RETREAT

7.4.06

ผืนใจ ผืนฟ้า



ท่ามกลาง ความมืดมิด ของผืนฟ้า
จันทรา ยังเรืองรอง ส่องแสง
เปล่งประกาย ให้ผืนฟ้า สว่างแดง
เรืองแรง ทอถักถ้อย ร้อยความหวัง

จุดประกาย ผืนใจ ให้ส่องสว่าง
ปัดเป่า ความเลือนลาง ในทุกครั้ง
สลายเมฆหมอก ความเหงาง่วง ในห้วงภวังค์
ให้ผืนฟ้า สุกปลั่ง ดังเช่นฟ้า

นวลผ่อง รอแสงทอง ของวันพรุ่ง
รอนแรม เรืองรุ้ง หรูหรา
แม้นท่ามกลาง ความมืดมิด แห่งอวิชชา
ฟ้า.. ยังเป็นฟ้า ไม่เปลี่ยนแปลง...

วิจักขณ์
Boulder, CO
๑๕ มีนาคม ๒๕๔๙

กาพย์ยานีรับปีใหม่

โดย วิจักขณ์ พานิช
แกะลายมือโดย กุลภา แตงน้อย :-)



..ร้อยผ่านล้านถ้อยคำ
เป็นลำนำจากหัวใจ
ส่งผ่านเป็นสายใย
ชุ่มฉ่ำใจดั่งสายน้ำ

สายฝนหล่นโปรยปราย
เปรียบดุจคล้ายดั่งน้ำคำ
ไพเราะเย็นฉ่ำล้ำ
คอยให้กำลังแก่ใจ

วันคืนล่วงอีกปี
จะรอรีไปเมื่อไร
คิดหวังทำการใด
จงทำไปตามใจหวัง

คิดดีคิดกุศล
ฟ้าเบื้องบนดลพลัง
หากเหนื่อยอย่าหยุดยั้ง
จงตั้งจิตอุทิศกาย

ทำดีทำประโยชน์
โสดไม่โสดไม่เสียหาย
คนดีรับรองได้
ใครที่ไหนก็ใหลหลง

คนดีแต่ไม่รวย
คนไม่สวยแต่ซื่อตรง
คนจนแต่มั่นคง
ไม่ต้องหลงไปอบาย

คนเลวคนขี้ฉ้อ
คนสอพลอหน้าไม่อาย
คนคดคนมักง่าย
เหมือนคนตายแล้วทั้งเป็น

คนธรรมดาสามัญ
กลับสร้างฝันให้โลกเห็น
ภูมิใจในความเป็น
คนร่ำรวยด้วยศีลธรรม

คุณค่าความเป็นคน
อยู่ในตนทุกเช้าค่ำ
งดงามด้วยน้ำคำ
งามลึกล้ำด้วยน้ำใจ

ได้เกิดมาทั้งที
ทำความดีจารึกไว้
ให้สมเป็นคนไทย
แสนภูมิใจได้ทำดี

เกิดเป็นลูกผู้ชาย
เพื่อไว้ลายให้โลกนี้
ปกปักษ์พิทักษ์ความดี
สมศักดิ์ศรีชายชาติไทย

เกิดเป็นลูกผู้หญิง
ความดีทิ้งไปไม่ได้
สวยศรีสตรีไทย
งามจริงไซร้เพราะใจดี

จริงใจไม่จิงโจ้
ไม่ต้องโอ้อวดมั่งมี
ชาตินี้ทั้งชีวี
มิหวังมีทรัพย์เงินทอง

เงินทองของนอกกาย
หดหายได้หากใช้คล่อง
เพชรพลอยเป็นร้อยกอง
หาใช่ของที่สำคัญ

โบกมือลาปีเก่า
เรื่องโศกเศร้ามลายพลัน
ยกให้อภัยกัน
อันมิตรนั้นสำคัญหมาย

ผิดพลาดในชีวิต
ใครก็ผิดพลาดกันได้
อย่ากลัวมัวเสียดาย
เริ่มต้นใหม่กันอีกที

ปีใหม่มาถึงแล้ว
โอ้เพื่อนแก้วสุดแฮปปี้
ปรีดิ์เปรมเกษมศรี
เริ่มต้นดีล้วนมีชัย

ขอให้มีความสุข
ไร้ความทุกข์แม้นเมื่อใด
พระธรรมบันดาลให้
จิตผ่องใสในชีวี

ปีใหม่เริ่มต้นใหม่
จิตสวยใสเหมือนเบบี๋
คิดทำแต่ความดี
เป็นสุขศรีแก่เผ่าพงศ์

พฤกษภกาสร
อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่งคง
สำคัญหมายในกายมี

นรชาติวางวาย
มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี
ประดับไว้ในโลกา[1]

กุศล อกุศล
ต่างระคนในสังสาร์
เลือกเฟ้นด้วยปัญญา
พร้อมธรรมาในจิตใจ

อาสัตย์พ่ายความสัตย์
ดุจเพชรตัดเจียรไน
อธรรมพ่ายธรรมไซร้
จงเชื่อได้ในใจตน

คนดีคนไม่ดี
ต่างก็มีทุกแห่งหน
ความดีเอามายล
อย่ามัวสนคนไม่ดี

เห็นไหมเธอเห็นไหม
สุขมีได้ในทุกที่
เมตตาและปรานี
มอบให้ฟรีแก่ทุกคน

ชีวิตมีไว้สุข
ถีบความทุกข์ไปให้พ้น
ลดเลิกละตัวตน
รักทุกคนเท่าๆกัน

เป็นเพื่อนแก่เจ็บตาย
เป็นสหายร่วมสร้างสรรค์
สร้างโลกพระศรีอารย์
ให้ผลิบานในหัวใจ

สังขารนั้นไม่เที่ยง
อันนี้เลี่ยงไปไม่ได้
วันนึงเราต้องตาย
กายสลายเป็นแน่นอน

แต่คุณงามความดี
ล้วนเป็นศรีสโมสร
คงมั่นนิรันดร
ดุจอมรอมรา

ปีใหม่เปลี่ยนใจใหม่
ให้สวยใสดุจผืนฟ้า
กว้างใหญ่ดุจนภา
ดุจเมฆาอันเสรี

ปีใหม่ชีวิตใหม่
เริ่มต้นได้แต่วันนี้
ด้วยอำนาจคุณความดี
ขอจงมี...แต่สุขเทอญ ๚๛


วิจักขณ์ พานิช
สวนโมกขพลาราม
๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕

นี่หรือมนุษย์



สายลม พัดพลิ้ว ปลิวโบก
ผืนโลก ช่างแสน กว้างใหญ่
ฟ้า จงเป็นฟ้า อย่าเปลี่ยนไป
อักนาน เท่าไร นะมนุษย์

ใยจึง คิดโกรธ พิโรธฟ้า
ใยจึงบ้า ฆ่าฟันกัน ด้วยอาวุธ
อหังการ์ ว่าตนเอง นั้นเอกอุตม์
ด้วยกิเลส ที่แสนสุด จะโสมม

สายลม กรรโชกไม่หยุดหย่อน
สงคราม ยังหลอกหลอน ให้ขื่นขม
กลิ่นคาวเลือด พัดโชยมา กับสายลม
นี่หรือโลก ที่สวยสม ของคนเรา

แดดแผดแรง ปกเปรี้ยง ทั่วผืนฟ้า
สาดลงมา ลอดเมฆา เหนือขุนเขา
อักนานไหม ความโง่เง่า ของคนเรา
ที่จะเอา โลกทั้งใบ มาไว้ครอง

อัตตา ว่าตัวกู สุดเลอเลิศ
ประเสริฐ เลิศล้ำ จองหอง
มีอะไร อีกบ้างไหม ที่หมายปอง
เอาไปเถิด เอาไปครอง ให้สมใจ

จักรวรรดิ์ นิยม อันขมขื่น
ที่บังคับ ขู่ขืน ผืนดินไว้
โหมโจมตี ด้วยเรือรบ ปืนกลไฟ
มอดไหม้ บรรลัย ทั่วปฐพี

โลกผันแปร แทนที่ เสรีนิยม
ให้เสพสม โลกยุคใหม่ สมัยนี้
ฆ่ากันด้วย เงินตรา อย่าปรานี
สูบธรณี เปิดเสรี ปู้ยี่ยำ

โอ๊ยจะเอา ไปทำไม เล่าแดนดิน
เมื่อมันสิ้น ประโยชน์ ก็น่าขำ
เหลือเอาไว้ ใช้ซุกตัว พวกหัวดำ
นี่แหละ ความชั่วระยำ ของมนุษย์

โหดเหี้ยม ใจสัตว์ เดรัจฉาน
หน้าด้าน สันดานหยาบ ใจทุษ
หิวกิเลส ดุจเปรต เศษอุจจ์
โอ้มนุษย์ ที่เขาว่า น่าเป็นนัก...

วิจักขณ์
สวนโมกขพลาราม
๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕

ความเอ๋ย ความฝัน



ความเอ๋ย..ความฝัน
เคยอยู่ เคียงกัน วันก่อนเก่า
เป็นเด็กน้อย ร้อยฝัน ในวันเยาว์
ไร้หนาม ความเศร้า ในเงาฝัน

เคยฝัน ถึงวันอันสดสวย
เป็นคนรวย ความดี ที่สุขสันต์
แม้นไม่มี เพชรพลอย เป็นร้อยพัน
ขอมีวัน ที่ดีงาม ตามจิตใจ

ฝัน...อาจเป็นฝัน อันสดสวย
แต่เพียงฝัน ไม่อาจช่วย ใครใครได้
ฝ่าฟัน ดันสองเท้า ให้ก้าวไป
สุดทางฝัน บันดาลใจ ให้เป็นจริง

จนเป็นฝัน ที่ง่ายงาม ตามความคิด
เป็นภาพฝัน อันลิขิต ชีวิตยิ่ง
ค่อยค่อยฝัน จนค่อยเห็น เป็นความจริง
สร้างสรรค์สิ่ง ที่ดีงาม ตามฝันไป

ความเอ๋ย ความฝัน
อาจแปรผัน เมื่อตื่นจากฝัน ในวันใหม่
อาจมิได้ ตามฝันดี ที่ตั้งใจ
ไม่เป็นไร ยังโชคดี ที่ฝันเป็น...

วิจักขณ์
๑๕ ต.ค. ๔๕

สีผ้า หรือ ค่าคน



จะจับผ้า คว้าจีวร มานอนกอด
จะไปถอด ย่ามบาตร มาขัดถู
จะขอพร นอนฝัน ถึงพระดู
หวังไปสู่ สวรรค์วิมาน ประการใด..

เอาผ้าเหลือง ไปห้อขี้ ก็คงเหม็น
สิ่งที่เห็น มิใช้ค่า ผ้าสีไหน
คนจะดี หรือไม่ดี อยู่ที่ใจ
มิใช่ค่า ผ้าผืนใด ที่ใช้ครอง


วิจักขณ์
สวนโมกข์นานาชาติ
๑๔ มีนาคม ๔๕

11.3.06

จิตตปัญญาศึกษา (Contemplative Education)

คอลัมน์ จิตวิวัฒน์
โดย จารุพรรณ กุลดิลก

ประมาณครึ่งปีก่อน มีบทความจิตวิวัฒน์ที่ชื่อว่า "การเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ" เขียนโดยวิจักขณ์ พานิช นักเรียนไทยที่มหาวิทยาลัยนาโรปะ ประเทศสหรัฐอเมริกา (มหาวิทยาลัยแห่งนี้ เน้นการเรียนรู้คุณค่าของชีวิต เป็นมหาวิทยาลัยนอกกระแสหลักที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งในขณะนี้)

โดยวิจักขณ์ แปลมาจากคำว่า Contemplation ซึ่งเป็นชื่อวิชาที่นักการศึกษาระดับแนวหน้าของโลกกำลังให้ความสนใจอย่างยิ่ง เพราะเป็นวิชาที่สามารถแก้ปัญหาในเรื่องการเรียนรู้ของมนุษย์อย่างได้ผล เนื่องจากปัญหาของมนุษย์ที่พบเห็นอยู่เสมอ คือบางครั้งคนเก่งอาจตัดสินใจทำอะไรลงไปโดยหลงลืมแง่มุมของจริยธรรม หรือคนมีจริยธรรมอาจขาดศิลปะในการทำงานให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม

สิ่งเหล่านี้ได้รับการอธิบายจากผู้ทรงคุณวุฒิทั่วโลก ว่าเป็นผลมาจากการศึกษาอย่างแยกส่วน วิชาความรู้กับความจริงของชีวิตถูกสอนแยกกันโดยสิ้นเชิง เราจึงไม่รู้ว่าคุณค่าของความเป็นมนุษย์ที่แท้คืออะไร คุณภาพด้านนอกและด้านในของมนุษย์จึงไม่สอดคล้องกลมกลืนไปด้วยกัน

ดังนั้น ภายใต้ความคิดกระแสหลักทั้ง 2 สายในปัจจุบัน คือ ปัจเจกเสรีนิยมและสังคมนิยมที่ต่อต้านการแบ่งแยกชนชั้น ซึ่งต่างพัฒนาไปคนละทิศอย่างสุดขั้ว จึงล้วนไม่สามารถทำให้มนุษย์พบกับอิสรภาพอย่างแท้จริงได้ และหากปราศจากการใคร่ครวญอย่างจริงจัง ย่อมจะปักใจเชื่อไปตามกระแสใดกระแสหนึ่งอย่างสุดโต่ง

แต่ถ้าตั้งโจทย์ให้กับสังคมเสียใหม่ว่า มนุษย์ทุกคนล้วนมีทั้งความเก่งที่จะสามารถดำรงตนให้อยู่รอด และมีความดีที่ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น สามารถรังสรรค์ชุมชนของตนให้น่าอยู่ ยังจะเกิดการต่อสู้เพื่อกระแสใดกระแสหนึ่งอีกกระนั้นหรือ

ดังนั้น หนทางที่ตรงและเร็วที่สุดในการทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขคือ การปฏิวัติการเรียนรู้ของมนุษย์ทั้งหมด เพื่อบ่มเพาะให้เป็นทั้งคนเก่งและคนดี

ซึ่งในที่นี้หมายถึงเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในศาสตร์ที่ตนศึกษาอย่างถ่องแท้ สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม

โดยสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีการพัฒนาคุณภาพขั้นพื้นฐานของมนุษย์ในระดับจิตวิญญาณหรือจิตสำนึกใหม่ ที่รู้จักรับผิดชอบต่อการดำรงอยู่ของสังคมและมีหัวใจที่จะดูแลโลกให้ร่มเย็นเป็นสุขสืบไป

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพอย่างที่ฝัน เนื่องจากศาสตร์แนวหน้าต่างๆ ล้วนมีความยากและซับซ้อน เพียงการถ่ายทอดแต่ละวิชาให้นักเรียนเข้าใจก็เป็นเรื่องยากอยู่แล้ว

ดังนั้น การจะนำเรื่องแก่นปรัชญาในเชิงคุณธรรมจริยธรรมของแต่ละศาสตร์มาประยุกต์ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม เป็นเรื่องยากเสียยิ่งกว่า และเป็นที่รู้กันว่าเรื่องใดยาก จะทำให้นักศึกษาส่วนใหญ่เกิดความท้อใจและเบื่อหน่ายต่อการเรียนรู้ในที่สุด

ดังนั้น เมื่อจบออกไป คนเหล่านั้นจะยังคงมีความสับสนในชีวิต วิชาการก็ไม่แม่นยำ แก่นแท้ก็ไปไม่ถึง เป็นอันตรายต่อการสร้างชาติอย่างยิ่ง เพราะถ้าบุคลากรในประเทศไม่สามารถนำวิชาความรู้มาแก้ไขความทุกข์ซึ่งเป็นเรื่องจริงของชีวิตได้ มิหนำซ้ำยังเอาไปหาประโยชน์ใส่ตัว เบียดเบียนผู้อื่นและเกิดการบริโภคอย่างเกินพอดี ยิ่งจะก่อให้เกิดปัญหาขึ้นในสังคม จนกลายเป็นสังคมแห่งความทุกข์

จนเมื่อถึงวันหนึ่งที่ความสุขด้านนอกตัวไม่สามารถตอบสนองต่อเหตุแห่งทุกข์ที่แท้จริงของคนในสังคมได้แล้วนั่นแหละ จึงค่อยย้อนกลับมาสู่ประตูธรรม หันหน้าเข้าพึ่งพาความรู้ที่ช่วยเยียวยาจิตใจ เช่น หลักศาสนาของตน เป็นต้น

เหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และเป็นเรื่องน่าเสียดาย หากบุคลากรของชาติมัวไปเสียเวลากับสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาชาติโดยรวม กว่าจะเข้าใจชีวิตและหน้าที่ของความเป็นมนุษย์ อาจใช้เวลาเกือบทั้งชีวิต ซึ่งเราไม่สามารถรอได้นานขนาดนั้นแล้ว เนื่องจากวิกฤตการณ์ต่างๆ ในปัจจุบันกำลังรุมเร้าเข้ามา ทั้งภัยธรรมชาติและภัยที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของมนุษย์เอง เป็นสัญญาณบอกเหตุว่าถึงเวลาแล้วที่มนุษย์ทั้งหมดจะต้องปรับเปลี่ยนแนวคิด และหันมาร่วมมือกันแก้ไขสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

มีความพยายามของกลุ่มคนหลายกลุ่มทั่วโลก ที่ร่วมกันพัฒนาวิธีการเรียนรู้ของมนุษย์ ให้สามารถเลือกใช้วิชาการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ มาประสานเชื่อมโยงกันอย่างชาญฉลาด เพื่อแก้ไขในสิ่งที่มนุษย์เคยทำผิดพลาดไว้กับโลกและสิ่งแวดล้อม เรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติและเพื่อนมนุษย์อย่างอ่อนน้อมอ่อนโยน วิชาเหล่านี้รวมเรียกว่าจิตตปัญญาศึกษา หรือการศึกษาที่เน้นการพัฒนาจิตใจ ซึ่งเป็นคุณภาพด้านในของมนุษย์ เพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ถึงคุณค่าของสิ่งต่างๆ โดยปราศจากอคติ ไม่แบ่งแยกหรือตัดสิน ถูก-ผิด ขาว-ดำ ซึ่งการเรียนรู้แบบนี้จะทำให้เกิดความรักความเมตตา มีจิตสำนึกต่อส่วนรวม และเป็นการร่วมสร้างสังคมพื้นฐานปัญญา (Wisdom-Based Society)

การเรียนรู้หลักๆ ของจิตตปัญญาศึกษาคือ ศาสตร์ต่างๆ บนโลกที่สามารถอธิบายความเป็นหนึ่งเดียวของทุกสรรพสิ่ง และทำให้ทุกคนเข้าใจได้อย่างง่ายๆ เช่น ความรู้เรื่องนิเวศวิทยาแนวลึก (Deep Ecology) หรือจักรวาลวิทยา (Cosmology) เป็นต้น รวมทั้งการฝึกฝนในเรื่องของจิตใจ การฝึกสติ สมาธิ ซึ่งเป็นเรื่องที่สมควรปฏิบัติควบคู่ไปกับวิชาในห้องเรียน เพื่อให้เกิดการเปิดรับข้อมูลหรือความรู้อย่างเต็มที่ สุขภาพกายและใจจะดีขึ้น ผลการเรียนย่อมจะดีขึ้นด้วย เรียกว่าเรียนอย่างมีความสุข ซึ่งมีงานวิจัยมากมายทั่วโลกที่อธิบายปรากฏการณ์เหล่านี้อย่างเป็นสากล และหนทางในการฝึกฝนจิตใจ ก็มีมากมายหลายวิธีตามความเหมาะสมกับคนแต่ละวัย มีทั้งความสนุกและได้สติ-สมาธิไปพร้อมๆ กัน เช่น การฝึกโยคะ การรำกระบอง เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชุมชน เช่น ศิลปะ ดนตรี กิจกรรมอาสาสมัคร กิจกรรมไดอะล็อค (การสนทนาที่เน้นการฟังอย่างไม่ตัดสิน เกิดสติและปัญญาร่วมกันในวงสนทนา) เป็นต้น การรีทรีท (Retreat) หรือการปลีกวิเวก เพื่อไปรู้จักตนเอง ซึ่งกำลังเป็นที่นิยม เพราะในภาวะที่จิตสงบ ไม่คิดฟุ้งซ่าน อาจพบคำตอบต่อปัญหาได้อย่างน่าอัศจรรย์

ตัวอย่างเช่น การคิดค้นระบบการร่อนลงจอดของยานอวกาศบนดาวอังคาร ของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ท่านกล่าวว่า ในขณะที่เกิดปิ๊งความคิดขึ้นมานั้น จิตของท่านสงบว่าง ก่อให้เกิดปัญญานั่นเอง กิจกรรมรีทรีทนี้ กำลังได้รับความสนใจทั่วโลก และหากเยาวชนของชาติมีโอกาสฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ ย่อมจะเป็นเรื่องดีมิใช่น้อย

มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกเช่น ฮาร์เวิร์ด โคลัมเบีย แมสซาชูเซตส์ ฯลฯ ได้นำเรื่องของจิตตปัญญาศึกษาบรรจุเข้าไปในหลักสูตรในสาขาวิชาต่างๆ แล้ว รวมทั้งสถาบัน The Center for Contemplative Mind in Society ซึ่งเกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของศาสตราจารย์ชื่อดังจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้นำเรื่องเหล่านี้ไปใช้ประกอบในการเรียนการสอนและการอบรมทางวิชาการอย่างเป็นระบบ นักศึกษาสามารถฝึกฝนกระบวนการเรียนรู้ การใคร่ครวญ อย่างสม่ำเสมอ จนสุดท้ายจะเข้าใจคุณค่าของวิชาชีพได้ด้วยตนเองจริงๆ เกิดความเข้มแข็งและความมั่นใจในการใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น และสิ่งแวดล้อม ขณะนี้ได้เกิดภาคีการเรียนรู้จิตตปัญญาศึกษาขึ้นในประเทศไทยแล้วเช่นกัน โดยความร่วมมือของหลายองค์กร เช่น สถาบันอาศรมศิลป์ โรงเรียนรุ่งอรุณ โรงเรียนสัตยาไส สถาบันขวัญเมือง เสมสิกขาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โครงการจิตวิวัฒน์ (แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์) มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล ฯลฯ

เนื่องจากรากฐานทางวัฒนธรรมที่แท้ของสังคมไทยเป็นเรื่องเดียวกันนี้เอง ดังนั้น การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ รวมทั้งการวิจัยจึงเป็นเรื่องไม่ยากนัก อีกทั้งผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านการศึกษาหลายคนมีความตระหนักแล้วว่าถึงเวลาที่คนไทยควรจะกลับมาเรียนรู้ภูมิปัญญาดั้งเดิมของบรรพบุรุษ เพราะเรามีประเพณีและกิจกรรมมากมายที่งดงามและส่งเสริมต่อการพัฒนาจิตใจ หากสามารถนำมาประยุกต์เชื่อมโยงให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตในปัจจุบัน มีการอธิบายให้ชัดเจนโดยใช้ศาสตร์ใหม่ๆ ชุดคำใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นบนโลก จะทำให้คนเป็นอันมากสามารถมองเห็นและเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น และย่อมจะเกิดผลต่อการพัฒนาความรู้ให้ไปในทิศทางที่ถูกต้อง ที่ลดการทำลายสิ่งแวดล้อม และการทำร้ายทำลายกัน แต่เกิดเป็นทางออกที่แสดงถึงปัญญาร่วมของมนุษย์ในที่สุด

ความก้าวหน้าในเรื่องจิตตปัญญาศึกษาผู้เขียนจะนำมาเสนอรายละเอียดในคอลัมน์จิตวิวัฒน์เป็นระยะๆ หากท่านผู้ใดสนใจที่จะร่วมแลกเปลี่ยนในเรื่องดังกล่าว สามารถติดต่อข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ NewConsciousness@thainhf.org

แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ
มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
www.jitwiwat.org

26.2.06

ถ้าทักษิณอยู่หลังเลือกตั้ง นักธุรกิจเจ๊งแน่นอน

โดย โสภณ สุภาพงษ์

นโยบายที่โฆษณาโกหกแล้วโกงจะทำให้คนที่เคยชอบ (โฆษณา) กลายเป็นเกลียด

วงจรความเกลียดชังนี้จะยาวนานไม่จบ ถ้าคุณทักษิณยังคงกลับมาอยู่ในการเมืองหลังเลือกตั้งอีกครั้ง ตลาดหุ้น ธุรกิจการค้า การท่องเที่ยว การธนาคารเจ๊งยาวนานแน่นอน นักธุรกิจควรคิดล่วงหน้าได้แล้วครับ....

ผมนั่งเครื่องบินไปภาคใต้กับอาจารย์หมอประเวศ วะสี วันก่อน

อาจารย์หมอประเวศบอกชื่อหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่ต้องการอ่านกับแม่หนูแอร์โฮสเตสคนนั้น

“ขายดีค่ะ หมดเกลี้ยง ไม่มีแล้วค่ะ” แม่หนูตอบ

“แต่หนูว่าอ่านฉบับไหนก็เหมือนกันนะคะ เขียนว่านายกฯ ทักษิณ ทุกฉบับเหมือนกันหมดเลยค่ะ”

คำตอบของแม่หนูแอร์โฮสเตส ทำให้ผมและอาจารย์หมอหันมามองหน้ากันแล้วต้องหัวเราะออกมาพร้อมๆ กัน แม่หนูช่างสะท้อนความรู้สึกของสังคมไทยวันนี้ได้ง่ายๆ บริสุทธิ์ดีเหลือเกิน

วันนี้และข้างหน้า เมืองไทยไม่ได้มีรัฐบาลพรรคเดียว แต่เป็นรัฐบาลคนเดียว ตามอารมณ์อยากของคนคนเดียว

พรรคก็มีคนคนเดียวเป็นนายจ้าง เด็ดขาดเบ็ดเสร็จ มีลูกจ้างคือรัฐมนตรี รวมทั้งคนในพรรคและองค์กรอิสระตรวจสอบ และ ส.ว.บางส่วน ฯลฯ เงินที่ใช้จ้างก็แอบเอามาจากทรัพย์สินของชาวบ้านนั่นแหละ

ข้าราชการและชาวบ้านมีหน้าที่เป็นคนรับใช้ คอยขนอธิปไตยและทรัพย์สินสาธารณะของชาวบ้านไปให้เพื่อขายเป็นหุ้นเป็นเงินของคนคนเดียวและต่างชาติเทมาเส็ก

การบริหารบ้านเมืองใช้วิธีแบบเคาะชามข้าว ชาวบ้านจังหวัดไหนไม่กระดิกหางก็ตัดงบประมาณลงโทษ ทั้งๆ ที่งบประมาณเป็นเงินของชาวบ้าน

อาจารย์หมอประเวศบอกว่า เทมาเส็ก นั้นมีรากคำมาจากชื่อรัฐโบราณบนเกาะสิงคโปร์ซึ่งเคยรบชนะสยาม ผมเลยคิดต่อไปว่า คราวนี้สิงคโปร์เลยชนะอีกครั้ง เพราะมีคนคนเดียวเป็นไส้ศึกร่วมรับผลประโยชน์ไปด้วย

อาจารย์บอกว่าการโกงแผ่นดินขายชาตินี้ ถ้าเป็นสมัยโบราณ ก็ตัดหัวเจ็ดชั่วโคตร ผมเลยคิดต่อไปว่า สมัยนี้แปลกนะ กลับกำลังจะได้ครอบครองชาติเป็นอมตะภาษาโรมันเรียก (Dictator Perpetuus) แปลกครับ

คนไทยที่ออกมามืดฟ้ามัวดินต่อต้านการโกงแผ่นดินขายชาติ การผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง คราวนี้เป็นคนที่เคยชอบนายกฯ คนนี้มาก่อนทั้งสิ้น

แต่ถ้าดูเบื้องหลังนโยบายจริงๆ ของท่าน ก็คงไม่แปลกใจ เพราะยังคงเป็นนโยบายโฆษณาโกหก แล้วโกง

ดังนั้น คนที่เคยชอบเพราะโฆษณาจะพบในที่สุดว่า ถูกโกหกแล้วถูกโกง แล้วจึงเกลียดญาติธรรมสันติอโศกที่เคยชอบนายกฯ จึงบอกว่า “เพราะข้าโง่มาก่อนไง....ข้าจึงหลงส่งเสริมเขา”

เมื่อคนเก่าที่เคยชอบเปลี่ยนเป็นเกลียด ก็ต้องไปโฆษณาโกหกแล้วโกงกับคนใหม่ๆ สักพักนึงคนที่หลงชอบใหม่ๆ ก็จะรู้ว่า “ข้าโง่” ก็จะกลายเป็นเกลียดเพิ่มจำนวนขึ้นอีก

นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามมีแค่ชอบกับไม่ชอบ ไม่ถาวร แต่เกลียดของชาวบ้านถาวรกว่ามาก มีแต่ขยายทั้งคุณภาพและปริมาณไม่เลิก ผมขอยกตัวอย่างที่ฟังมา

เช่น นายกฯ ทักษิณ โฆษณานโยบายชาวบ้านว่า จะยึดถือรัฐธรรมนูญ รธน.มาตรา 39 บอกว่าชาวบ้านมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การสื่อ รธน.มาตรา 44 บอกว่า ชาวบ้านมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ รธน.มาตรา 76 บอกว่า รัฐบาลต้องสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจทางการเมืองฯ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ

แต่พอชาวบ้านมาชุมนุม แสดงความคิดเห็น นายกฯ บอกว่า เขาเป็นกุ๊ย เขาทำลายระบบ ทั้งๆ ที่นายกฯ เองเป็นผู้ล้มล้างระบบรัฐธรรมนูญเสียเอง ชาวบ้านที่ชอบโฆษณา รู้สึกว่าถูกโกหกแล้วถูกโกง ครับ...นี่เป็นตัวอย่างของนโยบายระดับรัฐธรรมนูญที่โฆษณาโกหกแล้วโกง ซึ่งพามาสู่ความเกลียดไม่เลิกของคนที่เคยชอบ

นายกฯ ทักษิณ โฆษณานโยบายกับชาวบ้านว่า จะเลิกกฎหมายขายชาติ ขายรัฐวิสาหกิจ แล้วในที่สุด สาธารณูปโภคพลังงานถูกเอาไปเซ็งลี้กับต่างชาติ ความถี่โทรคมนาคมที่เป็นทรัพยากรของชาติก็ถูกเอามาเป็นหุ้นและเงินของตัวเองกับต่างชาติสิงคโปร์ ทำให้เทมาเส็ก สิงคโปร์ ชนะสยามเป็นครั้งที่สองอย่างอาจารย์หมอประเวศว่า นโยบายที่ใช้วิธีโฆษณาแล้วโกหกทำให้ชาวบ้านที่เคยชอบ รู้สึกถูกโกงแล้วเกลียดครับ....

นายกฯ ทักษิณ โฆษณานโยบายให้มีศูนย์คุณธรรม มีการตั้งสัจจะคุณธรรมส่งให้นายกฯ แต่สุดท้ายนายกฯ ก็ส่งเสริมอบายมุข การพนัน หวยเสรี เหล้า แฟชั่น ให้การท่องเที่ยวฯ ลงนามบันทึกข้อตกลงกับกลุ่มการพนัน กาสิโนต่างชาติฮ่องกงเพื่อพัฒนาเกาะภูเก็ตเป็นเกาะการพนันกาสิโน เรียก ลัคกี้ไอร์แลนด์ ไว้ให้เรือท่องเที่ยวการพนันมาจอดวงเงิน 175,000 ล้านบาท ญาติธรรมที่เคยชอบถึงบอกว่า “เพราะข้าโง่มาก่อนไง.... ข้าจึงได้หลงส่งเสริมเขา” คนที่เคยชอบนโยบายที่โฆษณารู้สึกถูกโกหก ถูกโกง จึงเกลียด

หลังเลือกตั้ง ถ้านายกฯ ยังอยู่แล้วกลับมาอีก (จากเงินที่สะสมไว้มากจึงค่อนข้างแน่) ความเกลียดจะขยายวงต่อต้านอย่างไม่สิ้นสุด เป็นเรื่องระหว่างชาวบ้านที่ถูกโกหกกับนายกฯ การลงทุนโครงการใหญ่จากในและต่างประเทศจะชะงักงัน การท่องเที่ยวจะหยุด ตลาดหุ้นจะตกต่ำ การค้าธุรกิจจะเจ๊ง เหตุร้ายภาคใต้รุนแรงขึ้นอีก ธนาคารการเงินจะซบเซา การค้าอย่างสยามพารากอน และผู้ถือหุ้นจะเจ๊ง

นักธุรกิจการค้าการเงิน นักเล่นหุ้น นายธนาคาร เตรียมตัวแล้วหรือยัง จะรอเจ๊งหรือจะช่วยแก้ไขล่วงหน้าครับ.....

นโยบายโฆษณาโกหกแล้วโกง จะทำให้คนเคยชอบเปลี่ยนเป็นเกลียด ไม่เลิกตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนหลังเลือกตั้งเพิ่มขึ้นยาวนาน แน่นอนครับ ถ้าไม่ช่วยแก้

คุณทักษิณ พักสักพักเถอะครับ ดีกว่า อย่างน้อยครอบครัวจะได้มีความสุขขึ้นกับเศษเงินเจ็ดหมื่นสามพันล้านบาทและที่สะสมไว้อีกหลายแสนล้านครับ.......

24.2.06

วัฒนธรรมคนอย่างทักษิณ

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

จนถึงเดี๋ยวนี้ ผมก็ยังไม่ได้ร่วมลงชื่อขับไล่ทักษิณ ไม่เคยร่วมแถลงข่าวกดดันให้นายกฯ ลาออก

และแน่นอนว่าไม่เคยเข้าร่วมชุมนุมไม่ว่าจะที่สวนลุมฯ ลานพระบรมรูป หรือสนามหลวงเลยสักครั้งเดียว

ไม่ใช่เพราะผมเห็นว่า คุณทักษิณ ชินวัตร ไม่มีความบกพร่องอะไรในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นะครับ

ตรงกันข้ามเลย ผมเห็นว่าคุณทักษิณขาดความชอบธรรมทางการเมืองมานานเต็มทีแล้ว นับตั้งแต่ปล่อยให้มีคนถูกประหารโดยไม่ได้ผ่านกระบวนการยุติธรรมกว่า 2,000 คน ในสงครามปราบยาเสพติด

ตั้งแต่ทำโครงการนานาชนิดกับประชาชนระดับล่าง แล้วไม่ติดตามสนับสนุนให้ลุล่วงเป็นมรรคผลสักโครงการเดียวตั้งแต่ผิดคำพูดกับสมัชชาคนจน อันเป็นกรณีที่ชี้ให้เห็นว่า ถ้าต้องเลือกระหว่างชะตากรรมของคนจนกับของอุตสาหกรที่ไม่มีกึ๋นจะแข่งกับใคร นอกจากเบียดเบียนทรัพยากรของเพื่อนร่วมชาติเพื่อผลิตพลังงานราคาถูกให้ผลาญ คุณทักษิณเลือกเพื่อนของตัวในวงการธุรกิจอุตสาหกรรมก่อน

ตั้งแต่ประเมินสถานการณ์ภาคใต้ผิด แล้วปล่อยให้มีการอุ้มฆ่าผู้คน ด้วยความคิดตื้นเขินว่าอำนาจดิบสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ง่ายและเร็ว จนทำให้เกิดการสังหารหมู่ที่กรือเซะโดยไม่ขยับลงโทษผู้กระทำผิด แม้เป็นเรื่องที่ปิดลับต่อไปไม่ได้แล้ว ปล่อยให้กระทำทารุณต่อประชาชนถึงกับต้องล้มตายร่วมร้อยในกรณีตากใบ และจนถึงทุกวันนี้คุณทักษิณก็ยังเห็นเรื่องร้ายแรงขนาดนั้นว่าเป็นความผิดพลาดทางเทคนิคเท่านั้น คือมีรถไม่พอขนคน

ตั้งแต่ดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจหลายอย่างที่ส่อให้เชื่อได้ว่าเอื้อต่อธุรกิจตนเองและพวกพ้อง แม้มาตรการเหล่านั้นหลายเรื่องสร้างความเดือดร้อนแสนสาหัสแก่ประชาชนบางกลุ่ม เช่น เกษตรกรผู้ปลูกหอมกระเทียมไปจนถึงผู้เลี้ยงโคนม ฯลฯ

ตั้งแต่ทำให้องค์กรและกระบวนการตรวจสอบตามระบอบประชาธิปไตยง่อยเปลี้ยเสียขา เอาเครื่องมือของรัฐเช่น ปปง. ซึ่งควรมีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในการตรวจสอบทรัพย์สมบัติของนักการเมืองฉ้อฉลไปใช้ในทางข่มขู่คุกคามศัตรูทางการเมือง ไม่เว้นแม้แต่หน่วยราชการอื่นๆ เช่นสรรพากรไปจนถึงองค์กรนอกราชการ เช่น ก.ล.ต. ซึ่งสังคมกำลังเขียนเครื่องหมายคำถามตัวเบ้อเฮิ่มอยู่เวลานี้

โอ๊ยพรรณนาไปก็หมดหน้ากระดาษเปล่าครับ

แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็ไม่ได้เห็นว่าคนที่กำลังล่ารายชื่อถอดถอนคุณทักษิณ คนที่ออกมาแถลงข่าวความไม่ชอบธรรมในตำแหน่งนายกฯ หรือคนที่เคลื่อนไหวชุมนุมขับไล่ ฯลฯ ทำอะไรนอกกติกาอย่างที่รัฐบาลพยายามสร้างภาพอยู่เวลานี้

กติกาของระบอบประชาธิปไตยต้องมีพื้นที่สำหรับทุกคน ทุกความเห็น ที่จะแสดงออกได้เสมอมีแต่กติกาของคุณทักษิณเท่านั้นที่ไม่มีพื้นที่เหลือสำหรับใครเลยนอกจากพรรคพวกและขาเชลียร์

คงไม่ลืม ทนายสมชาย นีละไพจิตร นะครับ นั่นแหละเคลื่อนไหวตาม "กติกา" เปี๊ยบเลย แต่กลับถูกอุ้มหายไปโดยหาคนรับผิดชอบอะไรไม่ได้ แม้แต่นายกรัฐมนตรี (ซึ่งเคยแสดงความอวดรู้ว่าเขาทะเลาะกับเมีย) ก็ไม่อายต่อความล้มเหลวที่จะรักษาพื้นที่ใน "กติกา" ให้ปลอดภัยคนที่ออกมาเคลื่อนไหวกดดันและขับไล่คุณทักษิณ ยังไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมายหลักๆ สักข้อถ้าจะบอกว่าวิถีทางของรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยจะอยู่หรือไปอยู่ในสภาเท่านั้น ผมก็อยากถามว่าใครสั่งสอนคุณมาอย่างนี้

สภาเป็นหนึ่งในวิถีทางเท่านั้น พื้นที่ข้างนอกไม่ว่าจะเป็นสื่อ (ที่ไม่ถูกครอบงำ) ในไซเบอร์สเปซ, ในข่าวลือ, ในถนน ฯลฯ ก็ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของวิถีทางของการควบคุมกำกับรัฐบาลทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นการเลือกตั้งที่พรรค ทรท. ฝากความหวังไว้อย่างเหนียวแน่นจะมีความหมายอะไร นอกจากการแสดงปาหี่ให้ดู 60 วันก่อนการตัดสินใจสำคัญทางการเมืองของประชาชน

ถ้าจะหาข้อละเมิดกฎหมายของผู้เคลื่อนไหวในตอนนี้ให้ได้ก็อาจมีกฎหมายป่าเถื่อน เช่น การชุมนุมเกิน 10 คน ซึ่งอาจก่อให้เกิดการจลาจลขึ้นได้ โดยอาศัยวินิจฉัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจะเกิดหรือไม่เกิดจลาจล กฎหมายนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง แต่ก็ยังคงใช้สืบเนื่องมา ตามแต่วินิจฉัยของตำรวจว่าหัวชาวบ้านกลุ่มใดควรถูกตีให้แตกเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายกฎหมายสับปะรังเคของเผด็จการฉบับเดียวยังไม่มีปัญญาจะยกเลิก อุตริจะมาคิดแก้รัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม แม้เชียร์อยู่ในใจให้เขาประสบความสำเร็จ ผมก็ไม่ได้ออกมาร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มซึ่งส่วนใหญ่คือเพื่อนฝูงที่รักใคร่นับถือกันทั้งนั้นไม่ใช่เพราะไม่เห็นด้วยนะครับแต่เพราะเป้าหมายของผมไม่ได้อยู่ที่เอาคุณทักษิณออกไป เท่ากับเอาประเทศไทยคืนมาคืนมาให้ใคร?ต้องคืนมาให้แก่ประชาชนซึ่งประกอบดวยคนหลายจำพวก นักธุรกิจแบบคุณทักษิณ, บริวาร และพันธมิตรก็มี, เกษตรกรรายย่อยก็มี, กรรมกรก็มี, นักบวชก็มี, คนพิการก็มี, นักวิชาการก็มี, ช่างตัดผมก็มี ฯลฯ

ถ้าคืนมาให้เฉพาะคนชั้นกลางในเมือง ผมไม่เห็นว่าจะมีอะไรที่ต่างกันมากนักเพราะสิ่งที่น่ารังเกียจอย่างยิ่งนั้นไม่ใช่ทักษิณ แต่คือ "คนอย่างทักษิณ" ต่างหากและคนอย่างทักษิณนั้นไม่ได้มีเฉพาะเศรษฐีซึ่งยังอธิบายธนสารสมบัติของตัวไม่ได้เป็นที่กระจ่างใจแก่คนไทยจำนวนมากเท่านั้น แต่รวมไปถึงคนอื่นๆ อีกมากที่อยู่ในกลุ่มคนชั้นกลาง ทั้งที่อยู่ในสภาพัฒน์, ในตลาดหลักทรัพย์ฯ, ในวงการเมืองหรือแม้แต่คนที่ไม่ได้อยู่ในที่เหล่านั้นเลย แต่ถูกครอบงำด้วยอุดมคติและโลกทรรศน์แบบนั้น เช่น คุณชวน หลีกภัย, คุณบรรหาร ศิลปอาชา, คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ฯลฯ ก็อาจมีความเป็นคนอย่างทักษิณผสมปนเปอยู่ในตัวมากทีเดียว

ทั้งนี้ เพราะความเป็นคนอย่างทักษิณนั้นเป็นวัฒนธรรมครับคือเป็นวิถีคิดและโลกทรรศน์ของคนจำนวนมาก ไม่ได้จำกัดอยู่กับคนไม่กี่คนจะพูดว่าเป็น "กระแสสังคม" ก็ได้ แพร่หลายอยู่ในหมู่คนชั้นกลาง ซึ่งผ่านระบบการศึกษาที่เสี้ยมสอนให้เป็นอย่างนี้, ผ่านระบบเศรษฐกิจที่ประสานผลประโยชน์ของคนชั้นกลางบางส่วนเข้ากับธุรกิจใหญ่ และผ่านระบบการเมืองที่เปิดพื้นที่ให้เฉพาะคนชั้นกลางเท่านั้นได้เข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมืองอย่างเป็นผล

ฉะนั้น สิ่งที่เราต้องขับไล่ออกไปจากการเมืองของเรา ขับไล่ออกไปจากตำแหน่งผู้นำทางการเมือง ขับไล่ออกไปจากวิถีคิดและโลกทรรศน์ของสังคมไทยคือวัฒนธรรมของคนอย่างทักษิณ ซึ่งแม้ว่าคุณทักษิณอาจหลุดจากตำแหน่งนายกฯ แล้ว ก็ยังมีคนอย่างทักษิณที่พร้อมจะเข้ามาเป็นนายกฯ ต่อไปได้ไม่สิ้นสุด

ด้วยเสียงเชียร์ในตอนแรกเหมือนเดิมวัฒนธรรมหรือวิถีคิดและโลกทรรศน์ดังกล่าว ในทัศนะของผม มีสองส่วนสำคัญคือ อำนาจนิยม และเสรีนิยมใหม่อํานาจนิยมไม่ได้หมายความถึงระบอบเผด็จการเพียงอย่างเดียว แม้ในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในชีวิตปกติก็อาจมีลักษณะเป็นอำนาจนิยมได้ เพราะอำนาจนิยมหมายถึงความเชื่อว่าการจัดการที่มีประสิทธิภาพมีอยู่อย่างเดียว คือการใช้อำนาจเด็ดขาดความนิยมที่คุณทักษิณเคยได้รับอย่างท่วมท้นมาจากไหนโพลสำนักต่างๆ สำรวจแล้วได้ผลตรงกันว่า ประชาชนนิยมคุณทักษิณที่ความเด็ดขาดและกล้าตัดสินใจ แปลออกมาให้เข้าใจง่ายกว่านั้นคือ แก้ปัญหาทุกอย่างด้วยการตัดสินใจแต่ผู้เดียว แล้วใช้อำนาจเด็ดขาดดำเนินการอำนาจนั้นจำเป็นแน่ครับในการจัดการ แต่อำนาจที่เด็ดขาดของเถ้าแก่ไม่เปิดโอกาสให้มีการไตร่ตรองจากหลายฝ่าย ใครโดนเหยียบเท้าก็ร้องบอกไม่ได้ หรือถึงบอกได้ก็จะได้รับแค่คำปลอบโยนว่าทนไป แล้วจะดีเองไม่ดีแก่ลื้อ ก็ดีแก่บริษัทของอั๊วและด้วยเหตุ

ดังนั้น คนอย่างคุณทักษิณจึงไม่ยอมรับการตรวจสอบ ไม่ว่าจะตรวจสอบโดยองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือองค์กรภาคประชาชน อำนาจที่ถูกตรวจสอบทัดทานได้ ทำให้ไม่อาจจัดการอะไรด้วยอำนาจเด็ดขาดได้นั่นคือที่มาของเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญของการฆาตกรรมในสงครามยาเสพติด (ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมสืบมา เพียงแต่สื่อไม่ปล่อยให้เสียงบ่นเล็ดลอดออกมามากเกินไปเท่านั้น) แม้แต่นักวิชาการระดับเคยบริหารสำนักวิจัยใหญ่บางแห่งยังเคยสรรเสริญเอฟทีเอกับจีนและอินเดีย ซึ่งทำกันขึ้นอย่างรวบรัดแบบกล้าตัดสินใจและเด็ดขาดที่อยู่ในวัฒนธรรมคนแบบทักษิณนี่แหละครับการมองแต่อำนาจเป็นหนทางแก้ปัญหาทุกอย่างไปหมด จึงไม่ได้จำกัดอยู่กับทักษิณ แต่ฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมของคนชั้นกลางไทย ซึ่งเคยชินแต่กับการเมืองเผด็จการมาตลอด และผมคิดว่าเราต้องล้มวัฒนธรรมนี้ ซึ่งในปัจจุบัน คุณทักษิณ ชินวัตร เป็นสัญลักษณ์ที่เด่นชัดที่สุด แต่ล้มคุณทักษิณคนเดียว ไม่กระเทือนอะไรกับวัฒนธรรมนี้เลย เดี๋ยวคนอย่างคุณทักษิณก็กลับมาใหม่

อีกส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมคนอย่างทักษิณก็คือ คนชั้นกลางไทยส่วนใหญ่เชื่อว่า ควรให้โอกาสอย่างไม่อั้นแก่นักลงทุน เพราะผลกำไรของนักลงทุนจะทำให้บ้านเมืองเจริญ และคนอื่นๆ ก็จะได้ผลดีตามไปด้วย โอกาสที่ต้องเปิดให้นักลงทุนหมายถึงโอกาสที่นักลงทุนไปแย่งเอาทรัพยากรของชาวบ้านมาใช้ประโยชน์ โดยไม่จ่าย, จ่ายไม่คุ้ม, หรือเอาไปแฝงไว้ในงบประมาณแผ่นดิน ทั้งหมดนี้รัฐไม่ควรแทรกแซงเพื่อปกป้องประชาชน ถ้ารัฐจะแทรกก็คือแทรกเข้าไปตีหัวชาวบ้านที่ออกมาปกป้องทรัพยากรของชุมชน

ผมเรียกวัฒนธรรมส่วนนี้ว่าเสรีนิยมใหม่ เพราะมีลักษณะตรงกันกับปรัชญาเสรีนิยมใหม่ที่แพร่หลายในโลกทุนนิยมตะวันตก แต่ไม่ได้แปลว่าคนชั้นกลางไทยรับจากฝรั่ง เพราะเราถูกกล่อมให้คิดอย่างนี้มาตั้งแต่เริ่มนโยบายพัฒนา ก่อนหน้าที่ลัทธิเสรีนิยมใหม่จะระบาดในโลกตะวันตกเสียอีก

วัฒนธรรมอย่างนี้และครับที่ทำให้ประชาธิปไตยไม่มีความหมายแก่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เฉพาะคนชั้นกลางซึ่งสามารถมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างได้ผลเท่านั้นที่อาจได้ประโยชน์บ้าง

และวัฒนธรรมอย่างนี้ก็อยู่กับชนชั้นนำไทยมาตั้งแต่สมัยเริ่มการพัฒนาเป็นต้นมาจนบัดนี้ ทักษิณ ชินวัตร แสดงส่วนที่หยาบที่สุดของวัฒนธรรมเสรีนิยมใหม่ให้เห็นได้ชัดเท่านั้น ไม่ได้แปลว่า นายกฯ คนอื่นยึดถือวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไป

ฉะนั้น การกดดันขับไล่ทักษิณให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯ จึงเป็นเพียงการขับไล่สัญลักษณ์ ไม่ใช่ขับไล่ความอยุติธรรมและความป่าเถื่อนของอำนาจ ซึ่งพร้อมจะกลับมาครอบงำคนไทยได้อีกเสมอ

(จาก หนังสือพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1332)

27.11.05

สามเดือน(แรก)ในสวนโมกข์

หลังจากรับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์ของสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ ได้เพียงวันเดียว ผมก็เก็บของใช้เพียงไม่กี่อย่าง พร้อมบทสวดเอสาหังที่อาเมตตาส่งมาให้ แล้วจับรถทัวร์กรุงเทพฯ–สุราษฎร์ธานี จากสายใต้ใหม่ ปลายทางสวนโมกข์ ในคืนวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ผมบวชด้วยศรัทธาและความตั้งใจจึงไม่ได้ตั้งเป้าหมายหรือประหวั่นอะไรกับการมาอยู่ที่สวนโมกข์ นอกจากอยากศึกษาและปฏิบัติอย่างจริงจังสักช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อจะนำไปใช้ในชีวิตช่วงต่อไปของผม

การเป็นคนไม่เชื่ออะไรอย่างไร้เหตุผล แต่จะพยายามค้นหาคำตอบที่มีน้ำหนักพอมาสนับสนุนท้ายสุดจึงค่อย ๆ มองความสัมพันธ์ของความเชื่อของเรากับปราชญ์คนอื่น หรือหนังสือเล่มอื่น ๆ คือ สิ่งที่เป็นพื้นฐานของผมเสมอมาตั้งแต่ครั้งยังเมามายเถียงเรื่องว่า “กินเหล้ามีข้อดียังไง” กับเพื่อน ๆ (แน่นอนว่าตอนนั้นผมกำลังถือขวดเหล้าอยู่) จนวันที่เข้าไปปฏิบัติธรรมครั้งแรกในชีวิตที่ยุวพุทธิกสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ ช่วงเดือนตุลาคม’ ๔๑

แค่เวลาเพียง ๗ วัน ทำให้ทรรศนะของผมต่อพุทธศาสนาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง แม้จะไม่เคยสนใจเรื่องนี้มาก่อนแม้แต่น้อย แต่ด้วยใจที่ตั้งใจจะไปพิสูจน์หรือจับผิดลัทธิ จึงทำให้ผมไม่ยอมเลิกล้มหรือท้อถอยง่าย ๆ กลางคัน พยายามทำในสิ่งที่วิทยากรสอนให้แจ่มแจ้งแก่ใจ เพราะมิฉะนั้นผมคงไม่สามารถจะเอาไปพูดได้อย่างเต็มปากว่า เคยมาปฏิบัติธรรมกับเค้าแล้วครั้งหนึ่ง ทำให้การปฏิบัติธรรมครั้งนั้น ได้เปลี่ยนแปลงแนวทางการดำเนินชีวิตของผมอย่างสิ้นเชิง ทำให้ผมได้มีโอกาสกราบเท้าพ่อ–แม่เป็นครั้งแรกในชีวิต และยังส่งผลเป็นแรงบันดาลใจให้ผมยึดมั่นในการทำความดีต่อผู้อื่น ทำประโยชน์ให้สังคม แม้ตัวเองจะเหนื่อยหรือลำบากมากเท่าไร แทนการยึดมั่นที่จะทำอะไรเพื่อตนเหมือนสมัยก่อน

ผมได้ทุ่มเทเวลาให้กับกิจกรรมหลาย ๆ อย่างของคณะ และมหาวิทยาลัยในอีก ๒ ปีให้หลัง โดยส่วนมากจะเป็นงานที่ต้องอาศัยความเสียสละ เป็นงานที่ไม่มีใครอยากทำ หรือเข้ามารับผิดชอบ และสุดท้ายหลังจากจบการศึกษา ผมเลือกที่จะใช้เวลาอีก ๓ เดือนหลังจากนั้น ไปทุ่มเทออกค่ายสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กยาว ๒๔ เมตร ให้แก่ชาวบ้านที่จังหวัดสุรินทร์ ที่เดือดร้อนจากน้ำท่วมที่ทำให้เส้นทางสัญจรถูกตัดขาด สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่า และเป็นความภูมิใจเสมอที่ผมได้พูดถึง แต่ตลอดช่วงเวลา ๒ ปี ที่ผมใช้เวลาส่วนมากในการเสียสละเพื่อส่วนรวม โดยไม่เห็นผลแก่ตนนั้น มิได้ทำให้การทำงานของผมมีความสุขอย่างที่ควรจะเป็น กลับกลายเป็นความเหนื่อยและท้อแท้แทบจะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไปหลายครั้งหลายหน เพราะตราบใดที่ผมได้ทุ่มเทกำลัง เพราะอยากให้สิ่งนั้นดี หวังว่าสิ่งนั้นต้องเป็นเช่นนั้น เช่นนี้ การไม่สมตามที่หวังก็ย่อมจะเกิดขึ้นเสมอ ทางเดียวคือไม่ยอมแพ้กับความรู้สึกเหล่านั้น เพียงพยายามในทุกวิถีทางต่อไป แม้จิตใจจะเหนื่อย จะทุกข์ จะท้อแท้แค่ไหน จนกระทั่งงานสำเร็จในที่สุด แต่ในท้ายที่สุดผมก็ต้องถามตัวเองว่า…นี่เป็นอุดมคติของชีวิตจริง ๆ นะหรือ…การทำดีแล้วเป็นทุกข์นั้นเป็นสิ่งที่ผมควรยึดถือเป็นแนวทางของชีวิตเช่นนั้นหรือ…?

สวนโมกข์ เป็นคำตอบของการแสวงหาของผม ก่อนหน้านี้ผมเคยมาที่นี่เพียงครั้งเดียว ตอนประมาณ ๖–๗ ขวบ ยังจำได้ว่าตัวเองขี้อายมากตอนที่ถูกเรียกไปนั่งที่ม้าหินของท่านอาจารย์ ท่านสอนผมเหมือนเด็กทุกคนที่มาสวนโมกข์.. “ไม่ดื้ออย่างเดียว ดีหมดทุกอย่าง”.. เพียงแต่ประโยคนี้ใช้ไม่ค่อยจะได้กับเด็กผู้ชายหัวรั้นและดื้อแพ่งอย่างผม ตลอดช่วง ๑๖–๑๗ ปีแรกของชีวิตที่เกือบจะจมเหวไปหลายครั้งอยู่เหมือนกัน

ช่วงแรกผมไม่ชอบการใช้ชีวิตแบบพระเอาเสียเลย บางครั้งผมรู้สึกอยากที่จะละทิ้งจากทุกสิ่ง อยู่อย่างต่ำ ดำรงชีวิตด้วยอาหารในบาตร และทุ่มเทกับการปฏิบัติธรรม ผมกลับได้รับความรู้สึกของสังคมความเป็นอยู่อีกแบบหนึ่ง ที่ระเบียบ กฎเกณฑ์ รูปแบบของการกระทำในลักษณะหนึ่ง ทำให้ผมเต็มไปด้วยความฟุ้งซ่านและวุ่นวายใจ ในการปรับตัวให้เข้ากับสมณะเพศ แต่ต่อมาเมื่อเคยชินมากขึ้น ทำให้ผมเข้าใจว่า ทุกสังคมไม่เว้นแม้แต่สังคมภิกษุย่อมต้องประกอบด้วยคนหลากหลายประเภท มีทั้งดีและไม่ดี เพราะพระสงฆ์ไม่ใช่พระอรหันต์ ทุกคนก็ยังมีกิเลส เพียงแต่มากน้อยต่างกันไปตามความตั้งใจ ตนย่อมเป็นที่พึ่งแห่งตนและคงไม่มีใครที่จะช่วยเราได้ หากเราไม่คิดที่จะช่วยตัวเองเสียก่อน

การมาอยู่สวนโมกข์ ทำให้ผมรู้สึกเหมือนการ ศึกษาในมหาวิทยาลัยทางวิญญาณอย่างแท้จริง รู้สึกว่าเรามีความกระหาย ใคร่รู้ในหลายเรื่อง เป็นความรู้สึก ที่ไม่ได้เกิดจากการบังคับดังเช่นในการศึกษาทั่ว ๆ ไปในสังคม ธรรมชาติในสวนโมกข์เป็นดั่งอาจารย์ อาคารสิ่งปลูกสร้างเป็นเหมือนตำราเล่มโตให้เราได้ศึกษาความหมายที่ซ่อนอยู่ภายใน และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือการได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับป่าไม้ สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ โดยไม่เบียดเบียน เหมือนเป็นการสอนให้เราได้รู้คุณค่าของมนุษย์ในฐานะสมาชิกหนึ่งของธรรมชาติอีกครั้ง หลังจากที่เราหลงลืมกันไปเสียนานว่า เราไม่ได้เป็นเจ้าของโลกใบนี้แต่เพียงผู้เดียว

การที่จะบอกให้คนทุกคนเข้าใจว่ามนุษย์มีฐานะเท่าเทียมกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นไส้เดือน กิ้งกือ นั้นคงทำได้ยากเต็มทน “ธรรมะ” จึงกลายเป็นของแปลกที่ไม่เข้าหูวัยรุ่นคนยุคใหม่แม้แต่น้อย ไม่มีใครอยากรู้อีกต่อไปว่าเราเกิดมาทำไม ? ชีวิตคืออะไร ? ..ไม่มีสัจจะใดที่จะต้องแสวงหากันอีกเสียนอกจาก “เงิน” เท่านั้น คนในโลกใบนี้กำลังเทิดทูนความเก่งกาจของมนุษย์ชาติในการคิดค้นประดิษฐ์วัตถุอันเอื้อประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตในทุก ๆ ด้าน แต่ลองมองให้ดีจะรู้ว่ามนุษย์นี้ต่างก็อยู่ภายใต้ “ความกลัว” ยิ่งกว่าในยุคพัน ๆ ปีที่แล้วเสียอีก

..เรากำลังอยู่ภายใต้อำนาจของ “ความกลัว” ไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างอิสระได้อีกต่อไป ความเหงา ความเบื่อหน่าย ความตื่นเต้น ความท้อแท้.. ล้วนเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการที่เราได้ฝากจิตใจอันมีคุณค่าของเรา ไว้กับการเปลี่ยนแปลงของกระแสสังคม และคนรอบข้างโดยที่เราไม่รู้ตัว

สำหรับผมสิ่งที่มีค่าที่สุดที่ผมได้จากสวนโมกข์ คือการที่เราได้รู้จักตัวเอง รู้จักจิตใจของตัวเองรู้ว่าการกราบไหว้ตัวเองได้เป็นเช่นไร ได้มารู้จักคำง่าย ๆ อย่างคำว่า “ไม่เห็นแก่ตัว” อย่างลึกซึ้ง และรู้ว่าไม่ใช่สิ่งที่ทำง่าย ๆ แค่เพียงผิวเผิน หากคนในประเทศแค่เพียง ๒๐ % รู้จักที่จะ “มอง” ตัวเองอย่างที่พุทธศาสนาสอนจริง ๆ แล้ว ผมเชื่อว่าประเทศไทยจะน่าอยู่กว่านี้มาก

สำหรับชีวิตนี้ของเราก็ยังคงต้องดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ของความเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ มันเป็นเรื่องน่าสลดใจไม่น้อยที่รู้ว่าจิตใจของเรายังคงต้องเวียนวนไปอย่างไม่จบสิ้น แม้ว่ากายจะสลายไป แต่อย่างน้อยผมยังหวังว่า การที่เราได้เข้าใจความเป็นธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต จะเป็นแรงบันดาลใจให้เราได้สร้างสรรค์ความดี สิ่งดี ๆ ทิ้งไว้บนโลกที่ยังคงอยู่นี้ไว้บ้าง โดยที่ลดความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนลงสักหน่อย แม้จะเป็นการสวนกระแสของวัตถุนิยมอยู่บ้าง แต่มันคงยังมาซึ่งความภาคภูมิใจแก่ชีวิตมนุษย์ของเราได้ ตามกำลังความสามารถของแต่ละคน

การพูดเรื่องธรรมะกับคนทั่วไป โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ เป็นเรื่องที่ยากมาก ยิ่งเราได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งมากเท่าไร ก็ยิ่งจะเป็นการแสดงออกซึ่งความประหลาดมากเท่านั้น สิ่งเดียวที่จะเป็นการทำให้คนรอบข้างเข้าใจให้ดีที่สุด นั้นคือ การที่เราต้องทำให้เห็น เย็นให้สัมผัสได้ เพราะมิฉะนั้นแล้ว การที่เราใช้เวลาศึกษาธรรมะก็คงเป็นการสูญเปล่าคงใช้ได้เฉพาะการโต้วาทีเท่านั้น

คนไทยกว่า ๘๐% ยังเป็นคนที่ไม่มีศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าวิตกมาก เพราะเขาได้ฝากจิตใจ หรือวิญญาณไว้กับเงินเดือน เพื่อน ครอบครัว ความสุขสนุกสนาน ในแต่ละวันของชีวิต และยามใดที่ทุกสิ่งต่างพร้อมใจกันเปลี่ยนแปลงไปจากชีวิต เขาก็พร้อมที่จะลาจากโลกนี้ตามไปด้วย ศาสนาเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อจิตใจมนุษย์มาก เพราะศาสนาจะทำให้เราได้เข้าใจความเป็นจริงของกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ การที่เราจะได้ดำเนินชีวิตไปได้อย่างสอดคล้อง อย่างถูกต้อง ทุกศาสนาต่างมีคุณค่าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเพราะเป็นการอธิบายคำว่า “สัจจะ” ให้คนต่างที่ต่างถิ่นได้เข้าใจในรูปแบบที่ต่างกัน คนไทยโชคดีที่มีศาสนาพุทธ ที่เป็นศาสนาที่สอนอย่างวิทยาศาสตร์เข้าใจได้ด้วยเหตุผล และมีวิธีการปฏิบัติเพื่อเข้าถึงอย่างชัดเจน หากแต่ชาวพุทธจะต้องลดอัตตา ความทะเยอทะยานหยิ่งทะนงในตนออกเสียบ้าง เพื่อที่จะเข้าไปเรียนรู้ศาสนาในแง่มุมที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตเรามากขึ้น

เมื่อผมได้บ่นมาสมควรแก่หน้ากระดาษ ท้ายสุดก็ขอวอนให้เพื่อน ๆ พระภิกษุนวกะที่จะลาสิกขาบทไปหลังออกพรรษานี้ จะได้ยืนหยัดเป็นตัวอย่างในการที่จะเป็นชาวพุทธในอุดมคติที่เข้าใจศาสนา นำไปปฏิบัติได้ในกระแสสังคมปัจจุบัน อย่างน้อยก็เป็นพื้นฐานของจิตใจในการดำรงชีวิต และสร้างครอบครัวที่ดีในอนาคตต่อไป..เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

พระวิจักขณ์ เมธงฺกุโร (พานิช)
ออกพรรษา พฤศจิกายน ๒๕๔๔

20.11.05

ทักษิณ-สนธิกับอนาคตการเมืองไทย

โดย ชัยอนันต์ สมุทวณิช
จาก manager.co.th
20 พฤศจิกายน 2548

ดวงชะตาของสมาชิกครอบครัวสมุทวณิช คงมีอะไรสักอย่างที่เป็นอริกับการเมือง พ่อผมเมื่อเป็น ร.ต.ท.ก็ถูกจับไปขังไว้ที่กระทรวงกลาโหมในข้อหาร่วมกบฏเสนาธิการ 1 ตุลาคม 2491 ต่อมาเมื่อมีกบฏแมนฮัตตัน พ่อผมก็ถูกทหารจับใส่รถถังไปอีก โดยหาว่านำกำลังเสรีไทยจากภาคอีสานมาช่วยฝ่ายกบฏ

ไม่นานมานี้ ชัยสิริ น้องชายเขียนบทความในนามแฝงลงในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ก็ถูก ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ฟ้อง และปัจจุบันลูกชายผมเองคือ พชร สมุทวณิช ซึ่งเป็นกรรมการบริษัท ไทยเดย์ ด็อทคอม ก็ถูก พ.ต.ท.ทักษิณ ฟ้องร่วมกับคุณสนธิ ลิ้มทองกุล

เพื่อนๆ ต่างสงสัยว่าผมทำงานในภาครัฐหลายด้าน เพื่อนผู้เป็นเสมือนน้องคือ สนธิ วิจารณ์นายกฯ ทักษิณทุกวันศุกร์ และเป็นหัวหอกในการต่อต้านวิธีการแปรรูป กฟผ.ด้วย ทำไมผมจึงนิ่งเฉย ทุกวันนี้มีคนต่อว่ามากมาย ส่วนใหญ่จะมองว่าผมได้กลายเป็นสมุนรับใช้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปเสียแล้ว และคงจะได้ผลประโยชน์จากการแปรรูป กฟผ.มากมาย

ที่จริงกรรมการ กฟผ.ทุกคน รวมทั้งตัวผมซึ่งเป็นประธานกรรมการด้วยนั้น ได้ค่าตอบแทนจาก กฟผ.เดือนละหมื่นกว่าบาท และไม่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้นแม้แต่หุ้นเดียว เพราะเราไม่ได้เป็นพนักงาน กฟผ. ดังนั้น ผมจึงถูกด่าฟรีมานานแล้ว แต่ผมก็ไม่ว่าอะไร บางคนก็หาว่าผมขายตัวไปแล้วบ้าง

ผมแยกงานของรัฐออกจากรัฐบาลได้ โดยเฉพาะตัวผู้นำรัฐบาล ในอดีตมีคนจำนวนมากทำงานให้รัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร แต่ผมก็ไม่เคยไปร่วมวงด้วย มาบัดนี้รัฐเราเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น การทำงานในฐานะกรรมการรัฐวิสาหกิจ มีลักษณะพิเศษเหมือนกับการเป็นกรรมการในคณะกรรมการชุดต่างๆ ของระบบราชการ จะแตกต่างกันก็ตรงที่รัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทมหาชนแล้ว จะต้องได้รับการตรวจสอบจากผู้ถือหุ้น และตลาดหลักทรัพย์ด้วย

เรื่อง กฟผ.นั้น บทบาทของผมชัดเจน คือการดูแลให้หลักเกณฑ์การกระจายหุ้นเป็นไปอย่างสมประโยชน์ของประชาชน และผมมีส่วนในการจัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการไฟฟ้า สิ่งที่ผมกังวลก็คือ การที่เขื่อนพลังน้ำทั้งหลายจะอยู่ที่ไหน ซึ่งบัดนี้บรรดาเขื่อนต่างๆ ก็ยังคงอยู่กับรัฐ ความเป็นเอกชนของ กฟผ.นั้นมีเพียงเสี้ยวเดียวคือ 25% มิใช่การแปรรูปอย่างที่เรียกว่า privatization หากเป็นการเปิดโอกาสให้มีการระดมทุนจากภาคเอกชนได้ในระดับหนึ่ง องค์การไฟฟ้า (EDF) ของฝรั่งเศสก็ทำแบบเดียวกัน เขาไม่เรียกว่า privatization แต่เรียกว่า “เปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุน” แทนที่รัฐจะต้องเป็นฝ่ายแบกรับภาระแต่เพียงฝ่ายเดียว

ผมกับสนธิคบกันด้วยความเกรงใจ นับถือซึ่งกันและกัน ผมคิดว่าผมรู้จักสนธิดี และอาจเป็นคนน้อยคนที่รู้เรื่องของสนธิมากที่สุด

ตอนที่สนธิประสบปัญหาทางธุรกิจ ธุรกิจของเขาส่วนใหญ่ได้รับเงินกู้จากธนาคารกสิกรไทย คุณบัณฑูร ล่ำซำ มาหาผมที่โรงเรียน ผมยืนยันว่า สนธิไม่มีทางเบี้ยว ในที่สุดก็มีการตกลงกัน หนังสือผู้จัดการได้รับการอะลุ้มอล่วย มีการผ่อนใช้หนี้ และมีการเจรจาตัดลดหนี้ลง แต่สนธิถูกธนาคารนครหลวงไทย ฟ้องล้มละลาย หนี้สินทั้งหลายที่มีอยู่ก็หายไปตามกระบวนการบุคคลล้มละลาย สนธิทำอะไรไม่ได้อยู่ 3 ปี พอพ้นจากการเป็นผู้ล้มละลายก็มาตั้งบริษัท ไทยเดย์ฯ หวังจะให้ลูกชายของเขาสืบทอดงานต่อ

ดังนั้น สนธิจึงไม่เคยไปเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณหรือธนาคารกรุงไทยช่วยลดหนี้เลย ข้อเท็จจริงนี้มีหลักฐานยืนยันได้

เมื่อสมัยพรรคประชาธิปัตย์ สนธิมีความสนิทสนมกับผู้นำพรรคหลายคน บางคนเป็นญาติกันด้วยซ้ำไป แต่สนธิทนการบริหารงานของรัฐบาลไม่ได้ ก็เลยออกมาวิจารณ์ มาสมัยนี้ สนธิบอกผมว่า เราควรช่วยงานรัฐบ้างในส่วนที่รัฐบาลจะนำความคิดของเราไปทำ ต่อมาก่อนหน้าที่สนธิจะออกมาวิจารณ์นายกฯ ทักษิณ สนธิโทร.มาหาผม และนัดคุย แล้วพูดว่า เห็นจะทนต่อไปอีกไม่นาน ผมรู้ว่าสนธิไม่มีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกับทักษิณ แต่ความรู้สึกไม่พอใจรัฐบาลมาจากความเป็นนักหนังสือพิมพ์โดยตรง ต่อมาสนธิบอกผมว่ารายการทีวีที่เขาทำอยู่ คงจะต้องวิจารณ์รัฐบาลมากขึ้น และพูดว่า หากโดนปิดก็จะไปพูดที่สวนลุมฯ นี่นานมาแล้ว

การที่นายกฯ ทักษิณตกเป็นเป้าการวิจารณ์ของสนธิก็เป็นเพราะทักษิณเป็นคนซึ่งมีความเป็นตัวของตัวเองสูง รัฐมนตรีเกรงมาก การตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ จึงเป็นการตัดสินใจของทักษิณ แทนที่รัฐมนตรีจะตกเป็นเป้าของการวิจารณ์ ทักษิณก็เลยต้องรับไปคนเดียว

ผมรู้ว่าสนธิไม่ได้ไปเกี่ยวข้องอะไรกับหลวงตามหาบัว นอกเหนือจากการเคารพนับถือหลวงตา แต่ลูกศิษย์หลวงตาเองที่เป็นฝ่ายเข้ามาให้ข้อมูลต่างๆ ตลอดเวลา จนสนธิเชื่อและกลายเป็นหัวหอกในเรื่องการแต่งตั้งผู้ทำการแทนสมเด็จพระสังฆราช

นิสัยของสนธินั้น เป็นคนใฝ่รู้ อ่านหนังสือแยะ และโดยอุปนิสัยแล้วชอบเป็นครู สามารถทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย เท่าที่ผมรู้จักสนธิมา ไม่มีอะไรที่จะทำให้เขาปลาบปลื้มเท่ากับการได้รับเชิญไปสอนหนังสือ

ที่จริงแล้ว รัฐบาลพลาดไปที่ไปยุติรายการทีวี ทำให้สนธิต้องหันมาใช้หอประชุมธรรมศาสตร์ และสวนลุมฯ แทน การที่ผู้คนไปฟังสนธิกันอย่างล้นหลามนั้น ทักษิณน่าจะไปฟังด้วย จะได้รู้ว่าเวลานี้ผู้คนไม่พอใจอย่างไร และผู้นำประเทศนั้น ย่อมมีทั้งคนชอบ คนไม่ชอบ คนไม่ชอบทักษิณก็ไม่ใช่พานไม่ชอบ แต่ไม่สนิทใจเรื่องการแต่งกายสวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นไปนั่งทำพิธีในวัดพระแก้ว นับว่าคนที่ไม่พอใจก็จะเพิ่มขึ้นทุกวัน การจัดการปิดปากสนธิจึงเป็นการก้าวพลาดทางการเมืองครั้งสำคัญ ในบ้านเมืองเราเวลานี้ฝ่ายค้านเสียศูนย์ไปยังเรียกศรัทธาคืนไม่ได้ เมื่อสนธิออกมา และรัฐบาลออกอาการกลัวถึงขนาดนี้ คนก็ยิ่งเข้าข้างสนธิ

สิ่งที่สนธิทำเวลานี้ ทำให้เขาเสียผลประโยชน์มาก เพราะบริษัท ไทยเดย์ฯ กำลังจะได้รับการฟื้นฟูในตลาดหุ้น ตอนพฤษภาทมิฬก็ครั้งหนึ่งแล้วที่สนธิออกมาต่อต้าน รสช.แบบไม่กลัวพัง ผมบอกสนธิว่า เขาเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่มีวิญญาณนักต่อสู้แบบบ้าเลือดจริงๆ สมัยก่อนผมเฮี้ยวๆ อยู่ เพราะไม่ได้อยู่ในฐานะผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย ผมร่วมกับสนธิได้ มาช่วงนี้สนธิรู้สภาพของผมดีจึงไม่ได้มาชักชวนอะไร เพียงแต่เล่าให้ฟังว่าคนมามากขึ้น

ทักษิณกับสนธิเป็นคนรุ่นเดียวกัน ความกล้าปนบ้าของสนธิมากกว่าทักษิณหลายร้อยเท่า ผมได้แต่เฝ้าดูว่าจะจบอย่างไร ผมลำบากใจพอสมควร แต่ก็ต้องนั่งดู ผมอยากเขียนวิเคราะห์ในการทำนายไว้ว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคไทยรักไทยคงไม่ได้เสียงเท่านี้อีกแล้ว ภาคใต้คงเป็นของพรรคประชาธิปัตย์ ภาคกลางพรรคชาติไทยคงได้ไปแยะ ภาคอีสานและภาคเหนือก็คงเสียที่นั่งไป ในกรุงเทพฯ นั้นคงไม่ได้เลย หากมีคนรวมกลุ่มกันตั้งพรรคใหม่ และได้กรุงเทพฯ ไปบวกกับในที่อื่นๆ อีก แล้วการเมืองไทยก็คงเป็นการรวมพรรคพันธมิตรข้างหนึ่ง พรรคไทยรักไทยอีกข้างหนึ่ง

สนธิจะกลายเป็นตัวแปรสำคัญ สนธิคงไม่เล่นการเมือง แต่จะเป็นสิ่งที่บั่นทอนความนิยมของทักษิณ จนพรรคไทยรักไทยมีผลกระทบในทางเสียมากขึ้น

ยิ่งมีทหารออกมาหนุนแบบนี้ ก็ยิ่งพังง่าย ผมเสียดายที่ทหารกำลังพ้นจากภาพ และความรู้สึกหลังพฤษภาทมิฬมาได้ คุณสุจินดาก็ทำตัวดีไม่สนใจที่จะมายุ่งเกี่ยวทางการเมืองอีก

รุ่น 10 ของทักษิณ แต่เดิมคนก็ไม่สนใจมากนัก คราวนี้คนชักกลัวว่า หากทักษิณมีอำนาจทางสภา ทางวุฒิสภา ทางทหารเต็มรูปแล้ว บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร

ผมอยู่กับการเมืองมานาน เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจะเห็นคลื่นมหาชนในกรุงเทพฯ อีกครั้งหนึ่ง

ถ้าผมเป็นทักษิณ ผมจะคิดหนัก และหาทางหนีทีไล่ไว้ตั้งแต่บัดนี้

19.11.05

ยังไม่ทันออกเดินทาง...ก็ถึงแล้ว

โดย ณัฐฬส วังวิญญู
ตีพิมพ์ใน ปาจารยสาร ฉบับสิกขาปริทัศน์ ฉบับที่ ๒ ปีที่ ๑ : : ตุลาคม - พฤศจิกายน ๒๕๔๘

ช่วงนี้ชีวิตผมเดินทางบ่อย จัดกระเป๋าทุกสัปดาห์ บางทีตอนจัดกระเป๋าอยู่ก็ได้ยินเสียงนกนอกหน้าต่างห้องนอน เหลียวมองไปดูก็เห็นนกกระจอกบ้านสองสามตัว เกาะกิ่งไม้อยู่ข้างบ้าน เสียงเจื้อยแจ้ว ก็เอะคิดไปว่า นกเขาก็เดินทางตลอดเวลาเหมือนกันนี่นา แต่ไม่เห็นต้องจัดกระเป๋าเหมือนเราเลย เขาสร้างรังก็เฉพาะเวลาจะดูแลลูกน้อยเท่านั้น นึกอิจฉานกอยู่เหมือนกัน เพราะช่างเป็นชีวิตที่เบาสบาย เรียบง่าย แต่เอ... ถ้านกมันพัฒนาได้มันจะพัฒนาให้มีกระเป๋าเดินทางใต้ปีกหรือเปล่านะ อารายธรรมแบบนกนกนี่น่าสนใจดีนะครับ

การเดินทางที่ผ่านมา นับว่าผมใช้เวลาไปเยอะทีเดียว เมื่อสองสามเดือนที่ผ่านมา ผมได้ออกเดินทางออกมาจากเชียงราย แล้วเดินทางไปเมืองมังฉี ที่ตอนใต้ของประเทศจีน เพื่อไปร่วมฝึกอบรมเกี่ยวกับการศึกษาทางเลือกกับกลุ่มครูท้องถิ่นที่นั่น แล้วเมื่อเดือนที่แล้วก็ไปที่คอโลราโดเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการแสวงหาปัญญาจากธรรมชาติ ซึ่งเป็นการเดินทางที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตได้ข้ามภพชาติแห่งชีวิต

ผมสังเกตว่าเวลาตัวเองเดินทาง เราได้ก้าวออกไปจากพื้นที่ที่คุ้นชิน หรือความรู้สึกปลอดภัย รู้สึกว่าอำนาจของเราในการควบคุมสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตนั้นหายไป แล้วหลุดออกมาแสดงบทบาทของผู้เฝ้ามอง หรือผู้เฝ้าสังเกตมากขึ้น คือเฝ้าสังเกตทั้งโลกภายนอกและโลกภายใน โดยมีแนวโน้มที่จะตื่นตัวในการสังเกตนี้มากขึ้น และการที่ได้เฝ้ามองหรือเฝ้าสังเกตนี้เป็นประสบการณ์อันหอมหวนมีเสน่ห์ไม่น้อยเลย เพราะชีวิตมันไม่เป็นไปอย่างอัตโนมัติอย่างคุ้นเคย แต่ใคร่ครวญและไตร่ตรองมากขึ้น

โดยเฉพาะในกรณีที่เดินทางคนเดียว ก็ทำให้รู้สึกถึงความวิเวกที่หวานมัน ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องทำอะไรให้เสร็จ รายการสิ่งที่ต้องทำนั้นว่างเปล่า เป็นรายการของความว่างเปล่า ทำให้ได้ดื่มด่ำกับความวิเวกและสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้ดียิ่งขึ้น ยิ่งต้องย้ายที่บ่อยๆ ก็ทำให้ไม่ต้องสะสมสิ่งของสัมภาระให้หนักอึ้ง ทำตัวให้เบาไว้ เพียงพกพาเครื่องเคียงชีวิตที่จำเป็นจริงๆ ก็พอแล้ว (แต่บางทีก็ยากที่จะกำหนดว่าอะไรจำเป็นจริงๆ)

แต่บางทีก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า การเดินทางของชีวิตนี้มีที่สิ้นสุดที่ไหน ก็ยังตอบไม่ค่อยได้เหมือนกัน รู้อย่างเดียวว่ากำลังเดินทาง และกำลังเรียนรู้ แม้แต่การเขียนนี้ก็เป็นการเดินทางและสืบค้นความรู้สึกนึกคิดเช่นกัน หาได้มีข้อสรุปอะไรที่ตายตัวไม่

พอผมตั้งคำถามเกี่ยวกับที่หมายปลายทางของการเดินทาง ก็ทำให้อดที่คิดถึงมิติของเวลาไม่ได้ เพราะพอมีเริ่มต้น ท่ามกลาง แล้วสิ้นสุด มีอดีตที่ผ่านไปแล้ว ปัจจุบันที่สัมผัสรู้สึกได้ แล้วอนาคตที่ยังมาไม่ถึง แต่พอคิดไปอีกที ทั้งอดีตและอนาคตเป็นสิ่งที่ผมสัมผัสรับรู้ไม่ได้ หากคิดถึงมันได้ แต่ก็อีกนั่นแหล่ะ เรารับรู้ความคิดเกี่ยวกับอดีตและอนาคตได้ก็แต่ในปัจจุบันเท่านั้น มิใช่หรือ มันไม่มี “ อนาคต ” ที่รอเราอยู่ “ ข้างหน้า ” โดยแยกขาดออกจากประสบการณ์ที่เป็นปัจจุบันของเราอย่างที่เรามักคิดกันกระมัง หรือไม่มี ” อดีต ” ที่ผ่านไปแล้วที่ดำรงอยู่แยกออกจากปัจจุบันด้วย หากอดีตหรือสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วยังคงส่งผลต่อเราในปัจจุบันไม่มากก็น้อย

นอกจากเรื่องของเวลาแล้ว คำที่มักจะแวบเข้ามาในแง่ของการเดินทางชีวิตก็คือคำว่า “ พัฒนา ” เพราะคำว่า “ พัฒนา ” มันดูเหมือนว่ามันต้องมีทิศทาง ไม่ค่อยมีใครได้ยินว่า ” พัฒนาเพื่ออยู่กับที่ ” เท่าไร โดยมากการพัฒนามักมีนัยยะว่าทำให้ดีขึ้น หรือดีกว่าเดิม ก็ทำให้คิดต่อแสดงว่าเดิมๆ นี่ยังไม่ดีพอยังงั้นหรือ
แล้วความคิดเรื่องการพัฒนานี้เองที่ถูกเอามาใช้กับแนวคิดเรื่อง การพัฒนาตัวเอง พัฒนาบุคลากร พัฒนาประเทศชาติบ้านเมือง พัฒนาจิตเป็นต้น

แต่ถ้าถามต่อไปว่า เราพัฒนาตัวเองไปเพื่ออะไร เพื่อใคร เราอยากจะเป็นอะไร มีชีวิตแบบไหน อย่างไร หรือเราต้องการพัฒนาตัวเอง โดยเฉพาะในเรื่องของชีวิตด้านในหรือที่เรียกกันมากขึ้นคือพัฒนาด้านจิตวิญญาณนั้น เราทำเพือใคร หรือเรากำลังทำเพื่อตัวเอง เสริมสร้างหน้าตา ความน่าเชื่อถือ การยอมรับในสังคมตามมาตรฐานของเราเอง นั่นก็เป็นเพียงพัฒนาอัตตาให้แก่กล้ามากกว่า

ผมคิดว่ามิติเรื่องการพัฒนาตัวเองนั้นมีความแยบยลอยู่ไม่น้อย บางทีการที่เราสามารถนั่งสมาธิได้วันละสองสามชั่วโมงทำให้เรารู้สึกว่า ความเป็นมนุษย์ของเราได้รับการยกระดับขึ้นกว่ามนุษย์ระดับปกติอย่างนั้นหรือ ในแวดวงของผู้แสวงหาหนทางของชีวิตที่ดีงาม หรือสังคมที่ดีงาม มันมักจะมีกรอบตัดสินเชิงคุณค่าลอยไปลอยมาเสมอในจิตไร้สำนึกรวมของผู้คน โดยเฉพาะเป็นกรอบมาตัดสินกันว่า อย่างไหนดีกว่า แท้กว่า ตื้นกว่า ลึกกว่า สิ่งที่ชอเกรียม ตรุงปะ รินโปเช ผู้ซึ่งก่อตั้งมหาวิทยาลัยนาโรปะ ได้เขียนหนังสือทั้งเล่มว่าไว้ด้วยเรื่องนี้แหล่ะครับ คือ Cutting Through Spiritual Materialism หรือที่แปลเป็นไทยคือ ลิงหลอกเจ้า เพื่อเตือนสติผู้แสวงหาอิสรภาพและความสุขผ่านการฝึกฝนทางจิตวิญญาณทั้งหลายว่า อย่าได้ถือเอามิติทางจิตวิญญาณมาเสพสมดังว่าเป็นอีก ” สิ่ง ” ที่ยึดครองได้ ประดับประดาชีวิตได้ เหมือนวัตถุสิ่งของทั้งหลาย อวดอ้างได้ สร้างความชอบธรรมให้กับตัวเองได้ สร้างความรู้สึกสะดวกสบาย ปลอดภัยมั่นคงให้กับตัวเองได้ ตรุงปะยังได้แนะนำอีกด้วยว่าในทางตรงกันข้าม หากเราจริงใจกับการปฏิบัติธรรม เราต้องค้นหาหนทางที่จะทำให้เราเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่จะทำให้เรารู้สึกไม่ปลอดภัย หรือหมิ่นเหม่ ดังที่เจ้าชายสิทธัทถะเองได้แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่าง

หากจะว่าไปแล้ว ถ้าเราเชื่อว่าธรรมชาติของชีวิตนั้นมีความดีเป็นพื้นฐาน แน่นอนไม่เปลี่ยนแปลง แสดงว่าไม่ต้องพัฒนา มันก็มีอยู่แล้ว วางใจได้ร้อยเปอร์เซ็น เราสามารถภูมิใจและวางใจได้เลยในการมีชีวิตอยู่ แล้วค้นพบภายในตัวเองไปเรื่อยๆ ซึ่งก็จะทำให้มันเหมือนกับว่าไม่ต้องพัฒนานั้น หรือหาต้องการใช้คำนี้อยู่ก็ใส่ความหมายใหม่ว่าเป็นการถอดถอนความคิด อารมณ์ความรู้สึกที่บดบังการมองเห็นตามจริง หรือบดบังการมองเห็นความงดงามที่สมบูรณ์พูนพร้อมในชีวิต มองเห็นความปกติที่ดำรงอยู่ในสรรพสิ่ง มองเห็นความเป็นหนึ่งเดียวกันของสรรพสิ่ง

ดังนั้น ธรรมชาติของชีวิตเป็นตัวอย่างที่ดีของความดีงามและความสง่างามอันเป็นพื้นฐานของชีวิต ที่ไม่จำต้องพิสูจน์ตัวกับใคร เหมือนกับกระบวนการของการสร้างหรือผลิตเซลใหม่ หรือการหายใจ ที่เป็นกระบวนการหล่อเลี้ยงชีวิต เป็นระบบภูมิปัญญาที่อยู่ในกาย ในธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต และเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย โดยไม่ได้ขึ้นกับว่ากระบวนการเหล่านี้ดำเนินไปแล้วจะได้รับเกียรติยศ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินเงินทองหรือไม่ คือทำตามบทบาทและหน้าที่ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรชีวิต

ผมรู้สึกว่าทุกวันนี้เราพัฒนาไปเพราะความรู้สึกว่า ขาดพร่องอะไรบางอย่างหรือเปล่า หรือไม่ก็ต้องการได้อะไรบางอย่าง จริงแล้วโดยที่ไม่ต้องทำอะไรมากมาย ก็กลับไปเหมือนวิถีชีวิตของคนชนบท หรือชนเผ่า ที่ทำงานออกแรงกายเพื่อความจำเป็นด้านปัจจัยสี่ เพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตและชุมชนที่เป็นกาย แล้วมีเวลาเหลือเฟือในการหล่อเลี้ยงจิตใจ หรือความสัมพันธ์ระหว่างคนใจชุมชน และความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ ผ่านรูปแบบของพิธีกรรมต่างๆ ชีวิตเต็มไปด้วยการหล่อเลี้ยงดูแลความสัมพันธ์เหล่านี้

เวลาที่นึกถึงความสุขและความพอใจของชีวิต ผมมักจะคิดถึงพะตีตะแยะเสมอ พะตีเป็นชาวปกาเกอญอที่ธรรมดาสามัญ เป็นชีวิตที่มีความพึงพอใจอย่างลึกๆ รู้สึกว่าเพียงแค่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นก็ดีที่สุดแล้ว วันเวลาแห่งการครองชีวิตที่เหลือก็เป็นเพียงการแบ่งปัน และเก็บเกี่ยวการเรียนรู้เท่านั้นเอง ส่วนสุขทุกข์ก็เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย

จึงทำให้คิดว่า จริงๆ แล้วเราไปจำเป็นต้องออกเดินทางไปไหน หรือต้องพยายามไปถึงไหน เพราะเราได้มาถึงแล้ว เพียงแต่ต้องค้นพบให้เจอในตัวเองเท่านั้น อย่างทางเซ็นมักจะพูดถึงจิตประภัสสรหรือจิตแรกที่ผ่องแผ้ว สดใสที่มีอยู่ในตัวเรา ไม่ต้องออกไปหาที่ไหน หรือขอจากใคร เพียงแต่มองเข้าไปด้านในก็อาจพบเห็นหรือสัมผัสได้เอง

17.11.05

ฤาไทยจะเป็นอาร์เจนตินา ๒

ฤาไทยจะเป็นอาร์เจนตินา 2 –???
• ประท้วงรายวัน
• ธุรกิจเป็นของต่างชาติเกือบหมด
• ห้างต่างชาติเต็มประเทศ
• รัฐวิสาหกิจ ถูกแปรรูปหมดทุกอย่าง
• ประชาชนเดือดร้อนถูกหย่อมหญ้า
• ที่ดินเกือบครึ่งประเทศ เป็นของต่างชาติ จอร์จ โซรอสด้วย
• รัฐบาลอ่อนแอ
• ถนน ก็เป็นของต่างชาติ จะไปไหม มาไหน ต้องจ่ายค่าทาง
• น้ำประปา เป็นบริษัทต่างชาติ
• ไฟฟ้า เป็นบริษัทต่างชาติ
• การปิโตรเลียมเป็นของต่างชาติ
• เป็นประเทศล้มละลาย หนี้สิน 6.6 ล้านล้านบาท
• เป็นประเทศที่เคยร่ำรวย แต่ประสบกับความล้มละลาย

“คนอาร์เจนตินา พึ่งมาตื่นตัว เมื่อสายเสียแล้ว” อ.อมรินทร์ คอมันตร์

หรือ คนไทย จะรอให้ ประเทศไทย เป็น อาร์เจนตินา -2 ?????????
ดู vcd ความล้มเหลวของอาร์เจนตินา เมื่อรัฐบาลแปรรูปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง
Download ได้ที่
http://files.photojerk.com/ihud/1131337246/Argentina.wmv
หรือ
http://s22.yousendit.com/d.aspx?id=11QWVRWFJYQYF3A48W83IRG8Y1

นิติภูมิไม่เห็นด้วยกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

ช่วงที่อาร์เจนตินาแตกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม พ.ศ.2545 ผมได้ไปใช้ชีวิตอยู่บนชั้นที่ 10 อาคารเลขที่ 883 ถนนแอฟวะนิว-คอร์โดบา กรุงบูเอโนสไอเรส

เลขานุการชั่วคราวบนชั้นที่ 10 มีชื่อว่า นางอเดรียนา นูเนียซอเดรียนาเคยทำงานอยู่ในรัฐวิสาหกิจผลิตแก๊สที่ชื่อ ทรานสปอรตา โดรา เด กาซ เดล นอรเต ทำมาตั้งแต่จบการศึกษาใหม่ๆ จนถึง พ.ศ.2537

ประเทศของเธอก็มีประธานาธิบดีที่อยาก จะรวยเร็ว รวยล้นฟ้า วิธีที่จะทำให้รวยเร็วล้นฟ้าก็คือ การขายสมบัติของชาติให้กับ พรรคพวกของตนในราคาถูก ในห้วงช่วงตอนแรก สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจลุกขึ้นมาคัดค้าน รัฐบาลอาร์เจนตินาสมัยนั้นก็ฉลาด ประกาศให้เศษหุ้น 5% กับพนักงาน พนักงานของรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่จึงเงียบเงินมา ขาหยุด (เดินขบวน),โฆษณามา ปากกาหยุด (เขียนความจริง)อเดรียนาก็เงียบด้วยเมื่อรัฐบาลประกาศจะให้หุ้นพนักงาน 5%การแปรรูปในอาร์เจนตินาก็จึงเริ่มทำกันครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2537

......ทรานสปอรตา โดรา เด กาซ เดล นอรเต รัฐวิสาหกิจที่ผลิตแก๊สธรรมชาติทางเหนือ ของประเทศ ถูกนำมาออกขายให้ประชาชนก่อน ภายในเวลาไม่นานนัก บริษัทโนวาคอร์ปของแคนาดาก็สามารถรวบรวมหุ้นไว้ได้ทั้งหมด สมบัติชาติชิ้นนี้จึงกลายเป็นของบริษัทต่างชาติภายในเวลาไม่ถึง 5 ปี...ทรานสปอรตา โดรา เด กาซ เดล โซร รัฐวิสาหกิจผลิตแก๊สทางตอนใต้ ก็ถูกรัฐบาลแปรรูปเช่นกัน ตอนแรกขายให้บริษัทเอกชนอาร์เจนตินา ภายในเวลาไม่นาน หุ้นทั้งหมดก็ถูกขายไปให้บริษัทเอ็นรอนของสหรัฐฯ

...รัฐวิสาหกิจดิสตรี บูดีโอรา เมโทรโปลิตานา ผู้นำอาร์เจนตินาในสมัยนั้น ก็ขายให้กับบริษัท บริติชแก๊สของอังกฤษ...รัฐวิสาหกิจดิสตรี บูดีโอรา บูเอโนสไอเรส นอรเต ผู้นำกระหายเงินได้ยักย้าย ถ่ายเทนำออกมาขายให้นักการเมืองที่เป็น พรรคพวกเพื่อนฝูงและพี่น้อง เวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง เมื่อประชาชนเริ่มลืม พวกเพื่อนฝูงพี่น้องของมัน (มันก็คือผู้นำกระหายเงิน) ก็รวบรวมเอาไปขายให้บริษัทสเปนที่มีชื่อว่า บริษัทเร็ฟซอล

...เมื่อรัฐวิสาหกิจเซนโตร กูซานา ถูกแปรรูปแล้ว หุ้นทั้งหมดก็ถูกรวบรวมไปขาย ให้บริษัทอิตัลแก๊สของอิตาลีการประปาแห่งอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีชื่อว่า โอบาสซานิตาริอาส ชั่ว (คือผู้นำนายทุนกระหายเงิน) มันจัดการแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่งมันขายให้บริษัท ลีอองเนส แด โช ของฝรั่งเศส สำหรับส่วนที่สอง มัน (มันก็หมายถึงผู้นำนายทุน ปล้นสมบัติชาติ) และพวกของมัน (หมายถึงกลุ่มรัฐมนตรีนายทุนHeam' อำมหิตปล้นสมบัติชาติ) ก็ค่อยๆทยอยซื้อสะสมจากผู้ถือหุ้นชาวอาร์เจนตินา เพื่อนำไปขายให้บริษัท แองกลิแอนของอังกฤษองค์การโทรศัพท์และสื่อสารแห่งอาร์เจนตินาที่มีชื่อว่าเทเลคอมและเทเลโฟนิกา มัน (หมายถึงกลุ่มHeamอำมหิตปล้นสมบัติชาติ) ก็แปรรูปHeanเต้ไม่เหลือ บั้นปลายท้ายที่สุด มีบริษัท 3 แห่งไปกวาดซื้อหุ้น คือ บริษัท เอสทีอีทีของอิตาลี บริษัท ฟรองซ์ เคเบิ้ล เอ ราดิโอ ของฝรั่งเศส และบริษัท เทลโฟนิกา เด เอสปายา ของสเปนสายการบินแห่งชาติที่มีชื่อว่า เอโรลิเนียส อาร์เกนตินาส มัน (ผู้นำนายทุนชั่ว) ก็จัดการแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ก่อนที่จะจัดการแปรรูป สุดท้าย พรรคพวกของมัน (ผู้นำนายทุนชั่ว) ก็จัดการรวบรวมเอาไปขายให้บริษัท อีเบเรียของสเปนเดิมในอดีต นางอเดรียนาเคยเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ ตอนที่เจอกันกับผมนั้น เธอตกงานและไม่มีอะไรจะกิน สุดท้ายได้งานเป็นเลขานุการชั่วคราวเพื่อหาเศษเงินมา ประทังชีวิต ผมไม่สงสารนางอเดรียนาแม้แต่น้อย เพราะเธอเคยละโมบโลภมาก เคยหลงใหลได้ปลื้มในเศษหุ้น 5% และเงินชดเชยที่รัฐบาลเอามาล่อเพราะละโมบ ชะตาหลังจากนั้นของเธอถึงตกต่ำ

อาร์เจนตินาแปรรูปได้ไม่ถึง 10 ปี ประเทศก็เจ๊ง คนส่วนใหญ่ยากจน โสเภณีเต็มเมือง คนกลุ่มน้อยรวยล้นฟ้า สื่อทุกชนิดถูกปิดปาก (ด้วยโฆษณา)ผู้นำกลายเป็นอดีตผู้นำผู้ร่ำรวย อพยพไปใช้เงินอยู่ที่สเปน.

นิติภูมิ นวรัตน์

13.11.05

ศิลปะการใช้ชีวิต

โดย คุณ dhamma

การปฏิบัติธรรม ถือว่าเป็นการเว้นวรรคให้แก่ชีวิต ชีวิตต้องมีการเว้นวรรคบ้างเช่นเดียวกับลมหายใจของเรา มีหายใจเข้าแล้วก็ต้องมีหายใจออก เราไม่สามารถที่จะหายใจเข้าได้ตลอด ต้องเว้นจังหวะแล้วจึงหายใจออกเราไม่สามารถหายใจออกหายใจเข้า อย่างใดอย่างหนึ่งไปได้ตลอด จะต้องมีการเปลี่ยนสลับกันไป

การทำงานก็เช่นเดียวกัน ทำงานแล้วก็ต้องรู้จักหยุดบ้างธรรมชาติให้เวลากลางวันคู่กับกลางคืน กลางวันทำงานเต็มที่ พอถึงตอนกลางคืนก็ต้องพักผ่อน ขอให้สังเกตดู อะไรก็ตามเป็นไปได้ดีก็เพราะมีการเว้นจังหวะหรือมีช่องว่างที่เหมาะสม

หนังสือที่อ่านง่าย ก็เพราะแต่ละประโยคมีการเว้นวรรคอย่างถูกจังหวะ ถ้าตัวหนังสือติดกันเป็นพรืด ไม่มีเว้นวรรคเลย จะน่าอ่านไหม ใครอ่านก็ต้องรู้สึกงงงวย ไม่อยากอ่าน ศิลปะอย่างหนึ่งของเขียนหนังสือให้น่าอ่านก็คือรู้จักเว้นช่องว่างระหว่างคำ ระหว่างประโยค และระหว่างย่อหน้า

ทำนองเดียวกันดนตรีที่ไพเราะ ไม่ใช่เพราะมีเสียงดังเท่านั้น แต่เพราะมีช่วงที่เงียบแฝงอยู่ด้วย ถ้ากลอง กีต้า ไวโอลินส่งเสียงไม่หยุด ไม่รู้จักเว้นจังหวะเสียบ้าง เพลงนั้นก็คงไม่เพราะ

พูดมาถึงตรงนี้ทำให้นึกถึงเรื่องของชายคนหนึ่งที่เลื่อยไม้อย่างเอาเป็นเอาตาย มีเพื่อนคนหนึ่งมาเห็นเข้าก็เลยถามว่าเลื่อยมานานหรือยัง เขาบอกว่าเลื่อยมาตั้งแต่เช้าจนนี่ก็ค่ำแล้ว เพื่อนถามว่าเหนื่อยไหม เขาตอบว่าเหนื่อยสิ เพื่อนถามต่อไปว่าทำไมไม่พักล่ะ เขาก็บอกว่ากำลังวุ่นอยู่กับการเลื่อยไม้ เพื่อนเป็นห่วง ก็เลยพูดว่า ไม่ลองหยุดพักซักหน่อยเหรอ หายเหนื่อยแล้วค่อยมาทำงานต่ออย่างน้อยก็จะได้เอาตะไบมาลับคมเลื่อยให้มันคมขึ้น จะช่วยให้เลื่อยได้เร็วขึ้น ชายคนนั้นก็ตอบว่า ไม่เห็นหรือไงว่า กำลังวุ่นอยู่ ตอนนี้ยังทำอย่างอื่นไม่ได้ทั้งนั้นว่าแล้วก็เลื่อยหน้าดำคร่ำเครียดต่อไป บางครั้งคนเราก็เหมือนกับชายคนนี้ คือเอาแต่เลื่อยอย่างเดียวไม่ยอมหยุด ทั้ง ๆ ที่การหยุดพักจะทำให้มีกำลังดีขึ้น และถ้ารู้จักหยุดเพื่อลับคมเลื่อยให้คมขึ้น ก็จะทำให้เลื่อยได้เร็วขึ้น ทุ่นทั้งแรงทุ่นทั้งเวลา แต่เขาก็ยังไม่ยอมเลย เหตุผลที่เขาให้ก็คือกำลังวุ่นอยู่กับการเลื่อย เลยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ไม่สนใจแม้กระทั่งการทำให้เลื่อยคมขึ้นเขาหาได้เฉลียวใจไม่ว่าเพียงแค่เสียเวลานิดหน่อยก็จะทำให้การเลื่อยนั้นเร็วขึ้นดีขึ้นและเหนื่อยน้อยลง เขาไม่ยอมหยุดเพราะคิดว่าจะทำให้เสียเวลา เพราะคิดว่าทำอะไรมาก แล้วมันจะดี แต่ที่จริงแล้วทำน้อยลง แต่อาจได้ผลดีกว่าก็ได้

ในประสบการณ์ของเรา เราพบบ่อยไปว่า อยากจะให้งานออกมาดี ประสบความสำเร็จเต็มที่ แต่ว่าไม่ได้เอาใจใส่ต้นทุนคือร่างกายและจิตใจ ร่างกายและจิตใจเป็นต้นทุนสำคัญหรือปัจจัยพื้นฐานที่จะนำไปสู่งานที่ดีได้ ถ้าร่างกายอ่อนแอ จิตใจห่อเหี่ยว ท้อแท้อารมณ์ไม่ดี ความสำเร็จก็เกิดขึ้นได้ยาก ชีวิตของเราซึ่งมีขอบเขตจำกัดในการทำงาน วันหนึ่งร่างกายของเราทำงานได้อย่างมากก็ ๑๘ ชั่วโมงถ้าไปเร่งหรือบังคับทำงานมากกว่านั้น เช่น กินกาแฟหรือยาบ้าจะได้ไม่ต้องหลับ ไม่นานก็ต้องล้มพับ โรครุมเร้า เท่ากับเป็นการทำร้ายร่างกายของเรา ซึ่งมีข้อจำกัด นานวันร่างกายก็เสื่อมโทรม หากพ้นจุดหนึ่งไปแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะทำให้ดีขึ้นได้ ทำได้อย่างมากเพียงแค่ประคับประคองเอาไว้ ไม่ให้มัน ทรุดเร็วเกินไป กล้ามเนื้อมีแต่จะเสื่อมลงไป ๆ ส่วนเซลต่างๆ ก็มีแต่จะตายลง สร้างขึ้นใหม่ก็ไม่เท่าของเก่า

การปฏิบัติธรรม เป็นการฝึกสติและสมาธิ ถ้าเราทำอยู่บ่อย ๆ หมั่นประคองสติ ให้คลอเคลีย นัวเนียอยู่ ที่ศูนย์กลางกาย และสมาธิก็จะว่องไว และเข้มแข็งมั่นคงขึ้น การมาปฏิบัติของเราจะว่าไปมันจึงไม่ได้เป็นแค่การพักใจแต่ยังเป็นการพัฒนาคุณภาพและความสามารถของจิตอีกด้วย เป็นการพัฒนาโดยไม่ทำให้เหนื่อยจิต ฉะนั้นเวลาที่เราโหมงานหรือทำงานอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง ก็ขอให้นึกถึงคนเลื่อยไม้ที่ตะบี้ตะบันเลื่อยโดยไม่ยอมหยุดพัก ไม่ยอมแม้กระทั่งหยุดพักลับคมเลื่อย เราอยากจะเป็นอย่างนั้นไหม ถ้าเราเป็นอย่างนั้นมันก็ไม่เกิดผลดีทั้งแก่ตัวเลื่อย ตัวงานและตัวเราเอง ขอให้ระลึกว่า คนที่เอาแต่เดินจ้ำเอา ๆ เพราะอยากถึงไว ๆ นั้น มักจะถึงช้ากว่า เพราะเหนื่อยเสียก่อนหรือขาแพลงเสียก่อน แต่คนที่ค่อย ๆ เดิน เดินไปเรื่อย ๆ ใจไม่เร่งรีบ ถือว่าพักทุกก้าวที่เดิน หรือถ้าเหนื่อยก็รู้จักพักเอาแรง เอาใจกลับไปไว้ในกลางกาย ในที่สุดกลับถึงที่หมายได้เร็วกว่า อย่างที่เขาว่า ไปช้ากลับถึงเร็ว ดีกว่าไปเร็วกลับถึงช้า ขอให้เรามาเรียนรู้วิธีไปช้า แต่ถึงเร็วกันดีกว่า นี้ไม่ใช่แค่ศิลปะของการเดินทางเท่านั้น แต่เป็นศิลปะของการดำเนินชีวิตเลยทีเดียว.

จาก http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y3828943/Y3828943.html

หมอเยียวยาสังคม (Social Shaman)

โดย วิจักขณ์ พานิช
มหาวิทยาลัยนาโรปะ
โบลด์เดอร์ โคโลราโด
๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๘

“การช่วยเหลือผู้อื่นทางกายภาพนั้นก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า ก็คือการที่เรารู้จักมอบคุณค่าและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์คืนให้แก่พวกเขา จนคนเหล่านั้นสามารถที่จะยืนหยัดต่อสู้ปัญหาและเผชิญหน้ากับทุกขสัจจ์ได้ด้วยตัวของเขาเองอย่างเต็มภาคภูมิ เมื่อความยึดมั่นในความเป็นตัวเรา ของเรา ถูกแปรเปลี่ยนเป็นพลังแห่งการตื่นรู้ เป็นความรักและความปรารถนาดีที่เกิดขึ้นจากความเคารพและอ่อนน้อมที่จะเรียนรู้ร่วมกัน เมื่อนั้นการดำเนินชีวิตของเราในฐานะคนธรรมดาๆคนหนึ่ง ก็จะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนรอบข้างได้สัมผัสและเข้าใจถึงการมีชีวิตที่แท้ เป็นชีวิตอันเต็มเปี่ยมด้วยคุณค่าและความหมายในตัวมันเองอย่างแท้จริง” นั่นคือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากอาจารย์สุลักษณ์ตลอดเวลาที่ได้รู้จักกับท่าน

สิ่งที่เรียกกันว่าแรงบันดาลใจนี่เอง ที่จะทำหน้าที่เป็นต้นกำเนิดอันทรงพลังของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม โดยจะจุดประกาย ส่องแสง ดลแรงใจให้กับผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่า ให้เขาได้เข้าใจถึงคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต ดั่งดวงอาทิตย์ที่ไม่เคยหยุดให้แสงแห่งความอบอุ่นแก่มวลมนุษยชาติ อาจารย์สุลักษณ์ คือ บุคคลผู้ซึ่งได้เรียนรู้ ฝึกฝนและบ่มเพาะความเต็มเปี่ยมด้านในในตนเอง อันเป็นพื้นฐานที่สำคัญต่องานทางสังคมของท่าน เมื่อเรารู้จักที่จะเคารพและจริงใจต่อตนเอง การทำงานเพื่อสังคมก็จะเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นจากความเคารพในหัวใจมนุษย์ทุกผู้อย่างแท้จริง ไม่มีการแบ่งแยกมนุษย์ด้วยสูงต่ำ ดำขาว ยากดีมีจน ชีวิตของอาจารย์ยังแสดงถึงชีวิตที่เรียบง่าย ให้คนรุ่นหลังได้เห็นศักยภาพของมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ที่รู้จักตัวเอง และเลือกทำให้สิ่งที่ถูกต้อง เป็นคนธรรมดาๆที่สามารถเข้าถึงธรรมชาติอันเป็นพื้นฐานของสรรพสิ่งอย่างที่ไม่แยกขาดจากชีวิต มีความเต็มเปี่ยมและสมบูรณ์ในคุณค่า ที่หากเราทุกคนได้รู้จักเรียนรู้ที่จะบ่มเพาะมันจนงอกงาม มันก็จะถักทอเป็นสายสัมพันธ์อันเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายสันติภาพทางสังคมที่งดงามยิ่ง

ตลอดชีวิตของท่าน อาจารย์สุลักษณ์ได้เป็นแบบอย่างของบุคคลที่ยอมสละจากลาภยศ สรรเสริญ ทรัพย์สินเงินทอง และชื่อเสียง ที่ดูเหมือนผู้คนที่มีการศึกษาสูงในบ้านเรา ต่างก็ไขว่คว้าแสวงหากัน แต่ตรงกันข้ามอาจารย์กลับทุ่มเทชีวิตให้กับการปลูกต้นกล้าแห่งคุณค่า ด้วยการสร้างสรรค์กิจกรรมและก่อตั้งองค์กรทำงานเพื่อสังคมไทยอย่างแท้จริง แต่ก็น่าแปลกใจที่ดูเหมือนว่าในคนรุ่นผมนั้น แทบจะไม่มีใครรู้จักบุคคลผู้นี้อีกต่อไป ก็เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยความโลภ ความเกลียดชัง และความหลงมัวเมา ดูเหมือนแทบจะหาที่ยืนให้กับคนตรงอย่างอาจารย์สุลักษณ์ไม่ได้ ในโลกแห่งความมัวเมาในกิเลส ตัณหา และมายาภาพทางวัตถุ เสียงเตือนของอาจารย์สุลักษณ์ กลับถูกมองว่าเป็นเสียงตะโกนด่าของคนบ้าขวางโลกคนหนึ่ง ที่ไม่มีใครอยากจะรับฟัง แต่สำหรับผมแล้ว อาจารย์คือมนุษย์ธรรมดาๆที่ยิ่งใหญ่ ท่านยืนหยัดในความเป็นตัวท่านเสมอมา ท่านพูดความจริงในสิ่งที่ท่านเห็น เป็นพลังแห่งสัจจะที่ทะลุทะลวงเมฆหมอกมายา สู่การค้นหาเหตุปัจจัยของปัญหาที่แท้ ทุกที่ที่ท่านไปใครๆต่างก็เกรงกลัว ก็เพราะพลังแห่งสัจจะในตัวท่านนั้นดูจะทำให้ผู้คนหัวเสียเอาได้ง่ายๆ เราจึงมักเห็นอาจารย์เลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ตามชายขอบของสังคมไทยเสมอ ท่านไม่เคยรับตำแหน่งใดๆจากหน่วยงานภาครัฐ ท่านไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการศึกษาในระบบโรงเรียน ไม่เคยเชื่อมั่นในความเป็นสถาบันที่ตั้งอยู่บนโครงสร้างทางอำนาจ ไม่ยอมรับในโฆษณาชวนเชื่อใดๆของบรรษัทข้ามชาติทั้งหลายที่กำลังทำร้ายทรัพยากรธรรมชาติและผู้คนทั่วโลกอย่างไม่ปรานี

ในภาษาอังกฤษมีคำๆหนึ่งที่ใช้เรียกบุคคลที่มีพลังพิเศษในการรักษาเยียวยาโรคภัยไข้เจ็บ สามารถทำนายอนาคต หรือเป็นอาจารย์ทางจิตวิญญาณให้กับผู้คนในชุมชนพื้นเมือง คำนั้นคือคำว่า “Shaman” สำหรับผมแล้ว อาจารย์สุลักษณ์คือ “Social Shaman” หรือ “หมอเยียวยาสังคม” ของสังคมไทยและสังคมโลก อาจารย์เป็นตัวอย่างของบุคคลที่เลือกที่จะดำรงชีวิตอยู่ตามชายของของสังคมเสมอมา ด้วยการลงไปเยี่ยมเยือน อาศัย และเรียนรู้จากชาวบ้าน ชาวนา ผู้ทุกข์ยาก และจากประสบการณ์ตรงกับผู้คนเหล่านั้นนี่เอง ที่ทำให้อาจารย์สามารถมองสิ่งต่างๆอย่างชัดแจ้งในมุมกว้าง ด้วยจิตที่เป็นอิสระท่านจะเรียนรู้และทำความเข้าใจถึงรากและเหตุปัจจัยของปัญหาเสมอ จากนั้นจึงทำหน้าที่เป็นผู้เยียวยาด้วยการเสนอทางเลือกใหม่ๆให้กับสังคม เป็นยาชนิดที่ไม่เคยมีใครกล้าคิดและกล้าลองมาก่อน อาจารย์คือหมอยาผู้เดินท่องไปในโลกกว้างเมื่อแจกจ่ายยาแห่งมิตรภาพถักทอเป็นเครือข่ายที่แข็งแรงของกัลยาณมิตรในหลายชาติหลายวัฒนธรรม อาจารย์เป็นบุคคลในตำนานที่มีชีวิต ที่ยังคงทำหน้าที่อันเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าและความหมายในสัจจะ ท่านคือผู้ทำนายชะตาของสังคมด้วยความเข้าใจเหตุปัจจัยภายในสังคมอย่างลึกซึ้ง ท่านเป็นผู้นำธรรมะมาสู่การปฏิบัติ ดำเนินชีวิตด้วยความงามที่เรียบง่ายจากภายใน จนธรรมะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตบุคคลผู้นี้อย่างที่ไม่สามารถแยกขาดจากกันได้ เพราะอาจารย์เรียนรู้ที่จะมองและเข้าใจทุกสิ่งตามที่เป็นจริง ความกลัวจึงไม่สามารถครอบงำจิตใจของท่านได้ ชีวิตของอาจารย์สุลักษณ์จึงกลายเป็นต้นกำเนิดแห่งแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ ผู้แสวงหาสัจจะทั้งหลายท่ามกลางความมืดมนแห่งปัญญาในปัจจุบัน

ในโลกอันเต็มไปด้วยเมฆหมอกแห่งอวิชชา ยากที่จะมองเห็นอะไรได้ตามจริง ผมได้เลือกที่จะเดินตามรอยเท้าของหมอเยียวยาสังคมเช่นอาจารย์สุลักษณ์ เลือกที่จะอาศัยอยู่ตามชายขอบของสังคมกระแสหลัก ทำงานอยู่ภายนอกอำนาจสถาบัน คอยตรวจสอบและตั้งคำถามในสิ่งที่คนส่วนใหญ่เชื่อถือตามๆกันมา คอยสืบค้นติดตามข้อมูลสำคัญที่ใครๆต่างหลงลืมหรือมองข้าม และที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของจิตวิญญาณการฝึกฝนด้านใน เพราะผมเชื่อว่า อันจิตใจที่ง่ายงามจะเป็นดั่งประภาคารส่องแสงแห่งความรัก ความเอื้ออาทร อันปรารถนาความสุขให้แก่ชีวิตผู้อื่น สิ่งนี้ดูจะมีค่ายิ่งกว่าการช่วยเหลือใดๆ อาจารย์สุลักษณ์ได้แสดงให้ผมเห็นว่า การช่วยที่ดีที่สุดคือการเรียนรู้ เป็นการเรียนรู้ที่จะรัก เรียนรู้ที่จะเข้าใจ อันเป็นสิ่งที่งอกงามออกมาจากความเต็มเปี่ยมภายในที่แท้

(แปลและเรียบเรียงจาก จดหมายถึงคณะกรรมการรางวัลโนเบลสันติภาพ)

8.11.05

สถาบันพุทธทาสภิกขุ

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
เซคชั่นกระแสทัศน์ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันที่ 7 พฤศจิกายน 2548

"ความสัมพันธ์ในโลกที่กว้างขวางของสถาบัน จะช่วยเผยแพร่ทั้งเนื้อหาและวิธีการแยบคายซึ่งสถาบันค้นพบให้เป็นประโยชน์ในสังคมต่างๆ"

ความเป็นบุคคลสำคัญของโลกนั้นไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการประกาศขององค์กรระหว่างประเทศ แม้ว่าองค์กรนั้นๆ อาจใช้กระบวนการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบสักปานใดก็ตาม ความสำคัญของบุคคลนั้นจะมีแก่โลกเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับว่า "โลก" จะใช้ประโยชน์จากความคิดและการกระทำของเขามากน้อยเพียงใดต่างหาก

แต่ "โลก" จะใช้ประโยชน์ดังกล่าวได้ "โลก" ก็ต้องมีโอกาส นั่นคือมีโอกาสรับรู้ มีโอกาสได้รับแรงบันดาลใจ และมีโอกาสนำเอาไปปฏิบัติ

แม้มีชาวไทยหลายคนที่ได้รับการประกาศเป็นบุคคลสำคัญของโลกโดยยูเนสโก แต่ประเทศไทยแทบไม่ได้ทำอะไรในทางที่จะทำให้คุณค่าของความคิดและการกระทำของท่านเหล่านั้น เป็นประโยชน์แก่การแสวงหาทางออกให้แก่ปัญหาที่โลกต้องเผชิญอยู่เวลานี้ นอกจากฉลองกันเป็นการภายในของเราเอง หากจะมีการแปลผลงานของท่านเหล่านั้นออกเป็นภาษาอังกฤษบ้าง ส่วนใหญ่ (คือไม่นับพระมหากษัตริย์ในอดีต) แล้ว ก็เป็นความพากเพียรของเอกชนและองค์กรเอกชน และเท่าที่ทราบ ยังไม่มีเล่มใดถูกพิมพ์ซ้ำเลย ซึ่งไม่ได้แสดงคุณภาพของหนังสือเท่ากับคุณภาพของกลวิธีขยายความคิดนั้นแก่ชาวโลก

ในกรณีของท่านพุทธทาสภิกขุ ซึ่งเพิ่งได้รับประกาศเป็นบุคคลสำคัญของโลกในปีนี้ ความคิดและการกระทำของท่านมีนัยยะสำคัญอย่างยิ่งต่อโลก โดยอาศัยฐานทาง "ปัญญา" ของพระพุทธศาสนา ท่านพุทธทาสเสนอทางออกให้แก่วิกฤตที่โลกต้องเผชิญอยู่เวลานี้เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงซึ่งเพิ่มขึ้นในหน่วยเล็กๆ ทางสังคม เช่นครอบครัวไปจนถึงในสังคมวงกว้าง และในสังคมโลก หรือความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมอันเป็นภัยคุกคามการอยู่รอดของอารยธรรมมนุษย์ หรือการเอารัดเอาเปรียบทางเศรษฐกิจของทุนซึ่งมีกำลังมากขึ้นต่อประชาชนทั่วโลก (ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศของตัวเอง) ความก้าวหน้าของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ซึ่งไม่นำไปสู่ความสงบสุขของมวลมนุษย์ ช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างประชาชนกลุ่มต่างๆ ซึ่งขยายห่างมากขึ้น เพราะการกระจุกตัวของรายได้ไว้กับคนกลุ่มเล็กลงทุกที ฯลฯ
การฉลอง 100 ปีชาตกาลท่านพุทธทาสกลางท้องสนามหลวง โดยเน้นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาระดับศีลธรรมในหมู่เยาวชน แม้เป็นการกระทำที่ดี แต่ดูจะไร้ความหมายเมื่อเปรียบเทียบกับมรดกทางสติปัญญาที่ท่านพุทธทาสทิ้งไว้ให้แก่ชาวโลก

การรับรองให้คนไทยเป็นบุคคลสำคัญของโลก เป็นแค่โอกาสให้คนไทยชุมนุมตบหลังตบไหล่กันเอง เพื่อบอกแก่กันว่าคนไทยนี้ดี คนไทยนี้เก่ง… ก็เท่านั้นเอง

ฉะนั้น นอกจากจัดงานกลางท้องสนามหลวงแล้ว ไม่ดีกว่าหรอกหรือ ที่จะช่วยกันคิดทำอะไรที่จะยกมรดกของท่านพุทธทาสไปเป็นสมบัติร่วมกันของชาวโลก

ผู้เขียนขอเสนอโครงการเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าวแก่สังคมไทยพิจารณา (เมื่อไรที่ใช้คำว่าสังคม เมื่อนั้นก็รวมรัฐบาลอยู่ด้วย เพราะรัฐบาลควรเป็นส่วนหนึ่งของสังคม)

น่าจะจัดตั้งสถาบันนานาชาติเพื่อทางออกจากวิกฤตโลกในนาม "สถาบันพุทธทาสภิกขุ" หรือ "สถาบันอินทปัญโญ" (Institute of The Great Wisdom) สถาบันนี้มีภารกิจที่จะศึกษาและเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิกฤตด้านต่างๆ ที่โลกเผชิญอยู่เวลานี้ โดยอาศัยพระธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบ และปรากฏอยู่ในนิกายต่างๆ ของพระพุทธศาสนาในโลก เพราะจะเป็นทางนำไปสู่ความรู้ความเข้าใจวิกฤตต่างๆ ลึกลงไปกว่าระดับปรากฏการณ์ถึงระดับรากเหง้าได้ ก็จะพบทางออกที่แท้จริงหรือการปฏิวัติทางจิตใจซึ่งจะนำสันติสุขมาสู่โลกได้

ทั้งนี้สถาบันยังเปิดให้มองและแก้ปัญหานี้โดยใช้หลักธรรมคำสอนของศาสดาในศาสนาอื่นด้วย ดังที่ท่านพุทธทาสเองก็ได้ชี้ให้เห็นถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของหลักธรรมในทุกศาสนา (แม้การตีความของท่านอาจไม่เป็นที่ยอมรับจากนักคิดในศาสนาอื่นทั้งหมดก็ตาม)

เหตุที่ควรเป็นสถาบันนานาชาติ ไม่แต่เพียงต้องการให้สะดวกแก่การเผยแพร่ในภาษาซึ่งชาวโลกเข้าถึงได้ง่ายเท่านั้น แต่เหตุผลที่สำคัญกว่าก็คือ เพื่อสามารถระดมนักปราชญ์ซึ่งสนใจประเด็นปัญหานี้ อันมีทั้งชาวพุทธและไม่ใช่ จากทั่วโลกมาร่วมมือกันได้อย่างจริงจัง

สถาบันควรมีจุดมุ่งหมายตั้งแต่เริ่มแรกที่จะประมวลความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาจากทั่วโลกมาสั่งสมไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมทั้งเชื่อมโยงกับแหล่งความรู้ประเภทเดียวกันในโลกได้อย่างสะดวก เพราะสถาบันควรเป็นศูนย์กลางการศึกษาค้นคว้าความรู้ทางพระพุทธศาสนาแห่งหนึ่งของโลก ที่สามารถอำนวยความสะดวกแก่นักศึกษาที่สนใจด้านนี้ได้อย่างดี ซึ่งจะดึงดูดนักศึกษาทั้งรุ่นใหม่และเก่าเข้ามาใช้บริการได้กว้างขวางทั่วโลก

สถาบันควรเชิญนักปราชญ์จากประเทศต่างๆ ที่มีชื่อเสียงด้านพระพุทธศาสนาให้เป็น "แขก" (visiting scholars) ของสถาบัน หมุนเวียนกันไปครั้งละหลายท่าน เพราะนอกจากสถาบันจะสามารถได้ประโยชน์จากการทำงานของท่านเหล่านั้นแล้ว สถาบันเองก็จะเป็นจุดเชื่อมโยงนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาให้สร้างงานหรือกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แก่ชาวโลกได้กว้างขวางขึ้นด้วย

สถาบันควรมีกำลังทรัพย์และความสามารถพอที่จะอุดหนุนการเผยแพร่ผลงานของนักปราชญ์เหล่านั้น ช่วยลดอุปสรรคของตลาดงานประเภทนี้ซึ่งไม่สู้จะกว้างขวางนักลงบ้าง (ไม่จำเป็นต้องลงทุนเองทั้งหมด อาจร่วมทุนบางส่วนกับสำนักพิมพ์, โรงถ่ายภาพยนตร์, ผู้อำนวยการสร้างรายการโทรทัศน์ ฯลฯ)

สถาบันควรมีทุนการศึกษา หรือทุนอุดหนุนกิจกรรมของตนเอง เพื่อแจกจ่ายแก่บุคคลต่างๆ ทั่วโลกที่เสนอโครงการศึกษาหรือโครงการกิจกรรมที่สถาบันเห็นชอบและต้องการสนับสนุน เพราะสถาบันควรเป็นศูนย์แห่งหนึ่งในโลกที่ทำหน้าที่ "ปม" ที่เชื่อมโยงการเคลื่อนไหวทั้งด้านการศึกษาและกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา เพื่อเปิดทางออกของวิกฤตแก่ชาวโลก

ในอีกด้านหนึ่ง สถาบันพุทธทาสภิกขุ ควรมีภารกิจด้านการเผยแพร่แก่ชาวบ้านธรรมดาด้วย ไม่ใช่เฉพาะนักปราชญ์ระดับโลกเท่านั้น ดังที่ท่านพุทธทาสเองไม่เคยทิ้งชาวบ้านหรือคนธรรมดาซึ่งไม่ใช่ปัญญาชนเลย อีกทั้งท่านยังคิดค้นวิธีการที่แยบคายหลายอย่างในการเผยแพร่ เช่น "โรงมหรศพทางวิญญาณ" เป็นต้น ภารกิจด้านนี้ควรถือเป็นภารกิจหลักอีกด้านหนึ่งของสถาบัน คือกระทำการเผยแพร่ด้วยวิธีการที่แยบคาย และมีประสิทธิผลแก่ประชาชนคนธรรมดาในโลกปัจจุบัน

ความสัมพันธ์ในโลกที่กว้างขวางของสถาบัน จะช่วยเผยแพร่ทั้งเนื้อหาและวิธีการแยบคายซึ่งสถาบันค้นพบให้เป็นประโยชน์ในสังคมต่างๆ

แน่นอนว่าสถาบันต้องมีเงินทุนจำนวนมาก แต่ก็ไม่เกินกำลังความสามารถของชาวโลกจะอุดหนุนได้ หากสังคมไทยรับภาระเป็นผู้ระดมกำลัง เงินก้อนแรกน่าจะมาจากรัฐไทยเอง และเริ่มระดมทุนจากสังคมไทย และจากองค์กร, มูลนิธิ และสังคมอื่นๆ ทั่วโลก พร้อมกับเริ่มดำเนินงานจากน้อยไปหามากได้เลย กิจกรรมและประโยชน์ของสถาบันจะเป็นเครื่องมือพิสูจน์ความมีคุณประโยชน์ของสถาบันแก่ชาวโลก อันจะนำมาซึ่งเงินอุดหนุนได้อย่างสืบเนื่องต่อๆ ไป

คนไทยแต่ก่อนมีประเพณี "บอกบุญ" ซึ่งปัจจุบันความหมายเสื่อมลงจนกลายเป็นการ "เรี่ยไรเงิน" เท่านั้น แต่เดิมท่านหมายถึงการบอกถึงกิตติคุณของความดีแก่ผู้อื่น ยังความปลาบปลื้มแก่เขา และโน้มนำจิตใจเขาไปสู่ทางที่ดี ความสำคัญของท่านพุทธทาสต่อชาวโลกนั้นจะมีจริงหรือไม่ หาได้ขึ้นอยู่กับประกาศขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ขึ้นอยู่กับว่าคนไทยอยาก "บอกบุญ" แก่ชาวโลกหรือไม่ต่างหาก

7.11.05

ชาตินิยมในโลกาภิวัตน์

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
เซคชั่นกระแสทัศน์ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันที่ 31 ตุลาคม 2548

"ชาติที่แท้จริงซึ่งจะมีความหมายแม้ในท่ามกลางโลกาภิวัตน์ของปัจจุบันได้ ต้องหมายถึงประชาชน"

แม้กระนั้นผมก็ยังอดสับสนไม่ได้เมื่อได้ข่าวว่า เจ้าของบริษัทโทรคมนาคมขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของไทยเทขายหุ้นให้แก่ฝรั่งนอร์เวย์ไปหมด จนกระทั่งบริษัทนั้นกลายเป็นบริษัทฝรั่งเต็มตัวเลย

ผมซื้อบริการของบริษัทนี้แหละครับ เพราะไม่ชอบเจ้าของบริษัทคู่แข่ง แต่คราวนี้ผมต้องเลือกระหว่างจะให้เงินของผมแก่ฝรั่งดี หรือแก่คนที่ผมไม่ชอบซึ่งเป็นคนไทยดี

สำนึกชาตินิยมแบบที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กบอกว่า ต้องเลือกคนไทยไว้ก่อน อย่างน้อยก็เป็น "พวก" เดียวกัน

แต่ประสบการณ์จริงในชีวิตทำให้อดถามตัวเองไม่ได้ว่า "มึงเป็นพวกเดียวกับเขาจริงหรือวะ" จึงชักจะไม่แน่ใจเหมือนกัน แม้จะแน่ใจว่าไม่อาจนับตัวเองเป็น "พวก" เดียวกับนายทุนนอร์เวย์ได้ก็ตาม

สิ่งเดียวที่ผมมีเหมือนกับนายทุนไทยคืออะไรที่จับต้องไม่ได้และนิยามไม่ได้ นั่นคือ "ความเป็นไทย" นอกจากนั้นแล้วไม่มีอะไรที่เหมือนกันสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิต, การมองโลก, ระบบคุณค่า, ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ-การเมือง-อุดมการณ์, แม้ว่าพูดภาษาไทยเหมือนกัน แต่ก็ "พูดกันคนละภาษา"

ตรงกันข้ามเสียอีก ผมออกจะเชื่อว่า นับนายทุนไทยกับนายทุนฝรั่งเป็น "พวก" เดียวกัน ยังง่ายเสียกว่า เพราะเขามีอะไรต่อมิอะไรเหมือนกันมากมาย แม้ไม่ได้ร่วม "ความเป็นไทย" กันก็ตาม

อย่างน้อยตอนที่นายทุนเทหุ้นขายกันไปขายกันมานั้น ไม่มีใครเขาถามหา "ความเป็นไทย" กันหรอก เขาถามว่า "ให้ราคาเท่าไร" ต่างหาก และนี่เป็นบรรทัดฐานแรกที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจซื้อขาย
ทั้งนี้เพราะทุนโลกาภิวัตน์ย่อมไม่มีชาติ

ถ้ามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ ในช่วงหนึ่งของพัฒนาการทุนนิยม ชาติยังเป็นประโยชน์ในการปกป้องคุ้มครองทุน ตอนนั้นทุนจึงมีชาติ แต่เมื่อได้สร้างกลไกระหว่างประเทศ (ทั้งระดับเทคโนโลยีไปจนถึงระดับองค์กรและวัฒนธรรม) ที่ให้ความปกป้องคุ้มครองทุนได้แล้ว ชาติก็เป็นเพียงเครื่องมือที่หมดความจำเป็นไปแล้วสำหรับทุน

ทุนจึงไม่จำเป็นต้องมีชาติ ทุนมีแต่ "ฐาน" การลงทุน นายทุนไทยที่ใหญ่ๆ ล้วนเคยโอนทุนไปลงในประเทศอื่นเพื่อหา "ฐาน" การลงทุนที่ให้กำไรได้มากทั้งนั้น เขาบอกแก่ประชาชนซึ่งยังอยากมีชาติไว้ปกป้องตนเองว่า การลงทุนต่างประเทศให้ผลดีแก่ชาติ เขาบอกหนักแน่นเสียจนเราไม่เคยถามว่า "ยังไง" แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดว่า "ฐาน" การลงทุนที่ดีในทรรศนะของทุนคืออะไร ก็จะเห็นได้ว่าไม่เกี่ยวอะไรกับชาติแต่อย่างใด

"ฐาน" การลงทุนที่ดี หมายถึงมีความมั่นคงทางการเมือง แต่ความมั่นคงทางการเมืองไม่ได้หมายความว่าไม่เปลี่ยนรัฐบาลบ่อยๆ แต่หมายความว่านโยบายหลักจะต้องไม่เปลี่ยน รวมทั้งการต่อสู้ทางการเมืองต้องไม่ขยายไปสู่ท้องถนน หรือการปฏิวัติทางชนชั้น อย่างไรก็ตาม การเมืองที่เป็นระเบียบถึงขนาดนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ฉะนั้นจึงสะดวกกว่าหากจะมีรัฐบาลที่อยู่ไปได้นานๆ เพราะเส้นสายที่ลงทุนซื้อเอาไว้ก็จะยังคงอยู่ตลอดไป เหตุดังนั้นทุนจึงไม่รังเกียจรัฐบาลเผด็จการที่มีความสามารถครองอำนาจไปได้นานๆ แม้ว่าความสามารถนั้นจะหมายถึงการเข่นฆ่าประชาชนของตนเองอย่างไร ก็ไม่เป็นที่รังเกียจของทุน ขอแต่อย่าให้ถูกนานาชาติแซงก์ชั่นเท่านั้น (เช่นอย่าฆ่าคนกลางถนน แต่ช่วยอุ้มไปก่อนแล้วค่อยฆ่า เป็นต้น)

ทุนชอบ "ฐาน" ที่เน้นนโยบายพัฒนา เพราะนโยบายพัฒนาคือการเปิดเสรีในหลายๆ ด้าน และคือการให้อภิสิทธิ์ทางภาษีแก่ผู้ลงทุน ไม่ใช้มาตรการอะไรเพื่อปกป้องสาธารณประโยชน์ภายใน ลืมคำนี้ไปเลยยิ่งดี เพราะทำให้เกิดการแข่งขันที่ "เป็นธรรม" แก่ทุกฝ่าย

"ฐาน" ที่ดียังหมายถึงสังคมที่มีปัจจัยเกื้อหนุนการทำกำไรจากทุนที่ดีด้วย เช่นหากลงทุนในอุตสาหกรรมชั้นต่ำ ก็ต้องการแรงงานราคาถูก หากลงทุนในอุตสาหกรรมชั้นสูงก็ต้องการแรงงานฝีมือที่มีการศึกษาดี เป็นสังคมที่มีความสงบเรียบร้อยพอที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเฝ้าระวังทุนของตนเกินไป หากไม่อย่างนั้นก็ต้องมีตำรวจไว้ขาย คือสามารถซื้อบริการของตำรวจเป็นพิเศษได้

"ฐาน" การลงทุนดังที่กล่าวนี้ ดีแก่ทุนทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นทุนจากต่างประเทศหรือภายในประเทศ หากไม่จำเป็นว่าจะต้องดีแก่ชาติไปด้วย ในหลายกรณีอาจมีผลร้ายต่อชาติอย่างมหันต์ก็ได้ ดังร้านขายของชำซึ่งเลี้ยงประชาชนของชาติเป็นหลายล้าน ต้องพังพินาศเพื่อทำให้ประเทศเป็น "ฐาน" ที่ดีของทุน เป็นต้น
ชาติของทุนจึงเหลือแต่ธงชาติ หรือมิฉะนั้นก็ขวานโบราณซึ่งด้ามผุ

แต่ชาติที่แท้จริงซึ่งจะมีความหมายแม้ในท่ามกลางโลกาภิวัตน์ของปัจจุบันได้ ต้องหมายถึงประชาชน ธงชาติก็ตาม ขอบเขตของประเทศก็ตาม เพลงชาติก็ตาม ไม่ใช่ตัวชาติที่แท้จริง อย่างมากก็เป็นเพียงสัญลักษณ์ของประชาชนเท่านั้น

ในประเทศไทย เราไม่ได้ให้ความหมายของชาติอย่างชัดเจนว่าหมายถึงประชาชน จึงยิ่งเปิดโอกาสให้ทุนซึ่งไม่ได้ถือประโยชน์ของชาติเป็นใหญ่ สามารถเอารัดเอาเปรียบประชาชนได้ง่ายขึ้นและมากขึ้น จนแทบจะสรุปกันดื้อๆ เลยว่า หากคนไทยบางคนรวยขึ้น ชาติไทยก็รวยขึ้น

ถ้าชาติหมายถึงประชาชน สถิติก็สามารถชี้ให้เห็นว่าชาติได้อะไรจากการที่คนไทยบางคนรวยขึ้น นโยบายที่เอาผลประโยชน์ของประชาชนไปสังเวยธุรกิจของคนส่วนน้อย ย่อมไม่สามารถดำรงอยู่ได้

ยิ่งกว่านี้ ชาติที่หมายถึงประชาชนยังมีพลังทางศีลธรรม ที่จะต่อสู้กับการเอารัดเอาเปรียบทั้งของทุนภายในและทุนต่างชาติด้วย เพราะผลประโยชน์ของชาติต้องหมายถึงผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่ของชาติลอยๆ ที่จับต้องไม่ได้

ปัญหาที่แท้จริงจึงไม่ใช่ระหว่างนายทุนฝรั่งหรือนายทุนไทย แต่ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ระหว่างนายทุนกับประชาชนต่างหาก ทำอย่างไรประชาชนจึงจะไม่ถูกนายทุนซึ่งไม่มีชาติเอารัดเอาเปรียบ

ฉะนั้น ผมจึงยังคงใช้บริการโทรศัพท์ของบริษัทเดิม ซึ่งกลายเป็นของฝรั่งไปแล้ว ไม่ว่าจะใช้บริการของบริษัทไทยหรือฝรั่ง ก็ต้องใช้อย่างระมัดระวัง คือใช้เฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ หมดธุระก็วางหูทันที

4.11.05

The importance of Meditation Practice

Reggie Ray

When you are studying the dharma, you are studying a tradition and a view, a way of looking at things that causes a tremendous amount of upheaval. The upheaval is the breaking down of our habitual patterns and our solid way of doing ourselves. And, in my experience, the only way to work with that, and I really mean this, is to some kind of contemplative practice, meditation practice. What happens if you don’t do that? If you study the dharma, even become a Buddhist, and you are not working in an ongoing, continuous way through the practice of meditation, you will either turn Buddhism into some kind of religious trips or you become very cynical and negative toward the whole tradition. And those two responses are both ways of not relating directly to the energy within the tradition.

If you want to really understand and assimilate what this is all about personally, which you may or may not. But if you want to do that, you have to meditate and you have to commit yourself in the ongoing process of meditation and you have to be willing to make a journey. You can’t really study Buddhism without the practice because what comes out the other end is actually the opposite of Buddhism and you just end up using the tradition to just reinforce your own way of going about things and your own solid view of yourself whether it is “I’m a Buddhist and I am great, very devotional. I love Buddhism and I am a Buddhist,” which is spiritual materialism or the other one, which you see a lot of people doing, is…if you look among people who have been around Naropa for a while, you find this other one actually amazingly present on campus. You become very cynical, very negative, and very critical of the tradition and of the teachers in the tradition because that is another way to hold it altogether and not really relate to what it is all about. What Buddhism is as you know from our work together, it’s neither sort of cynical, negative, arrogant thing or the identifying with the tradition which you know as self-identity. You know from our work that it is in the middle, in the no man’s land where you don’t have any ground. You work with your life, you work with your own groundlessness in an open and direct way, which you can’t do it without meditation practice. It just can’t. It doesn’t work. And that was kind of what the Buddha was teaching during his whole life. As Trungpa Rinpoche said in the Fabrice Midal’s biography, “Meditation is the whole reason I am alive. It’s the whole thing of what I have to teach. And it embodies everything that is important about the Buddhadharma.” It is really that simple.

And I also want to say that although Naropa itself does not have extensive opportunities to study and practice meditation, there are definitely doorways at Naropa to do so. They are definitely here in this environment and it is kind of up to you what you want to do with the whole thing. But there are definitely opportunities here and I hope that as many people as possible will take advantage of those opportunities and not just get your degree, get your knowledge, and then walk away with certain memories of Naropa. I hope that what this place really is as its heart, which is to work with the groundlessness of one’s own life, will become part of who you are and part of your whole life. In my opinion, that’s the essential dharma.

I know that it takes time to sort of figure it out what’s going on here and in terms of your own life, a lot of times the timing isn’t such that you would immediately connect with what I’m saying. You may have intellectual understanding or have a lot of other plans in your life of how you are going to be happy and how you are going to make it all work. I understand that and I have no problem with that. But at some points, things are going to fall apart because they always do. And when that happens, I hope you will remember what I am saying right now. The dharma is not a way to keep it together, but it’s a way to work with things when they fall apart.

(Transcribed from the Three Jewels Class, November, 3 2005)

เรือเปล่า

คอลัมน์ จิตวิวัฒน์
โดย พระไพศาล วิสาโล
มติชนรายวัน ๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๘

จางจื๊อเป็นปราชญ์จีนโบราณซึ่งมักนำเสนอปรัชญาที่ลึกซึ้ง โดยอาศัยเรื่องเล่าที่ง่ายๆ เรื่องหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงคือเรื่อง "เรือเปล่า"

จางจื๊อเริ่มต้นด้วยการเล่าว่า ชายคนหนึ่งกรรเชียงเรืออยู่ในแม่น้ำ ถ้าหากมีเรือเปล่าลำหนึ่งมาชนเข้า แม้เจ้าของเรือกรรเชียงจะเป็นคนเจ้าโทสะ เขาก็คงโกรธไม่ได้มาก แต่ถ้าเห็นคนอยู่ในเรือนั้น เขาคงต้องตะโกนบอกให้พายเรือหนีไปให้พ้น ถ้าอีกฝ่ายยังไม่ได้ยิน ก็ต้องตะโกนดังขึ้นเรื่อยๆ จนอาจถึงต้องร้องด่า ทั้งนี้ก็เพราะมีคนอยู่ในเรือลำนั้น แต่อากัปกิริยาดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าหากไม่มีคนอยู่ในเรือลำนั้น

ดังนั้น จางจื๊อจึงแนะให้เราทำเรือของเราให้ว่างเปล่า หรือทำตนเป็น "เรือเปล่า"เพื่อจะได้ข้าม "แม่น้ำ" อย่างสะดวกสบาย ไม่มีใครมาขัดขวางหรือกระทบกระทั่งด้วย

มองอย่างพุทธ "เรือเปล่า" ก็คือจิตที่ว่างเปล่าจากตัวตน หรือพูดให้ถูกต้องกว่านั้นก็คือจิตที่ว่างเปล่าจากความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนนั่นเอง ผู้ที่มีจิตว่างเปล่าตามนัยดังกล่าวย่อมอยู่ในโลกนี้ได้อย่างราบรื่นและผาสุก แม้จะไม่ถึงกับปลอดพ้นจากการถูกตะโกนด่าว่าดังเรือเปล่าของจางจื๊อ แต่คำตะโกนด่าว่านั้นย่อมไม่อาจทำให้ทุกข์ได้ เพราะไม่มี "ตัวตน" ออกไปรับคำด่า

ใช่หรือไม่ว่า ถ้ามีตัวตนหรือยึดมั่นถือมั่นใน "ตัวกู" เมื่อไร ก็อดไม่ได้ที่จะเอาคำด่านั้นมาเป็น "ของกู" เกิดความสำคัญมั่นหมายว่า "ตัวกู"ถูกด่า หรือมี "ตัวกู" เป็นเป้าให้คำด่าว่านั้นเข้ามากระทบกระแทก

ตัวตนหรือความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนนั้นเป็นที่มาแห่งความทุกข์ทั้งหลายของมนุษย์ ไม่ใช่แค่ทุกข์เพราะถูกต่อว่าเท่านั้น หากยังทุกข์เมื่อประสบกับความสูญเสียพลัดพราก เพราะไปสำคัญผิดว่าสิ่งที่สูญเสียไปหรือบุคคลที่พลัดพรากไปนั้นล้วนเป็น "ของกู" แม้แต่เวลาเจ็บปวดทางกาย ก็ยังทุกข์ไปถึงใจเพราะไปสำคัญมั่นหมายว่า "กูเจ็บ"

ท่านอาจารย์พุทธทาสเปรียบเทียบให้เห็นง่ายๆ ว่า เมื่อมีดบาดนิ้ว ถ้าไปสำคัญมั่นหมายว่า "มีดบาดฉัน" เมื่อไร จะเจ็บยิ่งกว่าเวลารู้สึกว่า "มีดบาดนิ้ว" เสียอีกทั้งๆ ที่สมัยนี้เต็มไปด้วยความสะดวกสบายและความพรั่งพร้อมทางวัตถุมายมาย แต่เหตุใดผู้คนจึงทุกข์กันง่ายและทุกข์กันมากเหลือเกิน คำตอบก็คือ เพราะไม่รู้เท่าทันความจริงข้อนี้ แถมยังเน้นตัวตนกันมากขึ้น จึงเกิดความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนอย่างสูง อะไรก็ตามที่ปรนเปรอ พะเน้าพะนอ หรือตอบสนองความต้องการของตัวตน เป็นต้องทำหรือหามาให้ได้ ดังนั้น จึงเกิดความต้องการไม่รู้จักหยุดหย่อน ผลคือเกิดความเร่าร้อน เครียด กระสับกระส่าย และเกิดความขัดแย้งกระทบกระทั่งกับผู้คนมากมาย ไม่เว้นแม้แต่คนใกล้ตัว ความขัดแย้งนี้บ่อยครั้งก็ลุกลามเป็นการประหัตประหารระหว่างกลุ่มชน เพราะการแบ่งเขาแบ่งเรา ใครก็ตามที่ไม่ใช่ "พวกกู" ก็ถือเป็นศัตรูไปหมด

ตัวตนนั้นไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่จริง แต่เกิดจากการปรุงแต่งขึ้นมาเองของจิต(ซึ่งตัวมันเองก็ไม่มีตัวตนอยู่เช่นกัน) เมื่อปรุงแต่งแล้วก็เข้าไปยึดมั่นถือมั่นซ้ำเข้าไปอีก(เหมือนคนที่คิดเอาเองว่าแฟนนอกใจ แล้วก็ยึดมั่นกับความคิดความเชื่อนั้นจนไม่ยอมเปิดใจรับความจริง) แต่ไม่ว่าจะยึดมั่นตัวตนอย่างไร มันก็ไม่สามารถเป็นไปตามใจเราได้ อาการอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำก็คือ ความเป็น "ฉัน" นั้นแปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา เมื่อประสบความสำเร็จก็สำคัญว่า "ฉันเป็นคนเก่ง" แต่เมื่อล้มเหลวก็เปลี่ยนมารู้สึกว่า "ฉันเป็นคนไม่เก่ง" บางคนรู้สึกว่า "ตัวตนของฉันคือชายชาติทหาร" แต่พอโดนโรคร้ายเกาะกินติดต่อกันหลายปี ความรู้สึกว่า "ฉันเป็นผู้ป่วยใกล้ตาย" ก็เข้ามาแทนที่ อันที่จริงในวันหนึ่งๆ ความสำคัญมั่นหมายว่าฉันเป็นนั่นเป็นนี่สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้นับสิบๆ อย่าง เช่นเป็นพ่อแม่เมื่ออยู่กับลูก เป็นอาจารย์เมื่อพบหน้าศิษย์ และเป็นลูกน้องเมื่อไปหาเจ้านาย กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ความเป็นฉันนั้นเป็นสิ่งที่จิตปรุงแต่งขึ้นเอง หาได้มีจริงไม่อะไรก็ตามที่ไม่มีอยู่จริง ย่อมชวนให้เราฉุกคิดสงสัยในความมีอยู่ของมัน ตัวตนก็เช่นกัน ความเกิดดับและแปรเปลี่ยนอยู่เสมอของ "ตัวกู" หรือความเป็นฉัน ทำให้ในส่วนลึกของจิตใจเราย่อมอดสงสัยไม่ได้ว่าตัวตนมีจริงหรือ ความไม่มั่นใจว่าตัวตนมีอยู่จริงนั้นคอยรบกวนจิตใจของเราเป็นครั้งคราว แต่คนเรานั้นยากที่จะยอมรับได้ว่าตัวตนไม่มีอยู่จริง

กล่าวได้ว่าเป็นสัญชาตญาณของคนเราที่ต้องการมีตัวตนให้เป็นที่ยึดมั่น ดังนั้น จึงพยายามกดความลังเลสงสัยนี้เอาไว้ลึกลงไปถึงจิตไร้สำนึก แต่ไม่มีอะไรที่เราสามารถกดเอาไว้ในจิตไร้สำนึกได้ตลอด ความลังเลสงสัยดังกล่าวก็เช่นกัน มันไม่ได้หายไปไหน แต่ผุดออกมาสู่จิตสำนึกโดยแสดงตัวในรูปลักษณ์อื่น เช่น ความรู้สึกพร่อง คับข้องใจ กระสับกระส่าย ไม่เป็นสุข หรือความรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่ขาดหายไปในชีวิต เกิดความรู้สึกว่าชีวิตนี้ว่างเปล่าพิกล

อาการเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกทุกข์อยู่ลึกๆ แต่หาไม่พบว่าคืออะไรเป็นเพราะเกิดอาการดังกล่าว คนจำนวนไม่น้อยจึงพยายามแสวงหาวัตถุมาครอบครองให้มากที่สุด ไม่ใช่เพื่อความสะดวกสบายหรือเพื่อปรนเปรอตัวตนเท่านั้น จุดหมายที่ลึกลงไปกว่านั้นก็คือ เพื่อถือเอาสิ่งเหล่านี้มาเป็น "ตัวกู ของกู" หรือเพื่อยืนยันความมีอยู่ของตัวตน อะไรที่เป็นวัตถุรูปธรรม จิตก็อยากเข้าไปยึดถือเป็นตัวตน ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ตัวตน และเพื่อความมั่นคงของจิตใจ พฤติกรรมอีกประเภทที่แสดงออกมาก็คือ การเข้าไปผูกพันยึดติดกับสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเอง อาทิ ชุมชน แก๊ง ตลอดจนชาติ(หรือแม้แต่บริษัท) การไปผูกพันกับสิ่งเหล่านี้ก็เพื่อถือเอาเป็นตัวกูของกู และเพื่อสร้างความมั่นคงของตัวตนเช่นกัน ยิ่งยึดถือมากเท่าไรก็ยิ่งมั่นใจในความมีอยู่ของตัวตน ทำให้ชีวิตไม่รู้สึกว่างเปล่าอีกต่อไปอันที่จริงแม้กระทั่งการดิ้นรนอยากมีชื่อเสียงหรือ "อยากดัง" ซึ่งเป็นพฤติกรรมยอดนิยมของคนยุคปัจจุบัน ก็อธิบายได้ด้วยสาเหตุเดียวกัน

การที่ผู้คนอยากให้ตนเองเป็นที่รู้จัก ลึกลงไปแล้วก็เพื่อยืนยันว่าตัวฉันมีอยู่จริง เพราะถ้าไม่มีคนรู้จัก ก็เท่ากับเป็น "nobody" คือนอกจากชีวิตจะไม่มีความหมายแล้ว ยังหมายถึงการไม่มีตัวตนในสังคม ลึกไปกว่านั้นยังตอกย้ำความสงสัยในความไม่มีตัวตนให้หนักขึ้นแต่ไม่ว่าจะครอบครองทรัพย์สมบัติมากมายเพียงใด มีกลุ่มก้อนสังกัดยิ่งใหญ่หรือรักชาติแค่ไหน มีชื่อเสียงขจรขจายอย่างไร ก็ไม่สามารถขจัดความรู้สึกพร่อง คับข้องใจ กระสับกระส่ายในส่วนลึกไปได้ ความรู้สึกว่าชีวิตว่างเปล่าก็ยังจะมารบกวนอยู่เรื่อยๆ ทั้งนี้ เพราะไม่ว่าจะทำอย่างไร เราก็ไม่สามารถมีตัวตนที่เที่ยงแท้ยั่งยืนอยู่ได้

ทางออกจากทุกข์ที่แท้จริงนั้นไม่ได้อยู่ที่การแสวงหาตัวตนที่เที่ยงแท้ยั่งยืนหรือมั่นคงให้ได้ แต่อยู่ที่การยอมรับความจริงเสียแต่แรกว่าตัวตนนั้นหามีอยู่จริงไม่ รวมทั้งขจัดความกลัวที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง การยอมรับดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการคิดเอง แต่เกิดจากการประจักษ์ถึงมายาภาพของตัวตน เห็นถึงอาการของจิตที่ปรุงแต่งความเป็นตัวฉันขึ้นมา รวมทั้งตระหนักถึงโทษของการยึดมั่นถือมั่นในตัวตนว่าทำให้เป็นทุกข์เพียงใดการมีปัญญาเห็นความจริงดังกล่าวอย่างถึงที่สุดอาจเป็นกระบวนการที่ใช้เวลายาวนาน แต่เราก็สามารถฝึกฝนตนเองได้ในชีวิตประจำวัน เริ่มจากการสังเกตถึงความเป็นตัวฉันที่ผันแปรตลอดเวลา และอาการ "ตัวกู" ที่ชอบแล่นออกมารับคำตำหนิหรือสิ่งไม่พึงปรารถนาที่มากระทบ มองให้เห็นถึงความทุกข์ที่เกิดขึ้นตามมา และเปลี่ยนมาใช้สติและปัญญาออกรับสิ่งกระทบดังกล่าว ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่สนใจว่า "ตัวกู" จะได้รับการปรนเปรอหรือถูกกระทบ จำคำของซุนวูได้หรือไม่ที่ว่า "บุกต้องมิหวังคำยกย่อง ถอยต้องมิกลัวอับอาย" จะรุกหรือถอยก็เพราะคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมหรือ "ความถูกต้อง" เป็นที่ตั้ง ไม่ใช่เพราะเอาตัวตนหรือ "ความถูกใจ" เป็นใหญ่ ด้วยวิธีนี้แหละ เราจึงจะค่อยๆ กลายเป็น "เรือเปล่า" ที่ข้ามฝั่งได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย

1.11.05

ขอบคุณ..มิตรภาพ

ขอขอบคุณมิตรสหายที่รักยิ่ง
ขอขอบคุณทุกสิ่งที่ช่วยเหลือ
ขอขอบคุณน้ำใจที่คอยเจือ
ขอขอบคุณความเอื้อเฟื้อที่มอบมา

ภาพที่เห็นอาจเป็นเพียงอดีต
ที่ต่างคนต่างขีดต่างเสาะหา
มิอาจหวนคืนย้อนวันเวลา
ความทรงจำนั้นล้ำค่ากว่าสิ่งใด

ภาพทุกภาพต่างก็มีองค์ประกอบ
ที่รายรอบเสริมแต่งให้สดใส
ให้ภาพมีความงดงามตามตั้งใจ
ดุจมิตรภาพนั้นไซร้ไหลรวมกัน

ไหลรวมเป็นพลังอันยิ่งใหญ่
ที่ช่วยกันแก้ไขอย่างแข็งขัน
ไม่ย่อท้อต่อปัญหาสารพัน
คอยช่วยกันคนละมือไม่ถือตน

จนได้ภาพงดงามตามที่เห็น
ภาพนี้เป็นสิ่งย้ำเตือนทุกแห่งหน
ให้เราได้ภาคภูมิใจความเป็นคน
ที่ไม่สนผลตอบแทนแก้วแหวนทอง

เกียรติยศบารมีอาจมีค่า
ที่ผู้คนแสวงหาเป็นเจ้าของ
แต่มิตรภาพมิอาจหามาครอบครอง
เพราะเป็นของที่ได้มาด้วยหัวใจ

อย่าลืมเพื่อน..อย่าลืม..ภาพภาพนี้
ภาพที่มีความหมายเกินกล่าวได้
งดงามด้วยมิตรภาพอาบภายใน
เก็บมันไว้ให้งอกงามตามเวลา...

31.10.05

จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน

โดย อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์

เมื่อผมอยู่ในครรภ์ของแม่ ผมต้องการให้แม่ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์ และได้รับความเอาใจใส่ และบริการอันดีในเรื่องสวัสดิภาพของแม่และเด็ก ผมไม่ต้องการมีพี่น้องมากอย่างที่พ่อแม่ผมมีอยู่ และแม่จะต้องไม่มีลูกถี่นัก

พ่อกับแม่จะแต่งงานกันถูกฎหมาย หรือธรรมเนียมประเพณีหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่สำคัญที่ พ่อกับแม่ต้องอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข ทำความอบอุ่นให้ผมและพี่น้อง

ในระหว่าง 2-3 ขวบแรกของผม ซึ่งร่างกายและสมองผมกำลังเติบโตในระยะที่สำคัญ ผมต้องการให้แม่ผมกับตัวผม ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์

ผมต้องการไปโรงเรียน พี่สาวหรือน้องสาวผมก็ต้องการไปโรงเรียน จะได้มีความรู้หากินได้ และจะได้รู้คุณธรรมแห่งชีวิต ถ้าผมสติปัญญาเรียนชั้นสูงๆ ขึ้นไป ก็ให้มีโอกาสเรียนได้ ไม่ว่าพ่อแม่ผมจะรวยหรือจน จะอยู่ในเมืองหรือชนบทแร้นแค้น

เมื่อออกจากโรงเรียนแล้ว ผมต้องการงานอาชีพที่มีความหมาย ทำให้ได้รับความพอใจว่า ตนได้ทำงานเป็นประโยชน์แก่สังคม

บ้านเมืองที่ผมอาศัยอยู่จะต้องมีขื่อ มีแป ไม่มีการข่มขู่ กดขี่ หรือประทุษร้ายกัน ประเทศของผมควรจะมีความสัมพันธ์อันชอบธรรม และเป็นประโยชน์กับโลกภายนอก ผมจะได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงความคิด และวิชาของมนุษย์ทั้งโลก และประเทศของผมจะได้มีโอกาส รับเงินทุนจากต่างประเทศ มาใช้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม

ผมต้องการให้ชาติของผมได้ขายผลิตผลแก่ต่างประเทศด้วยราคาอันเป็นธรรม ในฐานะที่ผมเป็นชาวไร่ชาวนา ผมก็อยากมีที่ดินของผมพอสมควรสำหรับทำมาหากิน มีช่องทางได้กู้ยืมเงินมาขยายงาน มีโอกาสรู้วิธีการทำกินแบบใหม่ๆ มีตลาดดี และขายสินค้าได้ราคายุติธรรม

ในฐานะที่ผมเป็นกรรมกร ผมก็ควรจะมีหุ้นมีส่วนในโรงงาน บริษัท ห้างร้านที่ผมทำอยู่

ในฐานะที่ผมเป็นมนุษย์ ผมก็ต้องการอ่านหนังสือพิมพ์ และหนังสืออื่นๆ ที่ไม่แพงนัก จะฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ ก็ได้โดยไม่ต้องทนรบกวนจากการโฆษณามากนัก

ผมต้องการสุขภาพอนามัยอันดี และรัฐบาลจะต้องให้บริการป้องกันโรคแก่ผมฟรี กับบริการการแพทย์ รักษาพยาบาลอย่างถูกอย่างดี เจ็บป่วยเมื่อใดหาหมอพยาบาลได้สะดวก

ผมจำเป็นต้องมีเวลาว่างสำหรับเพลิดเพลินกับครอบครัว มีสวนสาธารณะที่เขียวชะอุ่ม สามารถมีบทบาท และชมศิลปะ วรรณคดี นาฏศิลป์ ดนตรี วัฒนธรรมต่างๆ เที่ยวงานวัน งานลอยกระทง งานนักขัตฤกษ์ งานกุศลอะไรก็ได้พอสมควร

ผมต้องการอากาศบริสุทธิ์สำหรับหายใจ น้ำดื่มบริสุทธิ์สำหรับดื่ม เรื่องอะไรที่ผมเองไม่ได้ หรือได้แต่ของไม่ดี ผมก็จะขอความร่วมมือกับเพื่อนฝูงในรูปสหกรณ์ หรือ สโมสร หรือสหภาพ จะได้ช่วยซึ่งกันและกัน เรื่องที่ผมจะเรียกร้องข้างต้นนี้ ผมไม่เรียกร้องเปล่า ผมยินดีเสียภาษีอากรให้ส่วนรวมตามอัตภาพ

ผมต้องการโอกาสที่มีส่วนในสังคมรอบตัวผม ต้องการมีส่วนในการวินิจฉัยโชคชะตาทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของชาติ

เมียผมก็ต้องการโอกาสต่างๆ เช่นเดียวกับผม และเราสองคนควรจะได้รับความรู้และวิธีการวางแผนครอบครัว

เมื่อแก่ ผมและเมียก็ควรได้ประโยชน์ตอบแทนจากการประกันสังคม ซึ่งผมได้จ่ายบำรุงตลอดมา

เมื่อจะตาย ก็ขออย่าให้ตายอย่างโง่ๆ อย่างบ้าๆ คือตายในสงครามที่คนอื่นก่อให้เกิดขึ้น ตายในสงครามกลางเมือง ตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์ ตายเพราะน้ำหรืออากาศเป็นพิษ หรือตายเพราะการเมืองเป็นพิษ

เมื่อตายแล้ว ยังมีทรัพย์สมบัติเหลืออยู่ เก็บไว้ให้เมียผมพอใจในชีวิตของเธอ ถ้าลูกยังเล็กอยู่ก็เก็บไว้ เลี้ยงให้โต แต่ลูกที่โตแล้วไม่ให้ นอกนั้นรัฐบาลควรเก็บไปหมด จะได้ใช้เป็นประโยชน์ในการบำรุงชีวิตของคนอื่นๆ บ้าง

ตายแล้ว เผาผมเถิด อย่างฝัง คนอื่นจะได้มีที่ดินอาศัยและทำกิน และอย่าทำพิธีรีตอง ในงานศพให้วุ่นวายไป

นี่แหละคือความหมายของชีวิต นี่แหละคือการพัฒนาที่จะควรให้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของทุกคน

สุดท้ายนี้ ขอขอบพระคุณท่านทั้งหลายที่อุตส่าห์อ่านมาจนจบ ขอความสุขสวัสดีและสันติสุข จงเป็นของท่านทั้งหลาย และพระท่านกล่าวไว้ดังนี้เกี่ยวกับความสวัสดี

"เราตถาคตไม่เห็นความสวัสดีอื่นใดของสัตว์ทั้งหลาย นอกจากปัญญา เรื่องตรัสรู้ ความเพียร ความสำเร็จอินทรีย์ และความเสียสละ"