โดย เกษียร เตชะพีระ
matichon.co.th/matichon 2005/10/28
การสร้างสันติภาพขึ้นในชายแดนภาคใต้ไม่ใช่เป็นเรื่องของรัฐบาลหรือผู้ก่อความไม่สงบเท่านั้น หากเป็นเรื่องของคนไทยเราทุกคนด้วยในฐานะพลเมืองแห่งระบบประชาธิปไตยที่ยึดมติเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์กำหนดตัดสินทิศทางกิจการบ้านเมือง
ต่อให้รัฐบาลปรับแนวทางนโยบายหรือผู้ก่อความไม่สงบเปลี่ยนวิธีการต่อสู้ไป แต่หากคนไทยส่วนใหญ่ยังยึดมั่นถือมั่นอคติแห่งความเกลียดชัง มึนชาเพิกเฉย ไม่พยายามปรับเปลี่ยนทัศนคติเพื่อเข้าใจเข้าถึง และร่วมพัฒนากับพี่น้องไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูภาคใต้แล้ว สันติภาพใดๆ ที่เกิดขึ้นก็คงจะไม่ยั่งยืน, มิช้านาน ความรุนแรงและสงครามไทยฆ่าไทยก็คงจะวกกลับมาอีก ไม่ในรูปการณ์ใดก็รูปการณ์หนึ่ง
เพียงลองท่องอินเตอร์เน็ตอ่านเว็บบอร์ดแสดงความเห็น หรือเปิดทีวีดู ข้อความที่ผู้ชมส่งเอสเอ็มเอสเข้ามาเป็นตัววิ่งด้านล่างจอเกี่ยวกับปัญหาความรุนแรงภาคใต้ ก็จะพบได้โดยพลันว่าในหมู่สาธารณชนชาวไทยมีอคติ ความไม่เข้าใจและเข้าใจผิดเรื่องนี้มากมหาศาลแค่ไหน,
มีความพร้อมและความโน้มเอียงที่จะตกลงไปติดกับดักยั่วยุของผู้ก่อการร้ายให้ใช้ความรุนแรงอย่างมืดบอกขาดสติต่อ(ผู้ที่หน่วยข่าวกรองราชการเองเอาเข้าจริงจนแล้วจนรอดก็ยังไม่รู้แน่ว่าเป็นใคร?) เพื่อแก้แค้นแบบตาต่อตาฟันต่อฟันบ้ามาก็บ้าไปหนักหนาเพียงใด,
โอกาสที่ความโกรธแค้นหุนหันพลันแล่นซึ่งชี้นำด้วยความโง่เขลา-ประเภทยั่วเมื่อไรปุ๊บเป็นโกรธเมื่อนั้นปั๊บแทบว่าจะโดยอัตโนมัติและปากพล่อยขับไสมิตรสร้างศัตรูทั้งในและต่างประเทศโดยไม่รู้จักระวัง อย่างที่จะหาผู้นำคนใดเป็น "ตัวช่วย" ฝ่ายผู้ก่อการร้ายยิ่งกว่านี้มิมีอีกแล้ว - จะนำไปสู่การเสียท่าและเสียอะไรต่อมิอะไรอื่นอีกย่อมยิ่งเพิ่มเป็นทวีตรีคูณ
ทว่าจะว่ากันไปมันก็มิใช่เป็นเพราะลำพังผู้นำคนเดียวดอก อาการกร่างไร้เดียงสาดังกล่าวยังได้รับการป้อนเลี้ยงอุ้มชูจากอคติของ "เสียงข้างมากแห่งระบอบประชาธิปไตย" ด้วยความใหญ่โตมโหฬารของภารกิจในการผลักดันขยับเคลื่อน "เสียงข้างมากแห่งระบอบประชาธิปไตย" ในเรื่องนี้จึงเป็นที่น่าไหวหวั่นสะทกสะท้อนใจ
ดูเหมือนว่าการอยู่ร่วมกันโดยสันติกับพี่น้องของเราทางชายแดนภาคใต้เรียกร้องต้องการไม่น้อยไปกว่า การปรับรื้อเอกลักษณ์แห่งชาติหรือความเป็นไทยของเราใหม่เลยทีเดียว
ในบทความเรื่อง "คำสั่ง 66/43?: รัฐ, ปัญหาวัฒนธรรมของรัฐกับการจัดการความขัดแย้งในศตวรรษใหม่" (พ.ศ.2542) ของ รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ แห่งคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ, อาจารย์ชัยวัฒน์ได้ช่วยรวบยอดจับประเด็นชี้ชวนให้เห็น "ความเป็นไทย" ทางการเมือง 2 แบบ ณ ห้วงคับขันของสงครามประชาชนระหว่างรัฐกับขบวนการคอมมิวนิสต์เมื่อพุทธทศวรรษที่ 2520 ว่าได้แก่ :-
1) ความเป็นไทยแบบ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519
อาจารย์ชัยวัฒน์วิเคราะห์ว่าความเป็นไทยแบบ 6 ตุลาฯ มองฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นเพียง
""พวกนอกกฎหมายที่ไม่ใช่คนไทย" และดังนั้นต้องปราบกำจัดด้วยความรุนแรง" และ "แบ่งแยกผู้คนที่เห็นต่างจากรัฐให้เป็น "อื่น" คือเป็นอะไรบางอย่างที่มิใช่คนไทย เพื่อให้ง่ายต่อการปราบปรามด้วยความโหดร้ายรุนแรงผิดมนุษย์"
มันนำไปสู่การล้อมปราบฆ่าหมู่นักศึกษาประชาชนที่ชุมนุมอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และรัฐประหารฟื้นฟูระบอบเผด็จการเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 รวมทั้งการหนีเข้าป่าไปจับปืนของนักศึกษาประชาชนราวสามพันคนและสงครามไทยฆ่าไทยที่แผ่ขยายลุกลามออกไปกลืนกินชีวิตพี่น้องร่วมชาติหลายร้อยหลายพันคนอีกหลายปีต่อมา
ทว่านั่นไม่ใช่ความเป็นไทยทางการเมืองแบบเดียวที่เป็นไปได้ ไม่กี่ปีให้หลังก็บังเกิดความเป็นไทยอีกแบบหนึ่ง ได้แก่:-
2) ความเป็นไทยแบบ 66/23
อาจารย์ชัยวัฒน์วิเคราะห์ว่าคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/23 สมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อันเป็นการปรับนโยบายการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ครั้งใหญ่แสดงออกซึ่งแนวคิดสำคัญทางการเมือง 5 ประการ ได้แก่ :-
1) การวิเคราะห์สถานการณ์อย่างกว้างขวางครอบคลุม
2) การยอมรับตัวตนการดำรงอยู่และความสำคัญของอีกฝ่ายหนึ่งว่าเป็นกลุ่มคนในประเทศ
3) การระบุความอยุติธรรมในสังคมอันเป็นเงื่อนไขของภัยคอมมิวนิสต์
4) การเปิดฉากรุกทางการเมืองโดยใช้มาตรการสันติวิธีทางการเมืองนำหน้าเหนือการใช้ความรุนแรงทางการทหารเพื่อเปลี่ยนแนวทางการสู้ด้วยอาวุธของคอมมิวนิสต์มาเป็นการต่อสู้ในแนวทางสันติ
5) การปฏิบัติต่ออดีตศัตรูในฐานะเพื่อนประชาชนร่วมชาติ ให้อภัยผู้หลงผิดและเปิดช่องช่วยเหลือให้ได้กลับมาใช้ชีวิตใหม่ร่วมกันต่อไปในสังคมในฐานะ "ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย"
มันนำไปสู่การยุติสงครามประชาชนของคอมมิวนิสต์ที่ยาวนานร่วม 20 ปี ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บทั้ง 2 ฝ่ายหลายหมื่นคน หลังจากนั้น บรรดาอดีตผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ก็กลับเข้าสู่สังคมมาร่วมพัฒนาชาติไทย กลายเป็นเอ็นจีโอ อาจารย์ สื่อมวลชน นักธุรกิจ นักการเมือง ส.ส. รมว. รองนายกรัฐมนตรี
ร่วมทะเลาะเบาะแว้งและต่อสู้ขัดแย้งทางการเมืองโดยสันติสืบมาจนทุกวันนี้
เบื้องหน้าสงครามการเมืองและการก่อการร้ายขณะนี้ สังคมไทยพร้อมและสามารถจะปรับรื้อเอกลักษณ์แห่งชาติหรือความเป็นไทยทางการเมืองใหม่อีกครั้งเพื่อสร้างสันติภาพขึ้นในชายแดนภาคใต้เหมือนที่เคยสร้างสันติภาพมาแล้วทั่วประเทศเมื่อ 20 ปีก่อนหรือไม่?
อย่างไร?
ขอทิ้งเป็นคำถามไว้สำหรับพี่น้องไทยทุกคน
No comments:
Post a Comment