RETREAT

19.11.05

ยังไม่ทันออกเดินทาง...ก็ถึงแล้ว

โดย ณัฐฬส วังวิญญู
ตีพิมพ์ใน ปาจารยสาร ฉบับสิกขาปริทัศน์ ฉบับที่ ๒ ปีที่ ๑ : : ตุลาคม - พฤศจิกายน ๒๕๔๘

ช่วงนี้ชีวิตผมเดินทางบ่อย จัดกระเป๋าทุกสัปดาห์ บางทีตอนจัดกระเป๋าอยู่ก็ได้ยินเสียงนกนอกหน้าต่างห้องนอน เหลียวมองไปดูก็เห็นนกกระจอกบ้านสองสามตัว เกาะกิ่งไม้อยู่ข้างบ้าน เสียงเจื้อยแจ้ว ก็เอะคิดไปว่า นกเขาก็เดินทางตลอดเวลาเหมือนกันนี่นา แต่ไม่เห็นต้องจัดกระเป๋าเหมือนเราเลย เขาสร้างรังก็เฉพาะเวลาจะดูแลลูกน้อยเท่านั้น นึกอิจฉานกอยู่เหมือนกัน เพราะช่างเป็นชีวิตที่เบาสบาย เรียบง่าย แต่เอ... ถ้านกมันพัฒนาได้มันจะพัฒนาให้มีกระเป๋าเดินทางใต้ปีกหรือเปล่านะ อารายธรรมแบบนกนกนี่น่าสนใจดีนะครับ

การเดินทางที่ผ่านมา นับว่าผมใช้เวลาไปเยอะทีเดียว เมื่อสองสามเดือนที่ผ่านมา ผมได้ออกเดินทางออกมาจากเชียงราย แล้วเดินทางไปเมืองมังฉี ที่ตอนใต้ของประเทศจีน เพื่อไปร่วมฝึกอบรมเกี่ยวกับการศึกษาทางเลือกกับกลุ่มครูท้องถิ่นที่นั่น แล้วเมื่อเดือนที่แล้วก็ไปที่คอโลราโดเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการแสวงหาปัญญาจากธรรมชาติ ซึ่งเป็นการเดินทางที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตได้ข้ามภพชาติแห่งชีวิต

ผมสังเกตว่าเวลาตัวเองเดินทาง เราได้ก้าวออกไปจากพื้นที่ที่คุ้นชิน หรือความรู้สึกปลอดภัย รู้สึกว่าอำนาจของเราในการควบคุมสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตนั้นหายไป แล้วหลุดออกมาแสดงบทบาทของผู้เฝ้ามอง หรือผู้เฝ้าสังเกตมากขึ้น คือเฝ้าสังเกตทั้งโลกภายนอกและโลกภายใน โดยมีแนวโน้มที่จะตื่นตัวในการสังเกตนี้มากขึ้น และการที่ได้เฝ้ามองหรือเฝ้าสังเกตนี้เป็นประสบการณ์อันหอมหวนมีเสน่ห์ไม่น้อยเลย เพราะชีวิตมันไม่เป็นไปอย่างอัตโนมัติอย่างคุ้นเคย แต่ใคร่ครวญและไตร่ตรองมากขึ้น

โดยเฉพาะในกรณีที่เดินทางคนเดียว ก็ทำให้รู้สึกถึงความวิเวกที่หวานมัน ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องทำอะไรให้เสร็จ รายการสิ่งที่ต้องทำนั้นว่างเปล่า เป็นรายการของความว่างเปล่า ทำให้ได้ดื่มด่ำกับความวิเวกและสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้ดียิ่งขึ้น ยิ่งต้องย้ายที่บ่อยๆ ก็ทำให้ไม่ต้องสะสมสิ่งของสัมภาระให้หนักอึ้ง ทำตัวให้เบาไว้ เพียงพกพาเครื่องเคียงชีวิตที่จำเป็นจริงๆ ก็พอแล้ว (แต่บางทีก็ยากที่จะกำหนดว่าอะไรจำเป็นจริงๆ)

แต่บางทีก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า การเดินทางของชีวิตนี้มีที่สิ้นสุดที่ไหน ก็ยังตอบไม่ค่อยได้เหมือนกัน รู้อย่างเดียวว่ากำลังเดินทาง และกำลังเรียนรู้ แม้แต่การเขียนนี้ก็เป็นการเดินทางและสืบค้นความรู้สึกนึกคิดเช่นกัน หาได้มีข้อสรุปอะไรที่ตายตัวไม่

พอผมตั้งคำถามเกี่ยวกับที่หมายปลายทางของการเดินทาง ก็ทำให้อดที่คิดถึงมิติของเวลาไม่ได้ เพราะพอมีเริ่มต้น ท่ามกลาง แล้วสิ้นสุด มีอดีตที่ผ่านไปแล้ว ปัจจุบันที่สัมผัสรู้สึกได้ แล้วอนาคตที่ยังมาไม่ถึง แต่พอคิดไปอีกที ทั้งอดีตและอนาคตเป็นสิ่งที่ผมสัมผัสรับรู้ไม่ได้ หากคิดถึงมันได้ แต่ก็อีกนั่นแหล่ะ เรารับรู้ความคิดเกี่ยวกับอดีตและอนาคตได้ก็แต่ในปัจจุบันเท่านั้น มิใช่หรือ มันไม่มี “ อนาคต ” ที่รอเราอยู่ “ ข้างหน้า ” โดยแยกขาดออกจากประสบการณ์ที่เป็นปัจจุบันของเราอย่างที่เรามักคิดกันกระมัง หรือไม่มี ” อดีต ” ที่ผ่านไปแล้วที่ดำรงอยู่แยกออกจากปัจจุบันด้วย หากอดีตหรือสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วยังคงส่งผลต่อเราในปัจจุบันไม่มากก็น้อย

นอกจากเรื่องของเวลาแล้ว คำที่มักจะแวบเข้ามาในแง่ของการเดินทางชีวิตก็คือคำว่า “ พัฒนา ” เพราะคำว่า “ พัฒนา ” มันดูเหมือนว่ามันต้องมีทิศทาง ไม่ค่อยมีใครได้ยินว่า ” พัฒนาเพื่ออยู่กับที่ ” เท่าไร โดยมากการพัฒนามักมีนัยยะว่าทำให้ดีขึ้น หรือดีกว่าเดิม ก็ทำให้คิดต่อแสดงว่าเดิมๆ นี่ยังไม่ดีพอยังงั้นหรือ
แล้วความคิดเรื่องการพัฒนานี้เองที่ถูกเอามาใช้กับแนวคิดเรื่อง การพัฒนาตัวเอง พัฒนาบุคลากร พัฒนาประเทศชาติบ้านเมือง พัฒนาจิตเป็นต้น

แต่ถ้าถามต่อไปว่า เราพัฒนาตัวเองไปเพื่ออะไร เพื่อใคร เราอยากจะเป็นอะไร มีชีวิตแบบไหน อย่างไร หรือเราต้องการพัฒนาตัวเอง โดยเฉพาะในเรื่องของชีวิตด้านในหรือที่เรียกกันมากขึ้นคือพัฒนาด้านจิตวิญญาณนั้น เราทำเพือใคร หรือเรากำลังทำเพื่อตัวเอง เสริมสร้างหน้าตา ความน่าเชื่อถือ การยอมรับในสังคมตามมาตรฐานของเราเอง นั่นก็เป็นเพียงพัฒนาอัตตาให้แก่กล้ามากกว่า

ผมคิดว่ามิติเรื่องการพัฒนาตัวเองนั้นมีความแยบยลอยู่ไม่น้อย บางทีการที่เราสามารถนั่งสมาธิได้วันละสองสามชั่วโมงทำให้เรารู้สึกว่า ความเป็นมนุษย์ของเราได้รับการยกระดับขึ้นกว่ามนุษย์ระดับปกติอย่างนั้นหรือ ในแวดวงของผู้แสวงหาหนทางของชีวิตที่ดีงาม หรือสังคมที่ดีงาม มันมักจะมีกรอบตัดสินเชิงคุณค่าลอยไปลอยมาเสมอในจิตไร้สำนึกรวมของผู้คน โดยเฉพาะเป็นกรอบมาตัดสินกันว่า อย่างไหนดีกว่า แท้กว่า ตื้นกว่า ลึกกว่า สิ่งที่ชอเกรียม ตรุงปะ รินโปเช ผู้ซึ่งก่อตั้งมหาวิทยาลัยนาโรปะ ได้เขียนหนังสือทั้งเล่มว่าไว้ด้วยเรื่องนี้แหล่ะครับ คือ Cutting Through Spiritual Materialism หรือที่แปลเป็นไทยคือ ลิงหลอกเจ้า เพื่อเตือนสติผู้แสวงหาอิสรภาพและความสุขผ่านการฝึกฝนทางจิตวิญญาณทั้งหลายว่า อย่าได้ถือเอามิติทางจิตวิญญาณมาเสพสมดังว่าเป็นอีก ” สิ่ง ” ที่ยึดครองได้ ประดับประดาชีวิตได้ เหมือนวัตถุสิ่งของทั้งหลาย อวดอ้างได้ สร้างความชอบธรรมให้กับตัวเองได้ สร้างความรู้สึกสะดวกสบาย ปลอดภัยมั่นคงให้กับตัวเองได้ ตรุงปะยังได้แนะนำอีกด้วยว่าในทางตรงกันข้าม หากเราจริงใจกับการปฏิบัติธรรม เราต้องค้นหาหนทางที่จะทำให้เราเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่จะทำให้เรารู้สึกไม่ปลอดภัย หรือหมิ่นเหม่ ดังที่เจ้าชายสิทธัทถะเองได้แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่าง

หากจะว่าไปแล้ว ถ้าเราเชื่อว่าธรรมชาติของชีวิตนั้นมีความดีเป็นพื้นฐาน แน่นอนไม่เปลี่ยนแปลง แสดงว่าไม่ต้องพัฒนา มันก็มีอยู่แล้ว วางใจได้ร้อยเปอร์เซ็น เราสามารถภูมิใจและวางใจได้เลยในการมีชีวิตอยู่ แล้วค้นพบภายในตัวเองไปเรื่อยๆ ซึ่งก็จะทำให้มันเหมือนกับว่าไม่ต้องพัฒนานั้น หรือหาต้องการใช้คำนี้อยู่ก็ใส่ความหมายใหม่ว่าเป็นการถอดถอนความคิด อารมณ์ความรู้สึกที่บดบังการมองเห็นตามจริง หรือบดบังการมองเห็นความงดงามที่สมบูรณ์พูนพร้อมในชีวิต มองเห็นความปกติที่ดำรงอยู่ในสรรพสิ่ง มองเห็นความเป็นหนึ่งเดียวกันของสรรพสิ่ง

ดังนั้น ธรรมชาติของชีวิตเป็นตัวอย่างที่ดีของความดีงามและความสง่างามอันเป็นพื้นฐานของชีวิต ที่ไม่จำต้องพิสูจน์ตัวกับใคร เหมือนกับกระบวนการของการสร้างหรือผลิตเซลใหม่ หรือการหายใจ ที่เป็นกระบวนการหล่อเลี้ยงชีวิต เป็นระบบภูมิปัญญาที่อยู่ในกาย ในธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต และเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย โดยไม่ได้ขึ้นกับว่ากระบวนการเหล่านี้ดำเนินไปแล้วจะได้รับเกียรติยศ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินเงินทองหรือไม่ คือทำตามบทบาทและหน้าที่ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรชีวิต

ผมรู้สึกว่าทุกวันนี้เราพัฒนาไปเพราะความรู้สึกว่า ขาดพร่องอะไรบางอย่างหรือเปล่า หรือไม่ก็ต้องการได้อะไรบางอย่าง จริงแล้วโดยที่ไม่ต้องทำอะไรมากมาย ก็กลับไปเหมือนวิถีชีวิตของคนชนบท หรือชนเผ่า ที่ทำงานออกแรงกายเพื่อความจำเป็นด้านปัจจัยสี่ เพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตและชุมชนที่เป็นกาย แล้วมีเวลาเหลือเฟือในการหล่อเลี้ยงจิตใจ หรือความสัมพันธ์ระหว่างคนใจชุมชน และความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ ผ่านรูปแบบของพิธีกรรมต่างๆ ชีวิตเต็มไปด้วยการหล่อเลี้ยงดูแลความสัมพันธ์เหล่านี้

เวลาที่นึกถึงความสุขและความพอใจของชีวิต ผมมักจะคิดถึงพะตีตะแยะเสมอ พะตีเป็นชาวปกาเกอญอที่ธรรมดาสามัญ เป็นชีวิตที่มีความพึงพอใจอย่างลึกๆ รู้สึกว่าเพียงแค่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นก็ดีที่สุดแล้ว วันเวลาแห่งการครองชีวิตที่เหลือก็เป็นเพียงการแบ่งปัน และเก็บเกี่ยวการเรียนรู้เท่านั้นเอง ส่วนสุขทุกข์ก็เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย

จึงทำให้คิดว่า จริงๆ แล้วเราไปจำเป็นต้องออกเดินทางไปไหน หรือต้องพยายามไปถึงไหน เพราะเราได้มาถึงแล้ว เพียงแต่ต้องค้นพบให้เจอในตัวเองเท่านั้น อย่างทางเซ็นมักจะพูดถึงจิตประภัสสรหรือจิตแรกที่ผ่องแผ้ว สดใสที่มีอยู่ในตัวเรา ไม่ต้องออกไปหาที่ไหน หรือขอจากใคร เพียงแต่มองเข้าไปด้านในก็อาจพบเห็นหรือสัมผัสได้เอง

No comments: