RETREAT

29.1.07

จิตตปัญญาศึกษา..การเรียนรู้แบบเอาชีวิตเข้าแลก!

โดย ณัฐฬส วังวิญญู
เครือข่ายจิตตปัญญาศึกษา
ContemplativeEducation@yahoo.com
คอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้
โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๐



เมื่อวันที่ ๒๑-๒๔ ต.ค. ๒๕๔๙ ที่ผ่านมา ผมและนพ.วิธาน ฐานะวุฒฑ์ ได้มีโอกาสไปช่วยดำเนินกระบวนการเรียนรู้เกี่ยวกับ “การสื่อสารอย่างกรุณา” ให้กับบุคลากรของทีมงาน ชีวันตาภิบาล (Palliative care) โดยมีผู้จัดคือ นพ.สกล สิงหะ ประธานหน่วยชีวันตาภิบาล โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย รวมถึงจัดการเรียนการสอนสำหรับแพทย์ระดับก่อนและหลังปริญญา และพัฒนางานวิจัยเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตผู้ป่วย palliative care ของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งทำให้ผมได้เรียนรู้และใคร่ครวญถึงกระบวนการเรียนรู้อย่างมีจิตวิญญาณอีกครั้งหนึ่ง

โดยได้ใคร่ครวญกับคำถามง่ายๆ ว่า “ความกรุณา” นั้นจะเป็นผลจากการศึกษาได้อย่างไร การศึกษาหรือกระบวนการเรียนรู้แบบไหนที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดจิตเมตตากรุณาได้ ครูบาอาจารย์จะช่วยสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ในระดับลึกนี้ได้อย่างไร เพราะ “ความกรุณา” ไม่ใช่เป็นเพียง “ความคิด” ไม่ใช่สิ่งที่จะสอน บรรยายหรือเทศนาแล้วหวังว่าผู้เรียนจะมี “หัวใจแห่งความกรุณา” ได้อย่างถ้วนหน้าและถาวร การเรียนรู้อะไรที่จะประทับใจตราตรึงจิตให้อ่อนโยนและเคารพเพื่อนร่วมชีวิตทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ

ทุกวันนี้ คำว่า “ผู้มีการศึกษา” มักจะมีความหมายว่าเป็น “ผู้มีความรู้ ความคิดหรือประสบการณ์ในความรู้แขนงต่างๆ” และดูเหมือนว่าศาสตร์แขนงต่างๆ จะพัฒนาไปข้างหน้าพร้อมกับเทคโนโลยีและวิทยาการใหม่ๆ เหลือเพียงศาสตร์เดียวที่ยังไม่ได้บรรจุไว้ในระบบการศึกษา นั่นคือ “ศาสตร์และศิลป์แห่งการมองตน” ทั้งๆ ที่คำว่า “ศึกษา” มีรากศัพท์มาจากคำว่า สิกขา (สะ+ติกกะ) หมายถึง “การมองตน”

เวลาเราเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ เรามองออกไปนอกตัวเองจนชำนาญ ปราดเปรื่องและคุ้นชิน และไม่ว่าโลกหรือจักรวาลใบนี้จะยิ่งใหญ่สักเพียงไหน ก็ไม่พ้นสายตาของเรา แม้สิ่งที่เล็กๆ ลงไปเป็นจุล เราก็ยังสามารถใช้กล้องไมโครสโคปกำลังสูงส่องเห็นจนทะลุปรุโปร่งไปถึงระดับโมเลกุล ระดับอะตอมกันเลย แล้วอะไรเล่าที่จะช่วยให้เรามองเห็นตัวเองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ให้เห็นภูมิทัศน์ด้านใน (Inner landscape) ว่าตัวเรานั้นมีลักษณะเป็นอย่างไร งดงามหรือไม่ปานใด

“จิตตปัญญาศึกษา” ที่ท่านอาจารย์สุมน อมรวิวัฒน์ได้กรุณาคิดขึ้นมาให้คงมีความหมายไปตามนี้กระมัง คือการศึกษาที่เริ่มต้นที่หัวใจ ไม่ใช่แค่คิด เพราะหัวใจนั้นมีอารมณ์ ความรู้สึก และที่สำคัญมีตัวรู้ที่เรียกว่าสติ ที่ใหญ่กว่าตัวความคิดที่เป็นเพียงวัตถุของการรับรู้หรือเรียนรู้ นั่นหมายความว่า จิตจำต้องได้รับการฝึกฝนให้มีประสิทธิภาพและกำลังพอที่จะ “มองเห็น” สิ่งต่างๆ อย่างที่เป็น และเห็นความเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างตัวเราเองและสังคม ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ กายและจิต

หากเรามองว่าเป้าหมายที่แท้จริงทางการศึกษาคือการพัฒนาศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์สู่ความเป็นไทและอย่างเป็นมนุษย์ที่แท้แล้ว เราก็คงจะไม่มองว่าการศึกษาเป็นเพียงทางผ่าน แต่เป็นหนทางแห่งการดำรงอยู่ วัฒนาการ แปรเปลี่ยนและเติบโต แทนที่จะเรียนเพราะรู้สึกว่าต้องเรียน เราอาจทำให้เชื่อว่าชีวิตนั้นต้องเป็นไปตามที่สังคมเลือกให้ ทั้งๆ ที่จริงแล้วมนุษย์เกิดมา พร้อมกับโอกาสที่จะเลือก คือเลือกที่จะนำพาและสร้างสรรค์ชีวิตตัวเองไปอย่างที่คิดฝันหรือปรารถนา

จิตตปัญญาศีกษาน่าจะเป็นหนทางฝึกฝนเพื่อการตื่นรู้และการดำรงอยู่อย่างเต็มเปี่ยม รับรู้ทั้งโลกภายนอกและโลกภายในตัวเราในแต่ละปัจจุบันขณะ โดยเอาทั้งหมดของตัวเราเข้าเรียนรู้ เอาชีวิตของเราเข้าแลกกับการรับรู้ปัจจุบันขณะ อันถือเป็นประตูหรือทางเข้าสู่การมองเห็นความงามอันวิจิตร และความดีอันประเสริฐ และความจริงอย่างที่เป็นในชีวิตและโลก

ด้วยการรับรู้หรือเรียนรู้เช่นนี้ เราอาจจะมองเห็นโลกที่ซ้อนๆ กันหลายๆ ใบ เป็นข่ายใยชีวิตที่ซับซ้อนในความเรียบง่าย ตรงไปตรงมา เห็นน้ำค้างเกาะตามยอดหญ้า และกิ่งไม้ยามเช้า เห็นแสงสาดส่องผ่านม่านหมอกและไอดิน เห็นสิ่งต่างๆ เชื่อมโยงกันอย่างเป็นอิทัปปัจจยตา

เราสามารถ ชื่นชมความแตกต่างหลากหลาย โดยเห็นความคิดของคนอื่นสอดร้อยเชื่อมโยงกับความคิดเรา และทำให้เกิดปัญญาร่วม เป็นระบบนิเวศแห่งความรู้ที่มั่งคั่งและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่กันและกัน เมื่อนั้นเราก็จะดำรงอยู่ใน ความไม่แยกส่วนและไม่แบ่งแยก

โดยปกติเรามีสิ่งที่เราชอบ และไม่ชอบ มีสิ่งที่เรากลัว และรักใคร่ เรามักจะเลือกเรียนรู้หรือรับรู้เฉพาะสิ่งที่เราชอบหรือพึงพอใจ และปฏิเสธสิ่งที่เราไม่ชอบ หรือไม่เห็นด้วย เป็นทวิภาพ เป็นหัวใจที่แบ่งขั้ว จึงเกิดการเรียนรู้อย่างเป็นเสี่ยงๆ เราไม่อาจเข้าใจทั้งหมดของตัวเองหรือโลกได้หากเรายังเลือกที่จะเบือนหน้าหนีอะไรก็ตามที่เป็นความจริงของชีวิต ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเงามืดทะมึน เป็นสิ่งที่เรากลัวหรือไม่รู้ โดยที่เรามักปฏิเสธการดำรงอยู่ของสิ่งเหล่านี้ หรืออาจไปโยนความผิดให้กรรม หรือเจ้ากรรมนายเวรไป

เมื่อเราสามารถน้อมรับสิ่งที่เราไม่พึงพอใจได้ เราก็จะสามารถสร้างสันติภาพภายในตัวเราเอง ดำรงอยู่และเรียนรู้จากความแตกต่างได้ และช่วยหล่อเลี้ยงให้เกิดความเข้มแข็งของความเป็นชุมชน และสังคมแนวราบที่ยิ่งนับวันจะขาดหายไปจากสังคมไทยที่สังคมแนวดิ่งกดทับอยู่ จนอิสรภาพของการเป็นมนุษย์ธรรมดาและปกติถูกลดทอนลงทุกที และเมื่อความเป็นชุมชนหรือเผ่าพันธุ์ของกัลยาณมิตรงอกงามในสถานศึกษาได้อย่างแท้จริง โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยก็จะเป็นดั่งผืนพรมอันอุดม ที่เมล็ดพันธุ์แห่งการเรียนรู้ของทุกๆ คนจะงอกงาม

และทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการค้นพบความรักและมิติแห่งจิตวิญญาณภายในตน เป็นการเรียนรู้ที่ต้องเอาชีวิตเข้าแลก เรียนรู้จักโลกและชีวิตผ่านตัวตนของเราเอง ที่อาจมีหลากหลายหน้าตา หลายตัวตน และที่สำคัญ ความรู้หรือความเข้าใจที่ลุ่มลึกจะบังเกิดขึ้นได้เมื่อเรายอมให้ความคิดหรือความรู้ชุดเดิมล่มสลายลง เช่น เราอาจเคยคิดว่าเราเป็นคนดี แต่เมื่อเราสืบค้นเข้าไปในตัวเองแล้วค้นพบ “ความเกเร” หรือ “ความร้ายกาจ” บางอย่างของตัวเอง และเมื่อรับรู้และยอมรับได้ “ความไม่ดี” นั้นก็ได้เริ่มคลายกำลังลง และอาจหมดความหมายไปเลยก็ได้ แต่การที่เราจะสามารถยอมรับว่าเราก็ไม่ได้ดีเด่อย่างที่เราคิด บางครั้งก็เจ็บปวดได้เช่นกัน ภาพลักษณ์ของเราถูกบีบคั้นให้ล่มสลายลงราวกับปราสาททรายที่ถูกคลื่นทะเลโถมซัดให้พังลงมา

ความกล้าเผชิญความจริงแห่งตัวตนจะช่วยทำให้เราเห็นและอาจค้นพบอิสระจากกรอบกรงขังเดิมๆ ได้ทีละเปลาะ เหมือนการปอกหัวหอม เป็นการเดินทางเข้าสู่ด้านในเพื่อขัดเกลาตัวเอง ให้สิ่งที่ห่อหุ้มอยู่ภายนอกนั้นหลุดออกไปจนเหลือเพียงความเปลือยเปล่าที่จริงแท้ เรียบง่ายและอิสระ

แนวทางการศึกษาเช่นนี้หรือเปล่า ที่สังคมใฝ่สันติภาพและแสวงหาความสุขสมานฉันท์อย่างสังคมไทยพึงปรารถนา ดังที่ได้มีการริเริ่มคิดและจัดกระบวนการเรียนรู้แนวนี้ขึ้นมาบ้างแล้วในหลายๆ ส่วนของสังคม โดยมีการพัฒนาและสร้างสรรค์แนวทางปฏิบัติหรือเครื่องไม้เครื่องมือที่หลากหลาย ผู้ที่สนใจเรียนรู้หรือร่วมคิดร่วมทำก็คงจะได้เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันมากขึ้น ซึ่งอาจช่วยต่อเติมมิติของการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ในเครือข่ายจิตตปัญญาศึกษาของสังคมไทยเติบใหญ่ให้ขยายตัวอย่างมีพลังยิ่งๆ ขึ้นไป

12.1.07

พิธีกรรม เติมความศักดิ์สิทธิ์และความหมายให้กับชีวิตยุคใหม่



คอลัมน์ จิตวิวัฒน์

โดย ณัฐฬส วังวิญญู สถาบันขวัญเมือง, เชียงราย Nutt2000@loxinfo.co.th แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)


วิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวไทยมีพิธีกรรมเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการดำเนินชีวิต เพราะช่วยเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร บอกกล่าว หรือให้ความหมายแก่สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต รวมทั้งแสดงความเชื่อ และตำนาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม การรับรู้หรือมองโลก และการเรียนรู้

ตัวอย่างเช่น หลายๆ พิธีกรรมแสดงถึงความเคารพนอบน้อมต่อผืนแผ่นดิน ระบบนิเวศและเทพเทวาที่ปกป้องคุ้มครองสังคมให้อยู่เย็นเป็นสุข

นอกจากนี้ พิธีกรรมยังช่วยเชื่อมร้อยให้เกิดความผูกพันระหว่างคนในชุมชน รวมทั้งเป็นส่วนสำคัญของการแสดงความเชื่อ ความศรัทธา และแนวปฏิบัติร่วมกันในทางศาสนาอีกด้วย

ในขณะที่ความเชื่อดั้งเดิมนั้นผูกโยงอยู่กับความจริงที่มองไม่เห็น ชีวิตของคนสมัยใหม่ที่สมาทานความเชื่อแบบวิทยาศาสตร์เชิงประจักษวาส จะเชื่อเฉพาะแต่สิ่งที่ตาเนื้อมองเห็นและเป็นไปตามแนวคิดเหตุผลนิยม มีผลให้กระบวนการเรียนรู้เพื่อเข้าถึงมิติของความศักดิ์สิทธิ์ในชีวิตถูกลดทอนไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งนี้ โดยที่พิธีกรรมส่วนมากก็หาได้มีการปรับเนื้อหา วิธีการ หรือชุดภาษา ให้สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเพื่อให้คนสมัยใหม่เข้าถึงได้อย่างสร้างสรรค์แต่อย่างใดไม่

อย่างไรก็ตาม บนหนทางแห่งการพัฒนามิติทางจิตวิญญาณไปควบคู่กับความเป็นชุมชนแห่งการพึ่งพาอาศัยและการเรียนรู้ร่วมกันของสังคมสมัยใหม่นั้น พิธีกรรมจะยังคงเป็นส่วนสำคัญและพึงได้รับการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมอย่างสร้างสรรค์ และในท่ามกลางความหลากหลายของความเชื่อความศรัทธานั้น การน้อมรับ ชื่นชม และเรียนรู้จากความแตกต่างหลากหลายของผู้คนถือเป็นเรื่องที่สำคัญ อันจะเป็นต้นทุนหรือรากฐานแห่งการดำรงสันติภาพอันแท้จริงของสังคม

ทั้งนี้ บทบาทในการเข้าถึงมิติอันศักดิ์สิทธิ์และการพัฒนาจิตนั้น ไม่จำต้องจำกัดอยู่ในชุมชนนักบวชเท่านั้น ฆราวาสหรือประชาชนคนธรรมดาที่แม้ไม่สมาทานศาสนาหรือลัทธิใดๆ ก็น่าจะเข้าถึงได้ ดังที่ท่านพุทธทาสภิกขุได้ชี้ให้เห็นว่า พื้นฐานร่วมกันของทุกศาสนาคือความรักนั่นเอง

พิธีกรรมต่างจากกิจกรรมอย่างไร

พิธีกรรมมีหลายประเภท เช่น การยืนเคารพธงชาติ สวดมนต์หน้าเสาธงทุกเช้าตามโรงเรียนต่างๆ นั้น เป็นกิจกรรมที่ตอกย้ำความเชื่อในเรื่องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แม้ว่าเด็กนักเรียนจำนวนมากจะทำพิธีกรรมเหล่านี้ไปอย่างเสียมิได้ ทำเพราะรู้สึกว่าต้องทำ จึงอาจขาดแรงบันดาลใจและความตั้งใจไปบ้าง แม้กระนั้น ความเชื่อในเรื่องความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ก็จะถูกฝังอยู่ในความรู้สึกนึกคิด

ดังนั้น ในแง่นี้พิธีกรรมคือ กิจกรรมที่ทำซ้ำๆ เป็นหมู่คณะ แต่จะมีความหมายอย่างไรกับผู้ปฏิบัตินั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการตีความหรือการให้ความหมายของแต่ละคน ไม่สามารถยัดเยียดหรือบังคับให้ยอมรับเหมือนกันได้

กิจวัตรประจำวันในฐานะพิธีกรรม พฤติกรรมบางอย่างที่ทำซ้ำๆ แล้วทำให้ชีวิตรู้สึกดี มีแบบแผนหรือทำให้รู้สึกปลอดภัย เช่น การดื่มกาแฟหรือชา อ่านหนังสือพิมพ์ก่อนออกไปทำงาน (มนุษย์ทุกวันนี้มีเวลาอย่างที่ว่าน้อยมาก) การหอมแก้มลูกก่อนนอน การสวัสดีคุณยายก่อนก้าวเท้าเดินออกไปโรงเรียน การเดินออกกำลังกายตอนเช้า การรับประทานอาหารเย็นร่วมกันในครอบครัว การออกไปดูหนังทุกวันเสาร์ การดูข่าวตอนเช้าก่อนอาบน้ำ เป็นต้น กิจวัตรเหล่านี้ แม้จะดูง่ายๆ ไม่ได้มีความหมายในเชิงศาสนาหรือความศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็ช่วยให้ชีวิตมีแบบแผนบางอย่างรองรับ ทำให้รู้สึกว่ามีความเป็นปกติอยู่ ซึ่งสำหรับแต่ละคนก็จะแตกต่างกันออกไป

ดังนั้น จะเห็นว่ามนุษย์สามารถสร้างกิจกรรมที่มีลักษณะเป็นพิธีกรรมขึ้นมาเองได้ตลอดเวลา

นอกเหนือจากนั้น เราอาจค้นพบว่าพิธีกรรมมีหลากหลายมิติ ในเป้าหมายและบริบทที่แตกต่างกันออกไป ผมขอตั้งข้อสังเกตบางประการเพื่อเป็นประโยชน์ในการสร้างสรรค์พิธีกรรมเอง ได้แก่

พิธีกรรมมีฐานะที่เป็นกิจกรรมเพื่อการตื่นรู้ อยู่กับปัจจุบันขณะ ช้าลงแต่มีสติเพื่อมองสิ่งต่างๆ ให้เห็นมิติที่ลึกลงไป พิธีกรรมเป็นเรื่องทางกาย การลงไม้ลงมือ และลงใจ ไปพ้นเรื่องภาษาหรือความคิด ทำงานกับจิตไร้สำนึก พิธีกรรมมีจุดเริ่มต้น สิ้นสุดที่ชัดเจน พิธีกรรมคือกิจกรรมที่มีความตั้งใจ หรือการอธิษฐาน บวกกับการเปิดรับพลังแห่งความศักดิ์สิทธิ์ของจักรวาลที่มีชีวิต

ทั้งนี้ หลายๆ พิธีกรรมอาจเป็นโอสถที่จะช่วยให้เกิดกระบวนการเยียวยารักษาอาการทางจิตและกายได้ด้วย ดังที่ เดนนี่ ซาร์เจ้นท์ (DENNY SARGENT) ผู้เป็นทั้งนักเขียน ศิลปิน และนักสร้างสรรค์พิธีกรรมที่นำมาจากจารีตประเพณีต่างๆ ของโลก หลังจากที่ได้ศึกษาความรู้เชิงประวัติศาสตร์และโบราณคดี เขาได้เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง พิธีกรรมของโลก (Global Ritualism: Myth & Magic Around the World) ว่า

"ถ้าเราสามารถลอกเอาเปลือกนอกที่เก่าคร่ำของพิธีกรรมที่ทำซ้ำซากจนเหมือนหุ่นยนต์ ซึ่งอยู่ล้อมรอบตัวเราออกได้ เราจะได้พบขุมทรัพย์อันกว้างใหญ่ไพศาล ที่บรรจุทั้งความรู้ ตำนาน รูปแบบ การรับรู้ และความคิด ซึ่งเราสามารถเลือกหยิบเอามาสร้างตำนานหรือพิธีกรรมให้สูงส่งสักเท่าใดก็ได้ นอกจากมนุษย์ทุกคนจะมีสัญชาตญาณในการสร้างพิธีกรรมอยู่แล้วตามปกติ มนุษย์ยังมีทางเลือกอยู่อีกด้วย ดีกว่าที่จะเพียงปฏิบัติตาม (หรือถูกบังคับ) พิธีกรรมเก่า ซึ่งถูกถ่ายทอดกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า เราจงมาช่วยกันเลือกพิธีกรรมของเราเอง พิธีกรรมซึ่งจะช่วยให้เราสมหวังในจุดมุ่งหมายสำคัญของชีวิตมนุษย์ 3 ประการ อันได้แก่ ความสงบที่แท้จริง ความสุข และอิสรภาพ"

อยากเชิญชวนมาสืบค้นร่วมกันว่า เราจะร่วมกันสร้างหรือรื้อฟื้นพิธีกรรมบางอย่างกลับมาใช้อย่างไรให้

1.เกิดการมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์และประกอบพิธีกรรม ทั้งในส่วนของกิจกรรมเองและการให้ความหมาย

2.เพื่อช่วยให้มนุษย์เข้าถึงมิติอันศักดิ์สิทธิ์ของชีวิตในยุคสมัยใหม่ได้ในขณะที่โลกหมุนไปอย่างรวดเร็ว โดยหลายคนปฏิเสธที่จะสมาทานความเชื่อหรือแนวปฏิบัติของศาสนาหรือลัทธิใดๆ เพราะอาจรู้สึกว่าไม่สามารถเข้าถึง หรือพิธีกรรมที่ทำกันอยู่ไม่สามารถสื่อความหมายให้สอดคล้องกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ ดังนั้น หากมีพิธีกรรมที่สามารถทำหน้าที่เชื่อมร้อยจิตวิญญาณมนุษย์เข้าด้วยกันอย่างไปพ้นข้อจำกัดของความเชื่อทางศาสนา ก็น่าจะเป็นประโยชน์ไม่น้อย

3.หากพิธีกรรมช่วยให้เกิดความอ่อนโยนและมองเห็นสิ่งต่างๆ อย่างเชื่อมโยงได้ ย่อมเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่แปรเปลี่ยนจิตใจให้เบ่งบานและวิวัฒน์ได้

4.หากเราสามารถพัฒนาพิธีกรรมที่เรียบง่าย เข้าถึงและเข้าใจได้ง่าย แต่ไม่ฉาบฉวย ไม่รุ่มร่ามและซับซ้อนจนเกินไปนัก ก็น่าจะช่วยน้อมนำผู้คนให้เข้ามามีส่วนร่วมได้มากขึ้น

ขอยกตัวอย่างพิธีกรรมง่ายๆ ที่สามารถทำกันเองในครอบครัว หรือแวดวงมิตรสหายในวาระพิเศษ เช่น งานวันเกิด โดยสามารถให้คนใกล้ชิดได้บอกกล่าวแก่เจ้าของวันเกิดถึงความเปลี่ยนแปลงหรือการเติบโตที่สังเกตเห็นในตัวเจ้าของงานวันเกิด หรืออาจกล่าวถึงว่าเจ้าของวันเกิดมีคุณค่าหรือความหมายอย่างไรกับเรา เพียงเท่านี้ก็อาจเพิ่ม "ความหมาย" ให้กับงานวันเกิดที่มีเสียงเพลงและการสังสรรค์กันให้พิเศษมากขึ้นก็ได้

ทั้งนี้ ผู้สร้างและประยุกต์ใช้พิธีกรรม พึงคำนึงถึงเงื่อนไขหรือปัจจัยจำเพาะในสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมของตนเอง เพื่อทำให้เกิดความเหมาะสม สอดคล้อง และมีประสิทธิภาพ บนพื้นฐานของการเคารพนอบน้อมต่อมรดกทางปัญญาและวัฒนธรรมอันเก่าแก่ที่สั่งสมกันมา ไปพร้อมๆ กับการเปิดรับและเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลายอย่างถ่อมตน

ซึ่งจะช่วยให้เกิดนวัตกรรมการเรียนรู้แนวลึกที่ผสมผสานโบราณธรรมที่หลากหลายมาเกื้อกูลการดำรงอยู่ การพัฒนาจิตมนุษย์ และความเป็นชุมชนได้อย่างสมสมัย

กลายเป็นปัจจุบันธรรมที่มีพลังและนำพาสังคมอนาคตที่บรรสานสมดุล เป็นสุข และพอเพียงตามที่เราต่างปรารถนาให้บังเกิดขึ้นร่วมกัน

19.12.06

sleep now in the fire

song: Sleep Now in the Fire
artist: Rage Against the Machine

The world is my expense
The cost of my desire
Jesus blessed me with its future
And I protect it with fire
So raise your fists
And march around
Just dont take what you need
Ill jail and bury those committed
And smother the rest in greed
Crawl with me into tomorrow
Or Ill drag you to your grave
Im deep inside your children
Theyll betray you in my name

hey,hey
Sleep now in the fire

hey,hey
Sleep now in the fire

The lie is my expense
The scope of my desire
The party blessed me with its future
And I protect it with fire
I am the Nina The Pinta The Santa Maria
The noose and the rapist
The fields overseer
The agents of orange
The priests of Hiroshima
The cost of my desire
Sleep now in the fire

hey,hey
Sleep now in the fire

hey,hey
Sleep now in the fire

For its the end of history
Its caged and frozen still
There is no other pill to take
So swallow the one
That made you ill
The Nina The Pinta The Santa Maria
The noose and the rapist
The fields overseer
The agents of orange
The priests of Hiroshima
The cost of my desire
To Sleep now in the fire

11.11.06

จิตวิวัฒน์ในความหมายของผม

โดย วิธาน ฐานะวุฑฒ์
drwithan@hotmail.com



เวลาที่เราเขียนถึงเรื่องราวใดเรื่องราวหนึ่งที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราวนั้นเป็นเรื่องราวที่เป็น นามธรรม หรืออาจจะ ไม่มีรูปธรรมชัดเจน เรามักจะต้องใส่คำว่า ในความหมายของผม หรือ ในความเห็นของผม เช่นเวลาที่เราจะถามว่า ใครสักคนสวยหรือไม่? เราก็มักจะตอบว่า อืมม...ผมว่าก็สวยดีนะ อะไรทำนองนี้

คิดว่า ความหมายของจิตวิวัฒน์ เองก็เช่นกัน ค่อนข้างเป็น นามธรรม ที่หลายๆ คนก็สงสัยว่ามันคืออะไร และ รูปธรรม ที่ออกมาเป็นกลุ่มต่างๆ เป็นการปฏิบัติการหลายๆ อย่างก็อาจจะเป็นเพียง การให้ความหมายของ คนบางกลุ่มคนบางคนเท่านั้นกระมัง??

มีความรู้สึกว่า อยากจะเขียนถึงเรื่องนี้ในตอนนี้ก็ด้วยเหตุผลบางประการ

หนึ่ง คือ เรามีกลุ่มจิตวิวัฒน์มาร่วมสามปีเต็มๆ แล้วนับตั้งแต่การประชุมครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายน 2546 มีการพูดคุยกันเดือนละหนึ่งครั้ง ครั้งละหนึ่งวันเต็มๆ

สอง ข้อนี้อาจจะเป็นประเด็นสำคัญสำหรับผู้เขียน คือมีความเข้าใจว่า รูปธรรม หลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นมาจากคำว่า จิตวิวัฒน์ อาจจะไม่ได้ตรงกับ รูปธรรม ที่ตัวเองนึกคิดเอาไว้ และก็อาจจะไม่ได้ตรงกับรูปธรรมกับที่หลายๆ ท่านนึกคิดเอาไว้

บางคนถามว่า จิตวิวัฒน์หมายถึงจะต้องเข้าวัดใช่มั้ย? หมายถึงจะต้องไปนั่งสมาธิกันใช่มั้ย? หมายถึงว่าจะต้องคุยกันเรื่องปรัชญาหรือวิทยาศาสตร์ยากๆ ใช่มั้ย? หมายถึงว่าจะต้องเป็นคนดีเท่านั้นใช่มั้ย?

หรือแม้แต่ว่าเมื่อนำ แบรนด์เนมจิตวิวัฒน์ ไปใช้แล้วเหมือนกับการ ตีตราแบบเชลล์ชวนชิม เลยว่า คุณจะต้องเป็นคนดี ตรงนี้น่าเป็นห่วง เพราะเมื่อไรก็ตามที่เรา ตีตรา อะไรก็อาจจะมีความหมายไปว่า คนอื่นๆ แย่กว่าคุณ หรือ คนอื่นๆ ไม่ได้เป็นคนดีเหมือนกับคุณ

นอกจากนั้นยังอาจจะเป็นเรื่องที่ น่าชวนหมั่นไส้ ให้กับหลายๆ คนอีกด้วย

เชื่อว่าพวกเราที่ทำงานในกลุ่มจิตวิวัฒน์ไม่ได้ต้องการ ตีตรา แบบนั้น อาจารย์หมอประเวศ วะสี ต้องการให้พวกเรารวมกลุ่มกันเพื่อที่จะ เป็นหลัก ในการ สร้างสรรค์สังเคราะห์ องค์ความรู้ที่สำคัญๆ และจะเป็นองค์ความรู้ที่มีประโยชน์กับคนไทยต่างหาก

และก็รู้สึกว่าพวกเราทำหน้าที่ได้ ดีในระดับหนึ่ง แต่โดยส่วนตัวไม่ต้องการรับ การตีตรา ว่าเป็นคนดี รู้สึกไม่อิสระ รู้สึกว่าการเป็นคนดีก็เป็นกับดักอย่างหนึ่งเหมือนกับเป็น กับดักของอัตตา ที่อาจารย์วิศิษฐ์ วังวิญญู ใช้คำว่า อัตตาหยดสุดท้าย เพราะหลายคนที่เป็นคนดีจะรู้สึกว่า อัตตาของตัวเอง นั้นเหลือน้อยมากเต็มที น้อยจนกลายเป็น อัตตาหยดสุดท้าย แต่แท้ที่จริงแล้วถ้าเราไม่เท่าทันมันจริงๆ เจ้าอัตตาหยดสุดท้ายนี่แหละที่ แสบชะมัด เพราะมันพร้อมจะขยายตัวไปเป็น อัตตาตัวโต ได้อย่างรวดเร็วทันทีภายในเสี้ยววินาที

รู้สึกว่าเพียงทำหน้าที่ที่อยากจะทำ เพราะเมื่อเวลาที่อาจารย์ประเวศชวนนั้น ปิ๊งทันที และตอบรับด้วยความเต็มใจทันทีเลย เพราะเป็นงานที่ทำอยู่แล้วกับกลุ่มที่เชียงราย ถึงแม้จะไม่มีกลุ่มจิตวิวัฒน์

เชื่อว่าคนหลายคนที่หลากหลายมากขึ้นทำงานร่วมด้วยกันจะมีพลังมากกว่าทำคนเดียวหรือกลุ่มเดียว

ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่จะต้องรู้สึกไม่ดีอะไร หรือจะเป็นการคิดขัดแย้งหรือตัดพ้อแต่อย่างไรนะ เพียงรู้สึกว่า ในฐานะที่ตัวเองมีส่วนร่วมกระทำอยู่ในความหมายของคำว่า จิตวิวัฒน์ น่าจะใช้เวลาที่ครบรอบสามปีเต็มของกลุ่มจิตวิวัฒน์นี้ได้ใคร่ครวญถึง ความหมาย ตามที่เข้าใจ และบอกกล่าวกับเพื่อนๆ ที่ร่วมคิด เหมือนกับว่าเวลาที่เราเดินทางไกลไปด้วยกัน เมื่อเดินทางถึงจุดพักจุดหนึ่ง เราก็ควรจะต้องเช็คแผนที่ของเรา เช็คเป้าหมายของเราว่าเราเดินทางมาอย่างไร ถูกเส้นทางแล้วหรือยัง

แน่นอนว่าเส้นทางอาจจะมีได้หลายเส้นทาง และหลายๆ ท่านที่ร่วมเดินทางก็อาจจะอยากแวะไปเที่ยวน้ำตกก่อน บางท่านอาจจะขอแวะชมนกชมไม้กันก่อน หรือแม้แต่หลายท่านอาจจะไม่อยากพักเลย อยากจะขับรถทั้งวันทั้งคืนเพื่อให้ถึงเป้าหมายโดยเร็ววันที่สุด

ผู้เขียนเคารพทุกความเห็น เพราะเชื่อว่าทุกเส้นทางสามารถนำพาเราไปสู่เป้าหมายได้

ที่อยากจะบอกเล่าในบทความชิ้นนี้จึงเป็นหรือหมายถึงเฉพาะ เส้นทางของผู้เขียน ที่อยากจะแลกเปลี่ยนเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าเส้นทางของผู้เขียนจะดีที่สุด เลิศที่สุด ประเสริฐสุด

โดยส่วนตัวแล้วไม่มีข้อสงสัยใดๆ เลยกับคำว่า จิตวิวัฒน์ คิดว่า เป้าหมายนี้ สำคัญมาก และสำคัญที่สุดจริงๆ และเชื่อว่าใครก็ตามที่ศึกษาเรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ทางสังคมต่างก็จะมองเห็นความจริงข้อนี้กันทุกคน

สำหรับผู้เขียนแล้วเชื่อว่าการเดินทางสู่ จิตวิวัฒน์ เป็นเส้นทางที่ธรรมดาๆ ธรรมดาและสามัญเหลือเกิน เป็นเส้นทางที่อาจจะไม่ต้องทำอะไรมากมาย เพียงแต่เรา ใช้ชีวิตให้เต็ม ใช้ชีวิตให้พอเหมาะพอดี สร้างสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวโดยไม่ต้องแยกมันออกไปแบบที่ฝรั่งเคยสอนไว้

เพียงแต่ ขอเวลา หรือ มีเวลา ให้กับการดูแล เรื่องราวภายในตัวเอง ให้มากขึ้นกว่าที่เดิมคนส่วนใหญ่มักจะใช้เวลาในการดูแลเรื่องราวภายนอกตัวเรา และคำว่า มากขึ้นกว่าเดิม จะเป็นสัดส่วนเท่าไร ที่แม้จะเพียงสิบยี่สิบเปอร์เซ็นต์ของเวลาทั้งหมดของคุณ ก็เป็นที่ยอมรับได้สำหรับผู้เขียนแล้ว

ขอเพียงให้เรา มีเวลา ที่จะพูดคุยกันให้มากขึ้น พูดคุยกันให้ลึกซึ้งขึ้น และมีความเป็นชุมชนที่ไม่ใช่พูดคุยกันแต่เฉพาะเรื่องงานเท่านั้น แต่ ดูแลกันและกัน เพราะบางทีเพียงแค่การได้มาพบกันก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว

ไม่ต้องมาถามว่าคุยกันแล้วได้งานอะไร ซึ่งดูเป็นนิวตันเสียเหลือเกิน

เห็นด้วยกับ วิจักขณ์ พานิช ที่เคยบอกไว้ว่า บางทีถ้าเราพยายามอธิบายเรื่องราวมากจนเกินไปก็จะยิ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิดและสับสน ผู้เขียนเองก็พบว่าบางทีเรื่องราวก็ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เพียงแต่จะต้องกระทำอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างแรงบันดาลใจของตัวเองและของกลุ่มชุมชนเล็กๆ ที่ดำรงอยู่

ผู้เขียนรู้สึกว่าบางทีพวกเราหลายคนไปแบกโลกไว้มากเกินไป บางทีโลกอาจจะไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือหรอกนะ เพราะยังไงๆ เสีย โลกก็ไม่แตกหรอก อย่างมากก็แค่เกิด 6th Extinction (การสูญพันธุ์ครั้งที่ 6)

รู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสบอกเล่า แม้ว่าจิตวิวัฒน์ในความหมายของผู้เขียนอาจจะไม่ได้ตรงกับหลายๆ ท่านคิดหรืออยากให้เป็นเสียทีเดียว

คอลัมน์ จิตวิวัฒน์
แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ
www.jitwiwat.org
(ตีพิมพ์ในมติชนรายวัน ฉบับวันเสาร์ ที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๙)

10.11.06

สัมฤทธิผลนิยมของปัญญาชนไทยกับการรัฐประหาร

โดย ธงชัย วินิจจะกูล
มหาวิทยายาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน
ที่มา: ประชาไท



สัมฤทธิผลนิยม (Pragmatism) ของปัญญาชนไทยกับการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549

ผู้ที่สนับสนุนการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 มักอ้างผลของโพลล์หลังรัฐประหารที่บอกว่า 80% ของคนไทยสนับสนุนการรัฐประหาร


ต่อให้เราไม่กังขากับความน่าเชื่อถือของโพลล์ชิ้นนี้ ก็ยังคงมีคำถามที่น่าคิดอยู่ดี อาทิ เช่น ทำไมผู้ที่สนับสนุนการรัฐประหารจึงเชื่อและถือเอาโพลล์รายนี้เป็นความชอบธรรมของการรัฐประหาร แต่กลับไม่ยอมรับผลเลือกตั้ง? นักวิชาการชื่อดังถึงขนาดเอามาเป็นหลักฐานประกอบ“สิทธิในการทำรัฐประหาร” ปัญญาชนผู้มีทั้งข้อมูลและคุณธรรม ถือเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่ในการเลือกข้อมูลสนับสนุนตัวเองขนาดนี้เชียวหรือ?

สมมติว่า ก่อนการรัฐประหารไม่กี่วัน ผู้จัดทำโพลล์รายเดียวกันนี้ ออกสำรวจความเห็นของประชาชนรายเดียวกันทั้งหมด ถามคำถามง่ายๆเพียง 2 ข้อได้แก่

ก. ควรแก้วิกฤติทางการเมืองขณะนั้นด้วยการรัฐประหารหรือด้วยวิธีทางประชาธิปไตย

ข. หากมีความพยายามทำรัฐประหาร ท่านสนับสนุนหรือไม่

ผู้เขียนมั่นใจว่าคนเหล่านี้แทบทั้งหมดจะตอบว่าให้ใช้วิถีทางประชาธิปไตยและไม่สนับสนุนการรัฐประหาร ข้อสมมตินี้มีความเป็นไปได้มาก แต่ถ้าเช่นนั้นเราจะอธิบาย 80% หลังการรัฐประหารอย่างไร?

เอาอย่างนี้ดีกว่า สมมติว่าก่อนหน้าการรัฐประหารมีผู้เอาคำถาม 2 ข้อนี้ไปสอบถาม อ.ไชยันต์ ไชยพร อ. ธีรยุทธ บุญมี ศ.เขียน ธีระวิทย์ ศ. สุรพล นิติไกรพจน์ ศ. ชัยอนันต์ สมุทวณิช ศ. จรัส สุวรรณมาลา อ.ธีรภัทร เสรีรังสรรค์ ศ. เสน่ห์ จามริก สว.ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ สว.การุณ ไสงาม สว.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สว.แก้วสรร อติโพธิ สนธิ ลิ้มทองกุล และทุกท่านที่สนับสนุนหรือแก้ต่างให้แก่การรัฐประหาร หรือที่ยอมรับอำนาจคณะรัฐประหารอย่างเชื่องๆ อยากทราบว่าท่านเหล่านี้จะตอบว่าอย่างไร?

หากท่านตอบว่าควรแก้วิกฤตด้วยการรัฐประหาร และสนับสนุนความพยายามทำรัฐประหารมาแต่ไหนแต่ไรผู้เขียนจะขอปรบมือให้กับความคงเส้นคงวาของท่าน แล้วค่อยเถียงกันต่อว่าประชาธิปไตยเลวขนาดนั้นเชียวหรือ

แต่ผู้เขียนกลับมั่นใจว่า ทุกท่านคงจะตอบว่าให้ใช้วิถีทางประชาธิปไตย และไม่สนับสนุนการรัฐประหาร (ไม่แน่ใจว่าอ.เขียนขบคิดทฤษฎี“สิทธิในการทำรัฐประหาร”มานานหรือยัง หากเพิ่งคิดได้หลัง 19 ก.ย. ก็คงตอบเหมือนคนอื่นๆ) ท่านอธิการบดี มธ.บอกว่าจนถึงวันนี้ก็ยังคัดค้านการรัฐประหาร เป็นไปได้ว่าหลายคนใน คปค. คมช. คตส. และ สนช. ก็คัดค้านการรัฐประหาร แต่ทำไปเพราะความจำเป็นเพื่อชาติ

ถ้าเช่นนั้น เพราะเหตุใดเพียงข้ามคืนหลังการรัฐประหาร ผู้ใหญ่ที่คนเคารพทั่วบ้านเมืองจึงกลับลำกลายเป็นสนับสนุนหรือแก้ต่างให้แก่การรัฐประหารหรือยอมรับอำนาจคณะรัฐประหารอย่างเชื่องๆกันหมด?

80% ของคนไทยน่าทึ่งน้อยกว่าผู้นำทางปัญญาชนผู้มีทั้งข้อมูลและคุณธรรมเหล่านี้

บทความนี้อธิบายการกลับลำว่า เป็นเพราะ Pragmatism เพื่อสัมฤทธิผลตามทัศนะของเขาแค่นั้นเอง (อีกบทความที่จะตามมาติดๆจะอธิบายว่าพวกเขาไม่ได้กลับลำเลย เพราะความคิดเบื้องลึกของพวกเขาเป็นเช่นนี้มานานแล้ว แต่มิได้รู้เท่าทันความคิดของตนเอง การรัฐประหารมาช่วยให้พวกเขาแสดงความคิดแท้ๆออกมา)

Pragmatism แปลอย่างง่ายๆคือ ความคิดที่ถือเอาสัมฤทธิผลหรือความสำเร็จตามต้องการเป็นหลักใหญ่ที่สุดในการตัดสินใจหรือเลือกกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ความถูกผิดตามหลักการใดๆแม้แต่หลักกฎหมายย่อมเป็นเรื่องรอง

มีคำกล่าวกันมานานแล้วในหมู่ผู้สนใจศึกษาเรื่องเมืองไทยว่า Pragmatism คือคุณลักษณะของคนไทย สังคมไทยจึงไม่เคร่งครัดหนักหนากับกฎระเบียบ กฎหมาย หรืออุดมการณ์ แนวคิดหลักศีลธรรมอะไร กลับยอมย่อหย่อนได้เพื่อสัมฤทธิผล

บางคนเรียกแนวคิดนี้ว่าแมวสีอะไรก็ได้ถ้าจับหนูสำเร็จ แต่สีของแมวไม่เกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์ความถูกต้องทางการเมือง กฎหมาย หรือจริยธรรม คุณธรรมใดๆ หากเราแคร์ต่อความถูกต้องมีคุณธรรมอย่างที่เรียกร้องกันจริง เราต้องระวังว่า สีของแมวอาจเป็นแค่ข้ออ้างปิดบังการใช้วิธีเยี่ยงโจรไปจับโจร ซึ่งจะส่งผลให้ทั้งสังคมตกต่ำกลายเป็นสังคมโจร

ในการรัฐประหารครั้งนี้มี Pragmatism ที่สำคัญ 4 ประเภท

ประเภทที่หนึ่ง Pragmatism ที่อันตรายที่สุดคือความคิดว่าการรัฐประหาร“เป็นทางออกสุดท้าย” “ไม่มีทางเลือกอื่น” หรือกล่าวอีกแบบแต่มีความหมายเท่ากันได้ว่า “ทำยังไงก็ได้ ให้ทักษิณออกไปเป็นใช้ได้”

คนเหล่านี้โกรธเกลียดทักษิณถึงจุดสูงสุดมานานแล้ว จึงพยายามทุกท่าเพื่อจะขจัดทักษิณให้ได้แม้ว่าจะไม่เป็นประชาธิปไตยก็ตาม เช่น การเรียกร้องให้ใช้มาตรา 7 ปัญญาชนผู้เรียกร้องคุณธรรมกลับโกรธเกลียดจนไม่สนใจใช้วิธีที่ถูกต้องชอบธรรม กระทั่งพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสเองว่า มาตรา 7 ไม่เป็นประชาธิปไตยพวกเขาจึงยอมหยุดเรียกร้อง

แต่แทนที่จะรู้สำนึกถึงความคิดที่ผิดๆ พวกเขากลับเห็นว่าเป็นแค่เรื่องของกลยุทธ แล้วยึดถือ Pragmatism แบบผิดๆต่อไป ดังนั้นความคิดที่ผิดและวิธีผิดจึงไม่ถูกสะสาง ถูกมองว่าเป็นแค่สีของแมว รัฐประหารก็เป็นแค่สีของแมว จึงไม่ใช่สิ่งที่ผิดหรือน่ารังเกียจหากช่วยให้บรรลุสัมฤทธิผล นักรัฐศาสตร์ชั้นนำของไทยถึงกับเสนอคำอธิบายรองรับสิทธิในการทำรัฐประหาร

เมื่อเหลวไหลกันถึงขนาดเห็นว่าวิธีโจรเป็นแค่สีของแมว การเมืองย่อมตกต่ำไร้หลักเกณฑ์ความถูกต้อง ไร้จริยธรรม คุณธรรมหรือกฎหมายจนกลายเป็นการเมืองแบบโจร เลวไม่น้อยไปกว่าระบอบที่ตนต่อต้าน

สำหรับพวกเขา การเมืองเป็นเรื่องของการต่อสู้กันไปเรื่อยๆโดยไม่ต้องมีหลักเกณฑ์ความถูกต้องอะไรทั้งนั้น คนที่คิดเช่นนี้จึงนับว่าเป็นนักการเมืองไม่ต่างจากนักการเมืองที่พวกเขารังเกียจเสียอีก

พวกเขาไม่เคยฉุกคิดว่าในเมื่อประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นด้วยทำไมพวกเขาจะต้องชนะเดี๋ยวนี้? ทำไมไม่ต่อสู้ในครรลองประชาธิปไตยและกระบวนการยุติธรรมจนกว่าประชาชนจะเห็นด้วย? ทำไมในเมื่อคนจำนวนมหาศาลยังไม่เห็นด้วยกับความคิดของพวกเขา จึงต้องสนับสนุน “ทางออกสุดท้าย” ? เพียงเพื่อให้ความคิดของพวกเขา สัมฤทธิผลงั้นหรือ? นี่คืออำนาจนิยมของชนชั้นนำขนานแท้ทั้งรูปแบบและเนื้อหา

ทฤษฎีสิทธิในการรัฐประหาร คือทฤษฎีของชนชั้นนำขี้แพ้ชวนตีที่ชนะตามครรลองไม่ได้ก็ตะแบงหาเหตุผลมาสนับสนุนการใช้กำลัง นี่คือทฤษฎีอำนาจนิยมขนานแท้ทั้งรูปแบบและเนื้อหา

ผู้เขียนเห็นว่าทักษิณหมดความชอบธรรมตั้งแต่กรณีซุกหุ้นครั้งแรกเพราะทำผิดกฎหมาย ทักษิณรอดมาได้ไม่ใช่แค่เพราะเขามีความร่ำรวยมหาศาลเป็นกำลังภายในเท่านั้น แต่เพราะผู้นำทางสังคมและปัญญาชนช่วยกันป่าวร้องอุ้มชูทักษิณไว้จนกลายเป็นกระแสสังคม ด้วยเหตุผลว่าต้องการให้ทักษิณเป็นผู้นำต่อ พวกเขาเป็น Pragmatist ที่ไม่เคารพหลักกฎหมายหลักจริยธรรมทางการเมืองใดๆ แทนที่จะยึดหลักกฎหมายอย่างไม่เข้าใครออกใคร Pragmatist กลับช่วยกันแก้ต่างให้เขา ทำให้ทักษิณเป็นอภิสิทธิชนเหนือกฎหมาย

“ระบอบทักษิณ” งอกเงยขึ้นมาได้เพราะความเหลวไหลไร้หลักการของ Pragmatist ผู้ใหญ่พวกนี้แหละ

5-6 ปีต่อมาผู้นำทางสังคมหน้าเดิม ๆ เปลี่ยนข้างมาต่อต้านทักษิณ แต่แนวคิดพฤติกรรมของพวกเขาไม่ได้เปลี่ยนเลยสักนิด นั่นคือทำอย่างไรก็ได้เพื่อสัมฤทธิผลตามที่เขาคิด แต่คราวนี้คือทักษิณต้องออกไปทันที หลักการใด ๆ แม้กระทั่งกฎหมายและครรลองประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับผู้นำทางสังคมเหล่านี้ สัมฤทธิผลตามความเชื่อของเขาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

การใช้อำนาจผิดๆของทักษิณและนโยบายอันตรายต่างๆนานาของรัฐบาลนั้น ไม่อยู่นอกวิสัยที่จะต่อสู้ตามครรลองประชาธิปไตยและกระบวนการยุติธรรมเพราะประเทศไทยยังไม่ใกล้ตกนรก ยังไม่ใช่ Failed state หรือวิกฤติที่เลวร้ายที่สุดอย่างที่โฆษณาชวนเชื่อกันทุกวี่วัน ตัวอย่างเช่น สื่อมวลชนที่ว่าโดนแทรกแซงก็ยังด่ารัฐได้ทุกวี่วัน สื่อมวลชนชวนเชื่อของฝ่ายต่อต้านทักษิณก็ไม่ถูกสั่งปิด แถมยิ่งนานวันสื่อที่เป็นอิสระจากรัฐยิ่งต่อต้านทักษิณ ยิ่งนานวันความกลัวทักษิณถดถอยจนแทบไม่เหลือ

กระบวนการยุติธรรมของไทยเป็น Pragmatist ยิ่งกว่าใครอื่น ดังนั้นการสยบต่ออำนาจจึงเป็นจารีตปกติมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ไม่ใช่แค่ผลงานของทักษิณ ครั้นท่านทั้งหลายตระหนักดีว่าอำนาจของทักษิณไม่น่ากลัวอย่างที่คิดและมีอำนาจที่เหนือกว่าทักษิณอยู่ ในระยะหลังก่อนการรัฐประหาร ความกล้าของท่านจึงกลับสูงขึ้น แทนที่ผู้นำทางปัญญาและสื่อมวลชนจะกล้าพูดความจริงที่น่าวิตกเกี่ยวกับ Pragmatism ที่ไร้หลักการไร้ความกล้าหาญทางวิชาชีพ ของกระบวนการยุติธรรม หรืออย่างน้อยก็อย่าสรรเสริญ ปัญญาชนและสื่อมวลชนกลับแซ่ซ้องสรรเสริญตุลาการภิวัตน์เพียงเพราะพอใจที่กระบวนการยุติธรรมเริ่มเข้าข้างตน พวกเขาให้ท้ายเพียงเพราะต้องการสัมฤทธิผลเฉพาะหน้า

วาทกรรม “ทางออกสุดท้าย” จึงเป็นแค่วาทกรรมแบบกระต่ายตื่นตูมหลังรัฐประหารเพื่อรองรับความชอบธรรมให้แก่สัมฤทธิผลที่ตนพอใจแค่นั้นเอง แต่ที่เลวร้ายที่สุดคือผู้นำทางปัญญาจำนวนมากรู้ดีว่าการต่อสู้ตามครรลองประชาธิปไตยและกระบวนการยุติธรรมมีความเป็นไปได้สูงขึ้น แต่พวกเขายังออกมาร้อง “ฟ้าถล่ม” “ประเทศไทยกำลังตกนรก” “วิกฤติที่เลวร้ายที่สุดในโลก” เพื่อสร้างความชอบธรรมแก่การรัฐประหารอยู่ดี

พวกเขาแก้ต่างให้แก่การรัฐประหารด้วยการตอกย้ำความเลวของทักษิณ แต่พวกเขาไม่เคยตอบได้กระจ่างเลยว่า ความเลวขนาดไหนจึงสมควรใช้การรัฐประหาร คนไทยโง่เง่าขนาดไหนจึงไม่คู่ควรกับวิถีทางประชาธิปไตย รัฐบาลอเมริกาขณะนี้ยังดีกว่าทักษิณขนาดไหน ก่อปัญหาให้กับโลกน้อยกว่าทักษิณขนาดไหนจึงยังยอมให้สู้กันในกติกาประชาธิปไตยได้ แต่คนไทยต่ำชั้นกว่าหรืออย่างไรจึงไม่อาจยอมให้ใช้วิถีทางประชาธิปไตยต่อสู้กับทักษิณได้อีกต่อไป Pragmatism แบบ“ทางออกสุดท้าย” ถือเอาความโกรธเกลียดของชนชั้นนำเป็นที่ตั้งโดยแท้

พวกเขาจึงต้องทำให้ทักษิณเป็นภูติผีปีศาจแทนที่จะต่อสู้อย่างเป็นธรรม ต้องกุเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างเช่นปฏิญญาฟินแลนด์ขึ้นมาเพื่อขยายความเกลียดชัง กุผีคอมมิวนิสต์ขึ้นมาอย่างไร้ความรับผิดชอบ ใช้วิธีการทุกอย่างโดยไม่คำนึงถึงคุณธรรมทางการเมืองไม่ต่างจากทักษิณ ลงท้ายผู้ต่อต้านทักษิณจำนวนมากตกเป็นเหยื่อคือกลัวภูตผีปีศาจที่ตนเองสร้างขึ้นมา ตกอยู่ภายใต้ความโกรธเกลียดจนขาดสติ ไม่เห็นประโยชน์ของการต่อสู้ตามครรลองประชาธิปไตย แต่กลับต้องการชนะโดยเร็วที่สุด แถมมีหลายคนที่มิได้ตื่นตูมจริง รู้แก่ใจว่าหนทางประชาธิปไตยเป็นไปได้ แต่ทว่าเหลี่ยมจัดพยายามทำทุกอย่างเพื่อหวังสัมฤทธิผลที่ตนต้องการ - แค่นั้นเอง

Pragmatism แบบนี้คือ ความมักง่ายของชนชั้นนำในสังคมที่ถือเอาตัวเองเป็นความถูกต้องสูงสุด

ทฤษฎีที่อ้างว่าการรัฐประหารเป็นสิทธิอันชอบธรรมของทหารเพราะประเทศอยู่ท่ามกลางกฎหมายป่า คือทัศนะของชนชั้นนำชาวกรุงที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นด้วย และคือโฆษณาชวนเชื่อของคนเหลี่ยมจัดไม่ต่างจากทักษิณ

Pragmatism ประเภทนี้อันตรายที่สุดเพราะได้สร้างบรรทัดฐานแก่อนาคตว่า ถ้าหากประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ชนชั้นนำคิดหรือรู้สึก การใช้กำลังทหารย่อมเป็นสิทธิอันชอบธรรม

นี่คือบรรทัดฐานว่าการสู้กับโจรด้วยวิธีโจรเป็นสิทธิอันชอบธรรม การต่อสู้ด้วยอาชญากรด้วยอาชญากรรมเป็นสิ่งยอมรับได้ การสู้กับอำนาจที่ฉ้อฉลด้วยวิธีผิดๆสกปรกอย่างไรก็พึงทำได้ ตราบเท่าที่สำเร็จตามที่ตนเองต้องการ ไม่ต้องสนใจหลักเกณฑ์ความถูกต้องทางการเมืองใดๆทั้งนั้น

Pragmatism ประเภทนี้ไม่สนใจศีลธรรมอย่างที่อวดอ้าง พวกเขามีมาตรฐานศีลธรรมหลายชั้นตลอดเวลา เช่น ถือว่าการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐเป็นสิ่งเลวเป็นสื่อเทียม แต่การโฆษณาชวนเชื่อของตนเป็นสิ่งดีเป็นสื่อแท้ การมอมเมาประชาชนโดยรัฐเป็นสิ่งเลว แต่การโกหกใส่ร้ายป้ายสีกุข่าวทำเท็จให้กลายเป็นจริงเพื่อต่อสู้กับรัฐเป็นการให้ข้อมูลให้การศึกษาแก่ประชาชน นักกฎหมายฝ่ายตรงข้ามเรียกว่าเนติบริกร ส่วนเนติบริกรฝ่ายเราเรียกว่านักกฎหมายมหาชน

คนที่มีส่วนในอาชญากรรมเข่นฆ่าประชาชนเมื่อหลายปีก่อนจึงเป็นที่ยอมรับว่ามีคุณธรรมสูงส่งก็ได้ถ้าหากเขาอยู่ข้างเดียวกับเราและช่วยให้เราบรรลุผลร่วมกันในคราวนี้ Pragmatism แบบนี้ช่วยฟอกตัวจนสะอาด ศีลธรรมและคุณธรรมสำหรับ Pragmatism ประเภทนี้มีค่าเป็นเพียงแค่เครื่องมือในการต่อสู้กับฝ่ายตรงข้าม

Pragmatist ประเภทที่สอง คือ ผู้ที่ย้ำว่า “รัฐประหารเป็นเรื่องที่เกิดไปแล้ว และเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรไม่ได้” พวกเขาอาจจะไม่ได้สนับสนุนหรือแก้ต่างแทนการรัฐประหารเลย อาจคัดค้านต่อต้านเสียด้วยซ้ำ แต่คำกล่าวอย่างไม่มีทางผิดดังกล่าวเปรียบได้กับการปล่อยให้เกิดการกระทำความผิดต่อหน้าต่อตาผ่านเลยไปโดยไม่ต่อสู้เพื่อเป็นบรรทัดฐานทาง (ศีลธรรม?) สังคมว่าอะไรผิดอะไรถูก

ใครจะข่มขืนใคร โจรปล้นบ้านใคร อันธพาลยึดครองซอย ก็เป็นเรื่องที่เกิดไปแล้ว และเปลี่ยนแปลงไม่ได้ทั้งนั้นแหละ พลเมืองดีควรทำแค่ปลอบใจเหยื่อและตัวเองว่า ช่างมันเถอะ อย่างนั้นหรือ? นี่ล่ะหรือคือความมีคุณธรรมจริยธรรมที่อวดอ้างกัน

มีเหตุผลได้หลายอย่างที่อาจอธิบาย Pragmatism ประเภทนี้ เช่น ความกลัว ความเกรงใจเพื่อนฝูงที่เป็น Pragmatist ประเภทแรก หรืออาจด้วยความเบื่อหน่ายต่อความไร้สาระของการเมืองที่เกิดขึ้นก็เป็นได้ โดยที่ไม่ได้พอใจหรือเห็นด้วยกับการรัฐประหารแต่อย่างใดเลย

แต่เหตุผลเหล่านี้ก็ไม่สามารถทำให้ Pragmatism ประเภทนี้เป็นที่พึงยอมรับแต่อย่างใด อย่างมากก็เพียงน่าเห็นใจและพอเข้าใจได้ เช่น ความกลัว (แต่ย่อมเป็นหลักฐานว่าระบอบทักษิณน่ากลัวน้อยกว่าระบอบรัฐประหาร)

คำกล่าวคล้ายๆ กันนี้ได้ยินบ่อยครั้งมากจากบรรดาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับฆาตกรรมกลางเมือง 6 ตุลาคม พวกเขาไม่ต้องการให้มีการขุดคุ้ย เล่าขาน หรือตัดสินคุณค่าใดๆ

ผลของ Pragmatism ประเภทนี้คือ ความขี้ขลาดทั้งของบุคคลและของสังคม ความไร้หลักเกณฑ์ความถูกต้องทางการเมืองใดๆ ไร้บรรทัดฐานทางศีลธรรมของสังคม และการกระทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะผู้คนในสังคมสมรู้ร่วมคิดด้วยการเอาหูไปนาตาไปไร่ ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือ คนที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับการปราบปรามประชาชนคราว 6 ตุลาคม และพฤษภา 35 กลับกลายเป็นคนที่ได้รับการยกย่องในคราวนี้ว่าเป็นผู้นำที่มีศีลธรรม คุณธรรม เพราะสังคมไทยเห็นว่าโศกนาฏกรรมทั้งสองกรณี “เป็นเรื่องที่เกิดไปแล้ว และเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรไม่ได้”

ขบวนการที่เรียกร้องคุณธรรมทางการเมืองคราวนี้แท้ที่จริงจึงเป็นแค่ขบวนการปากว่าตาขยิบ เลือกที่รักมักที่ชัง ใครข้างเราถ้าทำอะไรไม่ดีก็เอาหูไปนาตาไปไร่ ใครไม่ใช่ก็ถล่มมันซะจนกว่าจะ...ออกไป ปํญหาของคุณธรรมทางการเมืองจึงไม่ใช่แค่ทักษิณกับพวกและเนติบริกร 3 คนแต่รวมถึงผู้เรียกร้องเองด้วย ผู้ใหญ่ที่อ้างหรือเชื่อกันว่ามีคุณธรรมบารมีสูงนั่นแหละน่ากลัวที่สุด

Pragmatism ประเภทนี้จึงอาจมิใช่การสนับสนุนการรัฐประหารโดยเจตนาหรือสำนึกรู้ แต่ย่อมเป็นการสมยอมต่อการกระทำผิดโดยปริยาย Pragmatist ประเภทนี้มักหลบเลี่ยงคำถามเกี่ยวกับศีลธรรมหรือไม่ก็ยกให้เป็นเรื่องของคนอื่นซะ Pragmatism ประเภทนี้ยังเป็นฐานของ Pragmatism ประเภทต่อไป

Pragmatism ประเภทที่สาม ที่แพร่หลายมากๆในคราวนี้ คือ พวกที่บอกว่าตนไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารเลย แต่ต้องเข้าใจความเป็นจริงว่ามันเกิดไปแล้วและต้องคิดถึงอนาคต คือเห็นว่าการประท้วงต่อต้านคงไม่เกิดประโยชน์ไม่เป็นผลดีที่เป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา ดังนั้น จึงควรผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ด้วยการเข้าร่วมกับกลไกต่างๆของคณะรัฐประหารซะเลย ปัญญาชนหลายคนรวมทั้งอาจารย์ ผู้แทนองค์กรสื่อมวลชน ผู้นำเอ็นจีโอ อ้างข้อนี้เป็นเหตุผลที่ไม่ออกมาคัดค้านและกลับร่วมมือกับคณะรัฐประหาร อธิการบดี มธ.ก็อ้างเหตุผลนี้ นายกสุรยุทธ์ก็อ้างว่ายอมเป็นนายกเพราะเหตุผลนี้

ดูเหมือนว่า แทบไม่มีใครเลยที่ไม่คัดค้านการรัฐประหาร (คงมีแค่อ.เขียน เซี่ยนเส้าหลง และคอลัมนิสต์ไม่กี่คนที่เอาจริงเอาจังกับโจ๊กรัฐศาสตร์ที่ว่าการรัฐประหารเป็นส่วนดีที่จำเป็นของระบอบประชาธิปไตย) แต่ระบอบของคณะรัฐประหารอยู่ได้เพราะผู้ใหญ่ทั้งหลายเห็นความจำเป็นเพื่อชาติ จึงต้องช่วยกันประคับประคองสิ่งที่ตนคัดค้านให้ประสบความสำเร็จ

หากยืมสำนวนอธิการบดี มธ.คงกล่าวได้ว่า ต้องช่วยกันอาสาไปลงนรกเพื่อให้นรกประสบความสำเร็จ เพราะถ้านรกไม่ประสบความสำเร็จ ความเป็นจริงที่ตนสยบยอมก็ไม่มีอยู่ อำนาจปืนของคณะรัฐประหารมีอยู่จริงและน่ากลัวจริง แต่อำนาจที่น่ากลัวนี้อยู่ได้ด้วยการพร้อมใจกันสยบยอมหรือการ “อุปโลกน์รวมหมู่” โดยบรรดา Pragmatist เหล่านี้เอง

หากยังงงอยู่ โปรดอ่านอีกครั้งหนึ่ง จะเข้าใจ Pragmatism แบบคลาสสิคของผู้ใหญ่ทั้งหลายในเมืองไทย กล่าวได้ว่าถ้าใครยังคิดอย่างนี้ไม่เป็นก็คงไม่มีทางได้เป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพยกย่องว่ามีคุณธรรมสูงกว่าชาวบ้านธรรมดา ถ้าใครยังกล้าหาญไม่พอที่จะช่วยกันทำให้นรกที่แทบทุกคนคัดค้านประสบความสำเร็จ ก็นับเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพไม่ได้

ตราบใดที่การพร้อมใจกันสยบยอมหรือ “อุปโลกน์รวมหมู่” ยังดำรงอยู่ ความเป็นจริงอย่างที่เขาเข้าใจก็ยังดำรงอยู่ แต่เป็นเรื่องยากมากที่จะทำให้ Pragmatist เหล่านี้ลืมตาตื่นขึ้นพร้อมๆกัน

ผู้ที่คิดอย่างตรงไปตรงมาว่าอะไรถูกเป็นถูกผิดเป็นผิดกลับถูกเรียกว่าพวกกอดคัมภีร์ เถรตรง และไม่เข้าใจความเป็นจริง หากบวกความกล้าหาญอย่างคุณนวมทอง ไพรวัลย์ เขาเรียกว่าผู้หลงผิดอย่าง ฝังหัว ทั้งหมดนี้เป็นแค่วาทกรรมที่ผลักไสผู้ที่คิดต่างจากตนให้กลายเป็นพวกเซ่อซ่าไร้เดียงสา หรือเป็นพวกไม่รู้จักสังคมไทยเท่าตน วาทกรรมแบบนี้หลบเลี่ยงไม่ยอมเผชิญกับประเด็น ไม่ยอมรับว่าคนเราอาจคิดต่อความเป็นจริงเดียวกันได้ต่างกัน

Pragmatism ประเภทสุดท้าย ก็คือ ผู้ทรงปัญญาหลายท่านออกมาแก้ต่างให้เหตุผลปกป้องการรัฐประหารต่างๆ นานา แท้ที่จริงเป็นการให้ความชอบธรรมแก่ตนเองมากกว่าอื่นใดทั้งหมด

ก่อนหน้าการรัฐประหาร คนเหล่านี้คงไม่สนับสนุนหรือยุยงให้เกิด แต่ครั้นเกิดการรัฐประหารขึ้นจริง หลายท่านคงรู้สึกตัวทันทีว่าการต่อต้านทักษิณออกผลกลายเป็นผลไม้พิษที่ตนคาดไม่ถึง

ทางออกของคนแบบนี้มีอยู่หลักๆเพียง 2 ทาง คือ ทางแรก ยอมรับความผิดพลาดของตนซะ ซึ่งย่อมเจ็บปวดมากและอาจมีผลต่อชีวิตทางปัญญาอย่างลึกซึ้งต่อไป ทางที่สองคือ ให้ความชอบธรรมแก่การรัฐประหารซะ เพื่อเป็นการให้ความชอบธรรมแก่ตนเองมากกว่าอย่างอื่น เพราะหากไม่สามารถอธิบายแก่ตัวเองได้ว่าสิ่งที่ทำลงไปแล้วไม่ผิด ชีวิตของคนๆนั้นคงกล้ำกลืนกับความผิดพลาดครั้งสำคัญนี้ไปตลอดชีวิต

แทนที่จะคิดว่าตนพลาดอะไรไป หรือตนถูกครอบงำด้วยความโกรธ เกลียดทักษิณจนหน้ามืด กลับกลายเป็นว่าผู้ทรงปัญญาต้องออกมาสร้างความชอบธรรมแก่การรัฐประหาร เพื่อจะมีชีวิตปัญญาต่อไปตามปกติอย่างไม่ขมขื่นจนเกินไปนัก

ศีลธรรมของ Pragmatist ประเภทนี้ ถึงที่สุดจึงอยู่ที่ผลต่อตัวเองเป็นปัจจัยชี้ขาด คำอธิบายที่แก้ความกระอักกระอ่วนของตนเองได้เป็นคุณธรรมสำคัญกว่าประชาธิปไตยของคนหมู่มาก

คนๆ หนึ่งสามารถเป็น Pragmatist หลายประเภทปนๆ กันได้ หลายคนในขณะนี้ก็เป็นเช่นนั้น

อาจกล่าวได้ว่าการรัฐประหารในคราวนี้ช่วยให้ตระหนักว่า แม้กระทั่งนักวิชาการซึ่งน่าจะเป็นที่พึ่งได้ในการคิดและความมั่นคงกับหลักการ เอาเข้าจริงเป็นแค่ Pragmatist แทบทั้งนั้น นักกฎหมายชื่อดังก็เป็นแค่ pragmatist แทบทั้งนั้น นักประชาธิปไตยก็เป็นแค่ pragmatist เช่นกัน

แทนที่หลักวิชา กฎหมาย หรือหลักการประชาธิปไตยจะลงหลักปักมั่นในสังคมไทย หลักทั้งหลายจึงคงเป็นแค่หลักปักขี้เลนที่นักวิชาการ นักกฎหมาย และนักต่อสู้โยกไปมาตามสัมฤทธิผลที่พวกเขาต้องการ

ภูมิปัญญาทุกๆด้านของสังคมไทยมีสกุลหลักเพียงสกุลเดียวคือ สกุล Pragmatism ซึ่งแทรกตัวอยู่ทั้งในระบบราชการ กระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ นักการเมือง เอ็นจีโอ สื่อมวลชน มหาวิทยาลัยทุกแห่ง ฝ่ายขวา ซ้าย อนุรักษ์นิยม เสรีนิยม และประชาชนทั่วไป

นี่คือคำอธิบายว่าทำไม 80% ของคนไทยรวมทั้งผู้นำทางปัญญาทั้งหลายจึงกลับลำมาสนับสนุนการรัฐประหารทั้งๆที่ส่วนใหญ่ยังบอกว่าไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารเลย

พวกเขาปฏิเสธความมีหลักการด้วยเหตุผลผิดๆ เพราะ Pragmatist เหล่านี้ไม่เคยเข้าใจว่าหลักการคืออะไร?

หลักการไม่ใช่คัมภีร์ตายตัว (นั่นเป็นความหมายตามการโฆษณาชวนเชื่อของพวก Pragmatist) หลักการไม่ใช่ความเถรตรง (นี่ก็เป็นการโฆษณาชวนเชื่อของ Pragmatist เช่นกัน) หลักการไม่ใช่นิสัยเฉพาะของฝรั่งเพราะทุกสังคมมีทั้ง Pragmatist และพวกที่เคารพหลักการ คนๆหนึ่งสามารถเป็นทั้งสองอย่างในตัวเองยังได้เลย

หลักการคือผลสรุปหรือบทเรียนรวบยอดของประสบการณ์ของมนุษย์จำนวนมหาศาลเป็นเวลายาวนานมากจนกลั่นออกมาเป็นหลักให้คนรุ่นหลังเรียนรู้ยึดถือ แทนที่จะเอาแต่คิดง่ายๆ สั้นๆกับสถานการณ์เฉพาะหน้าอยู่ร่ำไป แต่หลักการไม่ใช่กฎตายตัวหรือทฤษฎี โดยมากเป็นแค่บรรทัดฐานหรือกรอบแนวทางที่ยอมให้มีการยืดหยุ่นได้ตามความเป็นจริง หลักการหนึ่งๆยังมักเป็นเกณฑ์ที่สังคมโดยรวมยึดถือท่ามกลางความแตกต่างหลากหลายของผู้คนหลักการจึงไม่ใช่สิ่งตรงข้ามกับความเป็นจริงหรือความเป็นไทย

น่าเสียใจที่นักวิชาการ คอลัมนิสต์ ปัญญาชนออกมาประณามความมีหลักการ เห็นการยึดมั่นในหลักเกณฑ์ความถูกต้องทางการเมืองเป็นเรื่องตลก แล้วกลับแซ่ซร้องสรรเสริญ Pragmatism ที่อันตรายทั้ง 4 ประเภท กลายเป็นว่าทำยังไงก็ได้ให้ประสบผลเป็นสิ่งดี เป็นวัฒนธรรมไทย เป็นภูมิปัญญาไทยที่น่ายึดถือเป็นแบบอย่าง

หรือว่าน่าภูมิใจนักที่จะประกาศต่อโลกว่า ไทยเป็นชาติไม่มีหลักการ เกลียดหลักการ

แต่เอาเข้าจริง Pragmatist ทั้งหลายก็อยู่ในกรอบหลักคิดบางอย่างด้วยกันทั้งนั้น ทว่า Pragmatist ที่เห็นคราวนี้คือบรรดาผู้ที่ถูกครอบงำด้วยกรอบเช่นนั้นจนสนิท ไม่รู้เท่าทันกรอบความคิดที่ครอบงำตนอยู่ เรียกได้ว่าเป็นทาสของกรอบความคิดบางอย่างสนิทจนไม่เคยตั้งคำถาม พอใจเพียงแค่สัมฤทธิผลในกรอบของความคิดครอบงำนั้นๆ

รัฐประหารคราวนี้เราได้เห็นความคิดที่ฝังลึกในภูมิปัญญาของปัญญาชนเหล่านี้ชัดเจน

กรอบของความคิดนี้มีคนเรียกว่าประชาธิปไตยแบบภูมิปัญญาไทย แต่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นอภิชนาธิปไตยที่มีประชาธิปไตยเป็นแต่เปลือก

7.9.06

อาจารย์แก้วสรร ที่ผมรู้จัก

โดย โสภณ สุภาพงษ์



ก่อนนี้เมื่ออาจารย์แก้วสรร อติโพธิ อาจารย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับอาจารย์ขวัญสรวง อติโพธิ น้องชายฝาแฝด อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจารย์แก้วสรร มักจะถามผมเสมอว่า “พี่จำได้ไหม คนไหนแก้ว คนไหนขวัญ” ผมก็จะตอบล้อเล่นว่า “ดูออก ผมดูตามพฤติกรรม ว่าคนไหนเรียบร้อย คนไหนนักเลง ก็รู้”

แต่ในความจริงแล้ว ถ้าเราดูพฤติกรรมแล้ว จะแยกไม่ออกสำหรับพี่น้องฝาแฝดชอบดื่มเบียร์แกล้มปัญญาคู่นี้ ร่าเริง เปิดเผย จริงใจ เป็นกันเอง เฮี้ยวนิดๆ และที่จะไม่มีวันแยกออกเลย คือ พฤติกรรมจากน้ำใจที่จะต่อสู้กับความอยุติธรรม ต่อสู้เพื่อสิทธิที่ถูกต้องของคนยากไร้ คนอ่อนแอ คนด้อยโอกาส ไม่ว่าคู่ต่อสู้จะเป็นยักษ์เป็นมารใหญ่โต ร่ำรวย มีอิทธิพล เหาะเหินเดินอากาศขนาดไหน อาจารย์มีการจัดการ ต่อสู้อย่างสุขุม รอบคอบ มีวินัย แต่งับไม่เคยปล่อย เป็นที่ประทับใจผู้คนเสมอ

เมื่อก่อนถ้าจะแยกให้ออกว่า คนไหนแก้วคนไหนขวัญ เราต้องสังเกตเอาว่า ตำแหน่งของไฝบนใบหน้าอยู่ตรงไหน

แต่ในวันนี้ เราเห็นความแตกต่างได้บ้างจากร่างกายที่ผอมลงของอาจารย์แก้วเมื่อต้องทำงานอย่างตรากตรำตั้งแต่เริ่มเป็น ส.ว. เมื่อ 6 ปี ก่อนจนปัจจุบัน

คนที่กล่าวหาว่าอาจารย์แก้วสรร หน้าไม่เหมือนคน ไม่สมควรเป็น กกต.นั้น คงจะต้องเสียใจกับสิ่งที่กระทำลงไป ถ้าได้รู้ว่า อาจารย์แก้วสรรนั้นต้องพบกับความทุกข์ ในขณะที่เสียสละเพื่อผู้อื่น ความเศร้าที่ไม่เคยหลุดจากปาก ขอความเห็นใจหรือบ่นให้ใครฟัง

ผมรู้จักโดยการพบอาจารย์แฝดทั้งสองครั้งแรก เมื่อ 20 ปีก่อน ในขณะที่ผมในฐานะนักธุรกิจ ไปประชุมสัมมนาหัวข้อ มนุษย์กับสิ่งแวดล้อมของ UNDP ในหมู่บ้านนอกเมืองเชียงใหม่ร่วมกับอาจารย์ประเวศ วะสี อาจารย์สุลักษณ์ ศิวลักษณ์ อาจารย์ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ และนักวิชาการอีกเกือบร้อยท่าน ในขณะที่ผมปรบมือพออกพอใจต่อต่อผู้บรรยายในหัวข้อ นักธุรกิจกับสิ่งแวดล้อม อาจารย์แก้วสรร - ขวัญสรวง หันมาถามผมว่า “พี่ พี่ไม่รู้เหรอ ว่าเขากำลังด่าพี่” แล้วหัวเราะชอบใจ

และเราก็ใกล้ชิดทางใจกันมากขึ้นอีกเมื่อผมกับอาจารย์แฝดต้องไปพูดบนเวทีด้วยกันเรื่องครอบครัวกับการเลี้ยงลูก ซึ่งผมได้ให้ความเห็นว่า เมื่อเด็กผมถูกสอนเสมอว่า “มนุษย์เป็นสัตว์เลือดอุ่น เลี้ยงลูกด้วยนม” แต่บัดนี้ผมพบว่าธรรมชาติได้เปลี่ยนไปแล้ว สังคมส่วนใหญ่วันนี้ “มนุษย์เป็นสัตว์เลือดเย็น เลี้ยงลูกด้วยเงิน” ดูเหมือนว่าอาจารย์แฝดทั้งสองพอใจผมมาก และดูจะยอมรับผมเข้าชมรมปากจัดด้วยกับอาจารย์ตั้งแต่บัดนั้น

เมื่อเราขอให้อาจารย์แก้ว หรืออาจารย์ขวัญ ทำงานอะไร สิ่งที่เราจะได้เสมอก็คือ ขอหนึ่งได้สอง คือ เราจะได้ทั้งอาจารย์สถาปัตย์สิ่งแวดล้อม และอาจารย์กฎหมายพร้อมกันเสมอ เมื่อเราขอให้อาจารย์แฝดทั้งสองมาทำงานให้ฟรีๆในเรื่องของชาวบ้าน อาจารย์ก็จะมาทำให้ค่ำมืดดึกดื่น ลูกๆอาจารย์ในชุดนักเรียน ก็จะมานั่งคอยพ่อตาแป๋ว เมื่อผมบอกว่าสงสารลูกอาจารย์ต้องมาแกร่วหิวข้าวคอยพ่อ คำตอบจากอาจารย์ทั้งสองคือ “มันชินแล้วพี่ ไม่เป็นไรครับ” แปลกที่ลูกอาจารย์ไม่เคยบ่น

อาจารย์แฝดทั้งสองอายุน้อยกว่าผมมาก ใช้ชีวิตด้วยความพอเพียง รักวิถีชีวิตชาวบ้านและสิ่งแวดล้อม ไม่ต้องการเงิน ไม่ต้องการตำแหน่ง ต้องการเพียงได้ทำงานช่วยผู้คน ประชาสังคมทั่วประเทศรักอาจารย์

เมื่อช่วงที่อาจารย์แก้วสรร นักกฎหมายมหาชน เป็นรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น อาจารย์ต้องรับภาระความกระชั้นชิดของการบริหารโครงการ สร้างสนามกีฬาและหอพักนักกีฬา เอเชี่ยนเกมส์ อันใหญ่โตมโหฬารที่สุดของประเทศด้วยเงินลงทุนมหาศาลที่รังสิต(ซึ่งกลายมาเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปัจจุบัน) คุณสมบัติสำคัญสำหรับโครงการนี้ของอาจารย์แก้ว คือไม่โกง ทำงานหนัก ไม่เห็นแก่หน้าอินทร์หน้าพรหม จนงานสำเร็จลุล่วงได้น่าอัศจรรย์

เมื่ออาจารย์แก้ว สมัคร ส.ว. เมื่อ 6 ปีก่อนนั้น ป้ายแนะนำตัวกระจิริดที่แขวนแสดงถึงระบอบทุนไม่นิยมสุดขั้วของอาจารย์ แขวนเล็กๆ น้อยๆ ตามข้างถนนคนสุดท้ายนั้น เรียกความประทับใจคนได้มากทีเดียว รวมทั้งผมด้วย

ชีวิตการเป็น ส.ว.ของอาจารย์ ที่ผมเห็นนั้น น่าประทับใจยิ่งกว่านัก อาจารย์แก้วรับเรื่องราวร้องทุกข์ของชาวบ้านที่ถูกกดขี่ข่มเหง ของคนเล็กคนน้อยทุกหมู่ทุกเหล่า ของข้าราชการที่ได้รับความอยุติธรรมจากการทำหน้าที่เพื่อชาวบ้าน ดูแลต่อต้านกฎหมายที่มุ่งขายชาติ ขายอธิปไตยทุกฉบับ ชอบทำงานอยู่ข้างหลัง จนพวกเราต้องบังคับให้เป็นประธานกรรมาธิการ

ไม่ว่าใครก็ตามในสภาจะปฏิเสธไม่ได้ว่า อาจารย์จะแสดงความเห็นด้วยหรือโต้เถียงขัดแย้งเต็มที่ แต่เมื่อลงมติแล้ว เป็นจบกัน อาจารย์แก้วมีวินัยเสมอ ไม่เคยติดใจใครเป็นส่วนตัว

ช่วงการเลือกตั้ง ส.ส. ของ กกต.ที่สร้างปัญหาขัดแย้งแก่บ้านเมืองมากมายในเดือนเมษายนที่ผ่านมา อาจารย์แก้วต้องทุ่มเททำงานหาวิธีป้องกันปัญหาผิดกฎหมายต่างๆ ที่พวกเราไม่ค่อยถนัดหามรุ่งหามค่ำ แม้ในวันที่คุณสุพัตราภรรยาที่รักของอาจารย์ต้องจากไปอย่างไม่คาดฝัน อาจารย์แก้วไม่เคยปริปาก ผมได้แต่เพียงบีบมืออาจารย์ บอกว่าผมภูมิใจในอาจารย์ ผมสังเกตเห็นน้ำตาที่เอ่อในนัยน์ตาอาจารย์ได้

อาจารย์แก้วผอมลงไปพอสมควรแต่แจ่มใส ดีงาม

พระบรมราโชวาทที่ทรงให้ไว้ บอกเราว่า “ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด ดังนั้นการทำให้บ้านเมืองมีความเป็นปกติสุขเรียบร้อย จึงไม่ใช่การทำให้คนเป็นคนดี หากอยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง ปกครองกองทัพ ปกครององค์กร และควบคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจ และไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้”

การทำตามพระบรมราโชวาท ก็คือการได้ส่งเสริมให้อาจารย์แก้วสรรได้ทำงานที่สำคัญเพื่อบ้านเมือง หน้าที่ใดก็ได้

เพราะชาติจะได้ประโยชน์ ส่วนอาจารย์แก้วสรรไม่ได้ต้องการอะไรมากกว่าทำงานเพื่อผู้คน และได้ทำดีครับ....


จาก manager online วันที่ ๗ กันยายน ๒๕๔๙

15.8.06

ประสบการณ์ยิ่งใหญ่ในหมู่บ้านเล็กๆ

OUTLOOK Bangkok Post, Saturday August 12, 2006

BOOK REVIEW

The cooperative that could
An inspiring account of a remote Japanese hamlet that dared to go its own way, at its own pace, and is now held up as a shining example, a successful alternative to top-down, capital-intensive development

VANSANA CHINVARAKORN



Prasopkarn Ying-yai Nai Mooban Lek Lek
Translated by Muthita Panich from 'Gokkun Umajimaru No Mura Okoshi'
By Otoshi Masahiko
Suan Ngern Mee Ma, 283 pages, 190 baht
ISBN 9749418212



Almost 20 years ago, a Thai translation of One Straw Revolution, written by Japanese farmer Masanobu Fukuoka, was published here. It contributed greatly to boosting our nascent, organic-agriculture movement and struck a somewhat romantic chord among a section of the urban population, even inspiring some individuals to abandon the city for a life of toil in the fields.

Now we have Muthita Panich's translation of another Japanese book, which could be described as a sequel to Fukuoka's classic. On the surface, however, Prasopkarn Ying-yai Nai Mooban Lek Lek (Great Experiences from a Small Village) seems like the antithesis of Fukuoka's "do-nothing farming" maxim. The people of Umaji, a village on Shikoku, the same island where Fukuoka's farm is located, embarked on several experiments - with varying degrees of success. But fundamentally, Fukuoka and the Umaji folk share the same drive and goal: Both believe in the value of agriculture, particularly on a small scale, seeing it as the backbone of a nation. Both want people to withstand the lure of the city, which draws so many youths away from the countryside every year. And both have proven that farming can be a dignified career, a life-long process of marvellous learning which can bestow great contentment.

Another coincidence: The tree that plays a vital role in both books is the orange, a heavily promoted cash crop in Japan, as it is here. In his early years as a farmer, Fukuoka managed to wipe out hundreds of his mandarin-orange trees because he refused to follow the methods - pruning and the spraying of chemical pesticides - that had largely been adopted by his contemporaries. But, finally, he stumbled upon the "natural pattern" of the orange - and of many other species, too. Labour being scarce (the village population in 1998 was only 1,269), the farmers of Umaji had to leave their backyard groves of yuzu - Citrus junos (Rutaceae), a sour, Japanese citrus fruit about the size of a tangerine - in the hands of Mother Nature. Thus, yuzu from the area were not "shapely" in the commercial sense and commanded very low prices on the open market.

Along came Uncle Moujifoumi Toutani and some friends of his. An "ordinary section head" of the Umaji Village Farming Cooperative Society, he is depicted in Prasopkarn Ying-yai as a hot-headed, idiosyncratic individual - yet one who is totally devoted to his birthplace. His stubbornness and creativity are contagious, though. Unable to sell the odd-shaped yuzu, the villagers came up with a tart dressing made from its juice mixed with shoyu (Japanese soya sauce); it imparts an unforgettable aroma and taste to sushi, sukiyaki and other traditional dishes. Still, it took them several more years and trips to numerous trade fairs before sales of their product finally got off the ground.

In 1988, this dressing won a gold award in the 101 Village Products Contest organised by a department-store chain. The volume of orders doubled the following year to 200 million yen - and by 1997 had reached 1.8 billion yen. In 1996, this and five other products from Umaji were listed in the top-10 most popular products from Kochi Prefecture.

But there's a big lesson to be learned here, too, for Umaji folk as well as those operating other cottage industries: Don't go big. Prasopkarn Ying-yai is peppered with anecdotes, often comical, about mistakes the villagers made in the past. Uncle Moujifoumi summed it up well when he told the writer:

"The bigger the company, the more heartless the work becomes. Our village cooperative is a tiny one, so we should go slowly as we're used to doing.

"After all, it's much more fun that way."

Unlike the rationale behind our present government's One Tambon One Product (Otop) programme, the people of Umaji realised early on that they couldn't rely only on a single means of earning a living. From the yuzu dressing, Uncle Moujifoumi and his team branched out, launching a score of other products and projects: Fresh, ready-to-drink orange juice; reprocessed organic fertiliser (distributed free of charge to local farmers); a communal hot spa resort; the revival of a railway service through the forest; a one-stop information centre; an annual marathon race; and, for a few years, a series of subsidised, matchmaking trips to the village for city girls as part of a "population boosting" scheme.

Last but not least, Umaji has become a "product" in its own right. Thanks to atypical strategic planning that plays up the rustic image of this remote hamlet in the hills, its name has become synonymous with rural entrepreneurship. At the time when the book was published (1998), some 2,000 people were visiting every year to learn the "secrets" of these island folk. And here the author of Prasop-karn Ying-yai, journalist Otoshi Masahiko, did a commendable job by not overly eulogising the villagers' accomplishments. One chapter lists all the "blunders" he observed - and notes how quickly the locals modified their approach once they heard what changes he recommended. For comparison purposes, he also supplied case studies about other villages in Japan, giving the people of Umaji a clearer idea about what can make or break a community facing the onslaught of globalisation.

Indeed, a large chunk of the book deals with this pursuit of a rural identity - and attempts to reinvigorate it. On one level, the highlight of Otoshi's account is a description of how Gokkun Umajimaru, the brand name under which the village's orange juice is marketed (and which figures in the book's original title), came into existence. In parallel is a story about gokkun bouya (gokkun boy), the spirit of childlike vivacity that energises people like Uncle Moujifoumi and his peers.

But what is this "gokkun"?

In a separate interview, Uncle Moujifoumi explained that the brand name was suggested by a salient feature of the glass bottles used for the orange juice. (The manufacturer was the only company that initially agreed to do business with the villagers; Uncle Moujifoumi turned down bigger, more lucrative offers that poured in afterwards.)

"Gokkun," he said, refers to "the width of the neck of the bottle. And the feeling of drinking it ... that's gokkun." (Translator Muthita came up with the cute, onomatopoeic sound jao euek to suggest the supremely refreshing feeling one gets from glugging down a bottle of juice in one gulp.)

The Umaji folk took a similarly simple approach to promoting their village and their products, launching several campaigns that proved quite successful. They agreed to hire a small team of designers mainly because they were moved by the artists' childlike yet determined quality. Together, designers and villagers developed packaging, posters and a radio advertisement (that won second prize in a local contest), even setting up a Club of Protectors of the Forest Wind, an avant-garde idea to entice city-dwellers to get involved in local conservation schemes.

More importantly, Uncle Moujifoumi and the design team formed a fast and lasting friendship. Prasopkarn Ying-yai is as much about the friends the Umaji folks made as it is about the villagers themselves.

In February, 1998, the Umaji Village Farming Cooperative Society decided to break ranks with other co-ops in the region, which had agreed to join a consolidation scheme. This was drawn up by the government to maximise economic resources and enhance overall efficiency. But in the case of Umaji, as Otoshi notes, the co-op and the village had been through thick and thin together to the point where it would have been impossible to separate one from the other:

"The creation of a popular product, or the promotion of the village is in fact the creation of people. The survival of a small farming cooperative is thus tied to 'building' famous people and famous products. [Like] the professional yuzu growers, the professional fisherfolk, the great carpenters, the cooks who make great dishes with indigenous plants. These great people will create great products, which will in turn make a great village."

There are bound to be a lot of challenges lying ahead for Umaji. As they grow older, will the people who remain in the village be persistent and creative enough to survive the relentless flux of change?

Still, in depicting the capacity of these country people to lift themselves up by their bootstraps, Prasopkarn Ying-yai has already given us an encouraging picture of what a modern village, in Japan or anywhere else, can and should be.

7.4.06

ผืนใจ ผืนฟ้า



ท่ามกลาง ความมืดมิด ของผืนฟ้า
จันทรา ยังเรืองรอง ส่องแสง
เปล่งประกาย ให้ผืนฟ้า สว่างแดง
เรืองแรง ทอถักถ้อย ร้อยความหวัง

จุดประกาย ผืนใจ ให้ส่องสว่าง
ปัดเป่า ความเลือนลาง ในทุกครั้ง
สลายเมฆหมอก ความเหงาง่วง ในห้วงภวังค์
ให้ผืนฟ้า สุกปลั่ง ดังเช่นฟ้า

นวลผ่อง รอแสงทอง ของวันพรุ่ง
รอนแรม เรืองรุ้ง หรูหรา
แม้นท่ามกลาง ความมืดมิด แห่งอวิชชา
ฟ้า.. ยังเป็นฟ้า ไม่เปลี่ยนแปลง...

วิจักขณ์
Boulder, CO
๑๕ มีนาคม ๒๕๔๙

กาพย์ยานีรับปีใหม่

โดย วิจักขณ์ พานิช
แกะลายมือโดย กุลภา แตงน้อย :-)



..ร้อยผ่านล้านถ้อยคำ
เป็นลำนำจากหัวใจ
ส่งผ่านเป็นสายใย
ชุ่มฉ่ำใจดั่งสายน้ำ

สายฝนหล่นโปรยปราย
เปรียบดุจคล้ายดั่งน้ำคำ
ไพเราะเย็นฉ่ำล้ำ
คอยให้กำลังแก่ใจ

วันคืนล่วงอีกปี
จะรอรีไปเมื่อไร
คิดหวังทำการใด
จงทำไปตามใจหวัง

คิดดีคิดกุศล
ฟ้าเบื้องบนดลพลัง
หากเหนื่อยอย่าหยุดยั้ง
จงตั้งจิตอุทิศกาย

ทำดีทำประโยชน์
โสดไม่โสดไม่เสียหาย
คนดีรับรองได้
ใครที่ไหนก็ใหลหลง

คนดีแต่ไม่รวย
คนไม่สวยแต่ซื่อตรง
คนจนแต่มั่นคง
ไม่ต้องหลงไปอบาย

คนเลวคนขี้ฉ้อ
คนสอพลอหน้าไม่อาย
คนคดคนมักง่าย
เหมือนคนตายแล้วทั้งเป็น

คนธรรมดาสามัญ
กลับสร้างฝันให้โลกเห็น
ภูมิใจในความเป็น
คนร่ำรวยด้วยศีลธรรม

คุณค่าความเป็นคน
อยู่ในตนทุกเช้าค่ำ
งดงามด้วยน้ำคำ
งามลึกล้ำด้วยน้ำใจ

ได้เกิดมาทั้งที
ทำความดีจารึกไว้
ให้สมเป็นคนไทย
แสนภูมิใจได้ทำดี

เกิดเป็นลูกผู้ชาย
เพื่อไว้ลายให้โลกนี้
ปกปักษ์พิทักษ์ความดี
สมศักดิ์ศรีชายชาติไทย

เกิดเป็นลูกผู้หญิง
ความดีทิ้งไปไม่ได้
สวยศรีสตรีไทย
งามจริงไซร้เพราะใจดี

จริงใจไม่จิงโจ้
ไม่ต้องโอ้อวดมั่งมี
ชาตินี้ทั้งชีวี
มิหวังมีทรัพย์เงินทอง

เงินทองของนอกกาย
หดหายได้หากใช้คล่อง
เพชรพลอยเป็นร้อยกอง
หาใช่ของที่สำคัญ

โบกมือลาปีเก่า
เรื่องโศกเศร้ามลายพลัน
ยกให้อภัยกัน
อันมิตรนั้นสำคัญหมาย

ผิดพลาดในชีวิต
ใครก็ผิดพลาดกันได้
อย่ากลัวมัวเสียดาย
เริ่มต้นใหม่กันอีกที

ปีใหม่มาถึงแล้ว
โอ้เพื่อนแก้วสุดแฮปปี้
ปรีดิ์เปรมเกษมศรี
เริ่มต้นดีล้วนมีชัย

ขอให้มีความสุข
ไร้ความทุกข์แม้นเมื่อใด
พระธรรมบันดาลให้
จิตผ่องใสในชีวี

ปีใหม่เริ่มต้นใหม่
จิตสวยใสเหมือนเบบี๋
คิดทำแต่ความดี
เป็นสุขศรีแก่เผ่าพงศ์

พฤกษภกาสร
อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่งคง
สำคัญหมายในกายมี

นรชาติวางวาย
มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี
ประดับไว้ในโลกา[1]

กุศล อกุศล
ต่างระคนในสังสาร์
เลือกเฟ้นด้วยปัญญา
พร้อมธรรมาในจิตใจ

อาสัตย์พ่ายความสัตย์
ดุจเพชรตัดเจียรไน
อธรรมพ่ายธรรมไซร้
จงเชื่อได้ในใจตน

คนดีคนไม่ดี
ต่างก็มีทุกแห่งหน
ความดีเอามายล
อย่ามัวสนคนไม่ดี

เห็นไหมเธอเห็นไหม
สุขมีได้ในทุกที่
เมตตาและปรานี
มอบให้ฟรีแก่ทุกคน

ชีวิตมีไว้สุข
ถีบความทุกข์ไปให้พ้น
ลดเลิกละตัวตน
รักทุกคนเท่าๆกัน

เป็นเพื่อนแก่เจ็บตาย
เป็นสหายร่วมสร้างสรรค์
สร้างโลกพระศรีอารย์
ให้ผลิบานในหัวใจ

สังขารนั้นไม่เที่ยง
อันนี้เลี่ยงไปไม่ได้
วันนึงเราต้องตาย
กายสลายเป็นแน่นอน

แต่คุณงามความดี
ล้วนเป็นศรีสโมสร
คงมั่นนิรันดร
ดุจอมรอมรา

ปีใหม่เปลี่ยนใจใหม่
ให้สวยใสดุจผืนฟ้า
กว้างใหญ่ดุจนภา
ดุจเมฆาอันเสรี

ปีใหม่ชีวิตใหม่
เริ่มต้นได้แต่วันนี้
ด้วยอำนาจคุณความดี
ขอจงมี...แต่สุขเทอญ ๚๛


วิจักขณ์ พานิช
สวนโมกขพลาราม
๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕

นี่หรือมนุษย์



สายลม พัดพลิ้ว ปลิวโบก
ผืนโลก ช่างแสน กว้างใหญ่
ฟ้า จงเป็นฟ้า อย่าเปลี่ยนไป
อักนาน เท่าไร นะมนุษย์

ใยจึง คิดโกรธ พิโรธฟ้า
ใยจึงบ้า ฆ่าฟันกัน ด้วยอาวุธ
อหังการ์ ว่าตนเอง นั้นเอกอุตม์
ด้วยกิเลส ที่แสนสุด จะโสมม

สายลม กรรโชกไม่หยุดหย่อน
สงคราม ยังหลอกหลอน ให้ขื่นขม
กลิ่นคาวเลือด พัดโชยมา กับสายลม
นี่หรือโลก ที่สวยสม ของคนเรา

แดดแผดแรง ปกเปรี้ยง ทั่วผืนฟ้า
สาดลงมา ลอดเมฆา เหนือขุนเขา
อักนานไหม ความโง่เง่า ของคนเรา
ที่จะเอา โลกทั้งใบ มาไว้ครอง

อัตตา ว่าตัวกู สุดเลอเลิศ
ประเสริฐ เลิศล้ำ จองหอง
มีอะไร อีกบ้างไหม ที่หมายปอง
เอาไปเถิด เอาไปครอง ให้สมใจ

จักรวรรดิ์ นิยม อันขมขื่น
ที่บังคับ ขู่ขืน ผืนดินไว้
โหมโจมตี ด้วยเรือรบ ปืนกลไฟ
มอดไหม้ บรรลัย ทั่วปฐพี

โลกผันแปร แทนที่ เสรีนิยม
ให้เสพสม โลกยุคใหม่ สมัยนี้
ฆ่ากันด้วย เงินตรา อย่าปรานี
สูบธรณี เปิดเสรี ปู้ยี่ยำ

โอ๊ยจะเอา ไปทำไม เล่าแดนดิน
เมื่อมันสิ้น ประโยชน์ ก็น่าขำ
เหลือเอาไว้ ใช้ซุกตัว พวกหัวดำ
นี่แหละ ความชั่วระยำ ของมนุษย์

โหดเหี้ยม ใจสัตว์ เดรัจฉาน
หน้าด้าน สันดานหยาบ ใจทุษ
หิวกิเลส ดุจเปรต เศษอุจจ์
โอ้มนุษย์ ที่เขาว่า น่าเป็นนัก...

วิจักขณ์
สวนโมกขพลาราม
๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕

ความเอ๋ย ความฝัน



ความเอ๋ย..ความฝัน
เคยอยู่ เคียงกัน วันก่อนเก่า
เป็นเด็กน้อย ร้อยฝัน ในวันเยาว์
ไร้หนาม ความเศร้า ในเงาฝัน

เคยฝัน ถึงวันอันสดสวย
เป็นคนรวย ความดี ที่สุขสันต์
แม้นไม่มี เพชรพลอย เป็นร้อยพัน
ขอมีวัน ที่ดีงาม ตามจิตใจ

ฝัน...อาจเป็นฝัน อันสดสวย
แต่เพียงฝัน ไม่อาจช่วย ใครใครได้
ฝ่าฟัน ดันสองเท้า ให้ก้าวไป
สุดทางฝัน บันดาลใจ ให้เป็นจริง

จนเป็นฝัน ที่ง่ายงาม ตามความคิด
เป็นภาพฝัน อันลิขิต ชีวิตยิ่ง
ค่อยค่อยฝัน จนค่อยเห็น เป็นความจริง
สร้างสรรค์สิ่ง ที่ดีงาม ตามฝันไป

ความเอ๋ย ความฝัน
อาจแปรผัน เมื่อตื่นจากฝัน ในวันใหม่
อาจมิได้ ตามฝันดี ที่ตั้งใจ
ไม่เป็นไร ยังโชคดี ที่ฝันเป็น...

วิจักขณ์
๑๕ ต.ค. ๔๕

สีผ้า หรือ ค่าคน



จะจับผ้า คว้าจีวร มานอนกอด
จะไปถอด ย่ามบาตร มาขัดถู
จะขอพร นอนฝัน ถึงพระดู
หวังไปสู่ สวรรค์วิมาน ประการใด..

เอาผ้าเหลือง ไปห้อขี้ ก็คงเหม็น
สิ่งที่เห็น มิใช้ค่า ผ้าสีไหน
คนจะดี หรือไม่ดี อยู่ที่ใจ
มิใช่ค่า ผ้าผืนใด ที่ใช้ครอง


วิจักขณ์
สวนโมกข์นานาชาติ
๑๔ มีนาคม ๔๕

11.3.06

จิตตปัญญาศึกษา (Contemplative Education)

คอลัมน์ จิตวิวัฒน์
โดย จารุพรรณ กุลดิลก

ประมาณครึ่งปีก่อน มีบทความจิตวิวัฒน์ที่ชื่อว่า "การเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ" เขียนโดยวิจักขณ์ พานิช นักเรียนไทยที่มหาวิทยาลัยนาโรปะ ประเทศสหรัฐอเมริกา (มหาวิทยาลัยแห่งนี้ เน้นการเรียนรู้คุณค่าของชีวิต เป็นมหาวิทยาลัยนอกกระแสหลักที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งในขณะนี้)

โดยวิจักขณ์ แปลมาจากคำว่า Contemplation ซึ่งเป็นชื่อวิชาที่นักการศึกษาระดับแนวหน้าของโลกกำลังให้ความสนใจอย่างยิ่ง เพราะเป็นวิชาที่สามารถแก้ปัญหาในเรื่องการเรียนรู้ของมนุษย์อย่างได้ผล เนื่องจากปัญหาของมนุษย์ที่พบเห็นอยู่เสมอ คือบางครั้งคนเก่งอาจตัดสินใจทำอะไรลงไปโดยหลงลืมแง่มุมของจริยธรรม หรือคนมีจริยธรรมอาจขาดศิลปะในการทำงานให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม

สิ่งเหล่านี้ได้รับการอธิบายจากผู้ทรงคุณวุฒิทั่วโลก ว่าเป็นผลมาจากการศึกษาอย่างแยกส่วน วิชาความรู้กับความจริงของชีวิตถูกสอนแยกกันโดยสิ้นเชิง เราจึงไม่รู้ว่าคุณค่าของความเป็นมนุษย์ที่แท้คืออะไร คุณภาพด้านนอกและด้านในของมนุษย์จึงไม่สอดคล้องกลมกลืนไปด้วยกัน

ดังนั้น ภายใต้ความคิดกระแสหลักทั้ง 2 สายในปัจจุบัน คือ ปัจเจกเสรีนิยมและสังคมนิยมที่ต่อต้านการแบ่งแยกชนชั้น ซึ่งต่างพัฒนาไปคนละทิศอย่างสุดขั้ว จึงล้วนไม่สามารถทำให้มนุษย์พบกับอิสรภาพอย่างแท้จริงได้ และหากปราศจากการใคร่ครวญอย่างจริงจัง ย่อมจะปักใจเชื่อไปตามกระแสใดกระแสหนึ่งอย่างสุดโต่ง

แต่ถ้าตั้งโจทย์ให้กับสังคมเสียใหม่ว่า มนุษย์ทุกคนล้วนมีทั้งความเก่งที่จะสามารถดำรงตนให้อยู่รอด และมีความดีที่ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น สามารถรังสรรค์ชุมชนของตนให้น่าอยู่ ยังจะเกิดการต่อสู้เพื่อกระแสใดกระแสหนึ่งอีกกระนั้นหรือ

ดังนั้น หนทางที่ตรงและเร็วที่สุดในการทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขคือ การปฏิวัติการเรียนรู้ของมนุษย์ทั้งหมด เพื่อบ่มเพาะให้เป็นทั้งคนเก่งและคนดี

ซึ่งในที่นี้หมายถึงเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในศาสตร์ที่ตนศึกษาอย่างถ่องแท้ สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม

โดยสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีการพัฒนาคุณภาพขั้นพื้นฐานของมนุษย์ในระดับจิตวิญญาณหรือจิตสำนึกใหม่ ที่รู้จักรับผิดชอบต่อการดำรงอยู่ของสังคมและมีหัวใจที่จะดูแลโลกให้ร่มเย็นเป็นสุขสืบไป

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพอย่างที่ฝัน เนื่องจากศาสตร์แนวหน้าต่างๆ ล้วนมีความยากและซับซ้อน เพียงการถ่ายทอดแต่ละวิชาให้นักเรียนเข้าใจก็เป็นเรื่องยากอยู่แล้ว

ดังนั้น การจะนำเรื่องแก่นปรัชญาในเชิงคุณธรรมจริยธรรมของแต่ละศาสตร์มาประยุกต์ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม เป็นเรื่องยากเสียยิ่งกว่า และเป็นที่รู้กันว่าเรื่องใดยาก จะทำให้นักศึกษาส่วนใหญ่เกิดความท้อใจและเบื่อหน่ายต่อการเรียนรู้ในที่สุด

ดังนั้น เมื่อจบออกไป คนเหล่านั้นจะยังคงมีความสับสนในชีวิต วิชาการก็ไม่แม่นยำ แก่นแท้ก็ไปไม่ถึง เป็นอันตรายต่อการสร้างชาติอย่างยิ่ง เพราะถ้าบุคลากรในประเทศไม่สามารถนำวิชาความรู้มาแก้ไขความทุกข์ซึ่งเป็นเรื่องจริงของชีวิตได้ มิหนำซ้ำยังเอาไปหาประโยชน์ใส่ตัว เบียดเบียนผู้อื่นและเกิดการบริโภคอย่างเกินพอดี ยิ่งจะก่อให้เกิดปัญหาขึ้นในสังคม จนกลายเป็นสังคมแห่งความทุกข์

จนเมื่อถึงวันหนึ่งที่ความสุขด้านนอกตัวไม่สามารถตอบสนองต่อเหตุแห่งทุกข์ที่แท้จริงของคนในสังคมได้แล้วนั่นแหละ จึงค่อยย้อนกลับมาสู่ประตูธรรม หันหน้าเข้าพึ่งพาความรู้ที่ช่วยเยียวยาจิตใจ เช่น หลักศาสนาของตน เป็นต้น

เหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และเป็นเรื่องน่าเสียดาย หากบุคลากรของชาติมัวไปเสียเวลากับสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาชาติโดยรวม กว่าจะเข้าใจชีวิตและหน้าที่ของความเป็นมนุษย์ อาจใช้เวลาเกือบทั้งชีวิต ซึ่งเราไม่สามารถรอได้นานขนาดนั้นแล้ว เนื่องจากวิกฤตการณ์ต่างๆ ในปัจจุบันกำลังรุมเร้าเข้ามา ทั้งภัยธรรมชาติและภัยที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของมนุษย์เอง เป็นสัญญาณบอกเหตุว่าถึงเวลาแล้วที่มนุษย์ทั้งหมดจะต้องปรับเปลี่ยนแนวคิด และหันมาร่วมมือกันแก้ไขสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

มีความพยายามของกลุ่มคนหลายกลุ่มทั่วโลก ที่ร่วมกันพัฒนาวิธีการเรียนรู้ของมนุษย์ ให้สามารถเลือกใช้วิชาการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ มาประสานเชื่อมโยงกันอย่างชาญฉลาด เพื่อแก้ไขในสิ่งที่มนุษย์เคยทำผิดพลาดไว้กับโลกและสิ่งแวดล้อม เรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติและเพื่อนมนุษย์อย่างอ่อนน้อมอ่อนโยน วิชาเหล่านี้รวมเรียกว่าจิตตปัญญาศึกษา หรือการศึกษาที่เน้นการพัฒนาจิตใจ ซึ่งเป็นคุณภาพด้านในของมนุษย์ เพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ถึงคุณค่าของสิ่งต่างๆ โดยปราศจากอคติ ไม่แบ่งแยกหรือตัดสิน ถูก-ผิด ขาว-ดำ ซึ่งการเรียนรู้แบบนี้จะทำให้เกิดความรักความเมตตา มีจิตสำนึกต่อส่วนรวม และเป็นการร่วมสร้างสังคมพื้นฐานปัญญา (Wisdom-Based Society)

การเรียนรู้หลักๆ ของจิตตปัญญาศึกษาคือ ศาสตร์ต่างๆ บนโลกที่สามารถอธิบายความเป็นหนึ่งเดียวของทุกสรรพสิ่ง และทำให้ทุกคนเข้าใจได้อย่างง่ายๆ เช่น ความรู้เรื่องนิเวศวิทยาแนวลึก (Deep Ecology) หรือจักรวาลวิทยา (Cosmology) เป็นต้น รวมทั้งการฝึกฝนในเรื่องของจิตใจ การฝึกสติ สมาธิ ซึ่งเป็นเรื่องที่สมควรปฏิบัติควบคู่ไปกับวิชาในห้องเรียน เพื่อให้เกิดการเปิดรับข้อมูลหรือความรู้อย่างเต็มที่ สุขภาพกายและใจจะดีขึ้น ผลการเรียนย่อมจะดีขึ้นด้วย เรียกว่าเรียนอย่างมีความสุข ซึ่งมีงานวิจัยมากมายทั่วโลกที่อธิบายปรากฏการณ์เหล่านี้อย่างเป็นสากล และหนทางในการฝึกฝนจิตใจ ก็มีมากมายหลายวิธีตามความเหมาะสมกับคนแต่ละวัย มีทั้งความสนุกและได้สติ-สมาธิไปพร้อมๆ กัน เช่น การฝึกโยคะ การรำกระบอง เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชุมชน เช่น ศิลปะ ดนตรี กิจกรรมอาสาสมัคร กิจกรรมไดอะล็อค (การสนทนาที่เน้นการฟังอย่างไม่ตัดสิน เกิดสติและปัญญาร่วมกันในวงสนทนา) เป็นต้น การรีทรีท (Retreat) หรือการปลีกวิเวก เพื่อไปรู้จักตนเอง ซึ่งกำลังเป็นที่นิยม เพราะในภาวะที่จิตสงบ ไม่คิดฟุ้งซ่าน อาจพบคำตอบต่อปัญหาได้อย่างน่าอัศจรรย์

ตัวอย่างเช่น การคิดค้นระบบการร่อนลงจอดของยานอวกาศบนดาวอังคาร ของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ท่านกล่าวว่า ในขณะที่เกิดปิ๊งความคิดขึ้นมานั้น จิตของท่านสงบว่าง ก่อให้เกิดปัญญานั่นเอง กิจกรรมรีทรีทนี้ กำลังได้รับความสนใจทั่วโลก และหากเยาวชนของชาติมีโอกาสฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ ย่อมจะเป็นเรื่องดีมิใช่น้อย

มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกเช่น ฮาร์เวิร์ด โคลัมเบีย แมสซาชูเซตส์ ฯลฯ ได้นำเรื่องของจิตตปัญญาศึกษาบรรจุเข้าไปในหลักสูตรในสาขาวิชาต่างๆ แล้ว รวมทั้งสถาบัน The Center for Contemplative Mind in Society ซึ่งเกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของศาสตราจารย์ชื่อดังจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้นำเรื่องเหล่านี้ไปใช้ประกอบในการเรียนการสอนและการอบรมทางวิชาการอย่างเป็นระบบ นักศึกษาสามารถฝึกฝนกระบวนการเรียนรู้ การใคร่ครวญ อย่างสม่ำเสมอ จนสุดท้ายจะเข้าใจคุณค่าของวิชาชีพได้ด้วยตนเองจริงๆ เกิดความเข้มแข็งและความมั่นใจในการใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น และสิ่งแวดล้อม ขณะนี้ได้เกิดภาคีการเรียนรู้จิตตปัญญาศึกษาขึ้นในประเทศไทยแล้วเช่นกัน โดยความร่วมมือของหลายองค์กร เช่น สถาบันอาศรมศิลป์ โรงเรียนรุ่งอรุณ โรงเรียนสัตยาไส สถาบันขวัญเมือง เสมสิกขาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โครงการจิตวิวัฒน์ (แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์) มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล ฯลฯ

เนื่องจากรากฐานทางวัฒนธรรมที่แท้ของสังคมไทยเป็นเรื่องเดียวกันนี้เอง ดังนั้น การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ รวมทั้งการวิจัยจึงเป็นเรื่องไม่ยากนัก อีกทั้งผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านการศึกษาหลายคนมีความตระหนักแล้วว่าถึงเวลาที่คนไทยควรจะกลับมาเรียนรู้ภูมิปัญญาดั้งเดิมของบรรพบุรุษ เพราะเรามีประเพณีและกิจกรรมมากมายที่งดงามและส่งเสริมต่อการพัฒนาจิตใจ หากสามารถนำมาประยุกต์เชื่อมโยงให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตในปัจจุบัน มีการอธิบายให้ชัดเจนโดยใช้ศาสตร์ใหม่ๆ ชุดคำใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นบนโลก จะทำให้คนเป็นอันมากสามารถมองเห็นและเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น และย่อมจะเกิดผลต่อการพัฒนาความรู้ให้ไปในทิศทางที่ถูกต้อง ที่ลดการทำลายสิ่งแวดล้อม และการทำร้ายทำลายกัน แต่เกิดเป็นทางออกที่แสดงถึงปัญญาร่วมของมนุษย์ในที่สุด

ความก้าวหน้าในเรื่องจิตตปัญญาศึกษาผู้เขียนจะนำมาเสนอรายละเอียดในคอลัมน์จิตวิวัฒน์เป็นระยะๆ หากท่านผู้ใดสนใจที่จะร่วมแลกเปลี่ยนในเรื่องดังกล่าว สามารถติดต่อข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ NewConsciousness@thainhf.org

แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ
มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
www.jitwiwat.org

26.2.06

ถ้าทักษิณอยู่หลังเลือกตั้ง นักธุรกิจเจ๊งแน่นอน

โดย โสภณ สุภาพงษ์

นโยบายที่โฆษณาโกหกแล้วโกงจะทำให้คนที่เคยชอบ (โฆษณา) กลายเป็นเกลียด

วงจรความเกลียดชังนี้จะยาวนานไม่จบ ถ้าคุณทักษิณยังคงกลับมาอยู่ในการเมืองหลังเลือกตั้งอีกครั้ง ตลาดหุ้น ธุรกิจการค้า การท่องเที่ยว การธนาคารเจ๊งยาวนานแน่นอน นักธุรกิจควรคิดล่วงหน้าได้แล้วครับ....

ผมนั่งเครื่องบินไปภาคใต้กับอาจารย์หมอประเวศ วะสี วันก่อน

อาจารย์หมอประเวศบอกชื่อหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่ต้องการอ่านกับแม่หนูแอร์โฮสเตสคนนั้น

“ขายดีค่ะ หมดเกลี้ยง ไม่มีแล้วค่ะ” แม่หนูตอบ

“แต่หนูว่าอ่านฉบับไหนก็เหมือนกันนะคะ เขียนว่านายกฯ ทักษิณ ทุกฉบับเหมือนกันหมดเลยค่ะ”

คำตอบของแม่หนูแอร์โฮสเตส ทำให้ผมและอาจารย์หมอหันมามองหน้ากันแล้วต้องหัวเราะออกมาพร้อมๆ กัน แม่หนูช่างสะท้อนความรู้สึกของสังคมไทยวันนี้ได้ง่ายๆ บริสุทธิ์ดีเหลือเกิน

วันนี้และข้างหน้า เมืองไทยไม่ได้มีรัฐบาลพรรคเดียว แต่เป็นรัฐบาลคนเดียว ตามอารมณ์อยากของคนคนเดียว

พรรคก็มีคนคนเดียวเป็นนายจ้าง เด็ดขาดเบ็ดเสร็จ มีลูกจ้างคือรัฐมนตรี รวมทั้งคนในพรรคและองค์กรอิสระตรวจสอบ และ ส.ว.บางส่วน ฯลฯ เงินที่ใช้จ้างก็แอบเอามาจากทรัพย์สินของชาวบ้านนั่นแหละ

ข้าราชการและชาวบ้านมีหน้าที่เป็นคนรับใช้ คอยขนอธิปไตยและทรัพย์สินสาธารณะของชาวบ้านไปให้เพื่อขายเป็นหุ้นเป็นเงินของคนคนเดียวและต่างชาติเทมาเส็ก

การบริหารบ้านเมืองใช้วิธีแบบเคาะชามข้าว ชาวบ้านจังหวัดไหนไม่กระดิกหางก็ตัดงบประมาณลงโทษ ทั้งๆ ที่งบประมาณเป็นเงินของชาวบ้าน

อาจารย์หมอประเวศบอกว่า เทมาเส็ก นั้นมีรากคำมาจากชื่อรัฐโบราณบนเกาะสิงคโปร์ซึ่งเคยรบชนะสยาม ผมเลยคิดต่อไปว่า คราวนี้สิงคโปร์เลยชนะอีกครั้ง เพราะมีคนคนเดียวเป็นไส้ศึกร่วมรับผลประโยชน์ไปด้วย

อาจารย์บอกว่าการโกงแผ่นดินขายชาตินี้ ถ้าเป็นสมัยโบราณ ก็ตัดหัวเจ็ดชั่วโคตร ผมเลยคิดต่อไปว่า สมัยนี้แปลกนะ กลับกำลังจะได้ครอบครองชาติเป็นอมตะภาษาโรมันเรียก (Dictator Perpetuus) แปลกครับ

คนไทยที่ออกมามืดฟ้ามัวดินต่อต้านการโกงแผ่นดินขายชาติ การผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง คราวนี้เป็นคนที่เคยชอบนายกฯ คนนี้มาก่อนทั้งสิ้น

แต่ถ้าดูเบื้องหลังนโยบายจริงๆ ของท่าน ก็คงไม่แปลกใจ เพราะยังคงเป็นนโยบายโฆษณาโกหก แล้วโกง

ดังนั้น คนที่เคยชอบเพราะโฆษณาจะพบในที่สุดว่า ถูกโกหกแล้วถูกโกง แล้วจึงเกลียดญาติธรรมสันติอโศกที่เคยชอบนายกฯ จึงบอกว่า “เพราะข้าโง่มาก่อนไง....ข้าจึงหลงส่งเสริมเขา”

เมื่อคนเก่าที่เคยชอบเปลี่ยนเป็นเกลียด ก็ต้องไปโฆษณาโกหกแล้วโกงกับคนใหม่ๆ สักพักนึงคนที่หลงชอบใหม่ๆ ก็จะรู้ว่า “ข้าโง่” ก็จะกลายเป็นเกลียดเพิ่มจำนวนขึ้นอีก

นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามมีแค่ชอบกับไม่ชอบ ไม่ถาวร แต่เกลียดของชาวบ้านถาวรกว่ามาก มีแต่ขยายทั้งคุณภาพและปริมาณไม่เลิก ผมขอยกตัวอย่างที่ฟังมา

เช่น นายกฯ ทักษิณ โฆษณานโยบายชาวบ้านว่า จะยึดถือรัฐธรรมนูญ รธน.มาตรา 39 บอกว่าชาวบ้านมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การสื่อ รธน.มาตรา 44 บอกว่า ชาวบ้านมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ รธน.มาตรา 76 บอกว่า รัฐบาลต้องสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจทางการเมืองฯ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ

แต่พอชาวบ้านมาชุมนุม แสดงความคิดเห็น นายกฯ บอกว่า เขาเป็นกุ๊ย เขาทำลายระบบ ทั้งๆ ที่นายกฯ เองเป็นผู้ล้มล้างระบบรัฐธรรมนูญเสียเอง ชาวบ้านที่ชอบโฆษณา รู้สึกว่าถูกโกหกแล้วถูกโกง ครับ...นี่เป็นตัวอย่างของนโยบายระดับรัฐธรรมนูญที่โฆษณาโกหกแล้วโกง ซึ่งพามาสู่ความเกลียดไม่เลิกของคนที่เคยชอบ

นายกฯ ทักษิณ โฆษณานโยบายกับชาวบ้านว่า จะเลิกกฎหมายขายชาติ ขายรัฐวิสาหกิจ แล้วในที่สุด สาธารณูปโภคพลังงานถูกเอาไปเซ็งลี้กับต่างชาติ ความถี่โทรคมนาคมที่เป็นทรัพยากรของชาติก็ถูกเอามาเป็นหุ้นและเงินของตัวเองกับต่างชาติสิงคโปร์ ทำให้เทมาเส็ก สิงคโปร์ ชนะสยามเป็นครั้งที่สองอย่างอาจารย์หมอประเวศว่า นโยบายที่ใช้วิธีโฆษณาแล้วโกหกทำให้ชาวบ้านที่เคยชอบ รู้สึกถูกโกงแล้วเกลียดครับ....

นายกฯ ทักษิณ โฆษณานโยบายให้มีศูนย์คุณธรรม มีการตั้งสัจจะคุณธรรมส่งให้นายกฯ แต่สุดท้ายนายกฯ ก็ส่งเสริมอบายมุข การพนัน หวยเสรี เหล้า แฟชั่น ให้การท่องเที่ยวฯ ลงนามบันทึกข้อตกลงกับกลุ่มการพนัน กาสิโนต่างชาติฮ่องกงเพื่อพัฒนาเกาะภูเก็ตเป็นเกาะการพนันกาสิโน เรียก ลัคกี้ไอร์แลนด์ ไว้ให้เรือท่องเที่ยวการพนันมาจอดวงเงิน 175,000 ล้านบาท ญาติธรรมที่เคยชอบถึงบอกว่า “เพราะข้าโง่มาก่อนไง.... ข้าจึงได้หลงส่งเสริมเขา” คนที่เคยชอบนโยบายที่โฆษณารู้สึกถูกโกหก ถูกโกง จึงเกลียด

หลังเลือกตั้ง ถ้านายกฯ ยังอยู่แล้วกลับมาอีก (จากเงินที่สะสมไว้มากจึงค่อนข้างแน่) ความเกลียดจะขยายวงต่อต้านอย่างไม่สิ้นสุด เป็นเรื่องระหว่างชาวบ้านที่ถูกโกหกกับนายกฯ การลงทุนโครงการใหญ่จากในและต่างประเทศจะชะงักงัน การท่องเที่ยวจะหยุด ตลาดหุ้นจะตกต่ำ การค้าธุรกิจจะเจ๊ง เหตุร้ายภาคใต้รุนแรงขึ้นอีก ธนาคารการเงินจะซบเซา การค้าอย่างสยามพารากอน และผู้ถือหุ้นจะเจ๊ง

นักธุรกิจการค้าการเงิน นักเล่นหุ้น นายธนาคาร เตรียมตัวแล้วหรือยัง จะรอเจ๊งหรือจะช่วยแก้ไขล่วงหน้าครับ.....

นโยบายโฆษณาโกหกแล้วโกง จะทำให้คนเคยชอบเปลี่ยนเป็นเกลียด ไม่เลิกตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนหลังเลือกตั้งเพิ่มขึ้นยาวนาน แน่นอนครับ ถ้าไม่ช่วยแก้

คุณทักษิณ พักสักพักเถอะครับ ดีกว่า อย่างน้อยครอบครัวจะได้มีความสุขขึ้นกับเศษเงินเจ็ดหมื่นสามพันล้านบาทและที่สะสมไว้อีกหลายแสนล้านครับ.......

24.2.06

วัฒนธรรมคนอย่างทักษิณ

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

จนถึงเดี๋ยวนี้ ผมก็ยังไม่ได้ร่วมลงชื่อขับไล่ทักษิณ ไม่เคยร่วมแถลงข่าวกดดันให้นายกฯ ลาออก

และแน่นอนว่าไม่เคยเข้าร่วมชุมนุมไม่ว่าจะที่สวนลุมฯ ลานพระบรมรูป หรือสนามหลวงเลยสักครั้งเดียว

ไม่ใช่เพราะผมเห็นว่า คุณทักษิณ ชินวัตร ไม่มีความบกพร่องอะไรในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นะครับ

ตรงกันข้ามเลย ผมเห็นว่าคุณทักษิณขาดความชอบธรรมทางการเมืองมานานเต็มทีแล้ว นับตั้งแต่ปล่อยให้มีคนถูกประหารโดยไม่ได้ผ่านกระบวนการยุติธรรมกว่า 2,000 คน ในสงครามปราบยาเสพติด

ตั้งแต่ทำโครงการนานาชนิดกับประชาชนระดับล่าง แล้วไม่ติดตามสนับสนุนให้ลุล่วงเป็นมรรคผลสักโครงการเดียวตั้งแต่ผิดคำพูดกับสมัชชาคนจน อันเป็นกรณีที่ชี้ให้เห็นว่า ถ้าต้องเลือกระหว่างชะตากรรมของคนจนกับของอุตสาหกรที่ไม่มีกึ๋นจะแข่งกับใคร นอกจากเบียดเบียนทรัพยากรของเพื่อนร่วมชาติเพื่อผลิตพลังงานราคาถูกให้ผลาญ คุณทักษิณเลือกเพื่อนของตัวในวงการธุรกิจอุตสาหกรรมก่อน

ตั้งแต่ประเมินสถานการณ์ภาคใต้ผิด แล้วปล่อยให้มีการอุ้มฆ่าผู้คน ด้วยความคิดตื้นเขินว่าอำนาจดิบสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ง่ายและเร็ว จนทำให้เกิดการสังหารหมู่ที่กรือเซะโดยไม่ขยับลงโทษผู้กระทำผิด แม้เป็นเรื่องที่ปิดลับต่อไปไม่ได้แล้ว ปล่อยให้กระทำทารุณต่อประชาชนถึงกับต้องล้มตายร่วมร้อยในกรณีตากใบ และจนถึงทุกวันนี้คุณทักษิณก็ยังเห็นเรื่องร้ายแรงขนาดนั้นว่าเป็นความผิดพลาดทางเทคนิคเท่านั้น คือมีรถไม่พอขนคน

ตั้งแต่ดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจหลายอย่างที่ส่อให้เชื่อได้ว่าเอื้อต่อธุรกิจตนเองและพวกพ้อง แม้มาตรการเหล่านั้นหลายเรื่องสร้างความเดือดร้อนแสนสาหัสแก่ประชาชนบางกลุ่ม เช่น เกษตรกรผู้ปลูกหอมกระเทียมไปจนถึงผู้เลี้ยงโคนม ฯลฯ

ตั้งแต่ทำให้องค์กรและกระบวนการตรวจสอบตามระบอบประชาธิปไตยง่อยเปลี้ยเสียขา เอาเครื่องมือของรัฐเช่น ปปง. ซึ่งควรมีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในการตรวจสอบทรัพย์สมบัติของนักการเมืองฉ้อฉลไปใช้ในทางข่มขู่คุกคามศัตรูทางการเมือง ไม่เว้นแม้แต่หน่วยราชการอื่นๆ เช่นสรรพากรไปจนถึงองค์กรนอกราชการ เช่น ก.ล.ต. ซึ่งสังคมกำลังเขียนเครื่องหมายคำถามตัวเบ้อเฮิ่มอยู่เวลานี้

โอ๊ยพรรณนาไปก็หมดหน้ากระดาษเปล่าครับ

แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็ไม่ได้เห็นว่าคนที่กำลังล่ารายชื่อถอดถอนคุณทักษิณ คนที่ออกมาแถลงข่าวความไม่ชอบธรรมในตำแหน่งนายกฯ หรือคนที่เคลื่อนไหวชุมนุมขับไล่ ฯลฯ ทำอะไรนอกกติกาอย่างที่รัฐบาลพยายามสร้างภาพอยู่เวลานี้

กติกาของระบอบประชาธิปไตยต้องมีพื้นที่สำหรับทุกคน ทุกความเห็น ที่จะแสดงออกได้เสมอมีแต่กติกาของคุณทักษิณเท่านั้นที่ไม่มีพื้นที่เหลือสำหรับใครเลยนอกจากพรรคพวกและขาเชลียร์

คงไม่ลืม ทนายสมชาย นีละไพจิตร นะครับ นั่นแหละเคลื่อนไหวตาม "กติกา" เปี๊ยบเลย แต่กลับถูกอุ้มหายไปโดยหาคนรับผิดชอบอะไรไม่ได้ แม้แต่นายกรัฐมนตรี (ซึ่งเคยแสดงความอวดรู้ว่าเขาทะเลาะกับเมีย) ก็ไม่อายต่อความล้มเหลวที่จะรักษาพื้นที่ใน "กติกา" ให้ปลอดภัยคนที่ออกมาเคลื่อนไหวกดดันและขับไล่คุณทักษิณ ยังไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมายหลักๆ สักข้อถ้าจะบอกว่าวิถีทางของรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยจะอยู่หรือไปอยู่ในสภาเท่านั้น ผมก็อยากถามว่าใครสั่งสอนคุณมาอย่างนี้

สภาเป็นหนึ่งในวิถีทางเท่านั้น พื้นที่ข้างนอกไม่ว่าจะเป็นสื่อ (ที่ไม่ถูกครอบงำ) ในไซเบอร์สเปซ, ในข่าวลือ, ในถนน ฯลฯ ก็ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของวิถีทางของการควบคุมกำกับรัฐบาลทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นการเลือกตั้งที่พรรค ทรท. ฝากความหวังไว้อย่างเหนียวแน่นจะมีความหมายอะไร นอกจากการแสดงปาหี่ให้ดู 60 วันก่อนการตัดสินใจสำคัญทางการเมืองของประชาชน

ถ้าจะหาข้อละเมิดกฎหมายของผู้เคลื่อนไหวในตอนนี้ให้ได้ก็อาจมีกฎหมายป่าเถื่อน เช่น การชุมนุมเกิน 10 คน ซึ่งอาจก่อให้เกิดการจลาจลขึ้นได้ โดยอาศัยวินิจฉัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจะเกิดหรือไม่เกิดจลาจล กฎหมายนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง แต่ก็ยังคงใช้สืบเนื่องมา ตามแต่วินิจฉัยของตำรวจว่าหัวชาวบ้านกลุ่มใดควรถูกตีให้แตกเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายกฎหมายสับปะรังเคของเผด็จการฉบับเดียวยังไม่มีปัญญาจะยกเลิก อุตริจะมาคิดแก้รัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม แม้เชียร์อยู่ในใจให้เขาประสบความสำเร็จ ผมก็ไม่ได้ออกมาร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มซึ่งส่วนใหญ่คือเพื่อนฝูงที่รักใคร่นับถือกันทั้งนั้นไม่ใช่เพราะไม่เห็นด้วยนะครับแต่เพราะเป้าหมายของผมไม่ได้อยู่ที่เอาคุณทักษิณออกไป เท่ากับเอาประเทศไทยคืนมาคืนมาให้ใคร?ต้องคืนมาให้แก่ประชาชนซึ่งประกอบดวยคนหลายจำพวก นักธุรกิจแบบคุณทักษิณ, บริวาร และพันธมิตรก็มี, เกษตรกรรายย่อยก็มี, กรรมกรก็มี, นักบวชก็มี, คนพิการก็มี, นักวิชาการก็มี, ช่างตัดผมก็มี ฯลฯ

ถ้าคืนมาให้เฉพาะคนชั้นกลางในเมือง ผมไม่เห็นว่าจะมีอะไรที่ต่างกันมากนักเพราะสิ่งที่น่ารังเกียจอย่างยิ่งนั้นไม่ใช่ทักษิณ แต่คือ "คนอย่างทักษิณ" ต่างหากและคนอย่างทักษิณนั้นไม่ได้มีเฉพาะเศรษฐีซึ่งยังอธิบายธนสารสมบัติของตัวไม่ได้เป็นที่กระจ่างใจแก่คนไทยจำนวนมากเท่านั้น แต่รวมไปถึงคนอื่นๆ อีกมากที่อยู่ในกลุ่มคนชั้นกลาง ทั้งที่อยู่ในสภาพัฒน์, ในตลาดหลักทรัพย์ฯ, ในวงการเมืองหรือแม้แต่คนที่ไม่ได้อยู่ในที่เหล่านั้นเลย แต่ถูกครอบงำด้วยอุดมคติและโลกทรรศน์แบบนั้น เช่น คุณชวน หลีกภัย, คุณบรรหาร ศิลปอาชา, คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ฯลฯ ก็อาจมีความเป็นคนอย่างทักษิณผสมปนเปอยู่ในตัวมากทีเดียว

ทั้งนี้ เพราะความเป็นคนอย่างทักษิณนั้นเป็นวัฒนธรรมครับคือเป็นวิถีคิดและโลกทรรศน์ของคนจำนวนมาก ไม่ได้จำกัดอยู่กับคนไม่กี่คนจะพูดว่าเป็น "กระแสสังคม" ก็ได้ แพร่หลายอยู่ในหมู่คนชั้นกลาง ซึ่งผ่านระบบการศึกษาที่เสี้ยมสอนให้เป็นอย่างนี้, ผ่านระบบเศรษฐกิจที่ประสานผลประโยชน์ของคนชั้นกลางบางส่วนเข้ากับธุรกิจใหญ่ และผ่านระบบการเมืองที่เปิดพื้นที่ให้เฉพาะคนชั้นกลางเท่านั้นได้เข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมืองอย่างเป็นผล

ฉะนั้น สิ่งที่เราต้องขับไล่ออกไปจากการเมืองของเรา ขับไล่ออกไปจากตำแหน่งผู้นำทางการเมือง ขับไล่ออกไปจากวิถีคิดและโลกทรรศน์ของสังคมไทยคือวัฒนธรรมของคนอย่างทักษิณ ซึ่งแม้ว่าคุณทักษิณอาจหลุดจากตำแหน่งนายกฯ แล้ว ก็ยังมีคนอย่างทักษิณที่พร้อมจะเข้ามาเป็นนายกฯ ต่อไปได้ไม่สิ้นสุด

ด้วยเสียงเชียร์ในตอนแรกเหมือนเดิมวัฒนธรรมหรือวิถีคิดและโลกทรรศน์ดังกล่าว ในทัศนะของผม มีสองส่วนสำคัญคือ อำนาจนิยม และเสรีนิยมใหม่อํานาจนิยมไม่ได้หมายความถึงระบอบเผด็จการเพียงอย่างเดียว แม้ในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในชีวิตปกติก็อาจมีลักษณะเป็นอำนาจนิยมได้ เพราะอำนาจนิยมหมายถึงความเชื่อว่าการจัดการที่มีประสิทธิภาพมีอยู่อย่างเดียว คือการใช้อำนาจเด็ดขาดความนิยมที่คุณทักษิณเคยได้รับอย่างท่วมท้นมาจากไหนโพลสำนักต่างๆ สำรวจแล้วได้ผลตรงกันว่า ประชาชนนิยมคุณทักษิณที่ความเด็ดขาดและกล้าตัดสินใจ แปลออกมาให้เข้าใจง่ายกว่านั้นคือ แก้ปัญหาทุกอย่างด้วยการตัดสินใจแต่ผู้เดียว แล้วใช้อำนาจเด็ดขาดดำเนินการอำนาจนั้นจำเป็นแน่ครับในการจัดการ แต่อำนาจที่เด็ดขาดของเถ้าแก่ไม่เปิดโอกาสให้มีการไตร่ตรองจากหลายฝ่าย ใครโดนเหยียบเท้าก็ร้องบอกไม่ได้ หรือถึงบอกได้ก็จะได้รับแค่คำปลอบโยนว่าทนไป แล้วจะดีเองไม่ดีแก่ลื้อ ก็ดีแก่บริษัทของอั๊วและด้วยเหตุ

ดังนั้น คนอย่างคุณทักษิณจึงไม่ยอมรับการตรวจสอบ ไม่ว่าจะตรวจสอบโดยองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือองค์กรภาคประชาชน อำนาจที่ถูกตรวจสอบทัดทานได้ ทำให้ไม่อาจจัดการอะไรด้วยอำนาจเด็ดขาดได้นั่นคือที่มาของเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญของการฆาตกรรมในสงครามยาเสพติด (ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมสืบมา เพียงแต่สื่อไม่ปล่อยให้เสียงบ่นเล็ดลอดออกมามากเกินไปเท่านั้น) แม้แต่นักวิชาการระดับเคยบริหารสำนักวิจัยใหญ่บางแห่งยังเคยสรรเสริญเอฟทีเอกับจีนและอินเดีย ซึ่งทำกันขึ้นอย่างรวบรัดแบบกล้าตัดสินใจและเด็ดขาดที่อยู่ในวัฒนธรรมคนแบบทักษิณนี่แหละครับการมองแต่อำนาจเป็นหนทางแก้ปัญหาทุกอย่างไปหมด จึงไม่ได้จำกัดอยู่กับทักษิณ แต่ฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมของคนชั้นกลางไทย ซึ่งเคยชินแต่กับการเมืองเผด็จการมาตลอด และผมคิดว่าเราต้องล้มวัฒนธรรมนี้ ซึ่งในปัจจุบัน คุณทักษิณ ชินวัตร เป็นสัญลักษณ์ที่เด่นชัดที่สุด แต่ล้มคุณทักษิณคนเดียว ไม่กระเทือนอะไรกับวัฒนธรรมนี้เลย เดี๋ยวคนอย่างคุณทักษิณก็กลับมาใหม่

อีกส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมคนอย่างทักษิณก็คือ คนชั้นกลางไทยส่วนใหญ่เชื่อว่า ควรให้โอกาสอย่างไม่อั้นแก่นักลงทุน เพราะผลกำไรของนักลงทุนจะทำให้บ้านเมืองเจริญ และคนอื่นๆ ก็จะได้ผลดีตามไปด้วย โอกาสที่ต้องเปิดให้นักลงทุนหมายถึงโอกาสที่นักลงทุนไปแย่งเอาทรัพยากรของชาวบ้านมาใช้ประโยชน์ โดยไม่จ่าย, จ่ายไม่คุ้ม, หรือเอาไปแฝงไว้ในงบประมาณแผ่นดิน ทั้งหมดนี้รัฐไม่ควรแทรกแซงเพื่อปกป้องประชาชน ถ้ารัฐจะแทรกก็คือแทรกเข้าไปตีหัวชาวบ้านที่ออกมาปกป้องทรัพยากรของชุมชน

ผมเรียกวัฒนธรรมส่วนนี้ว่าเสรีนิยมใหม่ เพราะมีลักษณะตรงกันกับปรัชญาเสรีนิยมใหม่ที่แพร่หลายในโลกทุนนิยมตะวันตก แต่ไม่ได้แปลว่าคนชั้นกลางไทยรับจากฝรั่ง เพราะเราถูกกล่อมให้คิดอย่างนี้มาตั้งแต่เริ่มนโยบายพัฒนา ก่อนหน้าที่ลัทธิเสรีนิยมใหม่จะระบาดในโลกตะวันตกเสียอีก

วัฒนธรรมอย่างนี้และครับที่ทำให้ประชาธิปไตยไม่มีความหมายแก่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เฉพาะคนชั้นกลางซึ่งสามารถมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างได้ผลเท่านั้นที่อาจได้ประโยชน์บ้าง

และวัฒนธรรมอย่างนี้ก็อยู่กับชนชั้นนำไทยมาตั้งแต่สมัยเริ่มการพัฒนาเป็นต้นมาจนบัดนี้ ทักษิณ ชินวัตร แสดงส่วนที่หยาบที่สุดของวัฒนธรรมเสรีนิยมใหม่ให้เห็นได้ชัดเท่านั้น ไม่ได้แปลว่า นายกฯ คนอื่นยึดถือวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไป

ฉะนั้น การกดดันขับไล่ทักษิณให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯ จึงเป็นเพียงการขับไล่สัญลักษณ์ ไม่ใช่ขับไล่ความอยุติธรรมและความป่าเถื่อนของอำนาจ ซึ่งพร้อมจะกลับมาครอบงำคนไทยได้อีกเสมอ

(จาก หนังสือพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1332)

27.11.05

สามเดือน(แรก)ในสวนโมกข์

หลังจากรับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์ของสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ ได้เพียงวันเดียว ผมก็เก็บของใช้เพียงไม่กี่อย่าง พร้อมบทสวดเอสาหังที่อาเมตตาส่งมาให้ แล้วจับรถทัวร์กรุงเทพฯ–สุราษฎร์ธานี จากสายใต้ใหม่ ปลายทางสวนโมกข์ ในคืนวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ผมบวชด้วยศรัทธาและความตั้งใจจึงไม่ได้ตั้งเป้าหมายหรือประหวั่นอะไรกับการมาอยู่ที่สวนโมกข์ นอกจากอยากศึกษาและปฏิบัติอย่างจริงจังสักช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อจะนำไปใช้ในชีวิตช่วงต่อไปของผม

การเป็นคนไม่เชื่ออะไรอย่างไร้เหตุผล แต่จะพยายามค้นหาคำตอบที่มีน้ำหนักพอมาสนับสนุนท้ายสุดจึงค่อย ๆ มองความสัมพันธ์ของความเชื่อของเรากับปราชญ์คนอื่น หรือหนังสือเล่มอื่น ๆ คือ สิ่งที่เป็นพื้นฐานของผมเสมอมาตั้งแต่ครั้งยังเมามายเถียงเรื่องว่า “กินเหล้ามีข้อดียังไง” กับเพื่อน ๆ (แน่นอนว่าตอนนั้นผมกำลังถือขวดเหล้าอยู่) จนวันที่เข้าไปปฏิบัติธรรมครั้งแรกในชีวิตที่ยุวพุทธิกสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ ช่วงเดือนตุลาคม’ ๔๑

แค่เวลาเพียง ๗ วัน ทำให้ทรรศนะของผมต่อพุทธศาสนาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง แม้จะไม่เคยสนใจเรื่องนี้มาก่อนแม้แต่น้อย แต่ด้วยใจที่ตั้งใจจะไปพิสูจน์หรือจับผิดลัทธิ จึงทำให้ผมไม่ยอมเลิกล้มหรือท้อถอยง่าย ๆ กลางคัน พยายามทำในสิ่งที่วิทยากรสอนให้แจ่มแจ้งแก่ใจ เพราะมิฉะนั้นผมคงไม่สามารถจะเอาไปพูดได้อย่างเต็มปากว่า เคยมาปฏิบัติธรรมกับเค้าแล้วครั้งหนึ่ง ทำให้การปฏิบัติธรรมครั้งนั้น ได้เปลี่ยนแปลงแนวทางการดำเนินชีวิตของผมอย่างสิ้นเชิง ทำให้ผมได้มีโอกาสกราบเท้าพ่อ–แม่เป็นครั้งแรกในชีวิต และยังส่งผลเป็นแรงบันดาลใจให้ผมยึดมั่นในการทำความดีต่อผู้อื่น ทำประโยชน์ให้สังคม แม้ตัวเองจะเหนื่อยหรือลำบากมากเท่าไร แทนการยึดมั่นที่จะทำอะไรเพื่อตนเหมือนสมัยก่อน

ผมได้ทุ่มเทเวลาให้กับกิจกรรมหลาย ๆ อย่างของคณะ และมหาวิทยาลัยในอีก ๒ ปีให้หลัง โดยส่วนมากจะเป็นงานที่ต้องอาศัยความเสียสละ เป็นงานที่ไม่มีใครอยากทำ หรือเข้ามารับผิดชอบ และสุดท้ายหลังจากจบการศึกษา ผมเลือกที่จะใช้เวลาอีก ๓ เดือนหลังจากนั้น ไปทุ่มเทออกค่ายสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กยาว ๒๔ เมตร ให้แก่ชาวบ้านที่จังหวัดสุรินทร์ ที่เดือดร้อนจากน้ำท่วมที่ทำให้เส้นทางสัญจรถูกตัดขาด สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่า และเป็นความภูมิใจเสมอที่ผมได้พูดถึง แต่ตลอดช่วงเวลา ๒ ปี ที่ผมใช้เวลาส่วนมากในการเสียสละเพื่อส่วนรวม โดยไม่เห็นผลแก่ตนนั้น มิได้ทำให้การทำงานของผมมีความสุขอย่างที่ควรจะเป็น กลับกลายเป็นความเหนื่อยและท้อแท้แทบจะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไปหลายครั้งหลายหน เพราะตราบใดที่ผมได้ทุ่มเทกำลัง เพราะอยากให้สิ่งนั้นดี หวังว่าสิ่งนั้นต้องเป็นเช่นนั้น เช่นนี้ การไม่สมตามที่หวังก็ย่อมจะเกิดขึ้นเสมอ ทางเดียวคือไม่ยอมแพ้กับความรู้สึกเหล่านั้น เพียงพยายามในทุกวิถีทางต่อไป แม้จิตใจจะเหนื่อย จะทุกข์ จะท้อแท้แค่ไหน จนกระทั่งงานสำเร็จในที่สุด แต่ในท้ายที่สุดผมก็ต้องถามตัวเองว่า…นี่เป็นอุดมคติของชีวิตจริง ๆ นะหรือ…การทำดีแล้วเป็นทุกข์นั้นเป็นสิ่งที่ผมควรยึดถือเป็นแนวทางของชีวิตเช่นนั้นหรือ…?

สวนโมกข์ เป็นคำตอบของการแสวงหาของผม ก่อนหน้านี้ผมเคยมาที่นี่เพียงครั้งเดียว ตอนประมาณ ๖–๗ ขวบ ยังจำได้ว่าตัวเองขี้อายมากตอนที่ถูกเรียกไปนั่งที่ม้าหินของท่านอาจารย์ ท่านสอนผมเหมือนเด็กทุกคนที่มาสวนโมกข์.. “ไม่ดื้ออย่างเดียว ดีหมดทุกอย่าง”.. เพียงแต่ประโยคนี้ใช้ไม่ค่อยจะได้กับเด็กผู้ชายหัวรั้นและดื้อแพ่งอย่างผม ตลอดช่วง ๑๖–๑๗ ปีแรกของชีวิตที่เกือบจะจมเหวไปหลายครั้งอยู่เหมือนกัน

ช่วงแรกผมไม่ชอบการใช้ชีวิตแบบพระเอาเสียเลย บางครั้งผมรู้สึกอยากที่จะละทิ้งจากทุกสิ่ง อยู่อย่างต่ำ ดำรงชีวิตด้วยอาหารในบาตร และทุ่มเทกับการปฏิบัติธรรม ผมกลับได้รับความรู้สึกของสังคมความเป็นอยู่อีกแบบหนึ่ง ที่ระเบียบ กฎเกณฑ์ รูปแบบของการกระทำในลักษณะหนึ่ง ทำให้ผมเต็มไปด้วยความฟุ้งซ่านและวุ่นวายใจ ในการปรับตัวให้เข้ากับสมณะเพศ แต่ต่อมาเมื่อเคยชินมากขึ้น ทำให้ผมเข้าใจว่า ทุกสังคมไม่เว้นแม้แต่สังคมภิกษุย่อมต้องประกอบด้วยคนหลากหลายประเภท มีทั้งดีและไม่ดี เพราะพระสงฆ์ไม่ใช่พระอรหันต์ ทุกคนก็ยังมีกิเลส เพียงแต่มากน้อยต่างกันไปตามความตั้งใจ ตนย่อมเป็นที่พึ่งแห่งตนและคงไม่มีใครที่จะช่วยเราได้ หากเราไม่คิดที่จะช่วยตัวเองเสียก่อน

การมาอยู่สวนโมกข์ ทำให้ผมรู้สึกเหมือนการ ศึกษาในมหาวิทยาลัยทางวิญญาณอย่างแท้จริง รู้สึกว่าเรามีความกระหาย ใคร่รู้ในหลายเรื่อง เป็นความรู้สึก ที่ไม่ได้เกิดจากการบังคับดังเช่นในการศึกษาทั่ว ๆ ไปในสังคม ธรรมชาติในสวนโมกข์เป็นดั่งอาจารย์ อาคารสิ่งปลูกสร้างเป็นเหมือนตำราเล่มโตให้เราได้ศึกษาความหมายที่ซ่อนอยู่ภายใน และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือการได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับป่าไม้ สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ โดยไม่เบียดเบียน เหมือนเป็นการสอนให้เราได้รู้คุณค่าของมนุษย์ในฐานะสมาชิกหนึ่งของธรรมชาติอีกครั้ง หลังจากที่เราหลงลืมกันไปเสียนานว่า เราไม่ได้เป็นเจ้าของโลกใบนี้แต่เพียงผู้เดียว

การที่จะบอกให้คนทุกคนเข้าใจว่ามนุษย์มีฐานะเท่าเทียมกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นไส้เดือน กิ้งกือ นั้นคงทำได้ยากเต็มทน “ธรรมะ” จึงกลายเป็นของแปลกที่ไม่เข้าหูวัยรุ่นคนยุคใหม่แม้แต่น้อย ไม่มีใครอยากรู้อีกต่อไปว่าเราเกิดมาทำไม ? ชีวิตคืออะไร ? ..ไม่มีสัจจะใดที่จะต้องแสวงหากันอีกเสียนอกจาก “เงิน” เท่านั้น คนในโลกใบนี้กำลังเทิดทูนความเก่งกาจของมนุษย์ชาติในการคิดค้นประดิษฐ์วัตถุอันเอื้อประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตในทุก ๆ ด้าน แต่ลองมองให้ดีจะรู้ว่ามนุษย์นี้ต่างก็อยู่ภายใต้ “ความกลัว” ยิ่งกว่าในยุคพัน ๆ ปีที่แล้วเสียอีก

..เรากำลังอยู่ภายใต้อำนาจของ “ความกลัว” ไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างอิสระได้อีกต่อไป ความเหงา ความเบื่อหน่าย ความตื่นเต้น ความท้อแท้.. ล้วนเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการที่เราได้ฝากจิตใจอันมีคุณค่าของเรา ไว้กับการเปลี่ยนแปลงของกระแสสังคม และคนรอบข้างโดยที่เราไม่รู้ตัว

สำหรับผมสิ่งที่มีค่าที่สุดที่ผมได้จากสวนโมกข์ คือการที่เราได้รู้จักตัวเอง รู้จักจิตใจของตัวเองรู้ว่าการกราบไหว้ตัวเองได้เป็นเช่นไร ได้มารู้จักคำง่าย ๆ อย่างคำว่า “ไม่เห็นแก่ตัว” อย่างลึกซึ้ง และรู้ว่าไม่ใช่สิ่งที่ทำง่าย ๆ แค่เพียงผิวเผิน หากคนในประเทศแค่เพียง ๒๐ % รู้จักที่จะ “มอง” ตัวเองอย่างที่พุทธศาสนาสอนจริง ๆ แล้ว ผมเชื่อว่าประเทศไทยจะน่าอยู่กว่านี้มาก

สำหรับชีวิตนี้ของเราก็ยังคงต้องดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ของความเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ มันเป็นเรื่องน่าสลดใจไม่น้อยที่รู้ว่าจิตใจของเรายังคงต้องเวียนวนไปอย่างไม่จบสิ้น แม้ว่ากายจะสลายไป แต่อย่างน้อยผมยังหวังว่า การที่เราได้เข้าใจความเป็นธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต จะเป็นแรงบันดาลใจให้เราได้สร้างสรรค์ความดี สิ่งดี ๆ ทิ้งไว้บนโลกที่ยังคงอยู่นี้ไว้บ้าง โดยที่ลดความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนลงสักหน่อย แม้จะเป็นการสวนกระแสของวัตถุนิยมอยู่บ้าง แต่มันคงยังมาซึ่งความภาคภูมิใจแก่ชีวิตมนุษย์ของเราได้ ตามกำลังความสามารถของแต่ละคน

การพูดเรื่องธรรมะกับคนทั่วไป โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ เป็นเรื่องที่ยากมาก ยิ่งเราได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งมากเท่าไร ก็ยิ่งจะเป็นการแสดงออกซึ่งความประหลาดมากเท่านั้น สิ่งเดียวที่จะเป็นการทำให้คนรอบข้างเข้าใจให้ดีที่สุด นั้นคือ การที่เราต้องทำให้เห็น เย็นให้สัมผัสได้ เพราะมิฉะนั้นแล้ว การที่เราใช้เวลาศึกษาธรรมะก็คงเป็นการสูญเปล่าคงใช้ได้เฉพาะการโต้วาทีเท่านั้น

คนไทยกว่า ๘๐% ยังเป็นคนที่ไม่มีศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าวิตกมาก เพราะเขาได้ฝากจิตใจ หรือวิญญาณไว้กับเงินเดือน เพื่อน ครอบครัว ความสุขสนุกสนาน ในแต่ละวันของชีวิต และยามใดที่ทุกสิ่งต่างพร้อมใจกันเปลี่ยนแปลงไปจากชีวิต เขาก็พร้อมที่จะลาจากโลกนี้ตามไปด้วย ศาสนาเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อจิตใจมนุษย์มาก เพราะศาสนาจะทำให้เราได้เข้าใจความเป็นจริงของกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ การที่เราจะได้ดำเนินชีวิตไปได้อย่างสอดคล้อง อย่างถูกต้อง ทุกศาสนาต่างมีคุณค่าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเพราะเป็นการอธิบายคำว่า “สัจจะ” ให้คนต่างที่ต่างถิ่นได้เข้าใจในรูปแบบที่ต่างกัน คนไทยโชคดีที่มีศาสนาพุทธ ที่เป็นศาสนาที่สอนอย่างวิทยาศาสตร์เข้าใจได้ด้วยเหตุผล และมีวิธีการปฏิบัติเพื่อเข้าถึงอย่างชัดเจน หากแต่ชาวพุทธจะต้องลดอัตตา ความทะเยอทะยานหยิ่งทะนงในตนออกเสียบ้าง เพื่อที่จะเข้าไปเรียนรู้ศาสนาในแง่มุมที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตเรามากขึ้น

เมื่อผมได้บ่นมาสมควรแก่หน้ากระดาษ ท้ายสุดก็ขอวอนให้เพื่อน ๆ พระภิกษุนวกะที่จะลาสิกขาบทไปหลังออกพรรษานี้ จะได้ยืนหยัดเป็นตัวอย่างในการที่จะเป็นชาวพุทธในอุดมคติที่เข้าใจศาสนา นำไปปฏิบัติได้ในกระแสสังคมปัจจุบัน อย่างน้อยก็เป็นพื้นฐานของจิตใจในการดำรงชีวิต และสร้างครอบครัวที่ดีในอนาคตต่อไป..เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

พระวิจักขณ์ เมธงฺกุโร (พานิช)
ออกพรรษา พฤศจิกายน ๒๕๔๔

20.11.05

ทักษิณ-สนธิกับอนาคตการเมืองไทย

โดย ชัยอนันต์ สมุทวณิช
จาก manager.co.th
20 พฤศจิกายน 2548

ดวงชะตาของสมาชิกครอบครัวสมุทวณิช คงมีอะไรสักอย่างที่เป็นอริกับการเมือง พ่อผมเมื่อเป็น ร.ต.ท.ก็ถูกจับไปขังไว้ที่กระทรวงกลาโหมในข้อหาร่วมกบฏเสนาธิการ 1 ตุลาคม 2491 ต่อมาเมื่อมีกบฏแมนฮัตตัน พ่อผมก็ถูกทหารจับใส่รถถังไปอีก โดยหาว่านำกำลังเสรีไทยจากภาคอีสานมาช่วยฝ่ายกบฏ

ไม่นานมานี้ ชัยสิริ น้องชายเขียนบทความในนามแฝงลงในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ก็ถูก ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ฟ้อง และปัจจุบันลูกชายผมเองคือ พชร สมุทวณิช ซึ่งเป็นกรรมการบริษัท ไทยเดย์ ด็อทคอม ก็ถูก พ.ต.ท.ทักษิณ ฟ้องร่วมกับคุณสนธิ ลิ้มทองกุล

เพื่อนๆ ต่างสงสัยว่าผมทำงานในภาครัฐหลายด้าน เพื่อนผู้เป็นเสมือนน้องคือ สนธิ วิจารณ์นายกฯ ทักษิณทุกวันศุกร์ และเป็นหัวหอกในการต่อต้านวิธีการแปรรูป กฟผ.ด้วย ทำไมผมจึงนิ่งเฉย ทุกวันนี้มีคนต่อว่ามากมาย ส่วนใหญ่จะมองว่าผมได้กลายเป็นสมุนรับใช้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปเสียแล้ว และคงจะได้ผลประโยชน์จากการแปรรูป กฟผ.มากมาย

ที่จริงกรรมการ กฟผ.ทุกคน รวมทั้งตัวผมซึ่งเป็นประธานกรรมการด้วยนั้น ได้ค่าตอบแทนจาก กฟผ.เดือนละหมื่นกว่าบาท และไม่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้นแม้แต่หุ้นเดียว เพราะเราไม่ได้เป็นพนักงาน กฟผ. ดังนั้น ผมจึงถูกด่าฟรีมานานแล้ว แต่ผมก็ไม่ว่าอะไร บางคนก็หาว่าผมขายตัวไปแล้วบ้าง

ผมแยกงานของรัฐออกจากรัฐบาลได้ โดยเฉพาะตัวผู้นำรัฐบาล ในอดีตมีคนจำนวนมากทำงานให้รัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร แต่ผมก็ไม่เคยไปร่วมวงด้วย มาบัดนี้รัฐเราเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น การทำงานในฐานะกรรมการรัฐวิสาหกิจ มีลักษณะพิเศษเหมือนกับการเป็นกรรมการในคณะกรรมการชุดต่างๆ ของระบบราชการ จะแตกต่างกันก็ตรงที่รัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทมหาชนแล้ว จะต้องได้รับการตรวจสอบจากผู้ถือหุ้น และตลาดหลักทรัพย์ด้วย

เรื่อง กฟผ.นั้น บทบาทของผมชัดเจน คือการดูแลให้หลักเกณฑ์การกระจายหุ้นเป็นไปอย่างสมประโยชน์ของประชาชน และผมมีส่วนในการจัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการไฟฟ้า สิ่งที่ผมกังวลก็คือ การที่เขื่อนพลังน้ำทั้งหลายจะอยู่ที่ไหน ซึ่งบัดนี้บรรดาเขื่อนต่างๆ ก็ยังคงอยู่กับรัฐ ความเป็นเอกชนของ กฟผ.นั้นมีเพียงเสี้ยวเดียวคือ 25% มิใช่การแปรรูปอย่างที่เรียกว่า privatization หากเป็นการเปิดโอกาสให้มีการระดมทุนจากภาคเอกชนได้ในระดับหนึ่ง องค์การไฟฟ้า (EDF) ของฝรั่งเศสก็ทำแบบเดียวกัน เขาไม่เรียกว่า privatization แต่เรียกว่า “เปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุน” แทนที่รัฐจะต้องเป็นฝ่ายแบกรับภาระแต่เพียงฝ่ายเดียว

ผมกับสนธิคบกันด้วยความเกรงใจ นับถือซึ่งกันและกัน ผมคิดว่าผมรู้จักสนธิดี และอาจเป็นคนน้อยคนที่รู้เรื่องของสนธิมากที่สุด

ตอนที่สนธิประสบปัญหาทางธุรกิจ ธุรกิจของเขาส่วนใหญ่ได้รับเงินกู้จากธนาคารกสิกรไทย คุณบัณฑูร ล่ำซำ มาหาผมที่โรงเรียน ผมยืนยันว่า สนธิไม่มีทางเบี้ยว ในที่สุดก็มีการตกลงกัน หนังสือผู้จัดการได้รับการอะลุ้มอล่วย มีการผ่อนใช้หนี้ และมีการเจรจาตัดลดหนี้ลง แต่สนธิถูกธนาคารนครหลวงไทย ฟ้องล้มละลาย หนี้สินทั้งหลายที่มีอยู่ก็หายไปตามกระบวนการบุคคลล้มละลาย สนธิทำอะไรไม่ได้อยู่ 3 ปี พอพ้นจากการเป็นผู้ล้มละลายก็มาตั้งบริษัท ไทยเดย์ฯ หวังจะให้ลูกชายของเขาสืบทอดงานต่อ

ดังนั้น สนธิจึงไม่เคยไปเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณหรือธนาคารกรุงไทยช่วยลดหนี้เลย ข้อเท็จจริงนี้มีหลักฐานยืนยันได้

เมื่อสมัยพรรคประชาธิปัตย์ สนธิมีความสนิทสนมกับผู้นำพรรคหลายคน บางคนเป็นญาติกันด้วยซ้ำไป แต่สนธิทนการบริหารงานของรัฐบาลไม่ได้ ก็เลยออกมาวิจารณ์ มาสมัยนี้ สนธิบอกผมว่า เราควรช่วยงานรัฐบ้างในส่วนที่รัฐบาลจะนำความคิดของเราไปทำ ต่อมาก่อนหน้าที่สนธิจะออกมาวิจารณ์นายกฯ ทักษิณ สนธิโทร.มาหาผม และนัดคุย แล้วพูดว่า เห็นจะทนต่อไปอีกไม่นาน ผมรู้ว่าสนธิไม่มีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกับทักษิณ แต่ความรู้สึกไม่พอใจรัฐบาลมาจากความเป็นนักหนังสือพิมพ์โดยตรง ต่อมาสนธิบอกผมว่ารายการทีวีที่เขาทำอยู่ คงจะต้องวิจารณ์รัฐบาลมากขึ้น และพูดว่า หากโดนปิดก็จะไปพูดที่สวนลุมฯ นี่นานมาแล้ว

การที่นายกฯ ทักษิณตกเป็นเป้าการวิจารณ์ของสนธิก็เป็นเพราะทักษิณเป็นคนซึ่งมีความเป็นตัวของตัวเองสูง รัฐมนตรีเกรงมาก การตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ จึงเป็นการตัดสินใจของทักษิณ แทนที่รัฐมนตรีจะตกเป็นเป้าของการวิจารณ์ ทักษิณก็เลยต้องรับไปคนเดียว

ผมรู้ว่าสนธิไม่ได้ไปเกี่ยวข้องอะไรกับหลวงตามหาบัว นอกเหนือจากการเคารพนับถือหลวงตา แต่ลูกศิษย์หลวงตาเองที่เป็นฝ่ายเข้ามาให้ข้อมูลต่างๆ ตลอดเวลา จนสนธิเชื่อและกลายเป็นหัวหอกในเรื่องการแต่งตั้งผู้ทำการแทนสมเด็จพระสังฆราช

นิสัยของสนธินั้น เป็นคนใฝ่รู้ อ่านหนังสือแยะ และโดยอุปนิสัยแล้วชอบเป็นครู สามารถทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย เท่าที่ผมรู้จักสนธิมา ไม่มีอะไรที่จะทำให้เขาปลาบปลื้มเท่ากับการได้รับเชิญไปสอนหนังสือ

ที่จริงแล้ว รัฐบาลพลาดไปที่ไปยุติรายการทีวี ทำให้สนธิต้องหันมาใช้หอประชุมธรรมศาสตร์ และสวนลุมฯ แทน การที่ผู้คนไปฟังสนธิกันอย่างล้นหลามนั้น ทักษิณน่าจะไปฟังด้วย จะได้รู้ว่าเวลานี้ผู้คนไม่พอใจอย่างไร และผู้นำประเทศนั้น ย่อมมีทั้งคนชอบ คนไม่ชอบ คนไม่ชอบทักษิณก็ไม่ใช่พานไม่ชอบ แต่ไม่สนิทใจเรื่องการแต่งกายสวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นไปนั่งทำพิธีในวัดพระแก้ว นับว่าคนที่ไม่พอใจก็จะเพิ่มขึ้นทุกวัน การจัดการปิดปากสนธิจึงเป็นการก้าวพลาดทางการเมืองครั้งสำคัญ ในบ้านเมืองเราเวลานี้ฝ่ายค้านเสียศูนย์ไปยังเรียกศรัทธาคืนไม่ได้ เมื่อสนธิออกมา และรัฐบาลออกอาการกลัวถึงขนาดนี้ คนก็ยิ่งเข้าข้างสนธิ

สิ่งที่สนธิทำเวลานี้ ทำให้เขาเสียผลประโยชน์มาก เพราะบริษัท ไทยเดย์ฯ กำลังจะได้รับการฟื้นฟูในตลาดหุ้น ตอนพฤษภาทมิฬก็ครั้งหนึ่งแล้วที่สนธิออกมาต่อต้าน รสช.แบบไม่กลัวพัง ผมบอกสนธิว่า เขาเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่มีวิญญาณนักต่อสู้แบบบ้าเลือดจริงๆ สมัยก่อนผมเฮี้ยวๆ อยู่ เพราะไม่ได้อยู่ในฐานะผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย ผมร่วมกับสนธิได้ มาช่วงนี้สนธิรู้สภาพของผมดีจึงไม่ได้มาชักชวนอะไร เพียงแต่เล่าให้ฟังว่าคนมามากขึ้น

ทักษิณกับสนธิเป็นคนรุ่นเดียวกัน ความกล้าปนบ้าของสนธิมากกว่าทักษิณหลายร้อยเท่า ผมได้แต่เฝ้าดูว่าจะจบอย่างไร ผมลำบากใจพอสมควร แต่ก็ต้องนั่งดู ผมอยากเขียนวิเคราะห์ในการทำนายไว้ว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคไทยรักไทยคงไม่ได้เสียงเท่านี้อีกแล้ว ภาคใต้คงเป็นของพรรคประชาธิปัตย์ ภาคกลางพรรคชาติไทยคงได้ไปแยะ ภาคอีสานและภาคเหนือก็คงเสียที่นั่งไป ในกรุงเทพฯ นั้นคงไม่ได้เลย หากมีคนรวมกลุ่มกันตั้งพรรคใหม่ และได้กรุงเทพฯ ไปบวกกับในที่อื่นๆ อีก แล้วการเมืองไทยก็คงเป็นการรวมพรรคพันธมิตรข้างหนึ่ง พรรคไทยรักไทยอีกข้างหนึ่ง

สนธิจะกลายเป็นตัวแปรสำคัญ สนธิคงไม่เล่นการเมือง แต่จะเป็นสิ่งที่บั่นทอนความนิยมของทักษิณ จนพรรคไทยรักไทยมีผลกระทบในทางเสียมากขึ้น

ยิ่งมีทหารออกมาหนุนแบบนี้ ก็ยิ่งพังง่าย ผมเสียดายที่ทหารกำลังพ้นจากภาพ และความรู้สึกหลังพฤษภาทมิฬมาได้ คุณสุจินดาก็ทำตัวดีไม่สนใจที่จะมายุ่งเกี่ยวทางการเมืองอีก

รุ่น 10 ของทักษิณ แต่เดิมคนก็ไม่สนใจมากนัก คราวนี้คนชักกลัวว่า หากทักษิณมีอำนาจทางสภา ทางวุฒิสภา ทางทหารเต็มรูปแล้ว บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร

ผมอยู่กับการเมืองมานาน เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจะเห็นคลื่นมหาชนในกรุงเทพฯ อีกครั้งหนึ่ง

ถ้าผมเป็นทักษิณ ผมจะคิดหนัก และหาทางหนีทีไล่ไว้ตั้งแต่บัดนี้

19.11.05

ยังไม่ทันออกเดินทาง...ก็ถึงแล้ว

โดย ณัฐฬส วังวิญญู
ตีพิมพ์ใน ปาจารยสาร ฉบับสิกขาปริทัศน์ ฉบับที่ ๒ ปีที่ ๑ : : ตุลาคม - พฤศจิกายน ๒๕๔๘

ช่วงนี้ชีวิตผมเดินทางบ่อย จัดกระเป๋าทุกสัปดาห์ บางทีตอนจัดกระเป๋าอยู่ก็ได้ยินเสียงนกนอกหน้าต่างห้องนอน เหลียวมองไปดูก็เห็นนกกระจอกบ้านสองสามตัว เกาะกิ่งไม้อยู่ข้างบ้าน เสียงเจื้อยแจ้ว ก็เอะคิดไปว่า นกเขาก็เดินทางตลอดเวลาเหมือนกันนี่นา แต่ไม่เห็นต้องจัดกระเป๋าเหมือนเราเลย เขาสร้างรังก็เฉพาะเวลาจะดูแลลูกน้อยเท่านั้น นึกอิจฉานกอยู่เหมือนกัน เพราะช่างเป็นชีวิตที่เบาสบาย เรียบง่าย แต่เอ... ถ้านกมันพัฒนาได้มันจะพัฒนาให้มีกระเป๋าเดินทางใต้ปีกหรือเปล่านะ อารายธรรมแบบนกนกนี่น่าสนใจดีนะครับ

การเดินทางที่ผ่านมา นับว่าผมใช้เวลาไปเยอะทีเดียว เมื่อสองสามเดือนที่ผ่านมา ผมได้ออกเดินทางออกมาจากเชียงราย แล้วเดินทางไปเมืองมังฉี ที่ตอนใต้ของประเทศจีน เพื่อไปร่วมฝึกอบรมเกี่ยวกับการศึกษาทางเลือกกับกลุ่มครูท้องถิ่นที่นั่น แล้วเมื่อเดือนที่แล้วก็ไปที่คอโลราโดเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการแสวงหาปัญญาจากธรรมชาติ ซึ่งเป็นการเดินทางที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตได้ข้ามภพชาติแห่งชีวิต

ผมสังเกตว่าเวลาตัวเองเดินทาง เราได้ก้าวออกไปจากพื้นที่ที่คุ้นชิน หรือความรู้สึกปลอดภัย รู้สึกว่าอำนาจของเราในการควบคุมสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตนั้นหายไป แล้วหลุดออกมาแสดงบทบาทของผู้เฝ้ามอง หรือผู้เฝ้าสังเกตมากขึ้น คือเฝ้าสังเกตทั้งโลกภายนอกและโลกภายใน โดยมีแนวโน้มที่จะตื่นตัวในการสังเกตนี้มากขึ้น และการที่ได้เฝ้ามองหรือเฝ้าสังเกตนี้เป็นประสบการณ์อันหอมหวนมีเสน่ห์ไม่น้อยเลย เพราะชีวิตมันไม่เป็นไปอย่างอัตโนมัติอย่างคุ้นเคย แต่ใคร่ครวญและไตร่ตรองมากขึ้น

โดยเฉพาะในกรณีที่เดินทางคนเดียว ก็ทำให้รู้สึกถึงความวิเวกที่หวานมัน ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องทำอะไรให้เสร็จ รายการสิ่งที่ต้องทำนั้นว่างเปล่า เป็นรายการของความว่างเปล่า ทำให้ได้ดื่มด่ำกับความวิเวกและสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้ดียิ่งขึ้น ยิ่งต้องย้ายที่บ่อยๆ ก็ทำให้ไม่ต้องสะสมสิ่งของสัมภาระให้หนักอึ้ง ทำตัวให้เบาไว้ เพียงพกพาเครื่องเคียงชีวิตที่จำเป็นจริงๆ ก็พอแล้ว (แต่บางทีก็ยากที่จะกำหนดว่าอะไรจำเป็นจริงๆ)

แต่บางทีก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า การเดินทางของชีวิตนี้มีที่สิ้นสุดที่ไหน ก็ยังตอบไม่ค่อยได้เหมือนกัน รู้อย่างเดียวว่ากำลังเดินทาง และกำลังเรียนรู้ แม้แต่การเขียนนี้ก็เป็นการเดินทางและสืบค้นความรู้สึกนึกคิดเช่นกัน หาได้มีข้อสรุปอะไรที่ตายตัวไม่

พอผมตั้งคำถามเกี่ยวกับที่หมายปลายทางของการเดินทาง ก็ทำให้อดที่คิดถึงมิติของเวลาไม่ได้ เพราะพอมีเริ่มต้น ท่ามกลาง แล้วสิ้นสุด มีอดีตที่ผ่านไปแล้ว ปัจจุบันที่สัมผัสรู้สึกได้ แล้วอนาคตที่ยังมาไม่ถึง แต่พอคิดไปอีกที ทั้งอดีตและอนาคตเป็นสิ่งที่ผมสัมผัสรับรู้ไม่ได้ หากคิดถึงมันได้ แต่ก็อีกนั่นแหล่ะ เรารับรู้ความคิดเกี่ยวกับอดีตและอนาคตได้ก็แต่ในปัจจุบันเท่านั้น มิใช่หรือ มันไม่มี “ อนาคต ” ที่รอเราอยู่ “ ข้างหน้า ” โดยแยกขาดออกจากประสบการณ์ที่เป็นปัจจุบันของเราอย่างที่เรามักคิดกันกระมัง หรือไม่มี ” อดีต ” ที่ผ่านไปแล้วที่ดำรงอยู่แยกออกจากปัจจุบันด้วย หากอดีตหรือสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วยังคงส่งผลต่อเราในปัจจุบันไม่มากก็น้อย

นอกจากเรื่องของเวลาแล้ว คำที่มักจะแวบเข้ามาในแง่ของการเดินทางชีวิตก็คือคำว่า “ พัฒนา ” เพราะคำว่า “ พัฒนา ” มันดูเหมือนว่ามันต้องมีทิศทาง ไม่ค่อยมีใครได้ยินว่า ” พัฒนาเพื่ออยู่กับที่ ” เท่าไร โดยมากการพัฒนามักมีนัยยะว่าทำให้ดีขึ้น หรือดีกว่าเดิม ก็ทำให้คิดต่อแสดงว่าเดิมๆ นี่ยังไม่ดีพอยังงั้นหรือ
แล้วความคิดเรื่องการพัฒนานี้เองที่ถูกเอามาใช้กับแนวคิดเรื่อง การพัฒนาตัวเอง พัฒนาบุคลากร พัฒนาประเทศชาติบ้านเมือง พัฒนาจิตเป็นต้น

แต่ถ้าถามต่อไปว่า เราพัฒนาตัวเองไปเพื่ออะไร เพื่อใคร เราอยากจะเป็นอะไร มีชีวิตแบบไหน อย่างไร หรือเราต้องการพัฒนาตัวเอง โดยเฉพาะในเรื่องของชีวิตด้านในหรือที่เรียกกันมากขึ้นคือพัฒนาด้านจิตวิญญาณนั้น เราทำเพือใคร หรือเรากำลังทำเพื่อตัวเอง เสริมสร้างหน้าตา ความน่าเชื่อถือ การยอมรับในสังคมตามมาตรฐานของเราเอง นั่นก็เป็นเพียงพัฒนาอัตตาให้แก่กล้ามากกว่า

ผมคิดว่ามิติเรื่องการพัฒนาตัวเองนั้นมีความแยบยลอยู่ไม่น้อย บางทีการที่เราสามารถนั่งสมาธิได้วันละสองสามชั่วโมงทำให้เรารู้สึกว่า ความเป็นมนุษย์ของเราได้รับการยกระดับขึ้นกว่ามนุษย์ระดับปกติอย่างนั้นหรือ ในแวดวงของผู้แสวงหาหนทางของชีวิตที่ดีงาม หรือสังคมที่ดีงาม มันมักจะมีกรอบตัดสินเชิงคุณค่าลอยไปลอยมาเสมอในจิตไร้สำนึกรวมของผู้คน โดยเฉพาะเป็นกรอบมาตัดสินกันว่า อย่างไหนดีกว่า แท้กว่า ตื้นกว่า ลึกกว่า สิ่งที่ชอเกรียม ตรุงปะ รินโปเช ผู้ซึ่งก่อตั้งมหาวิทยาลัยนาโรปะ ได้เขียนหนังสือทั้งเล่มว่าไว้ด้วยเรื่องนี้แหล่ะครับ คือ Cutting Through Spiritual Materialism หรือที่แปลเป็นไทยคือ ลิงหลอกเจ้า เพื่อเตือนสติผู้แสวงหาอิสรภาพและความสุขผ่านการฝึกฝนทางจิตวิญญาณทั้งหลายว่า อย่าได้ถือเอามิติทางจิตวิญญาณมาเสพสมดังว่าเป็นอีก ” สิ่ง ” ที่ยึดครองได้ ประดับประดาชีวิตได้ เหมือนวัตถุสิ่งของทั้งหลาย อวดอ้างได้ สร้างความชอบธรรมให้กับตัวเองได้ สร้างความรู้สึกสะดวกสบาย ปลอดภัยมั่นคงให้กับตัวเองได้ ตรุงปะยังได้แนะนำอีกด้วยว่าในทางตรงกันข้าม หากเราจริงใจกับการปฏิบัติธรรม เราต้องค้นหาหนทางที่จะทำให้เราเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่จะทำให้เรารู้สึกไม่ปลอดภัย หรือหมิ่นเหม่ ดังที่เจ้าชายสิทธัทถะเองได้แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่าง

หากจะว่าไปแล้ว ถ้าเราเชื่อว่าธรรมชาติของชีวิตนั้นมีความดีเป็นพื้นฐาน แน่นอนไม่เปลี่ยนแปลง แสดงว่าไม่ต้องพัฒนา มันก็มีอยู่แล้ว วางใจได้ร้อยเปอร์เซ็น เราสามารถภูมิใจและวางใจได้เลยในการมีชีวิตอยู่ แล้วค้นพบภายในตัวเองไปเรื่อยๆ ซึ่งก็จะทำให้มันเหมือนกับว่าไม่ต้องพัฒนานั้น หรือหาต้องการใช้คำนี้อยู่ก็ใส่ความหมายใหม่ว่าเป็นการถอดถอนความคิด อารมณ์ความรู้สึกที่บดบังการมองเห็นตามจริง หรือบดบังการมองเห็นความงดงามที่สมบูรณ์พูนพร้อมในชีวิต มองเห็นความปกติที่ดำรงอยู่ในสรรพสิ่ง มองเห็นความเป็นหนึ่งเดียวกันของสรรพสิ่ง

ดังนั้น ธรรมชาติของชีวิตเป็นตัวอย่างที่ดีของความดีงามและความสง่างามอันเป็นพื้นฐานของชีวิต ที่ไม่จำต้องพิสูจน์ตัวกับใคร เหมือนกับกระบวนการของการสร้างหรือผลิตเซลใหม่ หรือการหายใจ ที่เป็นกระบวนการหล่อเลี้ยงชีวิต เป็นระบบภูมิปัญญาที่อยู่ในกาย ในธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต และเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย โดยไม่ได้ขึ้นกับว่ากระบวนการเหล่านี้ดำเนินไปแล้วจะได้รับเกียรติยศ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินเงินทองหรือไม่ คือทำตามบทบาทและหน้าที่ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรชีวิต

ผมรู้สึกว่าทุกวันนี้เราพัฒนาไปเพราะความรู้สึกว่า ขาดพร่องอะไรบางอย่างหรือเปล่า หรือไม่ก็ต้องการได้อะไรบางอย่าง จริงแล้วโดยที่ไม่ต้องทำอะไรมากมาย ก็กลับไปเหมือนวิถีชีวิตของคนชนบท หรือชนเผ่า ที่ทำงานออกแรงกายเพื่อความจำเป็นด้านปัจจัยสี่ เพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตและชุมชนที่เป็นกาย แล้วมีเวลาเหลือเฟือในการหล่อเลี้ยงจิตใจ หรือความสัมพันธ์ระหว่างคนใจชุมชน และความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ ผ่านรูปแบบของพิธีกรรมต่างๆ ชีวิตเต็มไปด้วยการหล่อเลี้ยงดูแลความสัมพันธ์เหล่านี้

เวลาที่นึกถึงความสุขและความพอใจของชีวิต ผมมักจะคิดถึงพะตีตะแยะเสมอ พะตีเป็นชาวปกาเกอญอที่ธรรมดาสามัญ เป็นชีวิตที่มีความพึงพอใจอย่างลึกๆ รู้สึกว่าเพียงแค่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นก็ดีที่สุดแล้ว วันเวลาแห่งการครองชีวิตที่เหลือก็เป็นเพียงการแบ่งปัน และเก็บเกี่ยวการเรียนรู้เท่านั้นเอง ส่วนสุขทุกข์ก็เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย

จึงทำให้คิดว่า จริงๆ แล้วเราไปจำเป็นต้องออกเดินทางไปไหน หรือต้องพยายามไปถึงไหน เพราะเราได้มาถึงแล้ว เพียงแต่ต้องค้นพบให้เจอในตัวเองเท่านั้น อย่างทางเซ็นมักจะพูดถึงจิตประภัสสรหรือจิตแรกที่ผ่องแผ้ว สดใสที่มีอยู่ในตัวเรา ไม่ต้องออกไปหาที่ไหน หรือขอจากใคร เพียงแต่มองเข้าไปด้านในก็อาจพบเห็นหรือสัมผัสได้เอง