RETREAT

20.11.05

ทักษิณ-สนธิกับอนาคตการเมืองไทย

โดย ชัยอนันต์ สมุทวณิช
จาก manager.co.th
20 พฤศจิกายน 2548

ดวงชะตาของสมาชิกครอบครัวสมุทวณิช คงมีอะไรสักอย่างที่เป็นอริกับการเมือง พ่อผมเมื่อเป็น ร.ต.ท.ก็ถูกจับไปขังไว้ที่กระทรวงกลาโหมในข้อหาร่วมกบฏเสนาธิการ 1 ตุลาคม 2491 ต่อมาเมื่อมีกบฏแมนฮัตตัน พ่อผมก็ถูกทหารจับใส่รถถังไปอีก โดยหาว่านำกำลังเสรีไทยจากภาคอีสานมาช่วยฝ่ายกบฏ

ไม่นานมานี้ ชัยสิริ น้องชายเขียนบทความในนามแฝงลงในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ก็ถูก ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ฟ้อง และปัจจุบันลูกชายผมเองคือ พชร สมุทวณิช ซึ่งเป็นกรรมการบริษัท ไทยเดย์ ด็อทคอม ก็ถูก พ.ต.ท.ทักษิณ ฟ้องร่วมกับคุณสนธิ ลิ้มทองกุล

เพื่อนๆ ต่างสงสัยว่าผมทำงานในภาครัฐหลายด้าน เพื่อนผู้เป็นเสมือนน้องคือ สนธิ วิจารณ์นายกฯ ทักษิณทุกวันศุกร์ และเป็นหัวหอกในการต่อต้านวิธีการแปรรูป กฟผ.ด้วย ทำไมผมจึงนิ่งเฉย ทุกวันนี้มีคนต่อว่ามากมาย ส่วนใหญ่จะมองว่าผมได้กลายเป็นสมุนรับใช้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปเสียแล้ว และคงจะได้ผลประโยชน์จากการแปรรูป กฟผ.มากมาย

ที่จริงกรรมการ กฟผ.ทุกคน รวมทั้งตัวผมซึ่งเป็นประธานกรรมการด้วยนั้น ได้ค่าตอบแทนจาก กฟผ.เดือนละหมื่นกว่าบาท และไม่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้นแม้แต่หุ้นเดียว เพราะเราไม่ได้เป็นพนักงาน กฟผ. ดังนั้น ผมจึงถูกด่าฟรีมานานแล้ว แต่ผมก็ไม่ว่าอะไร บางคนก็หาว่าผมขายตัวไปแล้วบ้าง

ผมแยกงานของรัฐออกจากรัฐบาลได้ โดยเฉพาะตัวผู้นำรัฐบาล ในอดีตมีคนจำนวนมากทำงานให้รัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร แต่ผมก็ไม่เคยไปร่วมวงด้วย มาบัดนี้รัฐเราเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น การทำงานในฐานะกรรมการรัฐวิสาหกิจ มีลักษณะพิเศษเหมือนกับการเป็นกรรมการในคณะกรรมการชุดต่างๆ ของระบบราชการ จะแตกต่างกันก็ตรงที่รัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทมหาชนแล้ว จะต้องได้รับการตรวจสอบจากผู้ถือหุ้น และตลาดหลักทรัพย์ด้วย

เรื่อง กฟผ.นั้น บทบาทของผมชัดเจน คือการดูแลให้หลักเกณฑ์การกระจายหุ้นเป็นไปอย่างสมประโยชน์ของประชาชน และผมมีส่วนในการจัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการไฟฟ้า สิ่งที่ผมกังวลก็คือ การที่เขื่อนพลังน้ำทั้งหลายจะอยู่ที่ไหน ซึ่งบัดนี้บรรดาเขื่อนต่างๆ ก็ยังคงอยู่กับรัฐ ความเป็นเอกชนของ กฟผ.นั้นมีเพียงเสี้ยวเดียวคือ 25% มิใช่การแปรรูปอย่างที่เรียกว่า privatization หากเป็นการเปิดโอกาสให้มีการระดมทุนจากภาคเอกชนได้ในระดับหนึ่ง องค์การไฟฟ้า (EDF) ของฝรั่งเศสก็ทำแบบเดียวกัน เขาไม่เรียกว่า privatization แต่เรียกว่า “เปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุน” แทนที่รัฐจะต้องเป็นฝ่ายแบกรับภาระแต่เพียงฝ่ายเดียว

ผมกับสนธิคบกันด้วยความเกรงใจ นับถือซึ่งกันและกัน ผมคิดว่าผมรู้จักสนธิดี และอาจเป็นคนน้อยคนที่รู้เรื่องของสนธิมากที่สุด

ตอนที่สนธิประสบปัญหาทางธุรกิจ ธุรกิจของเขาส่วนใหญ่ได้รับเงินกู้จากธนาคารกสิกรไทย คุณบัณฑูร ล่ำซำ มาหาผมที่โรงเรียน ผมยืนยันว่า สนธิไม่มีทางเบี้ยว ในที่สุดก็มีการตกลงกัน หนังสือผู้จัดการได้รับการอะลุ้มอล่วย มีการผ่อนใช้หนี้ และมีการเจรจาตัดลดหนี้ลง แต่สนธิถูกธนาคารนครหลวงไทย ฟ้องล้มละลาย หนี้สินทั้งหลายที่มีอยู่ก็หายไปตามกระบวนการบุคคลล้มละลาย สนธิทำอะไรไม่ได้อยู่ 3 ปี พอพ้นจากการเป็นผู้ล้มละลายก็มาตั้งบริษัท ไทยเดย์ฯ หวังจะให้ลูกชายของเขาสืบทอดงานต่อ

ดังนั้น สนธิจึงไม่เคยไปเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณหรือธนาคารกรุงไทยช่วยลดหนี้เลย ข้อเท็จจริงนี้มีหลักฐานยืนยันได้

เมื่อสมัยพรรคประชาธิปัตย์ สนธิมีความสนิทสนมกับผู้นำพรรคหลายคน บางคนเป็นญาติกันด้วยซ้ำไป แต่สนธิทนการบริหารงานของรัฐบาลไม่ได้ ก็เลยออกมาวิจารณ์ มาสมัยนี้ สนธิบอกผมว่า เราควรช่วยงานรัฐบ้างในส่วนที่รัฐบาลจะนำความคิดของเราไปทำ ต่อมาก่อนหน้าที่สนธิจะออกมาวิจารณ์นายกฯ ทักษิณ สนธิโทร.มาหาผม และนัดคุย แล้วพูดว่า เห็นจะทนต่อไปอีกไม่นาน ผมรู้ว่าสนธิไม่มีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกับทักษิณ แต่ความรู้สึกไม่พอใจรัฐบาลมาจากความเป็นนักหนังสือพิมพ์โดยตรง ต่อมาสนธิบอกผมว่ารายการทีวีที่เขาทำอยู่ คงจะต้องวิจารณ์รัฐบาลมากขึ้น และพูดว่า หากโดนปิดก็จะไปพูดที่สวนลุมฯ นี่นานมาแล้ว

การที่นายกฯ ทักษิณตกเป็นเป้าการวิจารณ์ของสนธิก็เป็นเพราะทักษิณเป็นคนซึ่งมีความเป็นตัวของตัวเองสูง รัฐมนตรีเกรงมาก การตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ จึงเป็นการตัดสินใจของทักษิณ แทนที่รัฐมนตรีจะตกเป็นเป้าของการวิจารณ์ ทักษิณก็เลยต้องรับไปคนเดียว

ผมรู้ว่าสนธิไม่ได้ไปเกี่ยวข้องอะไรกับหลวงตามหาบัว นอกเหนือจากการเคารพนับถือหลวงตา แต่ลูกศิษย์หลวงตาเองที่เป็นฝ่ายเข้ามาให้ข้อมูลต่างๆ ตลอดเวลา จนสนธิเชื่อและกลายเป็นหัวหอกในเรื่องการแต่งตั้งผู้ทำการแทนสมเด็จพระสังฆราช

นิสัยของสนธินั้น เป็นคนใฝ่รู้ อ่านหนังสือแยะ และโดยอุปนิสัยแล้วชอบเป็นครู สามารถทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย เท่าที่ผมรู้จักสนธิมา ไม่มีอะไรที่จะทำให้เขาปลาบปลื้มเท่ากับการได้รับเชิญไปสอนหนังสือ

ที่จริงแล้ว รัฐบาลพลาดไปที่ไปยุติรายการทีวี ทำให้สนธิต้องหันมาใช้หอประชุมธรรมศาสตร์ และสวนลุมฯ แทน การที่ผู้คนไปฟังสนธิกันอย่างล้นหลามนั้น ทักษิณน่าจะไปฟังด้วย จะได้รู้ว่าเวลานี้ผู้คนไม่พอใจอย่างไร และผู้นำประเทศนั้น ย่อมมีทั้งคนชอบ คนไม่ชอบ คนไม่ชอบทักษิณก็ไม่ใช่พานไม่ชอบ แต่ไม่สนิทใจเรื่องการแต่งกายสวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นไปนั่งทำพิธีในวัดพระแก้ว นับว่าคนที่ไม่พอใจก็จะเพิ่มขึ้นทุกวัน การจัดการปิดปากสนธิจึงเป็นการก้าวพลาดทางการเมืองครั้งสำคัญ ในบ้านเมืองเราเวลานี้ฝ่ายค้านเสียศูนย์ไปยังเรียกศรัทธาคืนไม่ได้ เมื่อสนธิออกมา และรัฐบาลออกอาการกลัวถึงขนาดนี้ คนก็ยิ่งเข้าข้างสนธิ

สิ่งที่สนธิทำเวลานี้ ทำให้เขาเสียผลประโยชน์มาก เพราะบริษัท ไทยเดย์ฯ กำลังจะได้รับการฟื้นฟูในตลาดหุ้น ตอนพฤษภาทมิฬก็ครั้งหนึ่งแล้วที่สนธิออกมาต่อต้าน รสช.แบบไม่กลัวพัง ผมบอกสนธิว่า เขาเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่มีวิญญาณนักต่อสู้แบบบ้าเลือดจริงๆ สมัยก่อนผมเฮี้ยวๆ อยู่ เพราะไม่ได้อยู่ในฐานะผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย ผมร่วมกับสนธิได้ มาช่วงนี้สนธิรู้สภาพของผมดีจึงไม่ได้มาชักชวนอะไร เพียงแต่เล่าให้ฟังว่าคนมามากขึ้น

ทักษิณกับสนธิเป็นคนรุ่นเดียวกัน ความกล้าปนบ้าของสนธิมากกว่าทักษิณหลายร้อยเท่า ผมได้แต่เฝ้าดูว่าจะจบอย่างไร ผมลำบากใจพอสมควร แต่ก็ต้องนั่งดู ผมอยากเขียนวิเคราะห์ในการทำนายไว้ว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคไทยรักไทยคงไม่ได้เสียงเท่านี้อีกแล้ว ภาคใต้คงเป็นของพรรคประชาธิปัตย์ ภาคกลางพรรคชาติไทยคงได้ไปแยะ ภาคอีสานและภาคเหนือก็คงเสียที่นั่งไป ในกรุงเทพฯ นั้นคงไม่ได้เลย หากมีคนรวมกลุ่มกันตั้งพรรคใหม่ และได้กรุงเทพฯ ไปบวกกับในที่อื่นๆ อีก แล้วการเมืองไทยก็คงเป็นการรวมพรรคพันธมิตรข้างหนึ่ง พรรคไทยรักไทยอีกข้างหนึ่ง

สนธิจะกลายเป็นตัวแปรสำคัญ สนธิคงไม่เล่นการเมือง แต่จะเป็นสิ่งที่บั่นทอนความนิยมของทักษิณ จนพรรคไทยรักไทยมีผลกระทบในทางเสียมากขึ้น

ยิ่งมีทหารออกมาหนุนแบบนี้ ก็ยิ่งพังง่าย ผมเสียดายที่ทหารกำลังพ้นจากภาพ และความรู้สึกหลังพฤษภาทมิฬมาได้ คุณสุจินดาก็ทำตัวดีไม่สนใจที่จะมายุ่งเกี่ยวทางการเมืองอีก

รุ่น 10 ของทักษิณ แต่เดิมคนก็ไม่สนใจมากนัก คราวนี้คนชักกลัวว่า หากทักษิณมีอำนาจทางสภา ทางวุฒิสภา ทางทหารเต็มรูปแล้ว บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร

ผมอยู่กับการเมืองมานาน เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจะเห็นคลื่นมหาชนในกรุงเทพฯ อีกครั้งหนึ่ง

ถ้าผมเป็นทักษิณ ผมจะคิดหนัก และหาทางหนีทีไล่ไว้ตั้งแต่บัดนี้

No comments: