RETREAT

14.4.08

"วิทยาเขตสีเขียว" วิชาใหม่ที่อยากเล่าให้ประชาชนฟัง

คอลัมน์ ระดมสมอง
หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ หน้า ๔๑
ฉบับวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3991

โดย ประสาท มีแต้ม prasart.m@psu.ac.th

เมื่อ 7 ปีก่อน คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้คิดวิชาใหม่ขึ้นมาหนึ่งรายวิชา หากคำนึงถึงแนวคิด เนื้อหา และกระบวนการเรียนการสอนแล้ว อาจถือ ได้ว่าวิชานี้เป็นวิชาแรกในประเทศไทย ก็น่าจะได้ ผมจึงอยากจะเล่าให้ท่านผู้อ่าน ที่เป็นผู้จ่ายภาษีมาตลอดได้รับทราบครับ

ด้วยขั้นตอนตามระเบียบของมหาวิทยาลัย เราได้เริ่มลงมือเปิดสอนจริงเมื่อ 3 ปีมาแล้ว รายวิชานี้ชื่อว่า "วิทยาเขตสีเขียว (Greening the Campus)" เป็นวิชาบังคับสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่สาม ทุกคน

เรื่องที่จะนำมาเล่าอย่างสั้นๆ นี้ ได้แก่ แนวคิด เนื้อหา กระบวนการเรียนการสอน สิ่งที่นักศึกษาค้นพบและร่วมผลักดัน ขยายผล รวมทั้งความรู้สึกของนักศึกษาบางคน

แนวคิดและกระบวนการเรียนการสอน

ก่อนอื่นต้องขอเรียนให้ทราบกันก่อนว่า หน้าที่หลัก 2 ใน 4 ข้อของมหาวิทยาลัย คือ การเรียนการสอนและการวิจัย ในยุคที่มหาวิทยาลัยกำลัง "ออกนอกระบบราชการ" บางสถาบันก็ดึงเอางานวิจัย มาให้ความสำคัญเหนือการเรียนการสอน แต่ไม่ว่าจะสลับอันดับความสำคัญกันอย่างไร ทั้งสองหน้าที่หลักนี้ก็มีปัญหาครับ

เมื่อพูดถึงงานวิจัย มันเป็นเรื่องแปลก ที่ว่า เขามักจะสนใจแต่เรื่องไกลตัว แต่ไม่ค่อยสนใจศึกษาวิจัยเพื่อแก้ปัญหาภายในมหาวิทยาลัยของตนเอง นอกจาก ผลงานวิจัยจะไม่ค่อยได้นำมาใช้ประโยชน์กับคนไทยโดยตรงแล้ว กลับปล่อยให้สถาบันของตนเองเป็นแหล่งสะสมปัญหา อีกต่างหาก

อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยตั้งข้อสังเกตว่า ผลงานดังๆ ในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายขายตรง แชร์แม่ชม้อย ชีวจิต หรือโครงการหลักประกันสุขภาพ ที่เรียกกันติดปากว่า 30 บาทรักษาทุกโรค หรือน้ำมันไบโอดีเซล ก็ล้วนแต่ไม่ใช่ผลงานและไม่ใช่ความคิดริเริ่มของชาวมหาวิทยาลัยใดในประเทศไทยเลย

เมื่อพูดถึงการเรียนการสอน คุณวิจักขณ์ พานิช วิศวกรหนุ่มที่หันมาสนใจเรื่องชีวิตและจิตใจ ได้ให้ทรรศนะ (ในเว็บไซต์ประชาไท) ว่า การศึกษาของคนเราควรจะเน้นการฝึกฝนตนเองให้ครบทั้ง 3 ด้าน คือ (1) ด้านวิชาชีพซึ่งเป็นด้านที่เราเรียนๆ สอนๆ กันอยู่ (2) ด้านการยอมรับสิทธิและภูมิปัญญาของผู้อื่น และ (3) ด้านที่เกี่ยวกับการจัดการกับความทุกข์ ความเจ็บปวดที่เราได้รับ ถ้าขยายความ ให้ถึงที่สุดก็คือการรู้จักเผชิญหน้ากับ ความตายของตัวเรานั่นเอง

การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยในประเทศไทยได้ละเลยเรื่องของสองด้านหลังนี้มาตลอด นักศึกษาบางคนเพียงแค่ สอบตกหนึ่งรายวิชาก็ฆ่าตัวตายแล้ว คนไทยจำนวนมากไม่รู้จักฟังผู้อื่น แม้พิธีกรรายการทีวีบางคนก็แย่งคนอื่นพูด ฟังคนอื่นไม่เป็นโดยไม่รู้ตัว กรณีฆ่าหมู่ 8 ศพ ที่หาดใหญ่ เป็นตัวอย่างที่ฟ้องให้เห็น ปัญหาการละเมิดสิทธิและความไม่รู้จัก การอดทนอดกลั้นต่อปัญหาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

วิชา "วิทยาเขตสีเขียว" จึงถูกออกแบบมาเพื่ออุดช่องโหว่สองประการที่ว่ามาแล้ว คือ (1) ให้นักศึกษาฝึกหัดทำวิจัยเรื่องใกล้ตัวที่อยู่ในวิทยาเขตของตนเอง โดยใช้วิทยาเขตเป็น "ห้องปฏิบัติการ" และ (2) ให้นักศึกษาฝึกการทำงานเป็นทีม รู้จักรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การเขียนรายงานและการนำเสนอและเผยแพร่ผลงานวิจัยของตน สำหรับปัญหาในวิทยาเขต ได้แก่ ปัญหาความเป็นอยู่ในหอพัก ความสะอาดของอาหาร ห้องส้วม ปัญหาความเครียดจากการเรียน ปัญหาตารางสอนที่บางคนต้องเรียน 4-5 ชั่วโมงติดกัน รวมทั้งปัญหาที่เป็นส่วนรวมมากขึ้น เช่น การประหยัดพลังงาน น้ำดื่ม การจราจร การประหยัดกระดาษ เป็นต้น

ในช่วงต้นของการเรียน นักศึกษาจะช่วยกันระดมปัญหาที่ตนกำลังประสบอยู่ แล้วหาสาเหตุและแนวทางแก้ไขตามกระบวนการวิจัยทั้งทางวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ ผลงานที่น่าสนใจก็จะถูกนำมาขยายผลเพื่อเสนอต่อสังคมและผู้บริหารมหาวิทยาลัยต่อไป

นอกจากนี้เรายังเชิญบุคคลภายนอก ที่มีผลงานเป็นที่น่าสนใจมาบรรยาย ให้นักศึกษาฟัง ทั้งที่เป็นนักวิจัย (ศ.ดร.เวคิน นพนิตย์) นักกิจกรรมสังคม (อาจารย์ขวัญสรวง อติโพธิ, คุณธารา บัวคำศรี ผู้ประสานงานกรีนพีซ) เกษตรกรปลอดสารพิษ (อาจารย์ภานุ พิทักษ์เผ่า) รวมทั้งนักพัฒนาจากองค์กรเอกชน (คุณบรรจง นะแส) เป็นต้น

สิ่งที่นักศึกษาค้นพบ

และร่วมผลักดันขยายผล

นับตั้งแต่เปิดสอนมาได้ 3 ปีการศึกษา รวม 6 ภาคการศึกษา นักศึกษาได้เรียน วิชานี้แล้วประมาณ 1,500 คน มีงานวิจัยรวมกันเกือบ 200 ชิ้น

ถ้าถามว่า ผลงานเหล่านี้มีคุณภาพ ดีพอที่จะเผยแพร่ให้สาธารณะได้ไหม ก็ต้องยอมรับกันตามตรงแหละครับว่า ผลการศึกษาจำนวนมากยังมีปัญหาเรื่องคุณภาพของการศึกษาเอง ไม่ว่าจะเป็น กระบวนการใช้เหตุผล การสรุปผลและ การเขียน ที่คณาจารย์ที่ร่วมสอนจำนวน 14 ท่าน ไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง นี่อาจจะเป็นข้อแก้ตัวที่ตื้นเกินไปของผู้สอน อย่างไรก็ตามนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ ทุกคนจะต้องลงเรียนวิชาโครงงานในชั้น ปีที่ 4 ตามความถนัดในภาควิชาของตนเองอีกครั้งหนึ่ง

ในที่นี้ผมขอนำผลการศึกษาในวิชาวิทยาเขตสีเขียวมาเล่าให้ท่านฟังอย่างย่อๆ สัก 2-3 ชิ้น วัตถุประสงค์ของวิชานี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่รายงานเป็นเล่มที่นักศึกษานำส่งเพียงอย่างเดียว แต่เราจะพยายามนำมาขยายผลเพื่อให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยได้นำไปใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงพัฒนามหาวิทยาลัยต่อไป

เรื่องแรกเป็นเรื่องการจัดตารางสอนครับ เริ่มต้นจากเสียงบ่นของนักศึกษา บางคนว่า ระยะเวลาที่พักระหว่างคาบ คาบละ 10 นาทีนั้น ไม่เพียงพอที่จะให้ นักศึกษาเดินจากอาคารหนึ่งไปอีกอาคารหนึ่งได้ทันเวลา นักศึกษาบางคนประชดว่า "ต่อให้เหาะไปก็ยังไม่ทันเลยค่ะ"

หลังจากได้วิเคราะห์ข้อมูลในภาพรวม ที่เกี่ยวข้องก็พบว่า มีความเป็นไปได้ที่จะให้ช่วงพักระหว่างคาบเพิ่มเป็น 30 นาที และจากที่เคยเรียนคาบละ 50 นาที ก็เพิ่มเป็นคาบละ 90 นาที หากสามารถกระทำดังนี้ได้ก็สามารถลดการเดินทางหรือการจราจรลงได้ถึงประมาณ 30%

ผมเองได้เขียนบทความเพื่อเสนอแนวคิดนี้ต่อชาววิทยาเขตทั้งหมดมานานเป็นปีแล้ว ในที่สุดทางผู้บริหารมหาวิทยาลัยก็ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาคิดเรื่องนี้ชุดหนึ่ง โดยมีผมเองร่วมอยู่ด้วย

ขณะนี้คณะทำงานชุดนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป ที่ชัดเจน แต่ผู้บริหารท่านหนึ่งได้กล่าวว่า "ผู้บริหารเชื่อแล้วว่ามีปัญหา (convinced) แต่ขอให้คณะทำงานศึกษาในรายละเอียดต่อไป"

นอกจากนี้จากข้อมูลที่มีอยู่ทำให้ผม ค้นพบว่า ในวิทยาเขตหาดใหญ่ เราใช้ห้องเรียนตั้งแต่ช่วง 08.00 น. ถึง 17.00 น. เพียงร้อยละ 55 ของทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นการใช้งานที่ค่อนข้างน้อย ในขณะเดียวกันเราก็ของบประมาณของประชาชนมาสร้างอาคารเรียนเพิ่มเอาๆ จนแทบจะไม่มีที่จะให้คนเดินอยู่แล้ว

นี่คือปัญหาที่เกิดจาก "มหาวิทยาลัย ไม่วิจัยเรื่องตัวเอง แต่ชอบวิจัยเรื่องไกลตัว"

เรื่องที่สอง เป็นเรื่องการประหยัดไฟฟ้า ในแต่ละปีทั้งวิทยาเขต (ซึ่งมีโรงพยาบาลรวมอยู่ด้วย) ได้ใช้ไฟฟ้าคิดเป็นเงินปีละประมาณ 150 ล้านบาท ทางมหาวิทยาลัยก็ได้พยายามรณรงค์ให้คนช่วยกันลดการใช้ไฟฟ้า โดยส่วนหนึ่งบอกว่า "ปิดไฟดวงที่ ไม่ได้ใช้" แต่จะปิดได้อย่างไร ในเมื่อ เปิด-ปิดสวิตช์หนึ่งตัว แต่ไฟฟ้าสว่าง ไป 10-20 หลอด

นักศึกษากลุ่มหนึ่ง (โดยได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ท่านหนึ่ง) ได้ศึกษาพบว่าควรจะนำสวิตช์ไฟแบบกระตุกมาใช้ ดวงไหน ที่ไม่ใช้ก็กระตุกให้มันดับเสีย

นักศึกษาไปค้นมาได้ว่า ถ้านำสวิตช์กระตุก (ราคา 30 บาท) มาใช้ก็จะสามารถประหยัดไฟฟ้าได้และคุ้มทุนภายในเวลา 2 เดือนเท่านั้น ขณะนี้ทางผู้อำนวยการ กองอาคารและสถานที่ได้คิดจะนำสวิตช์กระตุกมาติดประมาณ 1 พันตัว ผลจะเป็นอย่างไร ผมจะนำมาเล่าต่อไปครับ

เรื่องที่สามครับ เรื่องน้ำดื่มในคณะวิทยาศาสตร์ นักศึกษาค้นพบว่า (1) เครื่องกรองน้ำหลายตัวทำให้น้ำมีสนิม มากขึ้นกว่าเดิม (คือน้ำก่อนเข้าเครื่องมีสนิมน้อยกว่าน้ำที่ออกมาจากเครื่องกรอง) เนื่องจากไม่ได้เปลี่ยนไส้กรองมานาน และ (2) จากการสำรวจตัวอย่างพบว่า โดยเฉลี่ยนักศึกษาและบุคลากรต้องซื้อ น้ำขวดดื่มวันละ 1.3 ขวดต่อคน หรือ 10 บาทต่อคน ถ้าคิดทั้งคณะก็ประมาณ 6 ล้านบาทต่อปี

คำถามก็คือว่า ผู้บริหารจะคิด เรื่องนี้อย่างไรกับเงินจำนวนมากและ ขวดพลาสติกที่ก่อปัญหามลพิษและ ภาวะโลกร้อน

ผมเองในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาพยายามขอร้องให้นักศึกษาทำจดหมายเสนอแนะต่อผู้บริหารทันที แต่กว่านักศึกษาจะยอมทำก็ต้องพูดกันหลายรอบ เพราะพวกเขาเกรงว่าเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบตัวเล็กๆ จะเดือดร้อน

ความรู้สึกของนักศึกษาบางคน

ในแต่ละภาคการศึกษา ทางมหาวิทยาลัยบังคับให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็นเพื่อจะได้มีการปรับปรุงวิชานี้ให้ดีขึ้น ที่ผ่านมาหากสิ่งใดมีเหตุผลเราก็ปรับปรุงแก้ไข สำหรับในภาคการศึกษาที่ผ่านมา เรามีข้อสอบให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็น ต่อไปนี้เป็นความเห็นของนักศึกษาบางคน แม้ว่านักศึกษาไม่มีความอิสระในการแสดงความเห็น (เพราะมีคะแนนให้) แต่เนื้อหาก็คงสะท้อนอะไรได้บ้าง ดังนี้ครับ

นอกจากแนวคิดของวิชาวิทยาเขต สีเขียวจะเน้นการศึกษาเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งภายในจิตใจของผู้เรียน และเน้นการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหารอบๆ ตัวนักศึกษา ตามคำขวัญที่ว่า "ห่วงใยโลกกว้าง สรรค์สร้างท้องถิ่น" แล้ว เรายังมีความเชื่อว่า คนกลุ่มเล็กๆ ก็สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ หากมีการศึกษาอย่างดีและรู้จักการสื่อสารออกสู่สังคมวงกว้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากมีความคืบหน้าใดๆ ผมจะนำมา เล่าอีกครับ

No comments: