเดือน” เขายอมรับว่าบางครั้งคำถามเหล่านี้ทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นไม่ถูกต้องหรือทำให้รู้สึกด้อยลงไป และไม่มีใครยอมรับ แต่ท้ายที่สุด การพยายามตอบคำถามหรือทำความเข้าใจกับคนอื่นมากเกินไปกลายเป็นความกดดัน ราวกับว่ากำลังเสียเวลาไปกับการพยายามรักษาภาพของตนเอง

“ผมไม่ได้ตั้งใจจะสร้างภาพของการเป็นคนเพี้ยนหรือคนที่แปลก แต่แค่อยากจะทำในสิ่งที่อยากทำ ไม่อยากรับงานประจำ อยากจะทำฝึกอบรม อยากเป็นคนที่แบ่งปันประสบการณ์แบบเพื่อน สร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่เป็นจริงแทนที่จะต้องไปพึ่งพาอย่างอื่นหรือสถาบันการศึกษาให้มาทำให้เรา แต่เราสร้างขึ้นมาด้วยตัวของเราเอง”

ดังนั้นหากการตัดสินใจเลือกทางนี้ก็ต้องถามตัวเองให้ดีว่าจะสามารถดูแลตัวเองได้หรือไม่ วิถีชีวิตอาจต้องเปลี่ยนไป ไม่ใช่เลือกทำงานด้านจิตวิญญาณ ไม่รับงานประจำ แล้วยังไปห้างสรรพสินค้าหรูหราทุกวัน ซึ่งวิจักขณ์ มองว่าตรงนี้คือ บทเรียนชีวิตที่ท้าทาย

“ตรงนี้เป็นการท้าทายตัวเองมากว่าเราจะใช้ชีวิตแบบนี้ได้หรือเปล่า แต่ผมไม่ได้ปฏิเสธเงิน ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่ผมทำจะไม่รับเงินเพราะผมไม่ใช่พระ เราเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่อยากจะทำงานด้านนี้และเป็นการท้าทายสังคมไทยระดับหนึ่งว่าน่าจะเข้าใจคนในลักษณะนี้มากขึ้น และสนับสนุนคนแบบนี้ให้มากขึ้น ให้เขาสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้โดยไม่ลำบาก” ชายหนุ่มกล่าวด้วย น้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่นเช่นเคย

ทุกวันนี้ แม้วิจักขณ์ตอบคำถามที่ตนเองเคยตั้งไว้ในอดีตได้ระดับหนึ่ง ทว่าก็ยังมีมีคำถามใหม่ๆ ที่ต้องการคำตอบเกิดขึ้นเสมอ ดังนั้นการได้ศึกษาและฝึกปฏิบัติภาวนา จึงช่วยทำให้เขาเข้าใจและค้นพบศักยภาพของตัวเอง รวมถึงค้นหาคำตอบจากเสียงด้านในของตนเองได้อย่างสมบูรณ์

--------

1.12.07

ก่อร่างจากฝันและแรงบันดาลใจ

เขียนโดย สรยุทธ รัตนพจนารถ
วันอาทิตย์ที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๐
จาก มติชนรายวัน

"การใช้ชีวิตอยู่ที่ขอบของความสมดุลตลอดเวลา ผู้คนชักชวนทำในสิ่งที่อยากทำกัน มากกว่าทำเพื่อให้ผ่านให้ถูกต้องตามระเบียบ "

เมื่อครั้งนาโรปะเป็นพระและอาจารย์หนุ่มชื่อดังผู้เชี่ยวชาญด้านความรู้แห่งนาลันทา มหาวิทยาลัยพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย วันหนึ่งเขานั่งอ่านหนังสือธรรมะอยู่ใต้ร่มเงาของต้นโพธิ์อย่างตั้งใจ มีหญิงชราผู้หนึ่งเดินถือไม้เท้าผ่านมา หยุดยืนอยู่ข้างๆ เขาแล้วเอ่ยถามว่า "ท่านกำลังทำอะไรอยู่หรือ?"

นาโรปะเงยหน้าขึ้นมองแล้วกล่าวตอบว่า "อ่านหนังสือธรรมะ"

เธอจึงถามเขาต่อว่า "แล้วท่านอ่านออกไหมล่ะ?"

"แน่นอน ย่อมต้องอ่านออกสิ" นาโรปะตอบ หญิงชราแสดงท่าทางลิงโลดยินดี เต้นไปเต้นมาด้วยความร่าเริง

จากนั้นเธอถามอีกว่า "แล้วท่านเข้าใจที่อ่านไหม?"

นาโรปะหยุดคิดชั่วหนึ่ง พลางนึกในใจว่าเมื่อครู่เพียงเราบอกว่าอ่านออก หญิงชราท่านนี้ยังดีใจขนาดนี้ เราน่าจะบอกว่าเข้าใจ เธอจะได้ดีใจยิ่งขึ้น ว่าแล้วก็ตอบไปว่าใช่

ทันใดนั้นหญิงชราผู้นั้นก็โมโห โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ น้ำหูน้ำตาไหล เธอฟาดไม้เท้าของเธอจนหัก นาโรปะรู้สึกงุนงงจึงถามว่า "ท่านโกรธเกรี้ยวเพราะเหตุใด?" หญิงชราตอบอย่างฉุนเฉียวว่า "เมื่อครู่เราถามท่านว่าอ่านออกไหม เราดีใจที่ท่านพูดคำสัตย์ แต่เมื่อเราถามว่าท่านเข้าใจไหม ท่านกล้ากล่าวเท็จ ตัวท่านยังไม่บรรลุธรรมกลับแอบอ้างว่าเข้าใจ!" ว่าแล้วหญิงชราก็กลายร่างเป็นสายรุ้งหายไปบนท้องฟ้า ส่วนนาโรปะก็เป็นลมล้มพับไป

(จากนั้นนาโรปะก็ออกเดินทางเพื่อหาอาจารย์เพื่อการบรรลุธรรม ในที่สุดก็ได้เป็นลูกศิษย์ของท่านทิโลปะ ผ่านการฝึกฝนอย่างหนัก และได้สำเร็จตามความตั้งใจในเวลาต่อมา)

เรื่องเล่าประวัติของท่านนาโรปะนี้ ได้ฟังมาสองสามครั้งแล้ว ฟังคราใดก็นึกถึงมหาวิทยาลัยนาโรปะ มลรัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา และมหาบัณฑิตหนุ่มสองคนจากสถาบันแห่งนี้ คือ ณัฐฬส วังวิญญู และวิจักขณ์ พานิช ผู้เป็นนักจัดกระบวนการเรียนรู้และนักเขียนฝีมือเยี่ยม

คราวนี้มาได้ยินอีกครั้งหนึ่งในที่ประชุมจิตวิวัฒน์ จาก ดร.ปีเตอร์ เฮิร์ซท (Peter Hurst) อดีตรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการของมหาวิทยาลัยนาโรปะ ที่ปัจจุบันได้พำนักอาศัยในประเทศไทย เพื่อทำงานร่วมมือกับศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และเครือข่ายจิตตปัญญาศึกษา ในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเรียนรู้ที่เป็นการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ เป็นการเรียนเพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ถึงความจริงต่างๆ โดยปราศจากอคติ และสามารถเชื่อมโยงศาสตร์ต่างๆ มาประยุกต์ใช้ในชีวิตได้อย่างสมดุล หรือจะเรียกว่าเป็น "การศึกษาในแนวจิตวิวัฒน์" ก็ได้

ดร.ปีเตอร์เป็นผู้ที่มีประสบการณ์เป็นอาจารย์และผู้บริหารที่นาโรปะมาร่วมยี่สิบปี ได้บอกเล่าถึงประสบการณ์จากหลากหลายแง่มุม ได้อย่างเห็นภาพและมีชีวิตชีวา

เขาเล่าว่า มหาวิทยาลัยนาโรปะไม่ได้เกิดจากการออกแบบให้เป็นมหาวิทยาลัยสำหรับจัดการเรียนการสอนแบบจิตตปัญญาศึกษา โดยคิดว่าต้องสอนวิชานั้นวิชานี้ หากแต่เกิดจากกลุ่มคนผู้สนใจในดนตรี ศิลปะ การปะทะสังสรรค์และสอดประสานกันระหว่างศาสนาภูมิปัญญาตะวันออกและตะวันตก ได้มาเจอกันที่เมืองโบลเดอร์ ในฤดูร้อนของปี ค.ศ.1974 ผู้คนได้แลกเปลี่ยนสิ่งที่ตนเองมีและเรียนรู้จากคนอื่น ได้ฟังธรรมะบรรยายจากท่านตรุงปะ (ลามะทิเบตองค์สำคัญและองค์แรกๆ ที่นำพุทธศาสนาเผยแผ่ยังโลกตะวันตก) เกิดความสนุกและความสุข จนไม่อยากให้สิ่งดีๆ ที่เขาค้นพบต้องจบลง จึงช่วยกันจัดเปิดการสอนการอบรมหลักสูตรระยะสั้น เท่าที่มีผู้รู้ผู้มีความสามารถและตามความสนใจของผู้คนที่นั่น

ชั่วข้ามปี สถาบันนาโรปะก็เริ่มมีนักศึกษา โดยพ่วงไปกับอีกมหาวิทยาลัยหนึ่ง อีกหนึ่งปีผ่านไป สถาบันก็เริ่มเปิดหลายหลักสูตร เช่น ศิลปศาสตร์บัณฑิต สาขาพุทธศาสตร์ สาขาวิจิตรศิลป์ และศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยา เป็นต้น

ท่านตรุงปะและคณะศิษยานุศิษย์ไม่ได้สร้างมหาวิทยาลัยนาโรปะในกระบวนทัศน์แบบกลไก ที่เน้นให้ความสำคัญกับโครงสร้าง อันเชื่อว่าต้องออกแบบไว้ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ในทุกมิติ ในแต่ละกระบวนการ หากแต่ทำไปตามสภาวการณ์และการผุดบังเกิดในขณะนั้นๆ เป็นการใช้ชีวิตอยู่ที่ขอบของความสมดุลตลอดเวลา ผู้คนชักชวนทำในสิ่งที่อยากทำกัน มากกว่าทำเพื่อให้ผ่านให้ถูกต้องตามระเบียบ

กว่านาโรปะจะเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่ได้รับการรับรองฐานะก็ใช้เวลาอีก 10 ปี เพราะหน่วยงานตรวจรับรองของรัฐที่มาพร้อมกับกรอบระเบียบโครงสร้างแบบเดิมก็งงๆ ไม่ค่อยเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่แน่ใจว่าจะอธิบายอย่างไรดี คณะกรรมการไม่แน่ใจว่าควรจะรับรองสถาบันนี้ได้อย่างไร ในเมื่อสถาบันเริ่มต้นด้วยเงินกู้ห้าพันดอลลาร์เพื่อพิมพ์แผ่นพับและใบปลิว ตั้งอยู่บนโรงแรมที่เช่ามา แทบจะไม่มีห้องสมุด จ่ายเงินเดือนประมาณหนึ่งในแปดของอัตราจ้างทั่วไป ทุกระยะสองสามเดือนก็มักไม่มีเงินพอจ่ายค่าจ้างอาจารย์และเจ้าหน้าที่ เมื่อกรรมการถามว่าเงินเดือนน้อยขนาดนี้จะพออยู่ได้อย่างไร อาจารย์ที่สถาบันก็ตอบว่า "พวกเราอาศัยนั่งสมาธิกันเยอะ" (ฮา)

อันที่จริงเรื่องเงินก็เป็นปัจจัยสำคัญและท้าทายต่อการเติบโตของนาโรปะไม่น้อย การเริ่มด้วยเงินอันน้อยนิดก็เป็นการคัดเลือก "ตัวจริง" ในเบื้องต้นแล้ว ดร.ปีเตอร์บอกว่า หากมหาวิทยาลัยมีเงินมากๆ แล้ว อาจารย์ที่สอนก็อาจจะมาสอนด้วยความอหังการมมังการก็เป็นได้ ส่วนท่านตรุงปะถึงกับเปรยว่า ขออย่าให้ใครเอาเงินมากๆ เป็นล้านมาสนับสนุนเราเลย!

ถึงแม้นาโรปะจะมีงบประมาณน้อยมาก ตอนเริ่มต้นถึงขนาดต้องเรี่ยไรจากผู้ที่เข้ามาฟังบรรยายธรรมเป็นรายครั้งเสียด้วยซ้ำ ทั้งยังมีองค์ประกอบต่างๆ ไม่ครบ แต่เมื่อกรรมการรับรองได้พิจารณานักศึกษาที่เรียน พบว่าแต่ละคนได้เรียนรู้อย่างยิ่ง บางทีมากยิ่งกว่ามหาวิทยาลัยชื่อดัง ชั้นนำต่างๆ เสียอีก ผู้คนไม่เพียงแต่ได้พัฒนาตนเอง ยังพัฒนาความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ รอบข้าง มีทั้งความรู้และความสุข ไม่เฉพาะแต่นักศึกษาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอาจารย์และเจ้าหน้าที่ด้วย

ในที่สุดสถาบันก็ได้รับการรับรอง ทั้งๆ ที่ชาวนาโรปะก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าเป็นไปได้อย่างไร อาจจะเป็นเพราะคณะกรรมการอาจจะเสียดายถ้าสถาบันที่มีแนวคิดที่แหวกแนว กล้าหาญ มีผู้คนที่ทุ่มเทมากเท่านี้จะหายไป แม้ว่าคณะกรรมการจะคิดว่ามันออกจะแปลกผิดแผกจากชาวบ้านและไม่ค่อยเข้าใจก็ตาม บ้างก็ว่าอาจเป็นเพราะมีผู้นำทางศาสนาและจิตวิญญาณจำนวนมาก ได้ไปเยี่ยม ไปสอน และไปอำนวยพรแก่สถานที่และสถาบันนาโรปะ

อันที่จริงสถาบันก็เพิ่งจะเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัย เมื่อไม่ถึงสิบปีมานี้เอง สาเหตุหลักก็เพื่อจะสื่อสารกับคนภายนอก เพราะเวลาบอกว่าเป็น "สถาบันนาโรปะ" คนก็จะทำหน้างงๆ สงสัย แล้วถามว่าคืออะไร แต่พอบอกว่าเป็น "มหาวิทยาลัยนาโรปะ" คนก็เลิกถามอีก เพราะคิดว่าเขาเข้าใจแล้ว

ดร.ปีเตอร์บอกพวกเราว่า "พวกเขาไม่เข้าใจหรอก แต่มันก็เป็นสิ่งที่พวกเขาคิดว่าคิดเข้าใจเอาได้" ผู้เขียนนั้นไม่ทราบว่าแต่ละคนคิดอย่างไรหรือคิดถึงอะไร แต่ขณะนั้นในหัวมีแต่ตอนที่ อังตวน เดอ แซงเตกซูเปรี ผู้เขียนเจ้าชายน้อย เล่าในหนังสือว่า หากเขาบอกผู้ใหญ่ว่ามีบ้านแสนสวยหลังหนึ่ง ทำด้วยอิฐสีกุหลาบ มีดอกเจอราเนียมที่หน้าต่าง และนกเขาบนหลังคา ผู้ใหญ่ก็นึกไม่ออก

แต่ถ้าบอกว่ามีบ้านหลังหนึ่งราคาเป็นล้าน พวกผู้ใหญ่จะบอกว่าแหมช่างเป็นบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น

ในช่วงท้ายของการพูดคุยกัน คุณหมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ได้ช่วยตั้งคำถามที่น่าสนใจไว้สองคำถามว่า ขุมพลังที่ขับเคลื่อนเรื่องจิตตปัญญาศึกษาคืออะไร?

เราจะต้องมีวิธีเข้าไปหา เข้าไปรู้จัก และดึงมันออกมา คล้ายกับที่นาโรปะใช้ขับเคลื่อนจิตวิญญาณของผู้คนทั้งสถาบันในอดีตได้อย่างไร?

และอีกคำถามที่สำคัญไม่แพ้กันคือ แล้วรูปแบบหน้าตาขององค์กรที่จะมาเป็นพื้นดินอันอุดม มาทำหน้าที่ดูแลให้กระแสนี้ได้เติบโตงอกงามยิ่งขึ้นนั้นเป็นอย่างไร?

ทำอย่างไรเราจึงจะมีองค์กรที่สนับสนุนกระบวนการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงสังคมที่ไม่เพียงแต่มีความหมาย แต่ยังสนุก เชื่อมโยงกับไฟและพลังชีวิตในตัวแต่ละคน ขนาดที่เรียกว่าฉุดเท่าไหร่ก็หยุดไม่อยู่

เหมือนกับที่ท่านตรุงปะและชาวนาโรปะได้เคยทำมาแล้ว

25.11.07

การเดินทางของคำถามที่ถูกลืม

การเดินทางของคำถามที่ถูกลืม
บทสัมภาษณ์ วิจักขณ์ พานิช บนเส้นทาง “เรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ”
คอลัมน์ปริทรรศน์ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันศุกร์ที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๐


ชีวิตคืออะไร?

ในบางภาวะของชีวิต หลายคนอาจเคยตั้งคำถามนี้กับตัวเอง เพื่อจะพบว่ามันเป็นคำถามที่ฟังดูง่ายแต่ตอบยาก เป็นคำถามที่ถูกถามมาตลอดระยะเวลาอันยาวนานของประวัติศาสตร์ทางความคิดของมนุษยชาติ ยุคสมัยเปลี่ยนไป สายลมแห่งความก้าวหน้า ความมั่งคั่ง เทคโนโลยี การศึกษา ฯลฯ พัดพาคำถามนี้จากไป เราหลงลืมแม้กระทั่งว่าเราเป็นใคร และนั่นอาจเป็นความเคว้งคว้างที่สุดของมนุษย์
อย่างไรก็ตาม แม้คำถามบางคำถามจะถูกลืม แต่คนอีกจำนวนหนึ่งคิดว่ามันเป็นคำถามที่ ‘ต้อง’ ถาม วิจักขณ์ พานิช ชายหนุ่มวัย ๒๗ ปี เติบโตมาในครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะ สมาชิกในครอบครัวของเขาต่างมีการศึกษาในระดับสูง เขาเติบโตขึ้นในร่มเงาแบบนี้ จนมาถึงช่วงชีวิตวัยหนึ่ง คำถามมากมายสู้รบตบมืออยู่ข้างใน รวมถึงคำถามที่ว่าชีวิตคืออะไร เกิดเป็นความพยศภายในที่ว่า ‘ทำไมเราจะต้องทำอย่างที่คนอื่นอยากให้ทำ’ ระหว่างเรียน เขาใช้จ่ายเวลาจำนวนหนึ่งเทลงขวดเหล้า เผาไปกับมวนบุหรี่ แต่คำถามที่ว่าชีวิตคืออะไรยังคงอยู่ กระทั่งเข้าได้มีโอกาสฝึกสมาธิตามคำชักชวนของเพื่อน และเขาพบว่านั่นคือจุดเปลี่ยนในชีวิตครั้งสำคัญ
เขาเลือกที่จะเดินทางค้นหาคำตอบนั้นต่อไปโดยไม่ยี่หระกับความคาดหวังภายนอก หลังเรียนจบ เขาบวชที่สวนโมกขพลารามหนึ่งปี และหลังจากนั้นเขาตัดสินใจไปศึกษาต่อปริญญาโทที่ มหาวิทยาลัยนาโรปะ ประเทศสหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยทางเลือกที่มุ่งเน้น ‘การเรียนรู้’ มากกว่าใบปริญญา
เขากลับมาเมืองไทยด้วยพื้นที่ภายในที่กว้างขวางกว่าเดิม ถามว่าคุณเจอสิ่งที่คุณค้นหาหรือเปล่า?

‘ ทั้งเจอและไม่เจอ ’ ...นั่นคือคำตอบของเขา



อิสรภาพ

ผมเชื่อว่าทุกคนต้องการค้นพบตัวเอง ค้นพบศักยภาพทั้งหมดที่เรามี เหมือนในทางศาสนาจะบอกว่าเราเดินทางเพื่อค้นหาอะไรบางอย่าง แต่ผมมองว่าอิสรภาพที่ว่านั้น มันเหมือนกับการที่เราได้เอาความเป็นตัวของตัวเองและศักยภาพภายในทั้งหมดที่มีออกมา เป็นการค้นพบความหมายสูงสุดของการดำรงอยู่ ทุกคนมีจุดนี้ที่โหยหา เราอยากจะมีพื้นที่ในลักษณะใดลักษณะหนึ่งที่เราได้เป็นตัวของตัวเอง มีคนยอมรับ มีคนชื่นชม มีความหมายและคุณค่าที่แท้จริงต่อผู้คนรอบข้าง

แต่เนื่องจากครอบครัว ระบบการศึกษา หรือกรอบข้อบังคับทางสังคมและวัฒนธรรม ได้กดทับสิ่งเหล่านี้อยู่ด้วยความคาดหวังร้อยแปด เราต่างถูกปิดกั้นการค้นพบความสวยงามที่เรามีอยู่ข้างใน โดยที่ความสวยงามนั้น แท้จริงแล้วมันอยู่เหนือการวัดค่าของสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินทอง ใบปริญญา หรือการชื่นชมของคนอื่น ความบีบคั้นตรงนี้มันแน่นหนาถึงขนาดที่ว่าเราไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้มองดูตัวเอง

ค้นหา

เวลาผมเดินตามท้องถนนแล้วเห็นเด็กรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตเสเพล จากประสบการณ์ของผมที่เคยผ่านตรงนั้นมาแล้ว ผมมองว่ามันเป็นชีวิตช่วงหนึ่งที่คนเราคิดอยากกบฏ อยากพยศกับความคาดหวังของสังคม ที่มองว่าคนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่ใส่สูท ผูกเนกไท มีเกียรติยศ เงินทอง ชื่อเสียง วัยรุ่นส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะฉีกตัวเองออกมา เราต่างก็ต้องการหาจุดที่เรารู้สึกว่าเป็นตัวตนของเราในระดับที่เราสวมแล้วรู้สึกว่ามั่นใจ

ชีวิตผมก็มีจุดนั้นที่คล้ายกัน คือในช่วงแรก ผมต้องการแสวงหา”ตัวตน”ของผม ผมเลือกเรียนวิศวะแทนที่จะเรียนหมอตามความคาดหวังของที่บ้าน เลือกจะใช้ชีวิตอิสระ แต่พอถึงจุดเปลี่ยนของชีวิต ผมเริ่มเข้าใจว่าการกบฏของเรา มันก็ยังเป็นการไปเกาะเอาสิ่งภายนอกบางอย่างมาครอบความเป็นตัวของตัวเองอีกอยู่ดี เราแค่เลือกที่จะเปลี่ยนหมวก...

ผมเริ่มเข้าใจว่าคนเราทุกคนมีอะไรบางอย่างที่สามารถค้นพบได้จากภายใน เป็นศักยภาพที่แสดงถึงความเป็นตัวเราที่แท้จริง ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับปัจจัยภายนอกใดๆเลยแม้แต่น้อย

สวนโมกข์

สวนโมกข์เป็นครั้งแรกที่ผมได้ใช้เวลาเรียนสิ่งที่อยากรู้ เพราะตั้งแต่เรียนประถมจนถึงปริญญาตรี ผมได้แต่เรียนตามที่คนอื่นบอก ช่วงชีวิตที่สวนโมกข์เป็นครั้งแรกที่ผมสัมผัสได้ถึง ”พื้นที่“ที่ผมโหยหามาตลอด ได้สำรวจตัวเองจริงๆ ว่าเราชอบอะไร เป็นพื้นที่ด้านในที่มีค่ามาก ช่วงเวลาหนึ่งปีนั้น ผมไม่มีตารางชีวิต ผมจะทำอะไรก็ได้ จะหยิบหนังสือเล่มไหนมาอ่านก็ได้ นอกจากการฝึกภาวนาอย่างเข้มข้น ผมใช้เวลากับหนังสืออ่านหนังสือที่อยากอ่าน หนังสือเกี่ยวกับสังคมไทย ประวัติศาสตร์ไทยได้อ่านงานอาจารย์ป๋วย อาจารย์ปรีดี อาจารย์สุลักษณ์ เรื่องราวเกี่ยวกับการปฏิวัติจากด้านใน เหมือนผมหลุดเข้าไปในโลกอีกโลกหนึ่งที่เป็นตัวผม มันเปิดศักยภาพภายในตัวเราที่เรารู้สึกว่าสิ่งนี้นี่แหละคือสิ่งที่เราอยากจะมีส่วนร่วม

มหาวิทยาลัยนาโรปะ

การเรียนการสอนที่นาโรปะที่โดดเด่นที่สุด คือเขาจะมีพื้นที่ให้ผู้เรียนได้เป็นตัวของตัวเอง ชื่นชมที่คุณได้แสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมา หรือแสดงสิ่งที่คุณสนใจออกมา เมื่อเปรียบเทียบกับระบบการศึกษาทั่วไปที่ชื่นชมคนที่สามารถทำตามความคาดหวังของระบบ มันเป็นพื้นที่ที่ปิด และถ้าใครอยู่ในพื้นที่ที่ปิดนี้ได้ดีก็ถือว่าเป็นคนเก่ง คือมันมีการตัดสิน การวัดคุณค่ากันเยอะมาก

แต่ที่นาโรปะจะเป็นลักษณะของพื้นที่เปิดที่ทำให้ผู้เรียนรู้สึกว่าเป็นใหญ่ สามารถแสดงออก แสดงแรงบันดาลใจ แสดงศักยภาพทั้งหมดที่ตัวเองมี อาจารย์ก็มีลักษณะเหมือนเป็นพี่เลี้ยง คอยดูแลเรา คอยตบ คอยดันให้เรามองย้อนเห็นอะไรในตัวเองได้ชัดขึ้น ช่วยดึงศักยภาพภายในออกมาได้มากขึ้น หรือบางจุดที่อาจจะเป็นความทะเยอทะยานจนเกินไป เขาจะดึงเรากลับมา และให้เรามองว่าที่ลึกลงไปกว่านั้นเราต้องการอะไร

จุดหนึ่งของนาโรปะ คือเรามีความคาดหวังอะไรไป มันจะโดนทำลายหมด เพราะการที่เราจะไปเรียนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านในจริงๆ ถ้าเราไปเรียนอะไรแล้วได้สิ่งนั้นออกมา เหมือนกับว่าเรารู้ว่าไปเรียนแล้วจะได้อะไร แล้วก็ได้สิ่งนั้นกลับออกมา ผมว่าแบบนี้มันไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร แต่นาโรปะจะทำให้ความคาดหวังแรกของเราหายไปเลย เราผิดหวัง สิ้นหวัง แต่เราจะไปค้นเจอแรงบันดาลใจบางอย่างที่ลึกขึ้นกว่าเดิม

ถ้าอยากจะไปเรียนที่นาโรปะ สิ่งสำคัญที่สุดเลยคือต้องศรัทธาในเสียงด้านในของตัวเอง เราค้นหาอะไร เราต้องการไปเรียนที่นั่นเพื่ออะไร คือมันไม่มีคำตอบตายตัว แต่เราจะไปเรียนเพื่อเปิดตัวเองจริงๆ เพื่อให้เห็นว่ามีหนทางแบบนี้มีอยู่ และกล้าที่จะเอาชีวิตเข้าแลก เข้าไปเสี่ยงเพื่อการได้ทดลองทำ ทดลองเข้าไปคุยกับกัลยาณมิตรที่แปลกๆ แล้วหนทางมันจะเปิดของมันเอง ดังนั้นคนที่จะไปเรียนที่นาโรปะต้องทำใจในระดับหนึ่งว่าอาจจะผิดหวัง แต่ถ้าปริญญาโทในระบบดูแล้วไม่มีอะไรที่เรารู้สึกว่าเราอยากจะเรียนจริงๆ ก็น่าลองไปที่นาโรปะ แต่ผมไม่สามารถยืนยันว่า การไปเรียนที่นาโรปะจะเป็นสิ่งที่ช่วยเติมเต็มสิ่งที่ต้องการ

เชอเกียม ตรุงปะ รินโปเช

เชอเกียม ตรุงปะ รินโปเช ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยนาโรปะ เป็นคนที่เรียกได้ว่าเปลี่ยนชีวิตผมอีกจุดหนึ่ง ผมได้แรงบันดาลใจจากเขามาก โดยเฉพาะในเรื่องของการค้นพบพุทธธรรมในตัวเอง พุทธธรรมคือธรรมแห่งการตื่นรู้ที่จะต้องถูกค้นพบด้วยตนเอง ในชีวิตของคุณเอง เพราะพุทธธรรมที่แท้ไม่ใช่รูปแบบ

ตอนแรกที่ผมไปที่นาโรปะจะมีรูปท่านอยู่ที่นั่น ผมก็สงสัยว่าคนคนนี้คือใครและผมจะค่อนข้างกลัวเพราะว่าเรามาจากประเทศพุทธเถรวาทที่เน้นเรื่องศีลเป็นหลัก แล้วผมได้ยินเรื่องซุบซิบเกี่ยวกับท่านตรุงปะเยอะคือเรื่องผู้หญิง อบายมุข ไปสอนธรรมะที่ไหนก็กระดกเหล้า พฤติกรรมที่แบบ...มันน่ากลัวครับ ผมรู้สึกว่าทำไมอาจารย์คนนี้เขาเป็นพุทธจริงๆ เหรอ มันเกิดอะไรขึ้น
จนผมได้มาเจออาจารย์ของผมคือ เร้จจี้ เรย์ เขาเป็นคนที่เปลี่ยนชีวิตที่นาโรปะของผม ผมได้กลายเป็นนักเรียนทางธรรมของเขา เร้จจี้เป็นลูกศิษย์คนแรกๆ ของตรุงปะ เขาถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งพุทธธรรมของท่านตรุงปะมาสู่เราอย่างที่เรียกได้ว่า “ใจถึงใจ” เขาเป็นคนที่ดูภายนอกปกติมาก เหมือนโปรเฟซเซอร์ปริญญาเอกคนหนึ่ง มีภรรยาคนเดียว ไม่มีเรื่องอบายมุข ดูเป็นคนที่ปกติมาก ผมก็สงสัยว่าเขาเป็นลูกศิษย์ของท่านตรุงปะได้ยังไง เขาดูรักอาจารย์ของเขามาก แต่ชีวิตของเขาไม่ได้เลียนแบบพฤติกรรม เลยเป็นคำถามในใจที่ว่าอาจารย์กับศิษย์คู่นี้เขาส่งผ่านอะไรถึงกัน

การที่ผมฝึกกับเร้จจี้ ผมรู้สึกเข้าใจจิตวิญญาณของท่านตรุงปะมากขึ้นเรื่อยๆ สายสัมพันธ์นี้ทำให้ผมเข้าใจว่าหัวใจแห่งพุทธธรรม คือเรื่องของการเดินทางด้านในของตัวเราเอง จุดหนึ่งที่ผมได้จากท่านตรุงปะมากก็คือ คนเราไม่ได้สมบูรณ์แบบ เราไม่ได้ภาวนาเพื่อที่จะดัดจริตให้เป็นคนสมบูรณ์แบบ เราไม่ได้ภาวนาเพื่อจะเป็นอะไรยิ่งใหญ่มากกว่าการได้รู้จักตัวเอง สามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างไม่อาย ภาวนาคือการมองตัวเอง เพราะฉะนั้นแค่เรารู้ว่าเราเป็นแบบนี้ รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ทำอะไร โดยที่ไม่ต้องซ่อน ไม่จำเป็นต้องกลัว ผมว่าแค่นั้นพอแล้ว

ถ้าผมจะพยายามอธิบาย มันก็คล้ายๆ กับวิทยายุทธ์ของจีน แรกๆ ต้องฝึกแบบเข้ม มีศีล มีวินัย แล้วจะมีกระบวนท่าที่พลิ้วไหว สุดท้ายคือต้องไม่มีกระบวนท่า คือ เราผ่านการฝึกมาจนถึงจุดที่ต้องถอดกระบี่ทิ้งไปเสีย

การเดินทาง

ความขัดแย้งที่เกิดจากศาสนาสายต่างกัน เกิดขึ้นจากคนที่พยายามยึดมั่นในแนวคิดของตัวเอง แต่สำหรับคนที่ฝึกปฏิบัติเพื่อเข้าใจตัวเองจะไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นเลย เพราะเขารู้ว่าหัวใจของการเดินทางด้านในคืออะไร สิ่งที่ผมเรียนรู้จากนาโรปะ คือความสำคัญของสายการปฏิบัติ ซึ่งมีหัวใจ คือ ประสบการณ์ตรงของการเดินทางด้านใน ไม่ใช่มาทะเลาะกันเรื่องความคิดหรือหลักปรัชญา

ความเข้าใจในเรื่องของการเดินทางด้านใน สามารถแบ่งออกได้เป็น ๓ ขั้น คือ หินยาน มหายาน และวัชรยาน ในลักษณะของการเติบโตทางจิตวิญญาณของปัจเจก ไม่ได้หมายถึงแนวคิดหรือลัทธิ

ขั้นแรกคือหินยาน คือคุณจะต้องดูตัวเอง ฝึกอยู่กับตัวเอง เข้าใจถึงความโดดเดี่ยวของชีวิต คุณต้องเข้าใจว่าท้ายที่สุดแล้วทุกสิ่งก็กลับมาอยู่ที่ใจของเรา ฝึกเฝ้าสังเกตโลกด้านใน เริ่มต้นด้วยการฝึกสมาธิ สมถะวิปัสสนา เข้าวิเวกเป็นเดือนๆ รับรู้ถึงความโดดเดี่ยวและเปราะบางของชีวิต

พอเราได้ฝึกอยู่กับตัวเองไปสักระยะ เราเข้าไปสัมผัสถึงพื้นที่ว่างด้านในของตัวเองมากขึ้น จุดนี้เราจะรู้สึกว่าเราสามารถรวมคนอื่นเข้ามาในการฝึกของเราได้ด้วย เหมือนพื้นที่ด้านในมันกว้างขึ้นจากเดิม สามารถปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นโดยที่ไม่สูญเสียพื้นที่ตรงนั้นไป นี่คือขั้นของมหายาน คือการเปิดใจสู่ผู้คนรอบข้าง ทำประโยชน์ให้คนอื่น ร่วมทุกข์ ร่วมสุขกับคนอื่น

วัชรยานก็คือมหายาน แต่เป็นเหมือนอีกขั้นหนึ่งของมหายาน วัชรยานจะลงมาท้าทายกับจุดที่มหายานอาจจะละเลยไป ลงมาดูรายละเอียดของประสบการณ์ธรรมดาๆของชีวิต โดยไม่ตัดสิน จะมีการท้าทายระบบสังคม กรอบความคิด และการตัดสินถูกผิดที่มาปิดกั้นการเข้าถึงประสบการณ์ชีวิตในทุกรูปแบบ มหายานอาจจะช่วยเหลือคนอื่น ทำประโยชน์ ทำความดี แต่วัชรยานจะท้าทายแม้กระทั่งว่าความดีคืออะไร เราอาจจะไม่สนใจเลยว่าทำเพื่อให้ดีแต่เราสนใจมองลงลึกไปถึงเหตุปัจจัยก้นบึ้งอย่างไม่ตัดสิน ขั้นนี้จะลงไปถึงคนที่อยู่ในชายขอบของสังคมได้มากขึ้น จะไม่มีการประณามว่าคนนี้ดีหรือไม่ดี แต่ทุกผู้คน ทุกสถานการณ์ และทุกประสบการณ์มีความดีงามพื้นฐานในตัวของมันเองอยู่แล้ว จุดนี้ทำให้เราสามารถที่จะร่วมเรียนรู้ไปกับเพื่อนมนุษย์ได้โดยไม่มีขอบเขตจำกัด

ความธรรมดา

บทความชิ้นหนึ่งที่ผมเขียนชื่อ ‘ง่ายงามในความธรรมดา’ ความธรรมดา มันไม่ใช่ว่าเราจะบอกว่าสิ่งไหนธรรมดาหรือไม่ธรรมดา แต่ธรรมดาในที่นี่คือความเป็นธรรมชาติของตัวเรา เป็นตัวของตัวเอง รู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ และรู้สึกพอใจ มันเป็นความเต็ม

ในเรื่องการเรียนรู้ด้านในจะมีคำว่า ‘พุทธสภาวะ’ คือธรรมชาติแห่งการตื่นรู้ในใจเรา เราอาจจะทำดี ทำชั่ว แต่ในความดี-ชั่วมันจะมีฉากหลังอีกชั้นหนึ่ง คือธรรมชาติของการตื่นเพื่อที่จะรู้ ซึ่งมันเป็นพื้นฐานมากกว่าการตัดสินดี-เลว ผมศรัทธาตรงนี้ของคน มันคือความดีงามพื้นฐานของมนุษย์ มันไม่ใช่ว่าดีตรงข้ามกับเลว แต่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่สามารถเปิดตาเรียนรู้โลกได้ เรียนรู้เหตุปัจจัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ เป็นเหตุปัจจัยที่อาจารย์พุทธทาสเรียกว่าอิทัปปัจจยตา มนุษย์มีความสามารถที่จะเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ได้ตลอดเวลาโดยที่ไม่จำเป็นต้องนิยามความถูก-ผิดเลยด้วยซ้ำ

ศรัทธานี้ผมมองจากประสบการณ์ตรงของการปฏิบัติ คือ ถ้าคนเราเข้าใจถึงเหตุปัจจัยของสรรพสิ่งจริงๆ ผมเชื่อว่าคนเหล่านั้นจะมีความงามโดยธรรมชาติของเขาเอง เป็นความ ‘ธรรมดา’ ที่เราไม่ได้ทำเพราะอยากจะเป็นคนพิเศษหรือไม่ได้ทำเพื่อเป้าหมายว่าสิ่งนั้นต้องออกมาดี แต่เราทำด้วยความเข้าใจ

พื้นที่

ผมไม่มีหน้าที่จะไปให้คำแนะนำกับใครในเรื่องของการใช้ชีวิต แต่โดยส่วนตัวมีเป็นแรงบันดาลใจที่อยากจะสร้างพื้นที่ให้คนร่วมสมัยได้มีโอกาสค้นหาตัวเอง เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยจริงๆ ที่ได้พูดคุยถึงประสบการณ์ด้านในของชีวิตโดยที่ไม่ถูกตัดสิน ผมรู้สึกว่าคนรุ่นใหม่น่าจะมีพื้นที่อย่างนี้มากขึ้น แทนที่จะถูกตัดสินตลอดเวลาว่าเจ๋ง ไม่เจ๋ง ดี ไม่ดี จากสังคมหรือคนรอบข้าง ขณะเดียวกันก็คิดว่าเราเป็นคนที่มีประสบการณ์ด้านในที่แปลกพอสมควร เราพอที่จะเป็นพี่เลี้ยงให้กับคนเหล่านี้ได้อย่างไร เพราะในปัจจุบันกัลยาณมิตรในเรื่องนี้ไม่ได้พบเจอกันได้ง่ายนัก ที่สำคัญคือพื้นที่ตรงนี้ต้องเป็นพื้นที่สำหรับการฝึกฝนด้านใน ไม่ใช่เป็นพื้นที่สำหรับการถกเถียงทางปรัชญา

ในปีหน้า ผมจะเริ่มจัดคอร์สฝึกอบรมให้กับเสมสิกขาลัย ใช้ชื่อว่า “บนเส้นทางแห่งการฝึกตน” คิดว่าจะจัดเป็นช่วงๆตลอดปี นอกจากจะเป็นการทดลองทำในสิ่งที่ตัวเองเรียนมา และเป็นการฝึกฝนตนเองในบริบทที่ต่างออกไป อีกด้านหนึ่งผมคิดว่าการมีพื้นที่เพื่อให้คนที่สนใจในเรื่องของการศึกษาด้านใน มาภาวนาร่วมกัน มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ และเรียนรู้ร่วมกัน จนกลายเป็นสังฆะของผู้ปฏิบัติ ผมเชื่อว่าตรงนี้น่าจะเป็นเรื่องที่มีความหมายต่อสายธารแห่งพุทธธรรมในโลกสมัยใหม่มาก

จิตตปัญญาศึกษา

จิตตปัญญาศึกษาคือการเรียนรู้ตนเอง ผู้อื่น และสังคม แต่ต้องไม่แยกขาดจากเรื่องด้านใน การศึกษาทุกวันนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนมองดูก็รู้ว่า มันมีอะไรที่บางอย่างที่ผิดไปจากความเป็นปกติ จริงๆแล้วการเรียนรู้ในชีวิตมันเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่ตอนนี้ระบบมันแข็งกระด้างจนถึงขนาดที่ว่า ความเข้าใจพื้นฐาน อย่าง ”ชีวิตคือการเรียนรู้” ได้เลือนหายไปหมด กลับกลายเป็นว่าใบปริญญา การวัดผล ครูบาอาจารย์ หรือการคาดหวังของครอบครัว กำลังกดทับคุณค่าที่แท้ของการเรียนรู้ไปแทบหมดสิ้น

ประตู

ผมใช้พุทธเป็นประตูสู่การเรียนรู้มากกว่า ทุกวันนี้ศาสนาเหมือนเป็นหมวกอีกใบหนึ่ง เหมือนเวลาคุณจะไปสมัครงาน คุณก็ต้องกรอกว่าคุณนับถือศาสนาอะไร ถามไปเพื่ออะไร มันเหมือนเป็นกำแพงแบ่งแยกคน แต่คนส่วนใหญ่หลงลืมไปว่า ทำไมเราไม่มองชุดความรู้หรือแนวทางของศาสนานั้นๆเป็นประตูเพื่อที่จะเห็นชีวิตของเราเอง แม้แต่การศึกษาเองก็ไม่ต่างกัน มัวไปเสียเวลาหมกมุ่นไปกับคำถามตื้นเขิน...”คุณจบมหาวิทยาลัยอะไรมา” “ได้ปริญญาอะไรมา” ทุกคนกลับไปยึดกรอบตรงนั้น แต่ทำไมเราไม่มองว่ามหาวิทยาลัยเป็นประตูสู่การเรียนรู้ชีวิต ศาสนาก็ไม่ต่างกัน เพราะเหตุนี้ศาสนาจึงกลายเป็นเรื่องความขัดแย้งเสียมาก แทนที่เราจะได้คุยว่า คุณมีประสบการณ์ของการฝึกฝนตนเองอย่างไร คุณได้เข้าใจคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ในแง่มุมไหน

เจอ-ไม่เจอ

สิ่งที่ผมเจอจากการไปศึกษาต่อที่นาโรปะ คือผมได้เข้าใจความหมายของคำว่า “ชีวิตคือการเรียนรู้” ในหนังสือมีอยู่บทหนึ่งที่เขียนว่าเป้าหมายคือการเดินทาง เหมือนกับว่าเราไม่ได้มีจุดหมายแต่จุดหมายคือการที่เราได้เดินทาง ได้พบความงามของผู้คน ได้ท้าทายตัวเอง ได้พบเจอสิ่งใหม่ๆ ได้เปิดใจตัวเองมากขึ้น ตรงนี้คือการเดินทาง คือความงดงามโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว มันทำให้ผมเชื่อมั่นว่าการศึกษาไม่จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นในโรงเรียน ไม่จำเป็นต้องมีใบปริญญามารองรับ และมันทำให้ผมมั่นใจว่าผมไม่จำเป็นต้องเรียนปริญญาเอก ผมเคยคิดว่าจะเรียนปริญญาเอก ตอนไปเรียนนาโรปะผมตั้งใจไว้ว่าถ้าการศึกษาที่นาโรปะมันได้ผลจริงๆ ผมจะต้องอยู่ในจุดที่การไม่ได้ปริญญาเอกจะต้องไม่ทำให้ผมรู้สึกด้อย

ส่วนที่ไม่เจอก็คือเป้าหมาย เพราะการเจอคือเจอความรู้สึกที่บอก แต่ที่ไม่เจอคือคิดไม่ออกว่าเจอหรือยัง เรารู้สึกเหมือนกับว่าเราไม่ได้ไปเจออะไร แต่เราไปเจอเส้นทางสายหนึ่งที่ต้องเดินไปเรื่อยๆ แต่เราไม่ได้เจออะไรเลย สมัยก่อนเราก็คิดว่าการเดินทาง การแสวงหา มันต้องเจออะไร แต่การได้คำตอบว่าเราไม่เจอมันก็คือสิ่งที่มีค่าที่สุด สุดท้ายผมยอมรับมันได้ และรู้สึกว่าได้เจอในสิ่งที่ชีวิตนี้ต้องการ เรามั่นใจในการเดินทาง มั่นใจในชีวิตของตัวเอง
.........................

ไม่มีคำถามว่า ‘ชีวิตคืออะไร?’ เพราะไม่รู้ว่าจะถามเขาไปเพื่ออะไร เพราะเขาเองก็ไม่ใช่คำตอบของคำถามนี้
คำตอบมีได้มากมายและจำเพาะตามแต่ละบุคคล นิยามของคนหนึ่งอาจไม่ใช่นิยามของอีกคนหนึ่ง การเดินทางของคนหนึ่งอาจไม่ใช่เส้นทางที่อีกคนหนึ่งเลือกเดิน ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครตอบว่าอะไร
แต่ในโลกที่ไม่อนุญาตให้เราคัดง้างด้วยคำถามแบบนี้ (เพราะเป็นอันตรายต่อระบบทุนนิยม ระบบการศึกษาอย่างยิ่งยวด) อาจเป็นเพราะเราสยบยอม ถูกทำให้หลงลืม หรืออะไรก็ตามแต่
บางที...เราจึงอาจต้องเริ่มจากคำถามที่ว่า
‘เราจะกล้าตั้งคำถามหรือเปล่า?’

***************************
เรื่อง-กฤษฎา ศุภวรรธนะกุล
ผู้จัดการรายวัน


• ตีพิมพ์ครั้งแรกใน หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันศุกร์ที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๐

29.1.07

จิตตปัญญาศึกษา..การเรียนรู้แบบเอาชีวิตเข้าแลก!

โดย ณัฐฬส วังวิญญู
เครือข่ายจิตตปัญญาศึกษา
ContemplativeEducation@yahoo.com
คอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้
โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๐



เมื่อวันที่ ๒๑-๒๔ ต.ค. ๒๕๔๙ ที่ผ่านมา ผมและนพ.วิธาน ฐานะวุฒฑ์ ได้มีโอกาสไปช่วยดำเนินกระบวนการเรียนรู้เกี่ยวกับ “การสื่อสารอย่างกรุณา” ให้กับบุคลากรของทีมงาน ชีวันตาภิบาล (Palliative care) โดยมีผู้จัดคือ นพ.สกล สิงหะ ประธานหน่วยชีวันตาภิบาล โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย รวมถึงจัดการเรียนการสอนสำหรับแพทย์ระดับก่อนและหลังปริญญา และพัฒนางานวิจัยเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตผู้ป่วย palliative care ของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งทำให้ผมได้เรียนรู้และใคร่ครวญถึงกระบวนการเรียนรู้อย่างมีจิตวิญญาณอีกครั้งหนึ่ง

โดยได้ใคร่ครวญกับคำถามง่ายๆ ว่า “ความกรุณา” นั้นจะเป็นผลจากการศึกษาได้อย่างไร การศึกษาหรือกระบวนการเรียนรู้แบบไหนที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดจิตเมตตากรุณาได้ ครูบาอาจารย์จะช่วยสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ในระดับลึกนี้ได้อย่างไร เพราะ “ความกรุณา” ไม่ใช่เป็นเพียง “ความคิด” ไม่ใช่สิ่งที่จะสอน บรรยายหรือเทศนาแล้วหวังว่าผู้เรียนจะมี “หัวใจแห่งความกรุณา” ได้อย่างถ้วนหน้าและถาวร การเรียนรู้อะไรที่จะประทับใจตราตรึงจิตให้อ่อนโยนและเคารพเพื่อนร่วมชีวิตทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ

ทุกวันนี้ คำว่า “ผู้มีการศึกษา” มักจะมีความหมายว่าเป็น “ผู้มีความรู้ ความคิดหรือประสบการณ์ในความรู้แขนงต่างๆ” และดูเหมือนว่าศาสตร์แขนงต่างๆ จะพัฒนาไปข้างหน้าพร้อมกับเทคโนโลยีและวิทยาการใหม่ๆ เหลือเพียงศาสตร์เดียวที่ยังไม่ได้บรรจุไว้ในระบบการศึกษา นั่นคือ “ศาสตร์และศิลป์แห่งการมองตน” ทั้งๆ ที่คำว่า “ศึกษา” มีรากศัพท์มาจากคำว่า สิกขา (สะ+ติกกะ) หมายถึง “การมองตน”

เวลาเราเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ เรามองออกไปนอกตัวเองจนชำนาญ ปราดเปรื่องและคุ้นชิน และไม่ว่าโลกหรือจักรวาลใบนี้จะยิ่งใหญ่สักเพียงไหน ก็ไม่พ้นสายตาของเรา แม้สิ่งที่เล็กๆ ลงไปเป็นจุล เราก็ยังสามารถใช้กล้องไมโครสโคปกำลังสูงส่องเห็นจนทะลุปรุโปร่งไปถึงระดับโมเลกุล ระดับอะตอมกันเลย แล้วอะไรเล่าที่จะช่วยให้เรามองเห็นตัวเองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ให้เห็นภูมิทัศน์ด้านใน (Inner landscape) ว่าตัวเรานั้นมีลักษณะเป็นอย่างไร งดงามหรือไม่ปานใด

“จิตตปัญญาศึกษา” ที่ท่านอาจารย์สุมน อมรวิวัฒน์ได้กรุณาคิดขึ้นมาให้คงมีความหมายไปตามนี้กระมัง คือการศึกษาที่เริ่มต้นที่หัวใจ ไม่ใช่แค่คิด เพราะหัวใจนั้นมีอารมณ์ ความรู้สึก และที่สำคัญมีตัวรู้ที่เรียกว่าสติ ที่ใหญ่กว่าตัวความคิดที่เป็นเพียงวัตถุของการรับรู้หรือเรียนรู้ นั่นหมายความว่า จิตจำต้องได้รับการฝึกฝนให้มีประสิทธิภาพและกำลังพอที่จะ “มองเห็น” สิ่งต่างๆ อย่างที่เป็น และเห็นความเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างตัวเราเองและสังคม ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ กายและจิต

หากเรามองว่าเป้าหมายที่แท้จริงทางการศึกษาคือการพัฒนาศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์สู่ความเป็นไทและอย่างเป็นมนุษย์ที่แท้แล้ว เราก็คงจะไม่มองว่าการศึกษาเป็นเพียงทางผ่าน แต่เป็นหนทางแห่งการดำรงอยู่ วัฒนาการ แปรเปลี่ยนและเติบโต แทนที่จะเรียนเพราะรู้สึกว่าต้องเรียน เราอาจทำให้เชื่อว่าชีวิตนั้นต้องเป็นไปตามที่สังคมเลือกให้ ทั้งๆ ที่จริงแล้วมนุษย์เกิดมา พร้อมกับโอกาสที่จะเลือก คือเลือกที่จะนำพาและสร้างสรรค์ชีวิตตัวเองไปอย่างที่คิดฝันหรือปรารถนา

จิตตปัญญาศีกษาน่าจะเป็นหนทางฝึกฝนเพื่อการตื่นรู้และการดำรงอยู่อย่างเต็มเปี่ยม รับรู้ทั้งโลกภายนอกและโลกภายในตัวเราในแต่ละปัจจุบันขณะ โดยเอาทั้งหมดของตัวเราเข้าเรียนรู้ เอาชีวิตของเราเข้าแลกกับการรับรู้ปัจจุบันขณะ อันถือเป็นประตูหรือทางเข้าสู่การมองเห็นความงามอันวิจิตร และความดีอันประเสริฐ และความจริงอย่างที่เป็นในชีวิตและโลก

ด้วยการรับรู้หรือเรียนรู้เช่นนี้ เราอาจจะมองเห็นโลกที่ซ้อนๆ กันหลายๆ ใบ เป็นข่ายใยชีวิตที่ซับซ้อนในความเรียบง่าย ตรงไปตรงมา เห็นน้ำค้างเกาะตามยอดหญ้า และกิ่งไม้ยามเช้า เห็นแสงสาดส่องผ่านม่านหมอกและไอดิน เห็นสิ่งต่างๆ เชื่อมโยงกันอย่างเป็นอิทัปปัจจยตา

เราสามารถ ชื่นชมความแตกต่างหลากหลาย โดยเห็นความคิดของคนอื่นสอดร้อยเชื่อมโยงกับความคิดเรา และทำให้เกิดปัญญาร่วม เป็นระบบนิเวศแห่งความรู้ที่มั่งคั่งและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่กันและกัน เมื่อนั้นเราก็จะดำรงอยู่ใน ความไม่แยกส่วนและไม่แบ่งแยก

โดยปกติเรามีสิ่งที่เราชอบ และไม่ชอบ มีสิ่งที่เรากลัว และรักใคร่ เรามักจะเลือกเรียนรู้หรือรับรู้เฉพาะสิ่งที่เราชอบหรือพึงพอใจ และปฏิเสธสิ่งที่เราไม่ชอบ หรือไม่เห็นด้วย เป็นทวิภาพ เป็นหัวใจที่แบ่งขั้ว จึงเกิดการเรียนรู้อย่างเป็นเสี่ยงๆ เราไม่อาจเข้าใจทั้งหมดของตัวเองหรือโลกได้หากเรายังเลือกที่จะเบือนหน้าหนีอะไรก็ตามที่เป็นความจริงของชีวิต ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเงามืดทะมึน เป็นสิ่งที่เรากลัวหรือไม่รู้ โดยที่เรามักปฏิเสธการดำรงอยู่ของสิ่งเหล่านี้ หรืออาจไปโยนความผิดให้กรรม หรือเจ้ากรรมนายเวรไป

เมื่อเราสามารถน้อมรับสิ่งที่เราไม่พึงพอใจได้ เราก็จะสามารถสร้างสันติภาพภายในตัวเราเอง ดำรงอยู่และเรียนรู้จากความแตกต่างได้ และช่วยหล่อเลี้ยงให้เกิดความเข้มแข็งของความเป็นชุมชน และสังคมแนวราบที่ยิ่งนับวันจะขาดหายไปจากสังคมไทยที่สังคมแนวดิ่งกดทับอยู่ จนอิสรภาพของการเป็นมนุษย์ธรรมดาและปกติถูกลดทอนลงทุกที และเมื่อความเป็นชุมชนหรือเผ่าพันธุ์ของกัลยาณมิตรงอกงามในสถานศึกษาได้อย่างแท้จริง โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยก็จะเป็นดั่งผืนพรมอันอุดม ที่เมล็ดพันธุ์แห่งการเรียนรู้ของทุกๆ คนจะงอกงาม

และทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการค้นพบความรักและมิติแห่งจิตวิญญาณภายในตน เป็นการเรียนรู้ที่ต้องเอาชีวิตเข้าแลก เรียนรู้จักโลกและชีวิตผ่านตัวตนของเราเอง ที่อาจมีหลากหลายหน้าตา หลายตัวตน และที่สำคัญ ความรู้หรือความเข้าใจที่ลุ่มลึกจะบังเกิดขึ้นได้เมื่อเรายอมให้ความคิดหรือความรู้ชุดเดิมล่มสลายลง เช่น เราอาจเคยคิดว่าเราเป็นคนดี แต่เมื่อเราสืบค้นเข้าไปในตัวเองแล้วค้นพบ “ความเกเร” หรือ “ความร้ายกาจ” บางอย่างของตัวเอง และเมื่อรับรู้และยอมรับได้ “ความไม่ดี” นั้นก็ได้เริ่มคลายกำลังลง และอาจหมดความหมายไปเลยก็ได้ แต่การที่เราจะสามารถยอมรับว่าเราก็ไม่ได้ดีเด่อย่างที่เราคิด บางครั้งก็เจ็บปวดได้เช่นกัน ภาพลักษณ์ของเราถูกบีบคั้นให้ล่มสลายลงราวกับปราสาททรายที่ถูกคลื่นทะเลโถมซัดให้พังลงมา

ความกล้าเผชิญความจริงแห่งตัวตนจะช่วยทำให้เราเห็นและอาจค้นพบอิสระจากกรอบกรงขังเดิมๆ ได้ทีละเปลาะ เหมือนการปอกหัวหอม เป็นการเดินทางเข้าสู่ด้านในเพื่อขัดเกลาตัวเอง ให้สิ่งที่ห่อหุ้มอยู่ภายนอกนั้นหลุดออกไปจนเหลือเพียงความเปลือยเปล่าที่จริงแท้ เรียบง่ายและอิสระ

แนวทางการศึกษาเช่นนี้หรือเปล่า ที่สังคมใฝ่สันติภาพและแสวงหาความสุขสมานฉันท์อย่างสังคมไทยพึงปรารถนา ดังที่ได้มีการริเริ่มคิดและจัดกระบวนการเรียนรู้แนวนี้ขึ้นมาบ้างแล้วในหลายๆ ส่วนของสังคม โดยมีการพัฒนาและสร้างสรรค์แนวทางปฏิบัติหรือเครื่องไม้เครื่องมือที่หลากหลาย ผู้ที่สนใจเรียนรู้หรือร่วมคิดร่วมทำก็คงจะได้เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันมากขึ้น ซึ่งอาจช่วยต่อเติมมิติของการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ในเครือข่ายจิตตปัญญาศึกษาของสังคมไทยเติบใหญ่ให้ขยายตัวอย่างมีพลังยิ่งๆ ขึ้นไป

12.1.07

พิธีกรรม เติมความศักดิ์สิทธิ์และความหมายให้กับชีวิตยุคใหม่



คอลัมน์ จิตวิวัฒน์

โดย ณัฐฬส วังวิญญู สถาบันขวัญเมือง, เชียงราย Nutt2000@loxinfo.co.th แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)


วิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวไทยมีพิธีกรรมเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการดำเนินชีวิต เพราะช่วยเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร บอกกล่าว หรือให้ความหมายแก่สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต รวมทั้งแสดงความเชื่อ และตำนาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม การรับรู้หรือมองโลก และการเรียนรู้

ตัวอย่างเช่น หลายๆ พิธีกรรมแสดงถึงความเคารพนอบน้อมต่อผืนแผ่นดิน ระบบนิเวศและเทพเทวาที่ปกป้องคุ้มครองสังคมให้อยู่เย็นเป็นสุข

นอกจากนี้ พิธีกรรมยังช่วยเชื่อมร้อยให้เกิดความผูกพันระหว่างคนในชุมชน รวมทั้งเป็นส่วนสำคัญของการแสดงความเชื่อ ความศรัทธา และแนวปฏิบัติร่วมกันในทางศาสนาอีกด้วย

ในขณะที่ความเชื่อดั้งเดิมนั้นผูกโยงอยู่กับความจริงที่มองไม่เห็น ชีวิตของคนสมัยใหม่ที่สมาทานความเชื่อแบบวิทยาศาสตร์เชิงประจักษวาส จะเชื่อเฉพาะแต่สิ่งที่ตาเนื้อมองเห็นและเป็นไปตามแนวคิดเหตุผลนิยม มีผลให้กระบวนการเรียนรู้เพื่อเข้าถึงมิติของความศักดิ์สิทธิ์ในชีวิตถูกลดทอนไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งนี้ โดยที่พิธีกรรมส่วนมากก็หาได้มีการปรับเนื้อหา วิธีการ หรือชุดภาษา ให้สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเพื่อให้คนสมัยใหม่เข้าถึงได้อย่างสร้างสรรค์แต่อย่างใดไม่

อย่างไรก็ตาม บนหนทางแห่งการพัฒนามิติทางจิตวิญญาณไปควบคู่กับความเป็นชุมชนแห่งการพึ่งพาอาศัยและการเรียนรู้ร่วมกันของสังคมสมัยใหม่นั้น พิธีกรรมจะยังคงเป็นส่วนสำคัญและพึงได้รับการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมอย่างสร้างสรรค์ และในท่ามกลางความหลากหลายของความเชื่อความศรัทธานั้น การน้อมรับ ชื่นชม และเรียนรู้จากความแตกต่างหลากหลายของผู้คนถือเป็นเรื่องที่สำคัญ อันจะเป็นต้นทุนหรือรากฐานแห่งการดำรงสันติภาพอันแท้จริงของสังคม

ทั้งนี้ บทบาทในการเข้าถึงมิติอันศักดิ์สิทธิ์และการพัฒนาจิตนั้น ไม่จำต้องจำกัดอยู่ในชุมชนนักบวชเท่านั้น ฆราวาสหรือประชาชนคนธรรมดาที่แม้ไม่สมาทานศาสนาหรือลัทธิใดๆ ก็น่าจะเข้าถึงได้ ดังที่ท่านพุทธทาสภิกขุได้ชี้ให้เห็นว่า พื้นฐานร่วมกันของทุกศาสนาคือความรักนั่นเอง

พิธีกรรมต่างจากกิจกรรมอย่างไร

พิธีกรรมมีหลายประเภท เช่น การยืนเคารพธงชาติ สวดมนต์หน้าเสาธงทุกเช้าตามโรงเรียนต่างๆ นั้น เป็นกิจกรรมที่ตอกย้ำความเชื่อในเรื่องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แม้ว่าเด็กนักเรียนจำนวนมากจะทำพิธีกรรมเหล่านี้ไปอย่างเสียมิได้ ทำเพราะรู้สึกว่าต้องทำ จึงอาจขาดแรงบันดาลใจและความตั้งใจไปบ้าง แม้กระนั้น ความเชื่อในเรื่องความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ก็จะถูกฝังอยู่ในความรู้สึกนึกคิด

ดังนั้น ในแง่นี้พิธีกรรมคือ กิจกรรมที่ทำซ้ำๆ เป็นหมู่คณะ แต่จะมีความหมายอย่างไรกับผู้ปฏิบัตินั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการตีความหรือการให้ความหมายของแต่ละคน ไม่สามารถยัดเยียดหรือบังคับให้ยอมรับเหมือนกันได้

กิจวัตรประจำวันในฐานะพิธีกรรม พฤติกรรมบางอย่างที่ทำซ้ำๆ แล้วทำให้ชีวิตรู้สึกดี มีแบบแผนหรือทำให้รู้สึกปลอดภัย เช่น การดื่มกาแฟหรือชา อ่านหนังสือพิมพ์ก่อนออกไปทำงาน (มนุษย์ทุกวันนี้มีเวลาอย่างที่ว่าน้อยมาก) การหอมแก้มลูกก่อนนอน การสวัสดีคุณยายก่อนก้าวเท้าเดินออกไปโรงเรียน การเดินออกกำลังกายตอนเช้า การรับประทานอาหารเย็นร่วมกันในครอบครัว การออกไปดูหนังทุกวันเสาร์ การดูข่าวตอนเช้าก่อนอาบน้ำ เป็นต้น กิจวัตรเหล่านี้ แม้จะดูง่ายๆ ไม่ได้มีความหมายในเชิงศาสนาหรือความศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็ช่วยให้ชีวิตมีแบบแผนบางอย่างรองรับ ทำให้รู้สึกว่ามีความเป็นปกติอยู่ ซึ่งสำหรับแต่ละคนก็จะแตกต่างกันออกไป

ดังนั้น จะเห็นว่ามนุษย์สามารถสร้างกิจกรรมที่มีลักษณะเป็นพิธีกรรมขึ้นมาเองได้ตลอดเวลา

นอกเหนือจากนั้น เราอาจค้นพบว่าพิธีกรรมมีหลากหลายมิติ ในเป้าหมายและบริบทที่แตกต่างกันออกไป ผมขอตั้งข้อสังเกตบางประการเพื่อเป็นประโยชน์ในการสร้างสรรค์พิธีกรรมเอง ได้แก่

พิธีกรรมมีฐานะที่เป็นกิจกรรมเพื่อการตื่นรู้ อยู่กับปัจจุบันขณะ ช้าลงแต่มีสติเพื่อมองสิ่งต่างๆ ให้เห็นมิติที่ลึกลงไป พิธีกรรมเป็นเรื่องทางกาย การลงไม้ลงมือ และลงใจ ไปพ้นเรื่องภาษาหรือความคิด ทำงานกับจิตไร้สำนึก พิธีกรรมมีจุดเริ่มต้น สิ้นสุดที่ชัดเจน พิธีกรรมคือกิจกรรมที่มีความตั้งใจ หรือการอธิษฐาน บวกกับการเปิดรับพลังแห่งความศักดิ์สิทธิ์ของจักรวาลที่มีชีวิต

ทั้งนี้ หลายๆ พิธีกรรมอาจเป็นโอสถที่จะช่วยให้เกิดกระบวนการเยียวยารักษาอาการทางจิตและกายได้ด้วย ดังที่ เดนนี่ ซาร์เจ้นท์ (DENNY SARGENT) ผู้เป็นทั้งนักเขียน ศิลปิน และนักสร้างสรรค์พิธีกรรมที่นำมาจากจารีตประเพณีต่างๆ ของโลก หลังจากที่ได้ศึกษาความรู้เชิงประวัติศาสตร์และโบราณคดี เขาได้เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง พิธีกรรมของโลก (Global Ritualism: Myth & Magic Around the World) ว่า

"ถ้าเราสามารถลอกเอาเปลือกนอกที่เก่าคร่ำของพิธีกรรมที่ทำซ้ำซากจนเหมือนหุ่นยนต์ ซึ่งอยู่ล้อมรอบตัวเราออกได้ เราจะได้พบขุมทรัพย์อันกว้างใหญ่ไพศาล ที่บรรจุทั้งความรู้ ตำนาน รูปแบบ การรับรู้ และความคิด ซึ่งเราสามารถเลือกหยิบเอามาสร้างตำนานหรือพิธีกรรมให้สูงส่งสักเท่าใดก็ได้ นอกจากมนุษย์ทุกคนจะมีสัญชาตญาณในการสร้างพิธีกรรมอยู่แล้วตามปกติ มนุษย์ยังมีทางเลือกอยู่อีกด้วย ดีกว่าที่จะเพียงปฏิบัติตาม (หรือถูกบังคับ) พิธีกรรมเก่า ซึ่งถูกถ่ายทอดกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า เราจงมาช่วยกันเลือกพิธีกรรมของเราเอง พิธีกรรมซึ่งจะช่วยให้เราสมหวังในจุดมุ่งหมายสำคัญของชีวิตมนุษย์ 3 ประการ อันได้แก่ ความสงบที่แท้จริง ความสุข และอิสรภาพ"

อยากเชิญชวนมาสืบค้นร่วมกันว่า เราจะร่วมกันสร้างหรือรื้อฟื้นพิธีกรรมบางอย่างกลับมาใช้อย่างไรให้

1.เกิดการมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์และประกอบพิธีกรรม ทั้งในส่วนของกิจกรรมเองและการให้ความหมาย

2.เพื่อช่วยให้มนุษย์เข้าถึงมิติอันศักดิ์สิทธิ์ของชีวิตในยุคสมัยใหม่ได้ในขณะที่โลกหมุนไปอย่างรวดเร็ว โดยหลายคนปฏิเสธที่จะสมาทานความเชื่อหรือแนวปฏิบัติของศาสนาหรือลัทธิใดๆ เพราะอาจรู้สึกว่าไม่สามารถเข้าถึง หรือพิธีกรรมที่ทำกันอยู่ไม่สามารถสื่อความหมายให้สอดคล้องกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ ดังนั้น หากมีพิธีกรรมที่สามารถทำหน้าที่เชื่อมร้อยจิตวิญญาณมนุษย์เข้าด้วยกันอย่างไปพ้นข้อจำกัดของความเชื่อทางศาสนา ก็น่าจะเป็นประโยชน์ไม่น้อย

3.หากพิธีกรรมช่วยให้เกิดความอ่อนโยนและมองเห็นสิ่งต่างๆ อย่างเชื่อมโยงได้ ย่อมเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่แปรเปลี่ยนจิตใจให้เบ่งบานและวิวัฒน์ได้

4.หากเราสามารถพัฒนาพิธีกรรมที่เรียบง่าย เข้าถึงและเข้าใจได้ง่าย แต่ไม่ฉาบฉวย ไม่รุ่มร่ามและซับซ้อนจนเกินไปนัก ก็น่าจะช่วยน้อมนำผู้คนให้เข้ามามีส่วนร่วมได้มากขึ้น

ขอยกตัวอย่างพิธีกรรมง่ายๆ ที่สามารถทำกันเองในครอบครัว หรือแวดวงมิตรสหายในวาระพิเศษ เช่น งานวันเกิด โดยสามารถให้คนใกล้ชิดได้บอกกล่าวแก่เจ้าของวันเกิดถึงความเปลี่ยนแปลงหรือการเติบโตที่สังเกตเห็นในตัวเจ้าของงานวันเกิด หรืออาจกล่าวถึงว่าเจ้าของวันเกิดมีคุณค่าหรือความหมายอย่างไรกับเรา เพียงเท่านี้ก็อาจเพิ่ม "ความหมาย" ให้กับงานวันเกิดที่มีเสียงเพลงและการสังสรรค์กันให้พิเศษมากขึ้นก็ได้

ทั้งนี้ ผู้สร้างและประยุกต์ใช้พิธีกรรม พึงคำนึงถึงเงื่อนไขหรือปัจจัยจำเพาะในสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมของตนเอง เพื่อทำให้เกิดความเหมาะสม สอดคล้อง และมีประสิทธิภาพ บนพื้นฐานของการเคารพนอบน้อมต่อมรดกทางปัญญาและวัฒนธรรมอันเก่าแก่ที่สั่งสมกันมา ไปพร้อมๆ กับการเปิดรับและเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลายอย่างถ่อมตน

ซึ่งจะช่วยให้เกิดนวัตกรรมการเรียนรู้แนวลึกที่ผสมผสานโบราณธรรมที่หลากหลายมาเกื้อกูลการดำรงอยู่ การพัฒนาจิตมนุษย์ และความเป็นชุมชนได้อย่างสมสมัย

กลายเป็นปัจจุบันธรรมที่มีพลังและนำพาสังคมอนาคตที่บรรสานสมดุล เป็นสุข และพอเพียงตามที่เราต่างปรารถนาให้บังเกิดขึ้นร่วมกัน